แชร์

ตอนที่ 7

ผู้เขียน: Selena
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-08 11:13:06

ณ ห้องลับบนชั้นสูงสุดของหอคณิกาอันหรูหรา...

เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงเคล้ากลิ่นสุรารสเลิศดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงลับ เหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายนั่งล้อมวงรอบโต๊ะแปดเซียน ต่างพูดคุยและเย้ยหยันกันอย่างสนุกปาก เมื่อนึกถึงสีหน้าของฮ่องเต้หนุ่มในท้องพระโรงยามเช้า

"ฮ่าๆๆ! วันนี้นับว่าเปิดหูเปิดตานัก ปกติเห็นแต่ฝ่าบาททรงวางท่าหยิ่งผยอง ทอดพระเนตรผู้อื่นด้วยสายตาเหยียดหยาม มาวันนี้กลับต้องนั่งกุมขมับ หน้าดำคร่ำเครียดจนพูดไม่ออก"

ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกแก้วสุราขึ้นดื่มอย่างอารมณ์ดี

"นั่นสิ! เจอกลยุทธ์ของท่านเสนาบดีจางเข้าไป มีหรือที่โอรสสวรรค์องค์ใหม่จะรับมือทัน ได้แต่ยอมรับข้อเสนอของท่านเสนาบดีซูเพื่อกลบเกลื่อนความเพลี่ยงพล้ำ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก"

เสียงขุนนางอีกคนเสริมขึ้น เรียกเสียงหัวเราะชอบใจดังก้องไปทั่วห้อง

เสนาบดีจางจงหยวนนั่งประทับอยู่ ณ ตำแหน่งประธาน เขายกยิ้มบางเบาด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยื่นมือไปตบไหล่ หลิวเหวย เจ้าของโรงนาอ้วนท้วมที่นั่งอยู่ข้างๆ เบาๆ อย่างอารมณ์ดี

"ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก หลิวเหวย... แสดงละครหน้าประตูวังได้สมจริงยิ่งนัก ศีรษะแตกเลือดอาบโขกพื้นได้จังหวะจนขุนนางทั้งราชสำนักกดดันกันไม่ติด"

หลิวเหวยรีบประสานมือโค้งกายด้วยท่าทางนอบน้อม

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันของเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องข้างๆ ถ้อยคำดูหมิ่นที่เอ่ยถึงองค์จักรพรรดิราวกับหมากในกำมือ ดุจคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในพระทัยของฮ่องเต้องค์ใหม่

คุณหนูหกจางซินอี๋ ผู้เป็นเจ้าของแผนการและพาฮ่องเต้เสด็จมาติดกับดักในครั้งนี้ ถึงกับหน้าซีดเผือด ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนอกแปรปรวน นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่กำลังก้มลงซุ่มเจาะรูแอบดูอยู่เหนือศีรษะของนางด้วยความพรั่นพรึง

และก็เป็นไปตามที่นางคาดไว้...

ทันทีที่สบตากันในเงามืด หลิงเชียวที่ก้มมองลงมาพอดีพลันฉายแววตาอาฆาตแค้นออกมาอย่างไม่ปิดบังนัยน์ตาหงส์คู่นั้นวูบวับด้วยเพลิงโทสะอันเหี้ยมเกรียม ราวกับจะบั่นคอหญิงงามใต้ร่างให้ดับสูญไปเสียตรงนั้น หากมิใช่เพราะต้องซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของศัตรู มีหรือที่นางจะยังรักษาศีรษะไว้บนบ่าได้อีกแม้เพียงเสี้ยวก้านพลู

เพียงแต่ไม่นานบทสนทนาที่ดังขึ้นก็ทำให้ต้องเบนสานตากลับมามอง

"เป็นเพราะแผนการอันแยบยลของท่านเสนาบดี! หากไม่ได้เบาะแสและการจัดฉากของท่าน ข้าน้อยไหนเลยจะมีโอกาสได้เล่นละครฉากใหญ่ข่มขวัญฮ่องเต้ถึงเพียงนี้"

แท้จริงแล้ว แผนการทั้งหมดในครั้งนี้ล้วนเป็นเสนาบดีจางที่วางหมากไว้เองตั้งแต่ต้น เขารู้อย่างถ่องแท้ถึงความคิดอันตื้นเขินของฮ่องเต้หนุ่มผู้ยังอ่อนประสบการณ์

ซินอี๋... บุตรสาวคนที่หกผู้ดื้อรั้นของเขา นางเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ คำพูดและท่าทีตัดขาดของนางในคุกวันนั้น ย่อมต้องตาฮ่องเต้ที่กำลังมองหาหมากมาเล่นงานตนเป็นแน่ ฮ่องเต้จึงไม่ลังเลที่จะดึงนางไปใช้เป็นสายข่าว ทว่าเด็กเมื่อวานซีนเหล่านั้นกลับไม่รู้เลยว่า ข่าวลวงเรื่องเสบียงหลวงที่หลุดไปถึงหูของคุณหนูหกนั้น... ล้วนเป็นเขาที่จงใจปล่อยออกไปเองทั้งสิ้น! หาไม่แล้ว สตรีที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในเรือนหลังอย่างนาง จะมีปัญญาไปสืบรู้ความลับระดับราชสำนักได้อย่างไร

องค์ชายสอง ผู้เป็นลูกเขย มองดูความเด็ดขาดและปฏิภาณของเสนาบดีจางด้วยความเลื่อมใส เขาเร่งยกกาน้ำชาเดินเข้ามารินลงถ้วยให้อย่างเอาอกเอาใจ ก่อนจะยกถ้วยชาด้วยสองมือแล้วโค้งคำนับเสนาบดีจางด้วยรอยยิ้มประจบ

"ท่านพ่อตาปรีชาสามารถยิ่งนัก

การซ้อนแผนคราวนี้ทำเอาน้องสามตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูกไปเลย!"

องค์ชายสองเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วถามย้ำด้วยสายตาเป็นประกาย

"ท่านพ่อตา... หากเราค่อยๆ บั่นทอนพระเกียรติยศและตัดกำลังฝ่ายขวาเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ บัลลังก์มังกรนั้น... ย่อมต้องตกเป็นของข้าอย่างแน่นอนใช่หรือไม่"

เสนาบดีจางปัดสายตามององค์ชายสองแวบหนึ่ง ในใจพลันระอาและแสนเบื่อหน่ายกับความไร้ความสามารถและไร้เดียงสาของลูกเขยผู้นี้ยิ่งนัก... หากเลือกได้ เขาคงไม่อยากฝากอนาคตไว้กับคนโง่เขลาเช่นนี้ ทว่าหากเขาต้องการขึ้นเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดอยู่เบื้องหลังราชวงศ์ เขาก็จำเป็นต้องผลักดันหมากที่ควบคุมง่ายอย่างองค์ชายสองขึ้นสู่บัลลังก์ให้ได้

เสนาบดีจางรับถ้วยชามาถือไว้ ยกขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มล้ำลึกที่ยากจะคาดเดา

"องค์ชายโปรดวางพระทัย..."

เสนาบดีจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น

"ตราบนานเท่าที่องค์ชายยังทรงเชื่อฟังและเดินตามหมากที่กระหม่อมวางไว้... บัลลังก์ทองแห่งจักรวรรดิเว่ย จะต้องเป็นของพระองค์อย่างแน่นอน"

เสียงหัวเราะอย่างลืมตัวของเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายดังระงมเล็ดลอดผ่านผนังไม้อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ สดุดเงียบลง...

บรรยากาศภายในห้องลับพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดหนักอึ้ง ยามเมื่อหัวข้อสืบเนื่องถัดไปถูกยกขึ้นมาปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง

เสนาบดีจางจงหยวนถอนหายใจยาว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความครุ่นคิดและคิดไม่ตก

"อีกไม่นาน อาวุธสงครามที่พวกเราลักลอบยักยอกมาจากคลังของราชสำนัก ก็จะมีจำนวนมากพอสำหรับส่งขายให้แก่พ่อค้าต่างเมืองแล้ว... เพียงแต่ยามนี้ ข้ายังคิดไม่ตกว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดเป็นคนจัดการควบคุมดูแลพื้นที่เก็บซ่อน"

ทันใดนั้น เสนาบดีไหล ขุนนางฝ่ายซ้ายคนสนิท ก็รีบประสานมือลุกขึ้นยืน เอ่ยเสนอตนด้วยท่าทางร้อนรนหมายจะคว้าความดีความชอบไว้เพียงผู้เดียว

"เรียนท่านเสนาบดีจาง! เรื่องนี้โปรดมอบหมายให้ข้าเป็นผู้จัดการเถิดขอรับ! ข้ามีโกดังร้างลับแห่งหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ใกล้ม่านน้ำนอกเมือง พื้นที่ตรงนั้นห่างไกลผู้คนและใกล้กับเส้นทางขนส่งทางน้ำอย่างยิ่ง หากใช้เป็นที่ซ่อนอาวุธและดำเนินการลักลอบส่งออก ย่อมรอดพ้นจากสายตาพวกทหารหลวงได้อย่างแน่นอน!"

เสนาบดีไหลเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกำชับคำมั่นสัญญาด้วยรอยยิ้มประจบประแจง

"ข้าขอเอาชีวิตเป็นประกัน... จะไม่ยินยอมให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแม้แต่เพียงประการเดียวขอรับ!"

เมื่อได้ฟังคำยืนยันอันหนักแน่น เสนาบดีจางจงหยวนก็ตบโต๊ะเบาๆ พลางหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ

"ดี! สมเป็นเจ้าจริงๆ เสนาบดีไหล!"

หลังจากนั้น ขุนนางทั้งหลายภายในห้องลับก็เริ่มเปิดฉากพูดคุยถึงการจัดสรรผลประโยชน์และเม็ดเงินก้อนมหึมาที่จะได้รับหากแผนการขายอาวุธสงครามครั้งนี้สำเร็จลุล่วง พวกเขาส่งเสียงหัวเราะแสดงความสุขออกมาอย่างเบิกบาน โดยหารู้ไม่ว่าทุกถ้อยคำและรายละเอียดโกดังร้างใกล้ม่านน้ำนั้น ได้ถูกฮ่องเต้หนุ่มและคุณหนูหกที่ซ่อนตัวอยู่ข้างห้องสดับฟังไว้จนหมดสิ้นแล้ว

เมื่อได้ยินเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับโกดังร้างใกล้ม่านน้ำนอกเมือง ซินอี๋ที่ตอนแรกโดนสายตาอาฆาตจ้องจับผิด ก็ค่อยๆ ยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ ความตื่นตระหนกมลายหายไปจนหมดสิ้น นางรีบเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้หนุ่มทันที นัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายฉายแววหวังจะขอความดีความชอบจากพระองค์ ที่อย่างน้อยแผนการเสี่ยงตายของนางในครั้งนี้ ก็ช่วยให้ได้เบาะแสสำคัญกลับไป

ทว่า... ยามเมื่อดวงตาของคนทั้งคู่หมุนกลับมาสบกันในระยะกระชั้นชิด บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปในทันใด ภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนบนเตียงนอนก่อนหน้านี้ สัมผัสผิวกาย นุ่มนวลรุกราน และรสจูบอันช่ำชองพลันฉายวนซ้ำเข้ามาในหัวของทั้งสองอย่างพร้อมพรั่ง!

ความรู้สึกหวานวาบหวามและเขินอายที่ถูกกดทับไว้พุ่งพรวดขึ้นมาทันที ต่างฝ่ายต่างทำตัวไม่ถูก หลิงเชียวที่เคยชินกับการวางท่าเย็นชากระแอ่มไอเบาๆ ในลำคอแล้วผละเบือนสายตาหนีไปทางอื่น ส่วนซินอี๋ก็รีบหลุบสายตาต่ำ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้

เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อมูลสำคัญใดเพิ่มเติมนอกจากการเสวนาเรื่องผลประโยชน์ ทั้งคู่จึงค่อยๆ ถอยห่างออกจากบานไม้ แล้วกลับมานั่งลงที่โต๊ะชาภายในห้องอย่างเงียบเชียบ ต่างคนต่างยกแก้วชาขึ้นจิบแก้เก้อ ละสายตาออกจากกันเพื่อซ่อนความว้าวุ่นใจและข่มหัวใจที่ยังคงเต้นระทึกไม่เป็นจังหวะให้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ในที่สุด บรรยากาศอันอึดอัดและกระอักกระอ่วนภายในห้องพักก็ถูกทำลายลง เมื่อกวนเฟิงเคลื่อนกายเข้าผ่านบานประตูเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามไรผม ชายหนุ่มผงกศีรษะให้คนทั้งสองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชูจดหมายลับฉบับหนึ่งขึ้น แล้วรีบรายงานความด้วยน้ำเสียงเบาแผ่ว

"ฝ่าบาท... กระหม่อมติดตามชายชุดดำผู้นั้นไป พบว่ามันกำลังมุ่งหน้าไปยังพิราบสื่อสาร เพื่อเตรียมส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปต่างเมืองพ่ะย่ะค่ะ!"

หลิงเชียวผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที พระหัตถ์เอื้อมไปฉวยจดหมายลับนั้นมาคลี่ออกอ่านด้วยสายตาถี่ถ้วน เนื้อความภายในปรากฏตัวอักษรระบุวัน เวลา และสถานที่นัดหมายในการส่งมอบอาวุธสงครามอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับเบาะแสโกดังร้างใกล้ม่านน้ำที่เสนาบดีไหลเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่ไม่ผิดแผด

ดวงพระเนตรหงส์ฉายแววเด็ดขาด เพื่อมิให้เรื่องนี้เกิดข้อผิดพลาดเหมือนคราก่อน ฮ่องเต้หนุ่มจึงทรงออกราชโองการเสียงเรียบตึง

"แจ้งคนของเรา... คืนนี้พรุ่งนี้เราจะลักลอบเข้าไปตรวจค้นโกดังนั่นเสียก่อน ต้องทำอย่างเงียบเชียบและลับที่สุด ห้ามให้ไก่ตื่นหรือเอิกเกริกเหมือนครั้งที่แล้วเด็ดขาด"

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"

กวนเฟิงประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย

"ฝ่าบาท ยามนี้ยามดึกมากแล้ว ข้างนอกเริ่มมีการตรวจตราเข้มงวด ควรเสด็จกลับพระราชวังได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"

หลิงเชียวชะงักไปเล็กน้อย ทรงหันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรซินอี๋ แววตาคู่คมฉายความสับสนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความเย็นชาดังเดิม พระองค์เบือนสายตากลับพลางเอ่ยเสียงห้าวต่ำ

"ไปส่งนางก่อน"

...

ภายในรถม้าที่มุ่งตรงไปยังโรงน้ำชา ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งคัน บรรยากาศภายในโอบล้อมไปด้วยสายใยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ทั้งหลิงเชียวและซินอี๋ต่างพยายามรักษากิริยาอย่างสุดกำลัง

ฮ่องเต้หนุ่มยังคงนั่งหลังตรง นิ่งขรึมและเย็นชาดุจรูปสลัก ทว่าสายตาจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่เหลียวมองสตรีข้างกาย ส่วนซินอี๋ก็นั่งสงบเสงี่ยม แสร้งทำเป็นเมินเฉยไม่แยแส ทั้งที่ภายในอกนวลกลับมีหัวใจที่เต้นรัวราวกับเสียงกลองศึก ภาพรสจูบอันเร่าร้อนบนเตียงยังคงหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำ ทุกครั้งที่เผลอหันมาสบตากันโดยบังเอิญ ทั้งคู่เป็นต้องรีบสะบัดหน้าหนีไปคนละทางอย่างรวดเร็ว

"ฝ่าบาท..."

ซินอี๋เป็นฝ่ายทลายความเงียบขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"หม่อมฉันไม่อาจกลับจวนเสนาบดีในสภาพดึกดื่นเช่นนี้ได้เพคะ คืนนี้หม่อมฉันจะขอไปพักที่โรงน้ำชา ยามนี้เสี่ยวอี่คงรอหม่อมฉันอยู่ที่นั่นแล้ว"

หลิงเชียวมิได้เอ่ยขัดประการใด เพียงแค่นิ่งฟังแล้วพยักพระพักตร์รับเบาๆ เป็นสัญญาณอนุญาต

เมื่อรถม้าเคลื่อนมาจอดลงที่ด้านหลังโรงน้ำชา ซินอี๋ค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าเพียงลำพัง นางย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมโดยไม่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตร

"หม่อมฉันน้อมส่งฝ่าบาท ขอบพระทัยที่มาส่งเพคะ"

หลิงเชียวนั่งนิ่งอยู่บนรถม้า ไม่ได้เอ่ยคำลาหรือแสดงความอาทรใดๆ พระองค์ทำเพียงเปิดม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ทอดพระเนตรมองแผ่นหลังอรชรของคุณหนูหกที่ค่อยๆ เดินหายลับเข้าไปภายในโรงน้ำชาอย่างเงียบเชียบ

จนกระทั่งแน่ใจว่านางปลอดภัยแล้ว ฮ่องเต้หนุ่มจึงละสายตากลับมา แล้วออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาประดุจน้ำแข็ง

"ออกรถ... กลับวัง"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status