LOGINเสียงย่างหมูดังฉี่ๆ ราวกับเสียงสวรรค์ของคนชอบรับประทานอาหารประเภทนี้ แม้จะไม่ใช่เนื้อชั้นเลิศอะไร แต่คนที่ไม่ค่อยได้กินอาหารประเภทนี้เท่าไหร่อย่างเขา ด้วยบรรยากาศ ด้วยความแปลกใหม่ มันก็ทำให้ศรันย์สนุกและอร่อยกับอาหารมื้อนี้
อาหารที่ถูกที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ ตั้งแต่เขาโตมาและเคยมากินอะไรแบบนี้ จริงๆ แล้วเขาง่วงนะ แต่พอออกมากับเธอและเด็กน้อยแก้มกลมคนนี้ เขาก็หายง่วงดีดมีพลังขึ้นมา เพราะบรรยากาศของงานวัดที่เขาไม่เคยมาสัมผัสนี่แหละ
ก็ที่บ้านของเขา ย่า พ่อแม่เลี้ยง พี่น้อง เพื่อน ไม่เคยมีใครชวนเขามาเดินงานวัด...ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 27 ปีนี้ก็ว่าได้ ไม่เคยมาเดิน มาสัมผัส กับสังคมอีกแบบหนึ่ง ที่ต่างจากที่เขาอยู่จนชิน
มันก็สนุกดี...
เขามองไปรอบๆ สีหน้าเย็นชาของเขาคลายความขรึมเคร่ง เขาดูสนุกกับการคุยกับใบตอง ส่วนชินานางนั้นเธอทำตัวเงียบๆ ราวกับไม่มีตัวตน...แต่คอยปรนนิบัติเขา หยิบนั่นเติมนี่ให้กับเขา แม้ตอนนี้ เห็นเขาเหงื่อซึม ยัยเด็กเอ๋อก็เอาพัดมาโบกคลายร้อนให้เขา แต่ตัวเองนั้นเหงื่อซ่กเลยล่ะ
นัยน์ตาของเขามองไล่ไปตามหน้าตาของเธอ เหมือนเดิม...คือจืดชืด ไร้ความน่าสนใจ เขาเห็นหล่อนยิ้มน้อยครั้งมาก นัยน์ตาเล็กยาวเรียวของเธอ จะเหมือนตาปิดเลยล่ะ ถ้าเธอยิ้มเต็มที่ แปลกเวลานั้น ความจืดชืดกลับเป็นความเจิดจ้า...น่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ
สามครั้ง...
เออ สามครั้งจริงๆ เวลาเห็นหล่อนยิ้มเต็มที่ เวลาอยู่ใกล้เขาจะทำหน้าเจื่อน หน้าแหย ยิ้มก็เสียไม่ได้ ก้มหน้าก้มตา ทำเหมือนวิญญาณลอยตามและคอยช่วย...เฮ้อ...
ก็เป็นเสียแบบนี้แหละ หลังๆ มาเขาถึงแกล้งไม่ค่อยลง กวนหล่อนบ้างบางหนนิดหน่อย แต่ก็นั่นแหละ กวนไม่ขึ้น เพราะชินานางจะทำหน้าเอ๋อใส่เขา คือทำตาเบิกนิดๆ เผยอปากหน่อยๆ หน้าเจื่อน...ยืนทำตัวลีบ ใครจะไปแกล้งต่อลงล่ะ ถ้าทำก็ใจร้ายแล้วแหละ
“อร่อยไหมคุณจัมโบ้”
“อืม ก็อร่อยดีนะ”
“เราไปปาลูกโป่งกันไหมคะ มางานวัดก็ต้องปาโป่งนะ”
“ปาไปทำไมล่ะ”
เขาซักเด็กหญิง ตอนนี้พวกเขาออกมาจากร้านหมูกระทะแล้ว ดูเหมือนใบตองจะเข้ากันได้อย่างว่องไวกับศรันย์อย่างไม่น่าเชื่อ
“แลกตุ๊กตายังไงละคะ หนูอยากได้ตุ๊กตา”
“ถ้าใบตองอยากได้ตุ๊กตาก็ซื้อสิ จะไปปาลูกโป่งทำไม”
เขาว่า ใบตองย่นหัวคิ้วก่อนจะสั่นหน้าจนผมกระจาย
“ปาโป่งอะ 20 บาทมีสิทธิ์ลุ้นนะคะ แต่ถ้าหนูจะซื้อตุ๊กตา หนูต้องมีเงินเป็นร้อย”
เด็กน้อยว่าแบบนั้น ศรันย์เลิกคิ้ว ความรู้ใหม่สำหรับเขาเลยล่ะว่ามีเกมละเล่นอะไรแบบนี้
เขาไม่ได้พกเงินมา ไม่มีเงินไทยเลยสักบาท เขาจึงหันมาหายัยเอ๋อ ขอเงินเธอหน้าตาเฉย
“ยัยเอ๋อ ขอเงินหน่อยสิ ฉันจะไปปาลูกโป่ง”
“ค่ะ”
นานางล้วงเอาเงินให้กับเขา ตามองสบตากันแวบหนึ่ง สายตาของเขาไม่ได้เย็นชาอีกต่อไปแล้วชั่วขณะ
เธอมองดูเขากับใบตอง ปาลูกโป่งชิงตุ๊กตากันอย่างสนุกสนาน เขาหัวเราะเสียงดัง สีหน้าดูสดใสมาก ยามเขามองใบตองนัยน์ตานั้นอ่อนโยน แพรวพราว ชินานางอยากให้เขามองเธอแบบนี้บ้าง เธอจะมีความสุขขนาดไหนกันนะ?
แต่เขาคงไม่มีวันมองเธอแบบนี้
คิดแล้วก็ถอนใจไม่อยากคิดว่าถ้าเกิดว่าคุณท่านเปิดปากบอกกับศรันย์เรื่องที่เขาจะต้องหมั้นหมายกับเธอ มันจะเกิดอะไรขึ้นหนอ สายตาของเขาคงจะยิ่งเย็นชากว่าเดิมแน่ๆ
เธอมองด้านหลังของเขากับใบตองที่ยืนอยู่เคียงกันอย่างตั้งใจขณะที่กำลังเล่นเกมของงานวัด เขาไม่เคยมาทำอะไรแบบนี้มาก่อน กับวิถีชีวิตธรรมดาของคนระดับกลาง เลยตื่นเต้นและสนุกกับมันอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าเกิดว่าเธอไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากคุณท่านแล้ว ชีวิตของเธอก็คงจะพึงมีความสุขแบบนี้นั่นแหละ
ชินานางเลือกไม่ได้กับชีวิตของตัวเอง แม้ตอนนี้อยากจะหลุดจากวิถีของมันที่กำลังดำเนินไป เธออยากเป็นอิสระ อาจจะต้องอดบ้างอิ่มบ้างถ้าเกิดบินออกไปจากที่นี่ แต่ดีกว่าเป็นนกน้อยอยู่ในกรง บางสิ่งที่ไม่อยากทำจะได้ไม่ฝืนใจตน และไม่ฝืนคนอื่นด้วย
เธอถอนใจออกมาอีกหน พักนี้เธอถอนใจบ่อยๆ มีคนเคยว่าถ้าถอนใจหนึ่งครั้งความสุขจะหดหายไปหนึ่งนาที เธอคงไม่เหลือความสุขแล้วล่ะตอนนี้
ชินานางจะต้องตั้งรับ กับพายุที่มีชื่อว่าศรันย์แน่นอน...เพราะคนอย่างเขาคงไม่ยอมทำตามคุณย่าง่ายดายหรอก ยิ่งเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขาด้วยแบบนั้น
ผู้หญิงของเขาแต่ล่ะคน สวย เซ็กซี่ เปี่ยมเสน่ห์ทางเพศ เธอมีอะไรไปสู้ได้ กระจกฟ้องเมื่อเธอส่องดูตัวเอง เธอคือสาวหน้าตาจืดชืด ไม่สวย ไม่น่ารัก หน้าตาธรรมดา บุคลิกไม่ดึงดูด แต่งเนื้อแต่งตัวเชยๆ ส่วนโค้งเว้าก็ไม่ค่อยมี มีอะไรดึงดูดให้เขาอยากหมั้นอยากแต่งงานกับเธอ
ใจของชินานางหวังให้เขาปฏิเสธ
เธอถึงจะรู้สึกลึกล้ำกับเขาเกินธรรมดาก็จริง แต่เธอก็แค่อยากเฝ้ามอง ชื่นชม และรับใช้เขาในบางหน ไม่ได้ปรารถนาจะได้ครอบครองเขาเลยสักนิด การได้ครอบครองเขาอยู่กับเขา มันดูไม่น่าสนุกเลยสำหรับชินานาง
เขาเหมือนพายุ
ส่วนเธอเป็นดอกหญ้า...
ยามพายุพัดผ่านอย่าเกรี้ยวกราด ดอกหญ้าก็ตาย...ใช่ไหม
เธอจำต้องยินยอมรับสิ่งนั้น
ชินานางยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ยังคงมองแผ่นหลังกว้างๆ ของศรันย์อย่างไม่ยอมละสายตา
งานแต่งงานจัดขึ้นตามฤกษ์ยามเดิม มีคุณนาตยาเป็นแม่งานและตัวแทนคุณสิริญ โดยไม่สนใจว่าจะมีใครไม่พอใจ ซึ่งส่วนมากก็เป็นญาติๆ บางคน ทำประท้วงด้วยการไม่มาร่วมงาน แต่มีหรือศรันย์จะสนใจอะไร เขาเรียกคนมาทำข่าว โหมไฟด้วยซ้ำว่าจัดงานยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ให้อิจฉาตาลุกกันไป ทุกคนจะต้องอิจฉาเจ้าสาวของเขาอย่างชินานางเธอถูกเรียกว่าซินเดอเลอร่าผู้โชคดีวันนี้น้องสวยเหลือเกิน ทั้งงานเช้าและงานปาร์ตี้ คนที่หน้าบานไม่แพ้เขาก็คงจะเป็นสรชัช ที่ดูมีความสุขกับงานแต่งงานของพวกเขามาก จนเขานึกหมั่นไส้ ทางนั้นก็หัวเราะเมื่อเขาเปรยขึ้นลอยๆ ตอนที่หาข้าวหาขนมให้น้องกินระหว่างงาน ว่าอย่าทำหน้าที่เกินเจ้าบ่าวอย่างเขาสิ “หึงเหรอวะ นายโบ้”น้องชายกระเซ้า เมื่อโดนพี่ชายว่าเอาแบบนั้น“เอ่อ” ยอมรับไปนั่นแหละ ไม่มีอะไรจะต้องวางมาดอีกแล้ว ก็มันคือความจริง“รักน้องเข้าแล้วหรือว่ะ นายโบ้” สรชัชก้มลงถามศรันย์ พี่ชายของเขายักคิ้วให้ และตอบเสียงเข้ม“ฉันน่ะผัว นายแค่พี่ชาย ต่อไปอย่าเยอะกับดอกหญ้า ฉันหึง”ตอบแบบนั้น เล่นเอาน้องชายหัวเราะจนตัวงอ แขกมาร่วมงานที่ยืนอยู่แถวนั้นถึงกับหันมาดู ว่าสองพี่น้องคุยอะไรกัน คนหน้าตายอย่
“ดอกหญ้า ไปกินข้าวบ้างเถอะ พี่ไม่เห็นเธอกินอะไรเลย”เสียงทุ้มดังขึ้นข้างตัว ทำให้ชินานางหันไปมองเขาและพยายามฝืนยิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“กินแล้วค่ะ”“กินอะไร?” เขาถามเสียงเข้ม เพราะเขาจับสังเกตเธออยู่ตลอดเวลา ในงานพิธีศพของคุณสิริญ เหมือนจะปกป้องเธอกลายๆ นั่นแหละ ก็พวกญาติๆ ที่จ้องจะเล่นงานเธอมีอยู่มากมาย หลายคนไม่พอใจที่คุณย่ายกเธอให้เป็นหลานสะใภ้ จึงมีคำพูดต่างๆ อยู่ตลอดเวลามาเข้าหูเธอเขาได้ยินกับหูตัวเอง ว่าเพราะจะแต่งงานให้กับตัวกาลกิณีอย่างชินานาง คุณสิริญถึงได้เสียชีวิตไปแบบนั้น ก่อนงานแต่งงานไม่กี่วันคืนนั้นหลังจากที่ท่านคุยกับเขาฝากฝังเขาราวกับเป็นลาง ท่านก็หลับและเสียชีวิตไปเลย การพิสูจน์บอกว่าท่านหัวใจล้มเหลว และจากไปอย่างสงบ...คำพูดเหล่านั้นชินานางก็ได้ยิน เธอซึมมาก แม้จะไม่ได้ร้องไห้ให้เขาเห็น แต่สีหน้าของเธอที่ทุกข์อยู่ตลอดเวลา มันอยากให้เธอร้องไห้ระบายออกมาเสียดีกว่า“กินโอวัลตินไปแก้วหนึ่งค่ะ” “เฮ้อ...พอที่ไหนกัน ยิ่งผอมๆ อยู่จะปลิวแล้ว ไป ไปข้างนอกกับพี่”ศรันย์ว่าแล้วจูงมือเธอออกไปจากงาน ก่อนไปเขาแวะไปบอกสรชัชให้ทำหน้าที่แทนให้หน่อย จะพาชินานางไปหาอะไรก
คุณสิริญมองดูหลานชายของท่าน ที่นั่งประกบข้างชินานาง แถมยังบอกขอให้น้องตักนั่นตักนี่ส่งให้ ไหนจะสายตาที่มองสรชัชน้องชาย ยามที่เอ่ยคุยเล่นกับเด็กของท่าน มันบอกเลยว่าศรันย์กำลัง ‘หลง’ น้องเข้าแล้วแบบนี้ก็พอจะอุ่นใจวางใจได้มากๆ ไม่รู้ว่าไปหลงกันตอนไหนนะ? แต่คงเป็นเรื่องบุพเพสันนิวาสนั่นแหละ ท่านก็ปลื้มในฐานะคนจัดสรรคนสื่อ ให้คนทั้งสองได้มามองกันในฐานะนี้ ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนสนิทและญาติ ทำให้ท่านมีความสุขมาก เหมือนเป็นครั้งแรกที่คุณสิริญปล่อยวางจากงานหนักที่แบกไว้มาตลอดชีวิต ท่านก็พอจะไว้วางใจได้บ้างว่าลูกหลานจะไม่ปล่อยให้มันล้มครืนลงไปอย่างที่ท่านเคยหวาดกลัวสรชัชจะเป็นหัวเรือหลักได้ดี ศรันย์นั้นก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว พ่อคนนี้ฉลาด และเป็นคนยุติธรรม นี่แหละท่านถึงเลือกให้หลานรักขึ้นมาเป็นคนคุม โดยมีสรชัชเป็นมือขวา คนอื่นๆ จะได้ไม่กล้าลุกขึ้นมาประท้วงอะไร ท่านแบ่งหุ้นปันส่วนให้แบบยุติธรรมแล้ว ใครควรได้ก็ได้ ใครไม่ควรค่าจะได้ท่านก็ตัดไปอนาคตก็วางไว้ให้แล้วสำหรับเด็กเลี้ยงของท่านอย่างชินานาง ในการจับหล่อนดองคู่กับศรันย์ ท่านเชื่อว่าชินานางจะดูแลเขาได้ดี ส่วนศรันย์นั้นก็จะปกป้อง
ตั้งแต่งานหมั้น ศรันย์ก็ไม่ตอบแชทเธอเลย...ไหนบอกว่าไม่อยากได้เด็กหน้าจืดนี่เป็นเมีย ถึงกับเกือบหนีงานหมั้น จนต้องให้น้องชายไปลากออกจากอ้อมอกของเธอด้วยซ้ำแถมพ่อน้องชายคนนั้นก็ยังเช่าคอนโดเดียวกับเธอ เขาขู่ว่าถ้ามายุ่งเกี่ยวอะไรกับศรันย์อีก เธอโดนดีแน่ๆ แหม...กลัวนิดๆ แหละกับคำขู่ แต่อะไรที่ท้าทายความสามารถมันก็มักจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มน่ะสิสำหรับเธอผลตอบแทนกับการเสี่ยงก็คือศรันย์...ตอนแรกคิดไว้แบบนั้นแน่ล่ะ แต่ตอนนี้คะนึงนิตย์เริ่มจะไม่ค่อยแน่ใจแล้วสักเท่าไหร่เพราะดูจากสายตาของเขาที่มองเด็กนั่นในตอนนี้ แล้วก็ชักจะร้อนๆ หนาวๆ ว่าแผนการเอาตัวเข้าเสนอในการช่วยเขาจากคู่หมั้นที่ไม่เต็มใจ ตอนนี้มันจะกลายเป็นคู่หมั้นที่เขาอยากได้ไปแล้วไหมอะ?คะนึงนิตย์หรี่ตาลงมองหน้าของเด็กนั่น ที่ตอนนี้ศรันย์สั่ง...ไม่ได้สั่งหรอก อ้อนให้เด็กนั่นตักอาหารให้ เห็นแล้วก็หมั่นไส้มากๆ ตงิดใจตั้งแต่ชวนเขามากินข้าวกลางวันด้วย เขารับคำชวนแต่ว่าให้ชินานางออกมาด้วย เพราะจะต้องไปธุระกันต่อ“ธุระที่ไหนหรือคะ” เธอลองถามดู ขณะที่กำลังดูเมนูอาหารหวานหลังจากรับประทานอาหารคาวเรียบร้อยแล้ว “เราจะต้องไปดูโรงแรมจัดงานแล
“วันนี้คุณย่าให้เราไปดูโรงแรมที่จะจัดงานแต่ง แล้วก็ไปติดต่อเรื่องถ่ายพรีเวดดิ้ง”เขาว่าในตอนสาย...ขณะที่มาทำงานด้วยกัน วันนี้มีเพียงเขาและเธอในห้องทำงาน ไม่มีคนอื่น พักนี้ศรันย์ตาบวมๆ เหมือนคนอดนอน ทว่า...หน้าตาเขากลับมีความสุขมากจนน่าแปลกใจสาเหตุของการอดนอนน่ะหรือ?“ค่ะ”ชินานางพยักหน้ารับ เธอกำลังคุยแชทกับทางสรชัช ที่สองสามวันนี้เขาไปต่างจังหวัด เพื่อไปดูงานและไปดูที่ดินแปลงหนึ่งที่คุณย่าสั่งไว้ เพื่อขยายกิจการของท่าน“พี่จะพาเราไปแวะที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ไม่ต้องกินข้าวเย็นที่บ้าน”“ค่ะ”เหมือนขานตอบเขาสั้นๆ แต่ตายังคงจ้องที่จอโทรศัพท์ทำให้คนที่กำลังชวนเธอคุยชักจะฉุนที่น้องไม่สนใจตนเองเลย“ดอกหญ้า ทำอะไรน่ะ”“คุยงานกับพี่ชัชน่ะค่ะ พี่ชัชส่งรูปที่ดินมาให้ดู ฉันกำลังคุยและส่งให้กับคุณท่านน่ะค่ะ”“เอามานี่พี่คุยเอง”ทำท่าว่าจะแย่ง แต่ชินานางกลับเอาโทรศัพท์หลบมือเขา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาและทำตาโตใส่เขา“พี่จัมโบ้คะ นี่ฉันกำลังคุยงานนะคะ งาน...” เสียงหวานเน้น แล้วเลิกคิ้วใส่เขา“เข้าใจไหมคะ”“อื้อ...” ทำหน้าดุใส่น้องบ้าง“เอ่อ ก็เข้าใจล่ะว่างาน แต่ดอกหญ้าไม่สนใจพี่เลย พี่คุยเ
“อรุณสวัสดิ์”เสียงทุ้มดังขึ้น เมื่อเธอลืมตาทำให้ชินานางสะดุ้งตื่นเต็มตา คนกล่าวอรุณสวัสดิ์กับเธอยิ้มและก้มลงจูบหน้าผากเธอเร็วๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียงของเธอ ก่อนจะก้าวออกไปจากห้องเธอ เธอเห็นว่าเขาเหมือนกำลังปิดปากหาวด้วยตาของเธอกะพริบปริบๆ อย่างทบทวนว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น ตายล่ะ นี่เธอนอนกับเขาทั้งคืนเลยหรือนี่แต่เขาก็ไม่ได้แตะต้องอะไรเธอจริงๆ มากไปกว่าจูบ กอดและ ลูบ...แง้...นั่นมันก็เยอะแล้วนะชินานาง!เหลือบตามองดูนาฬิกา ตอนนี้เกือบหกโมงเช้าแล้ว เธอมักจะตื่นเวลานี้เพื่อลงไปดูความเรียบร้อยของงานครัว ตระเตรียมทุกอย่างให้กับทุกคนในมื้อเช้า จึงรีบลุกขึ้นและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงไปทำงานประจำวันของเธอ“วันนี้มีอะไรกิน”เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อเธอเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร...คนที่นั่งรอคือศรันย์ที่จ้องตรงมายังเธอ ขอบตาของเขาคล้ำนิดๆ เหมือนขอบตาเธอนั่นแหละ เมื่อคืนกว่าจะได้นอน...ก็ดึกโข เกือบสว่างเลยก็ว่าได้เขาตื่นเช้ามากวันนี้ทั้งที่ปรกติไม่เคยตื่นเวลานี้ ถ้าเกิดว่านอนดึกขนาดนั้นไม่ได้นอนเท่าไหร่หรอก...ก็นอนตัวแข็งอะไรต่อมิอะไรก็แข็งทั้งคืนนั้นแหละ ถึงได้ตาดำขนาดนี้มอง







