Masukหลังจากร่างของบ่าวผู้โชคร้ายถูก เชียนซาน ลากออกไป ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปกับความเด็ดขาดเมื่อมีผ้าถูกยัดเข้าปากบ่าวชั่ว ความเงียบงันที่ชวนให้อึดอัดก็เข้าปกคลุมห้องนอนของคุณหนูใหญ่อีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นสม่ำเสมอ... เป็นเสียงการดีดปลายนิ้วเข้ากับข้อต่อบนฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนด้วยซ้ำ
หลิงอวี้ หนึ่งในสี่จตุรเทพผู้มีความรู้แตกฉานด้านดวงชะตาและผังเมือง ก้าวเดินสำรวจไปรอบห้องด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าคิ้วเรียวเข้มของเขากลับขมวดมุ่นนับนิ้วคำนวณไปมาพลางส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าสายตาของเขาจ้องมองไปยังทิศทางการตั้งเตียงและตำแหน่งหน้าต่าง ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ยเสียงเรียบแต่เย็นเฉียบ
“ฮวงจุ้ยคนตาย...จวนตระกูลจางช่างใจกล้านักที่สร้างเรือนตรงจุดนี้”
จางต้าลู่ที่กำลังเสียขวัญถึงกับหน้าถอดสีซ้ำสอง “ท่านหลิงอวี้เอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
ไม่มีใครไม่รู้ว่าสี่จตุรเทพของหน่วยจงกู่เว่ยเชี่ยวชาญศาสตร์หลายแขนงแตกต่างกัน ท่านหลิงอวี้ย่อมเชี่ยวชาญกลยุทธ์ ค่ายกล การดูคน รวมทั้งการดูฮวงจุ้ยและวางผังเมือง อดีตฮ่องเต้ก่อนสิ้นพระชนม์ยังรับสั่งให้กรมโยธาปรึกษาด้านผังเมืองกับหน่วยจงกู่เว่ยทุกครั้ง และต้องมีตราประทับจึงจะสร้างได้
หลิงอวี้ไม่ตอบในทันที เขาใช้เท้ากดลงบนพื้นไม้ในตำแหน่งกึ่งกลางห้องเบา ๆ
“ทิศอสูรพิฆาตเล็งตรงมาที่ห้องนอนของคุณหนูใหญ่พอดี การวางผังเช่นนี้คือการกดเท้าลงหน้าอกเจ้าของเรือน ไม่เพียงแต่จะทำให้คนอาศัยป่วยไข้ไร้ทางรักษา หาสาเหตุไม่ได้ แต่ยังเป็นการทำลายวาสนาให้ดับสูญ... หากฝืนอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่คุณหนูใหญ่ที่จะไม่ได้ตายดี แต่คนทั้งจวนนี้จะต้องพบกับความวิบัติที่ฉิบหายยากจะแก้ไข”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ฟาดลงมากลางใจของจางต้าลู่ และทำให้ ซู่อี๋เหนียง ที่แอบฟังอยู่ถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่างเพราะนางรู้ดีว่าใครเป็นผู้แนะนำให้ปรับปรุงเรือนหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน!
ซู่มี่อยากรู้ว่าพ่อตาของสามีคิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้พาคนมาอย่างเอิกเกริกในจวนผู้อื่นเช่นนี้ ยิ่งได้ยินคนที่รู้เรื่องดวงชะตาทำให้นางยกมือทาบอก
แม้ในใจของ ซู่อี๋เหนียง จะเต็มไปด้วยความตระหนกและอยากจะโต้แย้งเพียงใด ทว่าฐานะของนางในยามนี้เป็นเพียงอนุ จึงได้แต่ยืนฟังอยู่ด้านนอกไม่มีสิทธิ์เสนอหน้าเข้ามาในเขตม่านกั้นของผู้สูงศักดิ์ได้ นางได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจที่แผนการทุกอย่างดูจะหลุดลอยเหมือนว่าวที่ขาดเชือกเหนือการควบคุมไปทุกที
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งด้วยคำพยากรณ์ของหลิงอวี้ เปลือกตาที่ปิดสนิทของคุณหนูใหญ่จางจื่ออี้ก็ค่อย ๆ ขยับไหว ก่อนจะลืมตาขึ้นมองไปยังท่านตาไป๋ซื่อ
จวินและใต้เท้าหูอี้เทียนอีกครั้งแววตาคู่นั้นดูพร่าเลือนทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกประหลาด... ราวกับชีวิตนางกำลังมีมือที่มองไม่เห็นของใครบางคนยื่นเข้ามาเพื่อฉุดกระชากนางขึ้นจากขุมนรก
เหม่ยหลานฟางในร่างเด็กสาวสิบเอ็ดหนาวครุ่นคิดด้วยหัวใจที่เย็นเฉียบ ทุกอย่างช่างประจวบเหมาะไปหมด ทั้งการที่หูอี้เทียนปรากฏกายขึ้นขัดขวางการตัดตอนบ่าว และการที่คนของเขามองทะลุถึงฮวงจุ้ยจุดตายของเรือนหลังนี้
นางตระหนักได้ในทันทีว่า... แท้จริงแล้วการจะกำจัดสตรีที่มีชะตาสูงส่งเช่นนาง หรือแม้แต่จางจื่ออี้คนเดิมไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่การวางยาพิษ หากไม่ใช้
ฮวงจุ้ยพิฆาตเพื่อกดดวงชะตาของผู้นั้นไว้เสียก่อน การจะฆ่าให้ตายฝืนลิขิตสวรรค์ นั้นย่อมยากเย็นแสนเข็ญนัก เพราะจะมีวิธีแก้ไขของเจ้าของชีวิตได้ทันเรื่องลึกซึ้งเช่นนี้นางรู้... ซู่มี่ย่อมต้องรู้ดีที่สุด เพราะในแคว้นจงโจวแห่งนี้ ความเชื่อเรื่องดวงชะตาและฮวงจุ้ยถือเป็นศาสตร์อันดับหนึ่งที่ผู้คนให้ความเคารพยำเกรงยิ่งกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด
“ที่นี่... ไม่ใช่ที่ของข้า...”
น้ำเสียงแหบพร่าของจางจื่ออี้ดังขึ้นทำลายความเงียบ นางไม่ได้มองไปที่บิดาผู้ให้กำเนิด แต่กลับช้อนสายตามองไปยังท่านตาไป๋ซื่อจวินด้วยความเว้าวอนอย่างที่จางต้าลู่ได้เห็นแล้วเจ็บปวดใจ
“ท่านตา... หลานไม่อยากนอนอยู่ในสุสานที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นเรียบง่ายทว่าปักลึกลงในใจของคนฟัง หูอี้เทียนที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาที่เขามองเด็กสาวสิบเอ็ดหนาวเบื้องหน้าเริ่มเปลี่ยนไป... จากความสนใจในเรื่องแปลกประหลาด กลายเป็นความสงสัยที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
‘เด็กสาวสิบเอ็ดหนาวเข้าใจชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร?’
“ไม่ได้! อี้เอ๋อร์เพิ่งฟื้นไข้ จะให้เดินทางไกลไปถึงบ้านท่านตาได้อย่างไร” จางต้าลู่ เอ่ยค้านเสียงแข็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและดื้อรั้นด้วยกลัวเสียหน้า หากคนภายนอกรู้ว่าเขาดูแลบุตรสาวไม่ได้จนต้องระเห็จไปอยู่บ้านเดิมของมารดาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
อีกอย่างเขาทั้งรับอนุและรับสาวใช้อุ่นเตียง แต่ทว่าไม่มีผู้ใดตั้งครรภ์สักคน มีเพียงอี้เอ๋อร์ที่เป็นทายาทสายตรงของเขา แน่นอนว่าจะไม่มีวันยอมให้บุตรสาวห่างหูห่างตาเด็ดขาด
บรรยากาศยิ่งป่วนหนักเมื่อหูอี้เทียนพยายามจะกันทุกคนออกไปเพื่อให้ลูกชายได้นอนพัก แต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่เห่อ ที่สุด เพราะในยามค่ำคืนที่จื่ออี้หลับใหล หูอี้เทียนกลับนั่งจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ๆ นานนับชั่วยาม พลางใช้นิ้วแกร่งเขี่ยแก้มยุ้ย ๆ ของทารกน้อยอย่างเบามือที่สุด“หมิงเจ๋อ... เจ้ามาแย่งความสนใจจากแม่เจ้าไปไม่น้อยเลยนะ” เขาพึมพำกับทารกน้อยพลางขมวดคิ้ว “แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าหน้าเหมือนข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้านอนแทรกกลางระหว่างข้ากับนางได้เพียง... ปีเดียวเท่านั้นนะ!”จางจื่ออี้ที่แสร้งหลับอยู่ถึงกับต้องแอบยิ้มออกมาภายใต้ผ้าห่ม ความน่าเอ็นดูของแม่ทัพพยัคฆ์ที่กลายเป็นบิดาจอมหวงและจอมอิจฉาลูกชายตัวเองงานเลี้ยงครบเดือนของนายน้อยตระกูลหูจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โถงกลางจวนไป๋ ใจกลางโถงมีพรมแดงปูลาดพร้อมสิ่งของเสี่ยงทายวางเรียงราย ทั้งกระบี่ไม้สลักของหูอี้เทียน ตำราหมากของไป๋ซื่อจวิน และถุงเงินทองของจางต้าลู่“หมิงเจ๋อหลานรัก มาหาตาสิลูก จับถุงเงินนี่ แล้วเจ้าจะเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในใต้หล้า!” จางต้าลู่กวักมือเรียกเหลนชายตัวน้อยที่อยู่ในชุดเอี๊ยมสีแดงสดพุงพลุ้ยหูหมิงเจ๋อ ในวัยหนึ่งเดือนที
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด สายฝนในต้นฤดูวสันต์ตระการพัดกระหน่ำลงมายังจวนตระกูลไป๋ประหนึ่งกลองรบที่รัวสนั่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยแสงฟ้าแลบเป็นระยะขานรับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ จางจื่ออี้ ที่ดังแว่วออกมาจากเรือนตะวันออก“จื่ออี้! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าจะเข้าไป! ใครขวางข้า ข้าจะสังหารให้สิ้น!”เสียงตะโกนอย่างเสียสติของ หูอี้เทียน ดังกลบเสียงฟ้าร้อง ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยนิ่งสงบดุจขุนเขา บัดนี้กลับมีสภาพประหนึ่งเสือติดจั่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เขาพยายามจะพังประตูห้องทำคลอดเข้าไปจน สี่จตุรเทพ ต้องรีบเข้ามารุมล้อมกอดเอวและดึงรั้งแขนเจ้านายไว้สุดชีวิต“ท่านแม่ทัพ! เข้าไปไม่ได้! มันเป็นอัปมงคล และฮูหยินสั่งไว้กำชับนักหนาว่าห้ามท่านเข้าไปเห็นนางในสภาพนี้เด็ดขาด!” ฉางเฟิง ตะโกนบอกพลางใช้ไหล่ดันอกเจ้านายไว้ และอีกสามคนก็ช่วยกันกอดขากอดเอวไว้แน่น เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าหากห้ามเขาไม่ได้พวกเขาเจอดีแน่“ข้าไม่สนอัปมงคล! เมียข้าเจ็บปวดเพียงนั้น เจ้าจะให้ข้ายืนดูดวงดาวอยู่ข้างนอกนี่รึ!” หูอี้เทียนสะบัดองครักษ์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความห่วงใยแล
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักทันที หูอี้เทียนยืนนิ่งเป็นหินประหนึ่งถูกสาป ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจางจื่ออี้ มือหนาที่เคยจับดาบสังหารคนมานับหมื่น สั่นเทายามที่เอื้อมไปแตะหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด“ลูก... ลูกของข้ารึ?” น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น หยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งเอ่อคลอในดวงตา “จื่ออี้... เจ้าทำสำเร็จแล้ว น้ำทิพย์ของเจ้าชโลมดินจนมังกรน้อยมาจุติจริง ๆ ด้วย!”จางจื่ออี้ลืมความคลื่นไส้ไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือไปลูบแก้มสามีด้วยความรักสุดหัวใจ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักที่ชายแดน ราวกับสรวงสวรรค์ขานรับการมาถึงของรัชทายาทแห่งความรักในรัชศกเฉินซีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด!ม้าเร็วจากชายแดนควบตะบึงเข้าสู่ประตูเมืองหลวงจงโจวด้วยความเร็ว ประหนึ่งมีศึกสงครามประชิดติดพัน ทว่าสารที่อยู่ในกระบอกทองเหลืองกลับมิใช่รายงานการรบ แต่เป็นลายมือสั้น ๆ จากปลายพู่กันของหูอี้เทียนที่ส่งตรงถึงจวนไป๋และจวนจางพร้อมกันในยามรุ่งสาง“จื่ออี้ตั้งครรภ์ ข้าจะพานางกลับในเจ็ดวัน -หูอี้เทียน”เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ กลับมีอานุภาพทำลา
ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนที่ชายแดนจงโจว บ้านพักไม้หลังย่อมของแม่ทัพผู้บัญชาการหน่วยจงกู่เว่ย ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ บรรยากาศที่นี่ไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวายของจางต้าลู่ หรือเสียงกระทบของหมากรุกจากไป๋ซื่อจวิน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงฟืนปะทุในเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นแก่คนสองคนภายในห้องหูอี้เทียน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้กว้าง พลางรวบเอาเจ้าของร่างนุ่มนิ่มอย่าง จางจื่ออี้ เข้ามานั่งซ้อนบนตัก เขาใช้คางเกยบนไหล่มนพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางอย่างสำราญใจ“ที่นี่เงียบสงบดีใช่หรือไม่จื่ออี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูผ่อนคลาย “ไม่มีใครมาคอยจดจ้องว่าข้าจะกอดเจ้าตอนไหน หรือจะอุ้มเจ้าเข้าห้องหอตอนกลางวันแสก ๆ หรือไม่”จางจื่ออี้หลุดหัวเราะพลางเอนหลังซบแผงอกแกร่งของสามี “ท่านพี่... ท่านก็ช่างแกล้งท่านพ่อกับท่านตาเหลือเกินนะเจ้าคะ ป่านนี้ที่จงโจวคงวุ่นวายกันใหญ่ที่จู่ ๆ ท่านก็หอบข้าหนีมาเช่นนี้”จางจื่ออี้นึกไปถึงสามีตอนพานางหนีมา ตอนนั้นออกมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ แม้แต่ฝ่าบาทจะออกมาส่งที่หน้าประตูวังก็ยังไม่ยอม เพียงเข้าไปกราบทูลเสด็จอาแล
หูอี้เทียนกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขารู้ทันแผนการนี้ดี “เพียงสิบไหหรือขอรับ? สำหรับความรักที่มีต่อจื่ออี้ ต่อให้เป็นทะเลเหล้าข้าก็มิจักถอย”แม่ทัพหนุ่มคว้าจอกเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวประหนึ่งน้ำเปล่า กลิ่นเหล้าแรงดีกรีเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ทว่าเขากลับขยับข้อมือรินจอกต่อไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงโห่ให้กำลังใจของแขกเหรื่อ จางต้าลู่เห็นดังนั้นก็เริ่มเหงื่อตก รีบส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ยกเหล้าที่เข้มข้นที่สุดออกมาเพิ่ม“ยัง! ยังไม่จบ! เจ้าต้องตอบคำถามข้าด้วย” จางต้าลู่รีบหาทางขวาง “หากวันหนึ่งจื่ออี้กับข้าตกน้ำพร้อมกัน เจ้าจะช่วยใครก่อน!”คำถามโลกแตกทำเอาทั้งโถงเงียบกริบ หูอี้เทียนวางจอกเหล้าลงช้า ๆ แววตาคมกริบจ้องมองว่าที่พ่อตา“ข้าจะช่วยจื่ออี้ก่อน”“เจ้า! เจ้าคนเนรคุณพ่อตา!” จางต้าลู่เตรียมจะโวยวาย“เพราะข้าจะกระโดดลงไปช่วยนาง และฝากให้ท่านตาไป๋ช่วยท่าน” หูอี้เทียนตอบนิ่ง ๆ พลางบุ้ยปากไปทางไป๋ซื่อจวินที่นั่งหัวเราะจนตัวโยนจางต้าลู่หันไปมองพ่อตาพลันเห็นแววขบขัน บอกได้เลยว่าเขาตกระกำลำบากพ่อตาซ้ำเติมแน่นอน แต่ขณะที่คิดอยู่นั้นไม่ได้เห็นว่าเจ้าลูกเขยดื่มเหล้าจนหมดหรือว่าไปเททิ้ง“ท่านพ่อตา..
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีชาดของจวนตระกูลไป๋จนเป็นสีขาวโพลนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตร ทว่าความหนาวเย็นกลับถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความรื่นเริงจากโคมแดงนับพันดวงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูเมืองไปจนถึงประตูใหญ่ของตระกูลไป๋เสียงปี่กลองรัวสนั่นขานรับขบวนเจ้าบ่าวที่ยาวเหยียดสุดสายตา หูอี้เทียน เจ้าบ่าวในชุดสีแดงปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เคียงหงส์ดูสง่างามจนขุนนางที่มาร่วมงานต่างพากันกลั้นหายใจ ทว่าใบหน้าที่ควรจะเปี่ยมสุขกลับเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะเมื่อขบวนมาหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูชั้นใน“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!” หูอี้เทียนตวาดเสียงไม่เบานัก เมื่อเห็น สี่จตุรเทพ องครักษ์ที่เป็นดั่งแขนขาของตนเองที่ควรจะเดินเคียงข้างในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว บัดนี้กลับสวมชุดสีน้ำเงินเข้มขรึม ยืนเรียงหน้ากระดานถือไม้พลองประดับริบบิ้นแดงกั้นประตูแน่นหนาเคียงคู่กับบ่าวรับใช้ของจวนไป๋“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ แต่นายท่านไป๋และใต้เท้าจางสั่งลงมาว่า... การจะรับตัว ‘ดวงใจของตระกูลไป๋และตระกูลจาง’ ไปนั้น ความเป็นพี่น้องต้องวางไว้ข้างหลัง ความซื่อสัตย์ต่อว่าที่นายหญิงต้องมาก่อน!” ฉางเฟิง เอ่ยพลางยืดอกอย
“เจ้าดูแลนางได้ดีนักหรือ!” ไป๋ซื่อจวิน ตวาดกลับเสียงดั่งสนั่น “หากข้ามาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว หลานข้าคงกลายเป็นศพเฝ้าโลงไม้จันทน์หอมไปแล้ว! นางเกือบตายสองครั้งติดกัน”ท่ามกลางเสียงปะทะกันของบุรุษต่างวัย จางจื่ออี้ กลับยันกายขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก สายตาของนางเรียบเฉยจับจ้องไปยังบิดา“บิดา... ท่านก็
แต่อันที่จริง... ซู่มี่ผู้นี้ฉลาดในการเลี้ยงบ่าวไพร่ไว้เป็นหูเป็นตาจนทั่วเรือน แสดงว่าแม้แต่สาวใช้ในเรือนของนางเองก็ไม่อาจไว้ใจได้ เหม่ยหลานฟางรู้ดีว่ายามนี้นางยังไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดให้มากความ เพราะเกรงว่าคนเหล่านั้นจะไหวตัวทันแล้ววางแผนที่แยบยลกว่าเดิมมาสังหารนางเสียก่อนนี่เพียงฟื้นขึ้นมาไม่ถึงคร
ภายในห้องนอนที่กว้างขวางจวนตระกูลจาง กลิ่นควันธูปจุดไล่สิ่งอัปมงคลและกลิ่นยาขมปี๋ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง...ตั้งแต่กลับมากลิ่นพวกนี้เข้มข้นชวนให้แสบจมูก จนคิดว่าจุดไล่สิ่งอัปมงคลหรือไล่เจ้าของเรือนกันแน่จางจื่ออี้ นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลักลวดลายเมฆามงคล โดยมีท่านหมอชราพยายามตรวจชีพจรที่ยังคงเต้นร
นางขยับกายอย่างยากลำบากท่ามกลางเสียงกรีดร้องรอบข้าง สายตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของตรอกใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลชิงที่เคยพรากเอาทุกอย่างไปจากนาง ริมฝีปากที่แตกแห้งจนห้อเลือดขยับเอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่ากังวานด้วยพลังอย่างน่าประหลาด“ข้า...จะทวงชะตาคืนจากพวกคนสารเลวนี้...”ประโยคนั้นสิ้น







