เข้าสู่ระบบนางขยับกายอย่างยากลำบากท่ามกลางเสียงกรีดร้องรอบข้าง สายตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของตรอกใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลชิงที่เคยพรากเอาทุกอย่างไปจากนาง ริมฝีปากที่แตกแห้งจนห้อเลือดขยับเอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่ากังวานด้วยพลังอย่างน่าประหลาด
“ข้า...จะทวงชะตาคืนจากพวกคนสารเลวนี้...”
ประโยคนั้นสิ้นสุดเสียงแผ่วเบาจนกลืนหายไปกับเสียงฟ้าร้อง แต่มันกลับเป็นคำสบถสาบานครั้งใหญ่ที่ถูกตั้งเอาไว้ในห้วงวิญญาณของเหม่ยหลานฟางในร่างใหม่นี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
...ข้ากลับมาแล้ว...เหม่ยหลานฟางกลับมาแล้ว...
บนชั้นสามของหอสุราที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนใหญ่ในตลาดย่านการค้า หูอี้เทียนในวัยยี่สิบปีผู้มีใบหน้าคมเข้มดุจรูปสลัก ยืนเอามือไพล่หลังมองลงไปยังความโกลาหลเบื้องล่างด้วยสายตาที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ท่ามกลางพายุฝนและกระดาษจื่อเฉียนที่ปลิวว่อน อาเพศแห่งดวงชะตาที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้หาได้ทำให้เขาสั่นคลอนไม่
เขาขยับมือโบกเพียงเล็กน้อย เงาร่างหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งหน่วยจงกู่เว่ย ก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลังอย่างนิ่งเงียบเพื่อรายงานสถานการณ์สำคัญ
“เรียนท่านผู้บัญชาการ... คุณหนูใหญ่ตระกูลจางฟื้นคืนชีพแล้วขอรับ”
หูอี้เทียนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างเล็กในชุดสีฟ้าที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นดินเปียกแฉะ แม้ระยะทางจะไกลแต่เขากลับรู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาวคนนั้น มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เป็นรอยยิ้มที่ลึกลับและเปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดเบื้องลึกของเขาได้เลย
“อื้ม...รู้แล้ว”
ขณะที่ร่างเล็กของจางจื่ออี้นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนเลนและเศษกระดาษจื่อเฉียน เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบฝ่าสายฝนก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงอุทานที่สั่นเครือด้วยความเหลือเชื่อ
“จื่ออี้! ลูกรักของพ่อ!”
จางต้าลู่ถลันกายเข้ามากอดร่างที่ซีดเผือดของบุตรสาวไว้แนบอกอย่างไม่กลัวเปื้อนโคลน น้ำตาของผู้เป็นบิดาไหลพรากอาบแก้มเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เริ่มกลับคืนมาในร่างกายที่เขาเพิ่งจะตัดใจว่าสูญเสียไปแล้ว ทว่าสตรีในร่างเด็กสาวกลับไม่ได้ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดนั้นด้วยความอ่อนแอ
สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังศพห่อเสื่อฟางของตนเองที่ค่อย ๆ ห่างออกไปท่ามกลางม่านฝน ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของจางต้าลู่ช่างห่างไกลจากความหนาวเหน็บที่นางได้รับจากตระกูลชิงเหลือเกิน นางกำหมัดแน่นพลางคิดในใจว่า...
ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสนี้มาให้ ข้าจะใช้ฐานะ ‘คุณหนูใหญ่ตระกูลจาง’ นี้แหละ เป็นดาบที่จะกลับไปบั่นคอพวกมันทุกคน!
“บิดา...”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี ทว่ากลับดังก้องเข้าไปในหัวใจของจางต้าลู่ เขาชะงักไปครู่หนึ่งกับความรู้สึกประหลาดในน้ำเสียงของบุตรสาวที่ดูสุขุมเยือกเย็นจนน่าใจหาย แต่ความดีใจที่มีมากกว่าทำให้เขารีบแผดเสียงสั่งการบ่าวไพร่ที่กำลังแตกตื่น
“ร่ม! เอาร่มมากางเร็วเข้า! ใครก็ได้ไปตามหมอหลวงมา เดี๋ยวนี้!”
ขบวนศพที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับวุ่นวายขึ้นอีกครั้งหลังจากลมพายุหมุนวนทำเอาขบวนแตกกระเจิง บ่าวไพร่ต่างวิ่งกันวุ่นฝ่าสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำ กระดาษจื่อเฉียนสีขาวปลิวว่อนบดบังทัศนวิสัย ทว่าท่ามกลางม่านฝนที่พร่ามัว กลับมีเงาร่างสูงโปร่งชุดดำสนิทเดินฝ่ากระแสลมเข้ามาอย่างมั่นคง ราวกับว่าพายุใหญ่ตรงหน้าไม่อาจสะเทือนร่างกายได้เลย
จางจื่ออี้เงยหน้าขึ้นเมื่อสายฝนไม่ได้หยดรดรินกายพลันเห็นเงาร่างสูงราวเจ็ดฉื่อมองเหลือบมาที่นาง
ร่มคันใหญ่ถูกยื่นออกมากางบังหยาดฝนให้สองพ่อลูกอย่างพอเหมาะพอเจาะ จางต้าลู่ที่กำลังตระหนกเงยหน้าขึ้นหวังจะขอบใจบ่าวที่รู้ความ ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับ ติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่นิ่งลึกดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งของบุรุษผู้ถือร่ม
“ท่านผู้บัญชาการหู!” จางต้าลู่พรวดพราดอุทานออกมาด้วยความตกใจ
หูอี้เทียนไม่ได้เอ่ยตอบกลับ เขาเพียงแค่ลดสายตาลงมองเด็กสาวในอ้อมกอดของจางต้าลู่ แววตาของเขาเข้มขึ้นเมื่อเห็นว่าดวงตาของจางจื่ออี้นั้นไม่ได้ว่างเปล่าดั่งคนเพิ่งฟื้นจากความตาย แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแค้นที่คุโชนสบประสานเข้ากับตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
มุมปากของผู้บัญชาการหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มปริศนา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน
“ดูท่า... เมืองหลวงจงโจวหลังจากนี้ คงมีเรื่องสนุกให้ข้าดูมากกว่าที่คิดเสียแล้ว”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น พร้อมกับสายตาของจางจื่ออี้ที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะบอกว่าความลับที่นางกุมไว้นั้น ยิ่งใหญ่พอจะสั่นคลอนทั่วทั้งแผ่นดิน และคล้ายกับคนผู้นี้กำลังตามหาบางสิ่ง
บรรยากาศยิ่งป่วนหนักเมื่อหูอี้เทียนพยายามจะกันทุกคนออกไปเพื่อให้ลูกชายได้นอนพัก แต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่เห่อ ที่สุด เพราะในยามค่ำคืนที่จื่ออี้หลับใหล หูอี้เทียนกลับนั่งจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ๆ นานนับชั่วยาม พลางใช้นิ้วแกร่งเขี่ยแก้มยุ้ย ๆ ของทารกน้อยอย่างเบามือที่สุด“หมิงเจ๋อ... เจ้ามาแย่งความสนใจจากแม่เจ้าไปไม่น้อยเลยนะ” เขาพึมพำกับทารกน้อยพลางขมวดคิ้ว “แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าหน้าเหมือนข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้านอนแทรกกลางระหว่างข้ากับนางได้เพียง... ปีเดียวเท่านั้นนะ!”จางจื่ออี้ที่แสร้งหลับอยู่ถึงกับต้องแอบยิ้มออกมาภายใต้ผ้าห่ม ความน่าเอ็นดูของแม่ทัพพยัคฆ์ที่กลายเป็นบิดาจอมหวงและจอมอิจฉาลูกชายตัวเองงานเลี้ยงครบเดือนของนายน้อยตระกูลหูจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โถงกลางจวนไป๋ ใจกลางโถงมีพรมแดงปูลาดพร้อมสิ่งของเสี่ยงทายวางเรียงราย ทั้งกระบี่ไม้สลักของหูอี้เทียน ตำราหมากของไป๋ซื่อจวิน และถุงเงินทองของจางต้าลู่“หมิงเจ๋อหลานรัก มาหาตาสิลูก จับถุงเงินนี่ แล้วเจ้าจะเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในใต้หล้า!” จางต้าลู่กวักมือเรียกเหลนชายตัวน้อยที่อยู่ในชุดเอี๊ยมสีแดงสดพุงพลุ้ยหูหมิงเจ๋อ ในวัยหนึ่งเดือนที
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด สายฝนในต้นฤดูวสันต์ตระการพัดกระหน่ำลงมายังจวนตระกูลไป๋ประหนึ่งกลองรบที่รัวสนั่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยแสงฟ้าแลบเป็นระยะขานรับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ จางจื่ออี้ ที่ดังแว่วออกมาจากเรือนตะวันออก“จื่ออี้! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าจะเข้าไป! ใครขวางข้า ข้าจะสังหารให้สิ้น!”เสียงตะโกนอย่างเสียสติของ หูอี้เทียน ดังกลบเสียงฟ้าร้อง ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยนิ่งสงบดุจขุนเขา บัดนี้กลับมีสภาพประหนึ่งเสือติดจั่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เขาพยายามจะพังประตูห้องทำคลอดเข้าไปจน สี่จตุรเทพ ต้องรีบเข้ามารุมล้อมกอดเอวและดึงรั้งแขนเจ้านายไว้สุดชีวิต“ท่านแม่ทัพ! เข้าไปไม่ได้! มันเป็นอัปมงคล และฮูหยินสั่งไว้กำชับนักหนาว่าห้ามท่านเข้าไปเห็นนางในสภาพนี้เด็ดขาด!” ฉางเฟิง ตะโกนบอกพลางใช้ไหล่ดันอกเจ้านายไว้ และอีกสามคนก็ช่วยกันกอดขากอดเอวไว้แน่น เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าหากห้ามเขาไม่ได้พวกเขาเจอดีแน่“ข้าไม่สนอัปมงคล! เมียข้าเจ็บปวดเพียงนั้น เจ้าจะให้ข้ายืนดูดวงดาวอยู่ข้างนอกนี่รึ!” หูอี้เทียนสะบัดองครักษ์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความห่วงใยแล
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักทันที หูอี้เทียนยืนนิ่งเป็นหินประหนึ่งถูกสาป ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจางจื่ออี้ มือหนาที่เคยจับดาบสังหารคนมานับหมื่น สั่นเทายามที่เอื้อมไปแตะหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด“ลูก... ลูกของข้ารึ?” น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น หยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งเอ่อคลอในดวงตา “จื่ออี้... เจ้าทำสำเร็จแล้ว น้ำทิพย์ของเจ้าชโลมดินจนมังกรน้อยมาจุติจริง ๆ ด้วย!”จางจื่ออี้ลืมความคลื่นไส้ไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือไปลูบแก้มสามีด้วยความรักสุดหัวใจ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักที่ชายแดน ราวกับสรวงสวรรค์ขานรับการมาถึงของรัชทายาทแห่งความรักในรัชศกเฉินซีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด!ม้าเร็วจากชายแดนควบตะบึงเข้าสู่ประตูเมืองหลวงจงโจวด้วยความเร็ว ประหนึ่งมีศึกสงครามประชิดติดพัน ทว่าสารที่อยู่ในกระบอกทองเหลืองกลับมิใช่รายงานการรบ แต่เป็นลายมือสั้น ๆ จากปลายพู่กันของหูอี้เทียนที่ส่งตรงถึงจวนไป๋และจวนจางพร้อมกันในยามรุ่งสาง“จื่ออี้ตั้งครรภ์ ข้าจะพานางกลับในเจ็ดวัน -หูอี้เทียน”เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ กลับมีอานุภาพทำลา
ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนที่ชายแดนจงโจว บ้านพักไม้หลังย่อมของแม่ทัพผู้บัญชาการหน่วยจงกู่เว่ย ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ บรรยากาศที่นี่ไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวายของจางต้าลู่ หรือเสียงกระทบของหมากรุกจากไป๋ซื่อจวิน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงฟืนปะทุในเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นแก่คนสองคนภายในห้องหูอี้เทียน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้กว้าง พลางรวบเอาเจ้าของร่างนุ่มนิ่มอย่าง จางจื่ออี้ เข้ามานั่งซ้อนบนตัก เขาใช้คางเกยบนไหล่มนพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางอย่างสำราญใจ“ที่นี่เงียบสงบดีใช่หรือไม่จื่ออี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูผ่อนคลาย “ไม่มีใครมาคอยจดจ้องว่าข้าจะกอดเจ้าตอนไหน หรือจะอุ้มเจ้าเข้าห้องหอตอนกลางวันแสก ๆ หรือไม่”จางจื่ออี้หลุดหัวเราะพลางเอนหลังซบแผงอกแกร่งของสามี “ท่านพี่... ท่านก็ช่างแกล้งท่านพ่อกับท่านตาเหลือเกินนะเจ้าคะ ป่านนี้ที่จงโจวคงวุ่นวายกันใหญ่ที่จู่ ๆ ท่านก็หอบข้าหนีมาเช่นนี้”จางจื่ออี้นึกไปถึงสามีตอนพานางหนีมา ตอนนั้นออกมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ แม้แต่ฝ่าบาทจะออกมาส่งที่หน้าประตูวังก็ยังไม่ยอม เพียงเข้าไปกราบทูลเสด็จอาแล
หูอี้เทียนกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขารู้ทันแผนการนี้ดี “เพียงสิบไหหรือขอรับ? สำหรับความรักที่มีต่อจื่ออี้ ต่อให้เป็นทะเลเหล้าข้าก็มิจักถอย”แม่ทัพหนุ่มคว้าจอกเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวประหนึ่งน้ำเปล่า กลิ่นเหล้าแรงดีกรีเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ทว่าเขากลับขยับข้อมือรินจอกต่อไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงโห่ให้กำลังใจของแขกเหรื่อ จางต้าลู่เห็นดังนั้นก็เริ่มเหงื่อตก รีบส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ยกเหล้าที่เข้มข้นที่สุดออกมาเพิ่ม“ยัง! ยังไม่จบ! เจ้าต้องตอบคำถามข้าด้วย” จางต้าลู่รีบหาทางขวาง “หากวันหนึ่งจื่ออี้กับข้าตกน้ำพร้อมกัน เจ้าจะช่วยใครก่อน!”คำถามโลกแตกทำเอาทั้งโถงเงียบกริบ หูอี้เทียนวางจอกเหล้าลงช้า ๆ แววตาคมกริบจ้องมองว่าที่พ่อตา“ข้าจะช่วยจื่ออี้ก่อน”“เจ้า! เจ้าคนเนรคุณพ่อตา!” จางต้าลู่เตรียมจะโวยวาย“เพราะข้าจะกระโดดลงไปช่วยนาง และฝากให้ท่านตาไป๋ช่วยท่าน” หูอี้เทียนตอบนิ่ง ๆ พลางบุ้ยปากไปทางไป๋ซื่อจวินที่นั่งหัวเราะจนตัวโยนจางต้าลู่หันไปมองพ่อตาพลันเห็นแววขบขัน บอกได้เลยว่าเขาตกระกำลำบากพ่อตาซ้ำเติมแน่นอน แต่ขณะที่คิดอยู่นั้นไม่ได้เห็นว่าเจ้าลูกเขยดื่มเหล้าจนหมดหรือว่าไปเททิ้ง“ท่านพ่อตา..
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีชาดของจวนตระกูลไป๋จนเป็นสีขาวโพลนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตร ทว่าความหนาวเย็นกลับถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความรื่นเริงจากโคมแดงนับพันดวงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูเมืองไปจนถึงประตูใหญ่ของตระกูลไป๋เสียงปี่กลองรัวสนั่นขานรับขบวนเจ้าบ่าวที่ยาวเหยียดสุดสายตา หูอี้เทียน เจ้าบ่าวในชุดสีแดงปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เคียงหงส์ดูสง่างามจนขุนนางที่มาร่วมงานต่างพากันกลั้นหายใจ ทว่าใบหน้าที่ควรจะเปี่ยมสุขกลับเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะเมื่อขบวนมาหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูชั้นใน“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!” หูอี้เทียนตวาดเสียงไม่เบานัก เมื่อเห็น สี่จตุรเทพ องครักษ์ที่เป็นดั่งแขนขาของตนเองที่ควรจะเดินเคียงข้างในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว บัดนี้กลับสวมชุดสีน้ำเงินเข้มขรึม ยืนเรียงหน้ากระดานถือไม้พลองประดับริบบิ้นแดงกั้นประตูแน่นหนาเคียงคู่กับบ่าวรับใช้ของจวนไป๋“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ แต่นายท่านไป๋และใต้เท้าจางสั่งลงมาว่า... การจะรับตัว ‘ดวงใจของตระกูลไป๋และตระกูลจาง’ ไปนั้น ความเป็นพี่น้องต้องวางไว้ข้างหลัง ความซื่อสัตย์ต่อว่าที่นายหญิงต้องมาก่อน!” ฉางเฟิง เอ่ยพลางยืดอกอย
จางจื่ออี้แค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ...ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริง ๆนางวางพู่กันลงช้า ๆ พลางพินิจมองหยดหมึกที่เปื้อนกระดาษ “ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดหรือ? ช่างเป็นเหตุผลที่ใช้หลอกเด็กได้ดีนัก ซู่อี๋เหนียงหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังนาง คงจะเริ่มกลัวจนตัวสั่น ถึงขนาดต้องยอมเสี่ยงปิดปากคนในเขตของหน่วยจงกู่เว
จางจื่ออี้ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก ดวงตาเรียวคู่ที่เคยดูใสซื่อบัดนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อย พินิจพิเคราะห์สตรีวัยสี่สิบสองปีที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบและสุขุมจนคนถูกมองรู้สึกหนาวไปทั้งสันหลังนางมองเห็นร่องรอยความลำบากบนใบหน้าของแม่นมเฉิน รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่หล
จำได้ว่าหลวงจีนน้อยผู้หนึ่งเอ่ยกับไต้ซือผู้เฒ่าถึงดวงชะตาของเหม่ยหลานฟางว่า ‘ท่านอาจารย์ หากนางได้กำเนิดในตระกูลไป๋ของท่านราชครู เติบโตที่นั่น นางเท่ากับดวงชะตาจักรพรรดินีเลยนะขอรับ’ ตอนนั้นนางยังเด็กคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นช่วงตอนอายุห้าหนาว หลวงจีนน้อยผู้นั้นอายุแปดหนาว นางฟังแล้วไม่เข้าใจเพียงเอ
พายุฝนเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ทิ้งเพียงร่องรอยของดินโคลนและความเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศภายในจวนตระกูลจางยามนี้กลับร้อนรุ่มยิ่งกว่ากลางฤดูคิมหันต์ ขบวนรถม้าไม้พะยูงสลักลวดลายวิจิตรของตระกูลไป๋จอดรออยู่หน้าประตูเพื่อรอรับหลานสาวคนเดียวของตระกูลกลับไปด้วยไป๋ซื่อจวินมีหรือจะยอมให้หลานสาวที่ใบหน้าเหมือน







