LOGINจงโจว เมืองที่เคยแห้งแล้งรุ่งเรืองภายในหนึ่งปี หลังจากจักรพรรดิติงหยวนขึ้นครองราชย์ ตระกูลชิงตกต่ำสามรุ่นกลับรุ่งโรจน์ราวพลิกฝ่ามือ หลายชีวิตสมหวัง หนึ่งชีวิตต้องตายไร้ที่ฝังเพราะถูกแย่งชะตา ข้ากลับมาทวงชะตาคืน!
View Moreบรรยากาศยิ่งป่วนหนักเมื่อหูอี้เทียนพยายามจะกันทุกคนออกไปเพื่อให้ลูกชายได้นอนพัก แต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่เห่อ ที่สุด เพราะในยามค่ำคืนที่จื่ออี้หลับใหล หูอี้เทียนกลับนั่งจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ๆ นานนับชั่วยาม พลางใช้นิ้วแกร่งเขี่ยแก้มยุ้ย ๆ ของทารกน้อยอย่างเบามือที่สุด“หมิงเจ๋อ... เจ้ามาแย่งความสนใจจากแม่เจ้าไปไม่น้อยเลยนะ” เขาพึมพำกับทารกน้อยพลางขมวดคิ้ว “แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าหน้าเหมือนข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้านอนแทรกกลางระหว่างข้ากับนางได้เพียง... ปีเดียวเท่านั้นนะ!”จางจื่ออี้ที่แสร้งหลับอยู่ถึงกับต้องแอบยิ้มออกมาภายใต้ผ้าห่ม ความน่าเอ็นดูของแม่ทัพพยัคฆ์ที่กลายเป็นบิดาจอมหวงและจอมอิจฉาลูกชายตัวเองงานเลี้ยงครบเดือนของนายน้อยตระกูลหูจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โถงกลางจวนไป๋ ใจกลางโถงมีพรมแดงปูลาดพร้อมสิ่งของเสี่ยงทายวางเรียงราย ทั้งกระบี่ไม้สลักของหูอี้เทียน ตำราหมากของไป๋ซื่อจวิน และถุงเงินทองของจางต้าลู่“หมิงเจ๋อหลานรัก มาหาตาสิลูก จับถุงเงินนี่ แล้วเจ้าจะเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในใต้หล้า!” จางต้าลู่กวักมือเรียกเหลนชายตัวน้อยที่อยู่ในชุดเอี๊ยมสีแดงสดพุงพลุ้ยหูหมิงเจ๋อ ในวัยหนึ่งเดือนที
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด สายฝนในต้นฤดูวสันต์ตระการพัดกระหน่ำลงมายังจวนตระกูลไป๋ประหนึ่งกลองรบที่รัวสนั่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยแสงฟ้าแลบเป็นระยะขานรับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ จางจื่ออี้ ที่ดังแว่วออกมาจากเรือนตะวันออก“จื่ออี้! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าจะเข้าไป! ใครขวางข้า ข้าจะสังหารให้สิ้น!”เสียงตะโกนอย่างเสียสติของ หูอี้เทียน ดังกลบเสียงฟ้าร้อง ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยนิ่งสงบดุจขุนเขา บัดนี้กลับมีสภาพประหนึ่งเสือติดจั่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เขาพยายามจะพังประตูห้องทำคลอดเข้าไปจน สี่จตุรเทพ ต้องรีบเข้ามารุมล้อมกอดเอวและดึงรั้งแขนเจ้านายไว้สุดชีวิต“ท่านแม่ทัพ! เข้าไปไม่ได้! มันเป็นอัปมงคล และฮูหยินสั่งไว้กำชับนักหนาว่าห้ามท่านเข้าไปเห็นนางในสภาพนี้เด็ดขาด!” ฉางเฟิง ตะโกนบอกพลางใช้ไหล่ดันอกเจ้านายไว้ และอีกสามคนก็ช่วยกันกอดขากอดเอวไว้แน่น เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าหากห้ามเขาไม่ได้พวกเขาเจอดีแน่“ข้าไม่สนอัปมงคล! เมียข้าเจ็บปวดเพียงนั้น เจ้าจะให้ข้ายืนดูดวงดาวอยู่ข้างนอกนี่รึ!” หูอี้เทียนสะบัดองครักษ์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความห่วงใยแล
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักทันที หูอี้เทียนยืนนิ่งเป็นหินประหนึ่งถูกสาป ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจางจื่ออี้ มือหนาที่เคยจับดาบสังหารคนมานับหมื่น สั่นเทายามที่เอื้อมไปแตะหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด“ลูก... ลูกของข้ารึ?” น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น หยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งเอ่อคลอในดวงตา “จื่ออี้... เจ้าทำสำเร็จแล้ว น้ำทิพย์ของเจ้าชโลมดินจนมังกรน้อยมาจุติจริง ๆ ด้วย!”จางจื่ออี้ลืมความคลื่นไส้ไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือไปลูบแก้มสามีด้วยความรักสุดหัวใจ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักที่ชายแดน ราวกับสรวงสวรรค์ขานรับการมาถึงของรัชทายาทแห่งความรักในรัชศกเฉินซีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด!ม้าเร็วจากชายแดนควบตะบึงเข้าสู่ประตูเมืองหลวงจงโจวด้วยความเร็ว ประหนึ่งมีศึกสงครามประชิดติดพัน ทว่าสารที่อยู่ในกระบอกทองเหลืองกลับมิใช่รายงานการรบ แต่เป็นลายมือสั้น ๆ จากปลายพู่กันของหูอี้เทียนที่ส่งตรงถึงจวนไป๋และจวนจางพร้อมกันในยามรุ่งสาง“จื่ออี้ตั้งครรภ์ ข้าจะพานางกลับในเจ็ดวัน -หูอี้เทียน”เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ กลับมีอานุภาพทำลา
ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนที่ชายแดนจงโจว บ้านพักไม้หลังย่อมของแม่ทัพผู้บัญชาการหน่วยจงกู่เว่ย ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ บรรยากาศที่นี่ไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวายของจางต้าลู่ หรือเสียงกระทบของหมากรุกจากไป๋ซื่อจวิน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงฟืนปะทุในเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นแก่คนสองคนภายในห้องหูอี้เทียน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้กว้าง พลางรวบเอาเจ้าของร่างนุ่มนิ่มอย่าง จางจื่ออี้ เข้ามานั่งซ้อนบนตัก เขาใช้คางเกยบนไหล่มนพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางอย่างสำราญใจ“ที่นี่เงียบสงบดีใช่หรือไม่จื่ออี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูผ่อนคลาย “ไม่มีใครมาคอยจดจ้องว่าข้าจะกอดเจ้าตอนไหน หรือจะอุ้มเจ้าเข้าห้องหอตอนกลางวันแสก ๆ หรือไม่”จางจื่ออี้หลุดหัวเราะพลางเอนหลังซบแผงอกแกร่งของสามี “ท่านพี่... ท่านก็ช่างแกล้งท่านพ่อกับท่านตาเหลือเกินนะเจ้าคะ ป่านนี้ที่จงโจวคงวุ่นวายกันใหญ่ที่จู่ ๆ ท่านก็หอบข้าหนีมาเช่นนี้”จางจื่ออี้นึกไปถึงสามีตอนพานางหนีมา ตอนนั้นออกมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ แม้แต่ฝ่าบาทจะออกมาส่งที่หน้าประตูวังก็ยังไม่ยอม เพียงเข้าไปกราบทูลเสด็จอาแล
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศกลับดูขมุก ขมัวด้วยเมฆหมอกแห่งแผนการ ภายในตำหนักส่วนพระองค์ โจวติงหยวน ประทับนั่งด้วยอาการกระสับกระส่าย ดวงตาที่ฉายแววเลอะเลือนจดจ้องไปยังประตูตำหนักอย่างเฝ้ารอบางอย่างที่ทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทันใดนั้นโหรหลวง ผู้
ขบวนแห่ไปรอบเมืองโดยนางไม่รู้เลยว่าขบวนนั้นจะเป็นขบวนแห่แห่งความตาย เมื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ในโถงบรรพชนนางไม่เห็นว่าใบหน้าสามีคือผู้ใดจนกระทั่งเข้าหอจึงได้รู้ว่าพ่อสามีเป็นคนเข้าหอแทนเขาขืนใจ...บังคับนางหลั่งน้ำบริสุทธิ์ออกมาเพื่อชโลมพื้นดินอันแห้งแล้งกับบทสวดที่หลอกหลอนนางถึงสามวันสามคืน...สุดท
‘หนึ่งปีมานี้... เจ้าช่างมีความอดทนสูงยิ่งนักจางจื่ออี้’ หูอี้เทียนพึมพำในใจเขารู้ว่านางกำลังแอบทำบางอย่าง ทั้งสืบเรื่องของตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหลวงไม่พอ ยังจับตาคนตระกูลชิงเป็นพิเศษ แน่นอนไม่รอดพ้นสายตาเขา และเขาก็อยากรู้ว่านางมีความแค้นใดกับชิงกั๋วกง?ทันใดนั้น จางจื่ออี้ที่นั่งอยู่ภายในห้องกลับชะ
จางจื่ออี้แค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ...ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริง ๆนางวางพู่กันลงช้า ๆ พลางพินิจมองหยดหมึกที่เปื้อนกระดาษ “ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดหรือ? ช่างเป็นเหตุผลที่ใช้หลอกเด็กได้ดีนัก ซู่อี๋เหนียงหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังนาง คงจะเริ่มกลัวจนตัวสั่น ถึงขนาดต้องยอมเสี่ยงปิดปากคนในเขตของหน่วยจงกู่เว