Masukภายในห้องนอนที่กว้างขวางจวนตระกูลจาง กลิ่นควันธูปจุดไล่สิ่งอัปมงคลและกลิ่นยาขมปี๋ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง...ตั้งแต่กลับมากลิ่นพวกนี้เข้มข้นชวนให้แสบจมูก จนคิดว่าจุดไล่สิ่งอัปมงคลหรือไล่เจ้าของเรือนกันแน่
จางจื่ออี้ นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลักลวดลายเมฆามงคล โดยมีท่านหมอชราพยายามตรวจชีพจรที่ยังคงเต้นระรัวสลับกับเบาแรง ดูอย่างไรก็ไม่มั่นคงของนาง ส่วนจางต้าลู่ยืนกระวนกระวายอยู่นอกม่านเตียง คอยถามอาการด้วยความห่วงใยเป็นระยะ
ทว่าภายใต้ใบหน้าซีดเผือดที่หลับตานิ่งอยู่นั้น ดวงวิญญาณของเหม่ยหลานฟางกลับกำลังล่องลอยอยู่ในกระแสธารแห่งความทรงจำของร่างเด็กสาวผู้นี้
ภาพเหตุการณ์ในอดีตค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น... จางจื่ออี้ในวัยห้าขวบต้องสูญเสียมารดาไปอย่างกะทันหัน เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวได้รับการโอบอุ้มดูแลจาก ‘ซู่มี่’ สาวใช้คนสนิทของมารดาที่นางรักและไว้วางใจดั่งมารดาคนที่สอง จนกระทั่งสองปีต่อมา บิดาได้ยกสาวใช้ผู้นั้นขึ้นเป็นอนุ และในเรือนต่างให้ความเคารพนางและนั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกที่ซ่อนอยู่ในคราบของความเมตตา
เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์เริ่มป่วยกระเสาะกระแสนับแต่นั้น ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับซูบผอมและไร้เรี่ยวแรงลงทุกวัน
‘กินยาเสียนะเจ้าคะคุณหนูใหญ่ จะได้หายดี...’
น้ำเสียงที่แสนอ่อนหวานของอนุหรือซู่อี๋เหนียงในตอนนั้น ดังก้องขึ้นมาในหัวของจางจื่ออี้พร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
เหม่ยหลานฟางที่ผ่านกลลวงอำนาจในตระกูลชิงมาอย่างโชกโชนเพียงพริบตาเดียวก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด...
เด็กน้อยผู้นี้หาได้ป่วยตามธรรมชาติไม่ ทว่ากำลังเป็นเหยื่อบนเส้นทางการปีนป่ายขึ้นที่สูงของใครบางคนที่หวังในอำนาจและฐานะภายในจวนตระกูลจางนี้ แผนการวางยาที่แยบยลและยาวนานนี้ ช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่นางเคยเจอมาเหลือเกิน!
ต่างก็เพียงแค่คนเหล่านั้นล่อลวงนางด้วยคำหวานและขโมยดวงชะตา ส่วนคนเหล่านี้ล่อลวงด้วยคำหวานเช่นกันแต่เพื่อช่วงชิงสมบัติและฐานะ...
จื่ออี้เอ๋ยจื่ออี้...ช่างน่าสงสารเสียจริง
เสียงนั้นพร่ำรำพันในใจก่อนจะเอ่ยขึ้นมา... “ท่านหมอข้าจะมีโอกาสหายหรือไม่ หรือข้าต้องไปพบท่านแม่ที่ปรโลกพร้อมกับเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เป็นเจ้าแห่งความตาย”
ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังนั้น ทำให้ผู้เป็นบิดาอย่างจางต้าลู่ถึงกับเจ็บปวดใจ
“อี้เอ๋อร์ลูกพ่อ อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องตายอีก...พ่อจะหาหมอเทวดามารักษาเจ้าเอง”
เสียงนั้นไม่ได้ทำให้วิญญาณเหม่ยหลานฟางในร่างเด็กน้อยดีใจแทนนางสักนิด กลับกันเพียงแสยะยิ้มขื่นในโชคชะตาของเราทั้งคู่
‘พวกเราก็แค่ขวางเส้นทางของใครบางคน จึงต้องตาย’
“ท่านพ่อ...ลูกไม่หวังสิ่งใดหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ก็เจ็บกระเสาะกระแสะเช่นนี้ก่อนตาย ลูกเองก็เช่นกัน ระยะเวลาที่ป่วยตายก็พอกัน ยาพิษนี้ร้ายกาจยิ่ง ท่านหมอมากฝีมือเพียงใดก็ตรวจไม่พบ”
เพล้ง...!
เสียงถ้วยยาที่แตกกระจายตรงหน้าประตูเรือนคุณหนูใหญ่ พร้อมกับควันฟองฟู่ที่ผุดขึ้นมาอย่างน่าสยดสยองบนพื้นหิน ทำให้ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ถูกเปิดโปงออกมาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ จางต้าลู่คำรามด้วยโทสะที่ยากจะระงับ เขาไม่เคยระแคะระคายว่าในเรือนจะมีคนร้าย จนกระทั่งบุตรสาวไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลกได้เอ่ยออกมา
“จับตัวนังบ่าวชั่ว... คิดวางยาลูกข้า!”
ทว่าก่อนที่องครักษ์ในจวนจะเข้าถึงตัวบ่าวรับใช้ผู้โชคร้ายคนนั้น เงาร่างอ่อนช้อยในชุดผ้าไหมสีหวานก็ถลันเข้ามาตัดหน้าเสียก่อน ซู่อี๋เหนียง หรือซู่มี่นั่นเอง นางรีบก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกและนองไปด้วยน้ำตา ก่อนจะเงื้อมือขึ้นตบหน้าบ่าวของตนเองอย่างสุดแรงจนหน้าหัน
“เพียะ!”
“นังบ่าวสารเลว! ข้าใช้ให้เจ้ายกยาบำรุงมาให้คุณหนูใหญ่ด้วยความห่วงใย แต่เจ้ากลับใจคออำมหิตกล้าวางยาพิษลงไปในถ้วยยาหรือ! เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” ซู่อี๋เหนียงแผดเสียงร้องดั่งใบหน้าสั่นด้วยโทสะอย่างรุนแรง พลางทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าจางต้าลู่ที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ
“นายท่าน... เป็นความผิดของข้าเองที่อบรมคนไม่ดี ข้าเห็นว่าอี้เอ๋อร์ฟื้นขึ้นมาก็ดีใจจนรีบให้คนจัดยามาให้ ไม่คิดเลยว่านังบ่าวคนนี้จะมีใจคิดคด ข้า... ข้าไม่มีหน้าจะสู้หน้าท่านและวิญญาณของฮูหยินผู้ล่วงลับแล้ว!”
ซู่อี๋เหนียงสะอึกสะอื้นพรรณนาด้วยท่าทางที่น่าเวทนาถึงขีดสุด หวังจะโยนความผิดทั้งหมดไปที่บ่าวรับใช้เพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงตัว
ทว่าภายใต้ผ้าม่านที่บดบังอยู่นั้น จางจื่ออี้กลับเพียงนอนนิ่ง มุมปากที่แห้งผากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย็นชา แววตาของนางจ้องมองเงาร่างของซู่อี๋เหนียงผ่านช่องว่างของม่านด้วยสายตาที่รู้เท่าทัน
‘งิ้วโรงนี้... ช่างเล่นได้สมบทบาทเสียจริงซู่อี๋เหนียง’
เหม่ยหลานฟางรำพันอยู่ในใจด้วยความเวทนา แผนการกำจัดบ่าวเพื่อรักษาตำแหน่งของตนเองนั้นช่างตื้นเขินนักในสายตาของนาง ไม่รู้ว่าบิดาผู้นี้หูหนวกหรือตาบอดกันแน่ถึงมองไม่เห็นความอำมหิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำตาของสตรีนางนี้
บรรยากาศยิ่งป่วนหนักเมื่อหูอี้เทียนพยายามจะกันทุกคนออกไปเพื่อให้ลูกชายได้นอนพัก แต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่เห่อ ที่สุด เพราะในยามค่ำคืนที่จื่ออี้หลับใหล หูอี้เทียนกลับนั่งจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ๆ นานนับชั่วยาม พลางใช้นิ้วแกร่งเขี่ยแก้มยุ้ย ๆ ของทารกน้อยอย่างเบามือที่สุด“หมิงเจ๋อ... เจ้ามาแย่งความสนใจจากแม่เจ้าไปไม่น้อยเลยนะ” เขาพึมพำกับทารกน้อยพลางขมวดคิ้ว “แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าหน้าเหมือนข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้านอนแทรกกลางระหว่างข้ากับนางได้เพียง... ปีเดียวเท่านั้นนะ!”จางจื่ออี้ที่แสร้งหลับอยู่ถึงกับต้องแอบยิ้มออกมาภายใต้ผ้าห่ม ความน่าเอ็นดูของแม่ทัพพยัคฆ์ที่กลายเป็นบิดาจอมหวงและจอมอิจฉาลูกชายตัวเองงานเลี้ยงครบเดือนของนายน้อยตระกูลหูจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โถงกลางจวนไป๋ ใจกลางโถงมีพรมแดงปูลาดพร้อมสิ่งของเสี่ยงทายวางเรียงราย ทั้งกระบี่ไม้สลักของหูอี้เทียน ตำราหมากของไป๋ซื่อจวิน และถุงเงินทองของจางต้าลู่“หมิงเจ๋อหลานรัก มาหาตาสิลูก จับถุงเงินนี่ แล้วเจ้าจะเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในใต้หล้า!” จางต้าลู่กวักมือเรียกเหลนชายตัวน้อยที่อยู่ในชุดเอี๊ยมสีแดงสดพุงพลุ้ยหูหมิงเจ๋อ ในวัยหนึ่งเดือนที
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิด สายฝนในต้นฤดูวสันต์ตระการพัดกระหน่ำลงมายังจวนตระกูลไป๋ประหนึ่งกลองรบที่รัวสนั่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยแสงฟ้าแลบเป็นระยะขานรับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ จางจื่ออี้ ที่ดังแว่วออกมาจากเรือนตะวันออก“จื่ออี้! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ข้าจะเข้าไป! ใครขวางข้า ข้าจะสังหารให้สิ้น!”เสียงตะโกนอย่างเสียสติของ หูอี้เทียน ดังกลบเสียงฟ้าร้อง ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยนิ่งสงบดุจขุนเขา บัดนี้กลับมีสภาพประหนึ่งเสือติดจั่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เขาพยายามจะพังประตูห้องทำคลอดเข้าไปจน สี่จตุรเทพ ต้องรีบเข้ามารุมล้อมกอดเอวและดึงรั้งแขนเจ้านายไว้สุดชีวิต“ท่านแม่ทัพ! เข้าไปไม่ได้! มันเป็นอัปมงคล และฮูหยินสั่งไว้กำชับนักหนาว่าห้ามท่านเข้าไปเห็นนางในสภาพนี้เด็ดขาด!” ฉางเฟิง ตะโกนบอกพลางใช้ไหล่ดันอกเจ้านายไว้ และอีกสามคนก็ช่วยกันกอดขากอดเอวไว้แน่น เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าหากห้ามเขาไม่ได้พวกเขาเจอดีแน่“ข้าไม่สนอัปมงคล! เมียข้าเจ็บปวดเพียงนั้น เจ้าจะให้ข้ายืนดูดวงดาวอยู่ข้างนอกนี่รึ!” หูอี้เทียนสะบัดองครักษ์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความห่วงใยแล
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักทันที หูอี้เทียนยืนนิ่งเป็นหินประหนึ่งถูกสาป ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจางจื่ออี้ มือหนาที่เคยจับดาบสังหารคนมานับหมื่น สั่นเทายามที่เอื้อมไปแตะหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด“ลูก... ลูกของข้ารึ?” น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น หยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งเอ่อคลอในดวงตา “จื่ออี้... เจ้าทำสำเร็จแล้ว น้ำทิพย์ของเจ้าชโลมดินจนมังกรน้อยมาจุติจริง ๆ ด้วย!”จางจื่ออี้ลืมความคลื่นไส้ไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือไปลูบแก้มสามีด้วยความรักสุดหัวใจ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักที่ชายแดน ราวกับสรวงสวรรค์ขานรับการมาถึงของรัชทายาทแห่งความรักในรัชศกเฉินซีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด!ม้าเร็วจากชายแดนควบตะบึงเข้าสู่ประตูเมืองหลวงจงโจวด้วยความเร็ว ประหนึ่งมีศึกสงครามประชิดติดพัน ทว่าสารที่อยู่ในกระบอกทองเหลืองกลับมิใช่รายงานการรบ แต่เป็นลายมือสั้น ๆ จากปลายพู่กันของหูอี้เทียนที่ส่งตรงถึงจวนไป๋และจวนจางพร้อมกันในยามรุ่งสาง“จื่ออี้ตั้งครรภ์ ข้าจะพานางกลับในเจ็ดวัน -หูอี้เทียน”เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ กลับมีอานุภาพทำลา
ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนที่ชายแดนจงโจว บ้านพักไม้หลังย่อมของแม่ทัพผู้บัญชาการหน่วยจงกู่เว่ย ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ บรรยากาศที่นี่ไร้ซึ่งเสียงตะโกนโวยวายของจางต้าลู่ หรือเสียงกระทบของหมากรุกจากไป๋ซื่อจวิน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงฟืนปะทุในเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นแก่คนสองคนภายในห้องหูอี้เทียน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้กว้าง พลางรวบเอาเจ้าของร่างนุ่มนิ่มอย่าง จางจื่ออี้ เข้ามานั่งซ้อนบนตัก เขาใช้คางเกยบนไหล่มนพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางอย่างสำราญใจ“ที่นี่เงียบสงบดีใช่หรือไม่จื่ออี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูผ่อนคลาย “ไม่มีใครมาคอยจดจ้องว่าข้าจะกอดเจ้าตอนไหน หรือจะอุ้มเจ้าเข้าห้องหอตอนกลางวันแสก ๆ หรือไม่”จางจื่ออี้หลุดหัวเราะพลางเอนหลังซบแผงอกแกร่งของสามี “ท่านพี่... ท่านก็ช่างแกล้งท่านพ่อกับท่านตาเหลือเกินนะเจ้าคะ ป่านนี้ที่จงโจวคงวุ่นวายกันใหญ่ที่จู่ ๆ ท่านก็หอบข้าหนีมาเช่นนี้”จางจื่ออี้นึกไปถึงสามีตอนพานางหนีมา ตอนนั้นออกมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ แม้แต่ฝ่าบาทจะออกมาส่งที่หน้าประตูวังก็ยังไม่ยอม เพียงเข้าไปกราบทูลเสด็จอาแล
หูอี้เทียนกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขารู้ทันแผนการนี้ดี “เพียงสิบไหหรือขอรับ? สำหรับความรักที่มีต่อจื่ออี้ ต่อให้เป็นทะเลเหล้าข้าก็มิจักถอย”แม่ทัพหนุ่มคว้าจอกเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวประหนึ่งน้ำเปล่า กลิ่นเหล้าแรงดีกรีเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ทว่าเขากลับขยับข้อมือรินจอกต่อไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงโห่ให้กำลังใจของแขกเหรื่อ จางต้าลู่เห็นดังนั้นก็เริ่มเหงื่อตก รีบส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ยกเหล้าที่เข้มข้นที่สุดออกมาเพิ่ม“ยัง! ยังไม่จบ! เจ้าต้องตอบคำถามข้าด้วย” จางต้าลู่รีบหาทางขวาง “หากวันหนึ่งจื่ออี้กับข้าตกน้ำพร้อมกัน เจ้าจะช่วยใครก่อน!”คำถามโลกแตกทำเอาทั้งโถงเงียบกริบ หูอี้เทียนวางจอกเหล้าลงช้า ๆ แววตาคมกริบจ้องมองว่าที่พ่อตา“ข้าจะช่วยจื่ออี้ก่อน”“เจ้า! เจ้าคนเนรคุณพ่อตา!” จางต้าลู่เตรียมจะโวยวาย“เพราะข้าจะกระโดดลงไปช่วยนาง และฝากให้ท่านตาไป๋ช่วยท่าน” หูอี้เทียนตอบนิ่ง ๆ พลางบุ้ยปากไปทางไป๋ซื่อจวินที่นั่งหัวเราะจนตัวโยนจางต้าลู่หันไปมองพ่อตาพลันเห็นแววขบขัน บอกได้เลยว่าเขาตกระกำลำบากพ่อตาซ้ำเติมแน่นอน แต่ขณะที่คิดอยู่นั้นไม่ได้เห็นว่าเจ้าลูกเขยดื่มเหล้าจนหมดหรือว่าไปเททิ้ง“ท่านพ่อตา..
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีชาดของจวนตระกูลไป๋จนเป็นสีขาวโพลนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตร ทว่าความหนาวเย็นกลับถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความรื่นเริงจากโคมแดงนับพันดวงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูเมืองไปจนถึงประตูใหญ่ของตระกูลไป๋เสียงปี่กลองรัวสนั่นขานรับขบวนเจ้าบ่าวที่ยาวเหยียดสุดสายตา หูอี้เทียน เจ้าบ่าวในชุดสีแดงปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เคียงหงส์ดูสง่างามจนขุนนางที่มาร่วมงานต่างพากันกลั้นหายใจ ทว่าใบหน้าที่ควรจะเปี่ยมสุขกลับเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะเมื่อขบวนมาหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูชั้นใน“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!” หูอี้เทียนตวาดเสียงไม่เบานัก เมื่อเห็น สี่จตุรเทพ องครักษ์ที่เป็นดั่งแขนขาของตนเองที่ควรจะเดินเคียงข้างในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว บัดนี้กลับสวมชุดสีน้ำเงินเข้มขรึม ยืนเรียงหน้ากระดานถือไม้พลองประดับริบบิ้นแดงกั้นประตูแน่นหนาเคียงคู่กับบ่าวรับใช้ของจวนไป๋“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ แต่นายท่านไป๋และใต้เท้าจางสั่งลงมาว่า... การจะรับตัว ‘ดวงใจของตระกูลไป๋และตระกูลจาง’ ไปนั้น ความเป็นพี่น้องต้องวางไว้ข้างหลัง ความซื่อสัตย์ต่อว่าที่นายหญิงต้องมาก่อน!” ฉางเฟิง เอ่ยพลางยืดอกอย
จางจื่ออี้แค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ...ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริง ๆนางวางพู่กันลงช้า ๆ พลางพินิจมองหยดหมึกที่เปื้อนกระดาษ “ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดหรือ? ช่างเป็นเหตุผลที่ใช้หลอกเด็กได้ดีนัก ซู่อี๋เหนียงหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังนาง คงจะเริ่มกลัวจนตัวสั่น ถึงขนาดต้องยอมเสี่ยงปิดปากคนในเขตของหน่วยจงกู่เว
จางจื่ออี้ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก ดวงตาเรียวคู่ที่เคยดูใสซื่อบัดนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อย พินิจพิเคราะห์สตรีวัยสี่สิบสองปีที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบและสุขุมจนคนถูกมองรู้สึกหนาวไปทั้งสันหลังนางมองเห็นร่องรอยความลำบากบนใบหน้าของแม่นมเฉิน รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่หล
จำได้ว่าหลวงจีนน้อยผู้หนึ่งเอ่ยกับไต้ซือผู้เฒ่าถึงดวงชะตาของเหม่ยหลานฟางว่า ‘ท่านอาจารย์ หากนางได้กำเนิดในตระกูลไป๋ของท่านราชครู เติบโตที่นั่น นางเท่ากับดวงชะตาจักรพรรดินีเลยนะขอรับ’ ตอนนั้นนางยังเด็กคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นช่วงตอนอายุห้าหนาว หลวงจีนน้อยผู้นั้นอายุแปดหนาว นางฟังแล้วไม่เข้าใจเพียงเอ
ในรัชศกติงหยวนปีที่หนึ่ง ทั่วทั้งแคว้นต่างสรรเสริญความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์โจว...แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์นั้น กลับแลกมาด้วยลมหายใจที่แตกสลายของสตรีผู้หนึ่ง...เหม่ยหลานฟาง สตรีผู้ถือกำเนิดภายใต้ “ดวงชะตาจักรพรรดิ” หากเป็นบุรุษจะได้ครองบัลลังก์และใต้หล้า หากเป็นสตรีจะได้เป็นมารดาแผ่นด







