LOGINฟางซินหลับตาปล่อยให้เสี่ยวชิงและสาวใช้ช่วยกันล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำผมให้นาง ราวกับเป็นตุ๊กตาผ้า กว่าจะแต่งตัวเสร็จ ฟางซินก็ไม่เหลือเวลาที่จะกินอาหารแล้ว เสี่ยวชิงต้องเตรียมขนมไปให้นางกินรองท้องในรถม้าแทน
นั่งเกี้ยวมาถึงหน้าประตูจวน ฟางซินขานเรียก ญาติผู้พี่ หนึ่งคำ ก็ลากขาที่หนักอึ้งขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วฟุบหลับไปทันที
“คุณหนูของเจ้านางเป็นอันใด” ซูเหยี่ยนจื้ออดที่จะถามไม่ได้
“เอ่อ...เมื่อคืนคุณหนูตรวจสอบบัญชีร้านค้ากว่าจะได้นอนก็ยามอิ๋น (03.00-04.59น.) แล้วเจ้าค่ะ”
ซูเหยี่ยนจื้อมิได้เอ่ยพูดสิ่งอีก เพียงปรายตามองไปที่หน้าต่างรถม้า ผ้าม่านที่ปลิวตามแรงลมทำให้เห็นฟางซินฟุบหลับอยู่ภายในรถม้าไปแล้ว เขาจึงได้ออกเดินทาง
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงไม่กล้าบอกว่ารถม้าจอดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว อีกอย่างซูเหยี่ยนจื้อก็เข้าไปพูดคุยกับหลงจู๊ในร้านก่อนหน้าฟางซินแล้วด้วย
“อืม” เสี่ยวชิงเข้ามาช่วยจัดเสื้อผ้าและผมที่ยุ่งเล็กน้อยให้ฟางซิน พอนางสวมหมวกคลุมหน้าเรียบร้อยแล้ว ถึงได้เดินเข้าไปในร้าน
ร้านแรกที่มาถึงเป็นร้านเครื่องประทินโฉม พอรู้ว่าซูเหยี่ยนจื้ออยู่ภายในร้านแล้ว ฟางซินจึงเดินดูสินค้าภายในร้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ คุณภาพของเครื่องประทินโฉม นางจดและจำเอาไว้ในใจ ไว้กลับไปค่อยคิดหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น
“...” พอเข้าไปในห้องรับรอง ฟางซินก็ต้องตกใจไม่น้อย
หลงจู๊และลูกจ้างที่สองคนคุกเข่าอยู่ที่พื้น ใบหน้าของทั้งสามมีร่องรอยคล้ายถูกทุบตี ซูเหยี่ยนจื้อนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ ด้านหลังยังมีองครักษ์อีกสองคนยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
“เอ่อ...ข้าเข้าถูกห้องหรือไม่” ดูเหมือนไม่ได้มาพูดคุยเรื่องในร้าน แต่ที่เห็นเหมือนซูเหยี่ยนจื้อมาทวงหนี้มากกว่า
“นั่ง” ร่างกายของฟางซินนั่งลงอย่างรวดเร็ว
“พูด!!!” เสียงเย็นเยือกของซูเหยี่ยนจื้อทำให้หลงจู๊และลูกจ้างอีกสองคนสะดุ้งสุดตัว
ทั้งสามต่างแย่งกันพูด เรื่องยักยอกเงินในร้าน รับซื้อของที่ไม่ได้คุณภาพเช่นใดออกมาจนหมดสิ้น
“พวกเจ้าเป็นคนที่ท่านแม่เลือกมาเองกับมือ ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง เงินที่ยักยอกไปก่อนหน้า ข้ารู้ดีว่าไม่อาจนำกลับมาคืนได้ แต่หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ข้าจะไม่สอบถามพวกเจ้า แต่จะส่งตัวให้ทางการทันที”
ทั้งสามต่างก็โขกศีรษะกับพื้นขอบคุณความเมตตาของฟางซินไม่ขาดปาก ซูเหยี่ยนจื้อจ้องมองฟางซินอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะให้องครักษ์จับตัวพวกหลงจู๊และลูกจ้างทั้งร้านลงนามรับผิดเก็บไว้เป็นหลักฐาน
“ญาติผู้พี่ ข้าขอเวลาสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” นางต้องการเขียนข้อผิดพลาดภายในร้าน เพื่อนำไปปรับปรุง ดูแล้วสิ่งที่นางเห็นเมื่อครู่คงเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูป (ประมาณครึ่งชั่วโมง) ”
“จะไปพอได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้น...หนึ่งจิบถ้วยชา (ประมาณสิบห้านาที) ”
“หนึ่งก้านธูปกำลังพอดีเจ้าค่ะ” ฟางซินเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา หากโต้เถียงเขาคงได้ลุกพานางออกจากร้านไปทันทีเป็นแน่
ฟางซินหันไปสั่งหลงจู๊และลูกจ้างให้ไปนำเครื่องประทินโฉมทุกอย่างในร้าน ให้นางนำกลับไปอย่างละชิ้น ทั้งสามต่างก็รีบลุกขึ้นจัดการให้อย่างรวดเร็ว นางเดินตรวจสอบภายในร้าน ส่วนใดที่ควรปรับปรุงฟางซินก็ร่างแบบขึ้นมาทันที
ไม่คิดว่าเวลาหนึ่งก้านธูปจะหมดลงอย่างรวดเร็ว ซูเหยี่ยนจื้อเดินมาหยุดอยู่ข้างนาง มองนางตวัดพู่กันร่างแบบร้านอย่างสนใจ
“ญาติผู้พี่ รอข้าประเดี๋ยวใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยพูดโดยไม่ได้หันขึ้นไปมอง
ยามนี้ฟางซินเปิดผ้าที่ปิดหน้าออก เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานของนาง ซูเหยี่ยนจื้อเห็นสายตาของลูกจ้างในร้านมองมาที่ฟางซินด้วยความตกตะลึง ก็จ้องมองพวกเขาอย่างดุดัน จนไม่มีผู้ใดกล้ามองใบหน้าของนางอีกเลย
“เสี่ยวชิงขอน้ำหน่อย”
พอดื่มน้ำเสร็จ ฟางซินก็ถอนหายใจออกมา นางเป่ากระดาษที่ร่างแบบเอาไว้แล้วส่งให้หลงจู๊นำไปจัดการ
“ท่านดูเข้าใจหรือไม่ ข้าอยากให้ทำชั้นวางออกมาเช่นนี้ จะง่ายต่อการให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า”
“ได้ขอรับ ข้าน้อยจะเร่งจัดการให้ขอรับ”
“เสร็จแล้วให้คนไปแจ้งก็แล้วกัน ข้าจะออกมาตรวจสอบอีกครั้งด้วยตนเอง”
“ขอรับ”
ฟางซินสั่งความเสร็จก็รีบเร่งฝีเท้าตามซูเหยี่ยนจื้อออกไป ร้านต่อไปก็กลายเป็นง่ายขึ้นแล้ว นางไม่ต้องเป็นผู้สอบสวนเองปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซูเหยี่ยนจื้อ ส่วนนางตรวจสอบสินค้าภายในร้านแล้วจดสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้หลงจู๊ไปจัดการ
ร้านสุดท้ายเป็นร้านผ้า หลังจากส่งแบบผ้าให้หลงจู๊ไปตัดออกวางขายแล้วก็ถือว่าเป็นอันจบเรื่อง
“ตัดชุดตามขนาดนี้ออกมาสองชุด สองวันเสร็จทันหรือไม่” นางเลือกออกมาสองแบบเพื่อตัดให้ตนเองและหมิงเยว่
“ทันขอรับ”
“อืม...เพิ่มอีกสี่ชุด ตามแบบนี้” นางชี้มือไปที่แบบชุดที่นำมาเกือบสิบแบบ “อีกสามชุดอยากให้เสร็จพร้อมกัน แต่แบบชุดนี้ช้าสักวันสองวันก็ได้ พอไหวหรือไม่”
“ไหวขอรับ ให้เสร็จพร้อมกันทั้งหกชุดก็ยังไหว คนงานเย็บปักที่ร้านมีหลายคนขอรับ” หลงจู๊มีความผิดติดตัวจึงอยากจะทำความดีชดเชย
“เช่นนั้นต้องรบกวนทุกคนแล้ว” ฟางซินยิ้มกว้างออกมา
หากนางตัดชุดให้เพียงแค่หมิงเยว่ก็คงจะดูไม่ดี จึงได้ตัดให้ท่านยาย ป้าสะใภ้ทั้งสองและหมิงม่านเพิ่มด้วย
“หามิได้ขอรับ”
“เดือนนี้ตัดเสื้อผ้าออกมาทั้งหกแบบเพื่อขายก่อน อีกสองเดือนค่อยเปิดตัวแบบที่เหลือ แล้วข้าจะส่งแบบมาให้ใหม่เรื่อยๆ”
“ขอรับ”
ฟางซินตำหนิพวกเขาเรื่องยักยอกเงินไปแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่า หากสินค้าขายดีมากกว่าเดิม ทุกเดือนจะมีรางวัลขยันทำงานเพิ่มให้ทุกคน ทั้งสามร้านล้วนใช้วิธีการเดียวกัน
ฟางซินยังไม่ทันเดินขึ้นรถม้า ท้องของนางก็ร้องประท้วงออกมาแล้ว ตอนนี้เลยมื้อกลางวันมาเล็กน้อยแล้ว ข้าวเช้านางยังไม่ได้กิน นางจะทนไหวได้อย่างไร
“ญาติผู้พี่ ท่านหิวหรือไม่ ไปที่เหลาอาหารของข้าก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”
“...” ซูเหยี่ยนจื้อไม่เอ่ยพูดอันใด ทั้งสีหน้าของเขาก็เรียบเฉยจนฟางซินไม่รู้ว่าเขาตกลงหรือไม่
พอขึ้นรถม้า นางก็เปิดของว่างมากินรองท้องก่อน ให้หิวจนตาลายกลับไปที่กินข้าวที่จวนนางคงเป็นลมไปเสียก่อน
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ” นางเพิ่งจะกินขนมไปได้เพียงแค่สองชิ้นเอง ดูอย่างไรก็คงยังไม่ถึงจวน
“หื้ม...ถึงจวนแล้วหรือ”
“เหลาอาหารของคุณหนูเจ้าค่ะ”
ฟางซินได้แต่เบ้ปาก ซูเหยี่ยนจื้อไม่มีปากหรือไง หรือเพียงแค่พยักหน้าให้นางรู้เสียหน่อยว่าเขาจะพามาคงไม่เป็นอะไรมากหรอกมั้ง
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง ทั้งสองยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าเหลาอาหาร ด้านหลังก็ปรากฏหลี่เต๋อซิ่วที่มากับหลี่หลิวอวี้ เดินเข้ามาทักซูเหยี่ยนจื้อ
ฟางซินลอบสังเกตใบหน้าของซูเหยี่ยนจื้อ พอหลี่หลิวอวี้ทักทายเขา ใบหน้าของเขาก็อ่อนลงทันที
“คุณหนูเถียนมาด้วยหรือ” หลี่หลิวอวี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนเดินเข้ามาจับมือของฟางซินเอาไว้
“เจ้าค่ะ ญาติผู้พี่ไปกับคุณชายหลี่และคุณหนูหลี่เถิดเจ้าค่ะ ข้าขอตัว” นางหิวจนตาลาย มีคนมากเช่นนี้นางจะกินลงได้อย่างไร
“คุณหนูเถียน เจ้ายังโกรธเคืองข้าไม่หายหรือ ถึงไม่ต้องการร่วมโต๊ะกับข้า” ฟางซินได้แต่กัดฟันแน่น เพียงแค่หลี่หลิวอวี้พูดจาน่าสงสารหน่อยเดียว ซูเหยี่ยนจื้อก็ทำหน้าราวกับจะเข้ามากัดให้เนื้อนางหลุดแล้ว
“หามิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าคิดว่าคุณชายหลี่และคุณหนูหลี่มีเรื่องจะสนทนากับญาติผู้พี่ ข้าเองคงไม่สะดวกอยู่รับฟัง”
“หุบปาก แล้วเข้าไปได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ” เพียงประโยคเดียวก็ปิดปากฟางซินแล้ว
องค์ชายใหญ่วัยสิบสองหนาว กลายเป็นสหายของซูเฉิงหานด้วยมีความชอบที่คล้ายกัน องค์ชายรองกับสนิทสนมกับเถียนฮวนซูถึงแม้จะเรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสองสนิทสนมกับฝาแฝด แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เข้ามาเที่ยวเล่นในตำหนักเล่อฝูกงจู่ ด้วยบุตรสาวคนโตของซูเหยี่ยนจื้อ นับเป็นสาวงามไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ด้วยใบหน้าที่คล้ายฟางซินทำให้ซูเหยี่ยนจื้อหวงบุตรสาวคนโตของตนยิ่งนักซูเจียวหว่าน วัยเพียงหกหนาว ผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่ม ดวงตากลมโตสว่างราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะหลงรักไม่ได้ จ้าวอินเถาเองก็มักจะเรียกให้นางเข้าไปพบในวังหลวง แต่ก็น้อยครั้งนัก ซูเหยี่ยนจื้อมักจะอ้างว่าบุตรีคนโตของตนร่างกายอ่อนแอ จึงมิให้ออกจากตำหนักแต่บ่าวไพร่ในจวนต่างก็รู้ดีว่าหว่านวานน้อยคนนี้มีร่างกายอ่อนแอเสียที่ไหน นางติดซูเฉิงหานยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของนางเสียอีก หากซูเฉิงหานปีนต้นไม้ นางก็ปีนตามองค์ชายรอง เยี่ยจวิน มาหาเถียนฮวนซูที่จวนเพื่อสอบถามเรื่องบทกลอน ทั้งสองจึงพากันมาสนทนาที่ศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ตุบ “โอ๊ยยย” เสียงร้องของเด็กสาวตัวน้อยดังขึ้น เถียนฮวนซูรู้ได้ทันทีว่าเป็นน้องสาวของตนจึงได้รีบวิ่งไป
ผ่านมาสามปี เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นจนรู้ความ ฟางซินก็เริ่มตั้งครรภ์อีกครั้ง สี่คนพ่อแม่ลูกยังคงสลับไปพักระหว่างสองจวนอย่างเสมอเด็กแฝด พอเริ่มรู้ความ จึงพบความแตกต่างของตนเอง เหตุใดทั้งสองจึงใช้แซ่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งเหตุใดท่านพ่อถึงไม่ได้พักอยู่ในตระกูลซู แต่มาอยู่ในตำหนักกงจู่ของท่านฟางซินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เข้าใจง่ายให้ทั้งสองได้รับรู้ หลังจากที่ซูเฉิงหานได้รู้ว่าต่อไป ตนเองจะต้องไปอยู่ตระกูลซูก็เริ่มไม่สดใสร่าเริงเช่นเดิม“หานเออร์ ไม่รักท่านปู่ท่านย่าหรือ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ต่อไปต้องปกป้องน้องๆ ทุกคน ซูเออร์เป็นน้องชายของเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะใช้คนละแซ่กับเจ้า แต่ก็เกิดจากข้าและท่านแม่ของเจ้าเหมือนกัน ยามนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องให้เจ้าสองพี่น้องใช้ต่างแซ่ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้าใจพ่อและแม่” ซูเหยี่ยนจื้อค่อยๆ พูดสอนสองพี่น้อง ที่ดูจะมึนงง ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกระจ่างนัก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าใช้แซ่ซูหรือแซ่เถียนไม่สำคัญ แต่ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟางซินมองบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาสวมกอด“แม่กับพ่อจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร หานเออร์ ใช้แซ่
มีเพียงชุนมามาที่ยังมีสติ นางอดขำกับท่าทางโง่งมของนายท่านไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มขอบคุณหมอหลวง ก่อนจะพาเดินออกไปส่งด้านนอก และมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้อย่างใจกว้าง ชุนมามายังส่งสาวใช้ไปแจ้งที่จวนตระกูลซูและจวนกั๋วกงเรื่องที่ฟางซินนางตั้งครรภ์แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้ ก็ให้เสี่ยวชิงเป็นผู้นำไปมอบให้แทนอ้อ...ลืมบอกไป เสี่ยวชิงแต่งงานกับอาต๋าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้รับสินสอดและสินเดิมจากฟางซินไปไม่น้อย เรียกได้ว่า หากออกไปตั้งตัวก็ทำให้อยู่อย่างสุขสบายได้ เพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผู้เป็นนายต่อไปซูเหยี่ยนจื้อก้มมองท้องที่ยังมองไม่ออกของฟางซินอย่างยินดี องค์รัชทายาทได้พระโอรสพระองค์แรกจากจ้าวอินเถา เมื่อห้าเดือนก่อน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เฟยเมี่ยวตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง หากจะบอกว่าเป็นความชอบของฟางซินก็ย่อมได้ เมื่อนางเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายให้เฟยเมี่ยวกินดื่มมาหลายเดือน“ข้าเป็นอันใดไป” ฟางซินรู้สึกมึนหัวจนไม่อาจลุกขึ้นนั่งได้“เจ้าตั้งครรภ์แล้วซินซิน” ซูเหยี่ยนจื้อล้มตัวลงนอนด้านข้างของนาง พร้อมทั้งดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนท้อง
สองสามีภรรยาคู่ใหม่ ยกน้ำชาคารวะผู้อาวุโสทุกคนในจวนตระกูลซู ผู้อาวุโสมอบของขวัญให้ทั้งคู่ ก่อนจะลุกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง และเริ่มนำของที่เตรียมมามอบให้ทุกคนในตระกูลซูซูเหวินและหลางซื่อสีหน้าเหมือนกลืนหวงเหลียนอย่างไรอย่างนั้น ข้าวของที่ฟางซินนำมามอบให้ ห้าคันรถ บ้ารองได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับหมิงม่านนางได้เครื่องประดับ ผ้าไหมเนื้อดี ของเล่นที่ฟางซินนางเลือกมีอีกหนึ่งหีบใหญ่“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านไม่ลืมน้องสาวเช่นข้าแน่นอน” หมิงม่านถือกำไลสีเลือดไว้ในมืออย่างชอบใจ ตอนนี้นางอายุใกล้เก้าหนาวแล้ว ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งใดทำ ไว้ไปค้างที่ตำหนักของข้าหลายวันๆ ก็แล้วกัน”“จริงนะเจ้าคะ พี่ใหญ่ท่านอย่าห้ามข้าเล่า” หมิงม่านยกมือห้ามซูเหยี่ยนจื้อที่เหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป“หึ พูดมากเกินไปแล้ว เจ้าจะไปทำไม ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์หญิงหรืออย่างไร” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองหมิงม่าน จนนางต้องหุบปากและนั่งเล่นกำไลในมือไปแทนหลังจากกินมื้อเข้าร่วมกับทุกคน ซูเหยี่ยนจื้อแยกตัวไปพูดคุยกับซูยวนที่ห้องตำรา หลางซื่อที่ไม่รู้จ
สหายคนอื่นต่างก็ทยอยเข้ามาคารวะสุราซูเหยี่ยนจื้อ องค์รัชทายาทรั้งอยู่หลังจากหานตงฉางถูกพาออกไปแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ด้วยเห็นสายตาของสหายที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จกลับ ซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่อาจปลีกตัวหลบหนีเข้าห้องหอได้ซูเหยี่ยนจื้อเดินวนคารวะสุรามงคลทุกคนครบหนึ่งรอบก็แอบหนีเข้าห้องหอไปแล้ว ฟางซินหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนาหลายชั้นออก ชุนมามาก็นำอาหารเข้ามาให้นางรองท้องก่อน ยังทานไม่เรียบร้อย ซูเหยี่ยนจื้อก็เดินโซเซเข้ามาในห้องหอ โดยมีอาต๋าและเสี่ยวไฉช่วยประคองเข้ามา“บ่าวจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเหลือบมองอาต๋าอย่างเขินอายก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป“ท่านกินอะไรมาหรือยัง” ฟางซินถลึงตามองซูเหยี่ยนจื้อที่จ้องมองนางราวกับอยากจะกลืนกินลงไปตอนนี้เสีย ทั้งที่ผ่านในห้องยังมีคนอยู่ไม่น้อยเลย“ไม่กินแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด” ซูเหยี่ยนจื้อส่งสายตาให้ชุนมามาพาสาวใช้ภายในห้องออกไป“เจ้าค่ะ” ชุนมามาอมยิ้มก่อนจะโบกมือให้สาวใช้พาออกไป ดูท่าน้ำแกงสร่างเมาคงไม่ต้องดื่มแล้วซูเหยี่ยนจื้อยิ้มกรุ้มกริ่มมองฟางซินที่เริ่มจะระแวงแล้ว “ทะ ท่าน ท่านจะอาบน้ำก่อนหร
ซูเหยี่ยนจื้อที่โดนถากถางกับมีสีหน้าระรื่นยิ้มรับเรื่องสนุกที่เกิดขึ้น “พระองค์มิทรงอยากมาอยู่กับกระหม่อม เหตุใดถึงไม่กลับไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ” องค์รัชทายาทจะกลับได้อย่างไร ทั้งเฟยเมี่ยวและจ้าวอินเถา ต่างรบเร้าให้เขาช่วยออกหน้ามาอยู่ที่จวนตระกูลซู เพื่อแสดงให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า องค์รัชทายาทเห็นด้วยที่ซูเหยี่ยนจื้อแต่งเข้าตำหนักกงจู่ และให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมากเพียงใดหานตงฉางเองก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ภรรยาของตนมิอาจกลับมาช่วยเหลืองานที่บ้านเดิมได้ และซูเหยี่ยนจื้อเองก็เป็นสหายของเขา ตอนที่เขาเองจึงต้องมานั่งเบื่อไม่ต่างจากองค์รัชทายาทหานตงฉางอดจะถากถางออกมาไม่ได้ “เจ้านี่มัน...ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาไม่จบสิ้นเสียจริง แต่งช้ากว่าสหายคนอื่น ทั้งยังไม่ต้องช่วยผู้ใดออกสินสอด แต่พวกข้าต้องนำของมาช่วยเติมสินเจ้าบ่าวให้เจ้า”“เจ้าเปลี่ยนมาแต่งเข้าตระกูลซูดีหรือไม่ ข้าจะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าดูแลแทน”“พอเลย!!! ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ามิได้พูดง่ายเช่นเจ้า อีกอย่างข้ายังต้องสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อจากบิดา จะยอมยกให้เจ้ารองผู้โง่เขลาได้อย่างไร” แต่ละจวนก็มีเรื่องภายในจวนที่แตกต่างออกไป จวนกั๋ว







