เข้าสู่ระบบไป๋ซูเหยาต้องแต่งงานการเมืองกับแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉิน ทั้งที่นางมีความรักกับโม่อวิ๋นเจ้าเมืองอวิ๋นหนาน แต่ถูกบิดากีดกัน นางจำต้องถูกส่งไปแต่งงานยังเมืองชายแดน แม่ทัพเซี่ยไม่อาจวางใจในตัวนางได้ จวบจนเมื่อโม่อวิ๋นต้องร่วมมือกับเขาไขคดีระหว่างแคว้นเพื่อหาตัวคนบงการให้เกิดสงคราม หวังคิดยึดห้าดินแดน ทำให้แม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินกับโม่อวิ๋นศัตรูหัวใจต้องหันมาจับมือกันต่อต้านศัตรู ระหว่างความรักหนึ่งที่นางมีสัญญารัก กับ อีกผู้หนึ่งที่นางจำต้องร่วมชีวิต นางจึงเลือกศักดิ์ศรีมากกว่าความสุขส่วนตัว สุดท้ายสงครามยังต้องเกิด พวกเขาต้องละทิ้งความรู้สึกเพื่อปวงประชา จุดจบจะเป็นเช่นไรร่วมฝ่าฟันไปกับพวกเขาได้ ใน บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน
ดูเพิ่มเติมตอนที่ 1: คำสั่งแห่งวังหลวง
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิ พัดผ่านแม่น้ำชิงสุ่ยอย่างแผ่วเบา กลีบดอกเหมยโปรยปรายลงเหนือระเบียงศาลากลางน้ำ ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำยืนประหนึ่งรูปสลัก ดวงตาเย็นเยียบดุจหิมะจากแดนเหนือ เขาคือ เซี่ยหลิงเฉิน ขุนพลใหญ่แห่งกองทัพชายแดน ผู้อ่อนวัยแต่กิตติศัพท์กึกก้องไปทั่วทั้งห้าดินแดน "นายท่าน" เสียงขันทีจากวังหลวงย่อตัวถวายหนังสือราชโองการ "ฮ่องเต้มีพระราชประสงค์ให้ท่านเข้าพิธีสมรสกับธิดาแห่งเมืองไป๋หนาน คุณหนูไป๋ซูเหยา ภายในหนึ่งเดือน" หลิงเฉินเหลือบมองหนังสือในมือขันที ความนิ่งเงียบปกคลุมทั่วศาลา "ฮ่องเต้คิดจะใช้วิธีนี้เพื่อให้ข้าได้รับฐานอำนาจและเพื่อเพิ่มกำลังให้มั่นคง พระองค์คิดว่าแม่ทัพเช่นข้า ยังต้องพึ่งบารมีของเมืองอื่นอีกเช่นนั้นหรือ" เขาเอ่ยเสียงเย็น ก่อนหันหลังให้แม่น้ำ "ข้าคือแม่ทัพทั่วห้าดินแดน ล้วนบุกฝ่ามาแล้ว" แม้ใจไม่ยินยอม แต่จากการข่าวที่ว่าคุณหนูไป๋ซูเหยาแอบมีใจรักให้กับเจ้าเมืองอวิ๋นหนาน นั่นก็ทำให้เขาประมาทไม่ได้ การแต่งงานนี้คือเดิมพัน ในเวลาเดียวกันนั้น ณ เมืองไป๋หนานทางใต้ ไป๋ซูเหยา ยืนสงบนิ่งใต้ต้นหลิว นางสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายเนื้อดี แต่ดวงตากลับแน่วแน่ดุจเปลวเพลิง "เจ้าว่าข่าวลือนั้นจริงหรือ?" นางหันถามสาวใช้ "เจ้าค่ะคุณหนู แม่ทัพเซี่ยนั้นอาจเป็นชายสูงศักดิ์ แต่เย็นชานัก ไม่เคยแลเหลียวแม่นางใด เขาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่เกรงกลัวผู้ใดเพราะเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ เปรียบได้กับเป็นหลานผู้หนึ่งก็ว่าได้ ขุนนางในเมืองหลวงต่างเกรงใจเขายิ่งนัก" ซูเหยาเม้มริมฝีปากเบา ๆ ในใจยังเต็มไปด้วยเงารักในอดีต โม่อวิ๋น เจ้าเมืองอวิ๋นหนาน ผู้เคยร่วมสาบานรักเคียงกันใต้ต้นเหมย แต่คำสาบานนั้นกลับสูญสลายไปกับลมแห่งหน้าที่และบิดาที่กีดกัน บิดายื่นคำขาดให้นางต้องตัดใจเสีย เพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานกับแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินตามที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง เพื่อให้บัลลังค์ของพระองค์มั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยพระประสงค์ของฝ่าบาท บิดาที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ยิ่ง จึงต้องทำตามอย่างไม่หลีกเลี่ยง แม้เขาจะรับรู้ถึงความรู้สึกของบุตรีก็ตาม อีกทั้งเมืองอวิ๋นหนานก็เป็นชายเมืองที่สำคัญหากเขายอมให้บุตรีตกแต่งไป จะมิใช่ทำให้ฝ่าบาทเคลือบแคลงสงสัยได้หรือ ไป๋ซูเหยาทอดถอนใจ แผ่วเบา ใบหน้าแน่วนิ่งราวกับตัดสินใจ "ชีวิตของข้าต้องแบกรับหน้าที่สำคัญตั้งแต่เกิด และหากนี่คือสิ่งที่ข้าต้องทำเพื่อประชาชน ข้าก็ยินยอม" นางเอ่ยพร้อมความคิดคำนึงที่เหม่อลอย คิดจะฝันอย่างเช่นหญิงสาวทั่วไปอย่าได้หมาย หัวใจกับหน้าที่ ชาตินี้คงไม่อาจร่วมทางกันได้ แววตาหม่นเศร้าหลุบลงมองปลาที่ว่ายในสระใหญ่ เสียงระฆังวังหลวงดังขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประกาศการอภิเษกระหว่างคุณหนูไป๋และแม่ทัพเซี่ย แต่ใครเลยจะรู้...ว่างานวิวาห์ที่เริ่มจากคำสั่ง จะกลายเป็นจุดเริ่มของตำนานแห่งสองผู้กล้า ผู้ร่วมมือฟันฝ่าสงคราม สร้างปาฏิหาริย์ให้แผ่นดิน ตลาดตงฮว่าในเมืองหลวงคลาคล่ำด้วยผู้คนยามสาย แม่ค้าร้องเรียกลูกค้าเสียงเจื้อยแจ้ว กลิ่นหมั่นโถวลอยอบอวลในอากาศ ผ้าไหมหลากสีสะบัดไหวตามแรงลมยามสายของวันธรรมดา ไป๋ซูเหยาเข้ามาพักในเมืองหลวงพร้อมครอบครัว เพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท และเตรียมงานแต่งที่ยิ่งใหญ่ วันนี้นางสวมชุดเรียบหรูสีงาช้าง เดินอย่างสง่างามท่ามกลางผ้าสีสันสดใส นางมาเลือกผ้าไหมเนื้อดีที่ร้าน “ฮั่วจิ้น” ร้านผ้าชื่อดังแห่งเมืองหลวง โดยมีสาวใช้สองคนเดินตาม ดวงตานั้นจับจ้องลายผ้าอย่างมีสมาธิ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านเพื่อเลือกผ้าสำหรับเตรียมทำชุดในฤดูหนาวให้กับคนในครอบครัว และผ้าสำหรับเตรียมตัดชุดเจ้าสาว ไม่ใช่เพื่อตนเอง หากเพื่อพิธีที่มิอาจปฏิเสธ มือเรียวแตะเนื้อผ้าเบา ๆ สายตาจับจ้องลายละเอียดด้วยความนิ่งขรึม "คุณหนูเจ้าคะ ลายเมฆนี้งดงามยิ่ง ดูนุ่มนวลราวกับเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเลยนะเจ้าค่ะ" เสียงสาวใช้ที่กำลังหยิบผ้าผืนหนึ่งยื่นให้ ดึงนางออกจากความคิดคำนึง ไป๋ซูเหยาเพียงพยักหน้า สายตายังคงกวาดมองผ้าหลายหลากอย่างสงบ “ข้าอยากจะได้ผ้าให้กับพวกเจ้าด้วย ข้าจำได้ว่าปีนี้เสี่ยวมี่ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ข้าให้เจ้าเป็นของขวัญ ส่วนเจ้าเสี่ยวเถียนก็เลือกดูไปด้วยกันเถอะ”ไป๋ซูเหยายิ้มบาง น้ำเสียงของนางอ่อนโยน เรียบง่าย แต่แฝงความใส่ใจ สาวใช้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเบา ๆ “ท่านหญิง ท่านใจดีกับพวกข้าเหลือเกินเจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองพร้อมกันย่อคำนับไป๋ซูเหยาอย่างตื้นตันใจ เมื่อไป๋ซูเหยาเลือกผ้าและสั่งให้คนไปส่งตามที่อยู่แล้ว นายและบ่าวออกมาเดินดูผ้าด้านหน้าร้านอีกครู่ เซี่ยหลิงเฉิน ในชุดธรรมดาสีหม่น ปิดบังฐานะตนเอง เดินออกจากโรงเตี๊ยม “ชิงหยู” ซึ่งเป็นจุดนัดพบของสายลับชายแดน เขาหยุดยืนหน้าโรงเตี๊ยม “นายท่าน” สายลับชายในชุดชาวบ้านซอมซ่อเอ่ยเบา ๆ “สายข่าวจากแคว้นหาน ส่งข้อความมาขอรับ ว่ามีการเคลื่อนไหวแปลกประหลาด หัวเมืองทั้งห้าเริ่มจับมือกันลับ ๆ ยุยงให้แคว้นชายแดนร่วมมือกันคานอำนาจวังหลวงขอรับ” เซี่ยหลิงเฉินขมวดคิ้ว ดวงตาคมวาวราวใบมีด “แผ่นดินยังไม่ทันสงบ พวกนั้นกลับคิดทรยศ ใครกันที่กล้าทำเช่นนี้ พวกเจ้าตามสืบอย่าให้พลาด แม้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย คอยติดต่อข้าเป็นระยะ” หลังจากสั่งการ เขาพยักหน้าให้สายข่าวแล้วเดินออกมา สอดส่องผู้คนอย่างระแวดระวัง ในเวลาเดียวกันนั้น ห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงถนน ไป๋ซูเหยาก็ได้ออกมายืนที่หน้าร้านขายผ้า เดินดูผ้าด้านหน้าร้านอีกครั้ง เมื่อยื่นมือเรียวสัมผัสผืนผ้าเบา ๆ ลมยามบ่าย พลัน พัดผ่านผ้าไหมในมือหญิงสาว จนปลิวขึ้นเล็กน้อย นางเอื้อมมือคว้าไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ในเสี้ยววินาทีนั้น พลันดวงเนตรหวานซึ้ง สบตาเข้ากับดวงตาคมเฉียบของชายผู้หนึ่ง ชายหนุ่มในชุดเรียบธรรมดาสีหม่น แต่งกายคล้ายชาวบ้าน หากแววตาและท่าทางของเขา สื่อว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ชั่วขณะหนึ่ง...โลกพลันเงียบงัน สายตาทั้งสองสบกัน...ราวกับฟ้าแล่บเข้ากลางอก หัวใจของเซี่ยหลิงเฉินพลันเต้นผิดจังหวะโดยไร้คำอธิบาย เช่นเดียวกับไป๋ซูเหยา ที่รู้สึกเหมือนมีแรงลึกลับสะกิดใจ แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งคู่ต่างหันหน้ากลับ เดินผ่านกันไปในความวุ่นวายของตลาด ไม่มีคำเอ่ย ไม่มีชื่อให้จดจำ...แต่เงาของกันและกันกลับฝังไว้ในใจอย่างแผ่วเบา เซี่ยหลิงเฉินเมื่อกลับถึงจวน ได้เรียกแม่ทัพฝ่ายซ้ายเข้ามาหารือ “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยได้รับข่าวว่าในเมืองหลวงนี้ มีคลื่นลมไม่แน่ชัด มีการเปิดหอนางโลมบังหน้า เบื้องหลังกลับมีการขายข่าวจากในวังหลวงไปสู่ภายนอกขอรับ” “หากข่าวนี้เป็นจริง เมืองหลวงอาจถูกหักหลังจากคนฝ่ายใน เจ้าจับตาทุกคนในวังไว้ให้ดี” เขาเอ่ยเสียงขรึม รองแม่ทัพผู้นั้นถามกลับ “นายท่านคิดว่าใครเป็นผู้เคลื่อนไหวเบื้องหลังหรือขอรับ?” ดวงตาของเซี่ยหลิงเฉินเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง ไปยังถนนที่เขาเพิ่งเดินผ่าน พร้อมภาพหญิงสาวชุดสีอ่อน ที่ไม่อาจลบเลือนได้ พลางเอ่ยเสียงขรึม “ยังไม่แน่ใจ...แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่า...มีใครบางคน กำลังคิดจะเปลี่ยนชะตาแผ่นดิน” หากศึกนี้เกิดจากภายในและภายนอกผสานกัน ครั้งนี้ความหนักหนาย่อม รับมือได้ยากยิ่งเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห











