Masukไป๋ซูเหยาต้องแต่งงานการเมืองกับแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉิน ทั้งที่นางมีความรักกับโม่อวิ๋นเจ้าเมืองอวิ๋นหนาน แต่ถูกบิดากีดกัน นางจำต้องถูกส่งไปแต่งงานยังเมืองชายแดน แม่ทัพเซี่ยไม่อาจวางใจในตัวนางได้ จวบจนเมื่อโม่อวิ๋นต้องร่วมมือกับเขาไขคดีระหว่างแคว้นเพื่อหาตัวคนบงการให้เกิดสงคราม หวังคิดยึดห้าดินแดน ทำให้แม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินกับโม่อวิ๋นศัตรูหัวใจต้องหันมาจับมือกันต่อต้านศัตรู ระหว่างความรักหนึ่งที่นางมีสัญญารัก กับ อีกผู้หนึ่งที่นางจำต้องร่วมชีวิต นางจึงเลือกศักดิ์ศรีมากกว่าความสุขส่วนตัว สุดท้ายสงครามยังต้องเกิด พวกเขาต้องละทิ้งความรู้สึกเพื่อปวงประชา จุดจบจะเป็นเช่นไรร่วมฝ่าฟันไปกับพวกเขาได้ ใน บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน
Lihat lebih banyakเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
เมื่อเจี่ยเหลียนออกจากห้องยังไม่วายหันไปเบะปากใส่ผู้อยู่ในห้อง ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามระเบียง ผ่านบรรยากาศครึกครื้นด้านหน้าเรือน จนกระทั่งลัดเลาะมาถึงลานเรือนด้านหลัง จนถึงโรงเก็บม้า หวังเพียงจะเห็นเบาะแสใดบ้างไม่นานนัก ร่างหนึ่งก็โผล่เข้ามา ทหารลับที่ปลอมตัวมากับขบวนเดินเข้ามาพบนาง "แม่นาง สถานที
ทว่า ณ อีกฝากหนึ่งของแผ่นดิน ไกลจากความสงบสุขนั้นนัก กลับมีผู้หนึ่งกำลังเดือดดาลแทบดินฟ้าไม่อาจรับไว้ได้ภายในตำหนักมืดสลัว แสงตะเกียงเพียงเล่มส่องเงาร่างสูงระหงของฮองเฮาหลินอวี้ยืนหันหลังต่อหน้าขันทีและบ่าวไพร่ เสียงรายงานของเฉิ่งอี่ดังก้องชัดในโสตประสาท —ข่าวครอบครัวอู่ฟ่านถูกช่วยหนีสำเร็จ กองเส
ม้าเหยาะย่างช้า ๆ บนเส้นทางที่ยังคลุมด้วยหิมะ บรรยากาศเย็นยะเยือกไม่ต่างจากท่าทีของโม่อวิ๋นที่นั่งพิงในรถม้า เขาได้รับบาดเจ็บที่แขนจากการปะทะกับเซี่ยหลิงเฉิน แผลนั้นไม่ถึงกับอันตรายถึงชีวิต แต่ลึกพอให้เลือดซึมไม่หยุดเจี่ยเหลียนคอยประคอง เปลี่ยนผ้าพันแผลให้เขาอย่างเงียบขรึมมือเล็กสั่นเล็กน้อยเพราะ
แสงคบไฟถูกจุดสว่างไปรอบค่าย ทหารเวรยามเดินผลัดเปลี่ยนกันเมื่อถึงเวลา เจี่ยเหลียนกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากมุมหนึ่ง เพื่อจะกลับไปยังกระโจมที่พักพลันเกือบชนเข้ากับเซี่ยหลิงเฉิน ที่เดินตรวจตรากองทหารผ่านมาเจี่ยเหลียน รั้งเท้าได้ทัน เมื่อเห็นเป็นเซี่ยหลิงเฉินนางมีแววตาตื่นตกใจแว่บหนึ่ง ก่อนจะหลุบตามองต







![สองแม่ทัพขย่มกลีบโบตั๋น (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



