Masukตี๋ลี่เสวี่ยบังเอิญได้สลับร่างเป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูจวนโหวในเมืองหลวง ก่อนจะได้พบพานใครบางคนที่พานางดำดิ่งสู่ความจริงที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้เลย!? ตี๋ลี่เสวี่ย สาวน้อยชาวอุยกูร์ ผู้รักอิสรเสรี ถูกสลับร่างให้เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหว เพื่อหลีกหนีคู่หมั้นที่เมืองหนิงเปียน นั่นจึงทำให้นางได้เจอกับหลิงอวิ๋นฟาน เจ้าของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว ชายหนุ่มผู้ต้องคำสาป ซึ่งมีเพียงแม่นางสองชะตาอย่างนางเท่านั้นที่จะช่วยคลายคำสาปได้ แต่ยิ่งนางได้ใกล้ชิดเขามากเท่าไหร่ ตี๋ลี่เสวี่ยก็ได้รู้ว่าอดีตเบื้องหลังของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เขามาที่เมืองหลวงนี้มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือการสืบสวนคดีฆ่าล้างตระกูลของจวนอันติ้งโหว! แต่ยิ่งพวกนางสืบสวนใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืดก็เริ่มรู้ตัวแล้วด้วยเช่นกัน ท่ามกลางกลลวง คำสาป และคมดาบ ดอกรักกลับเบ่งบานชูช่อพลิ้วไหว จนสุดท้าย นางจึงได้รู้ว่า... พวกนางช่างแตกต่างกันเหลือเกิน...
Lihat lebih banyak“กรี๊ด!!!”
ตูม!!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของแข็งตกกระแทกลงไปในสระบัวขนาดใหญ่กลางจวนเหรินอี้โหว ปลุกให้ทุกคนในจวนต้องเร่งเดินออกมาสังเกตการณ์ตามต้นเสียงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ร่างดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดอุยกูร์ทะมัดทะแมงด้วยนางสวมกางเกงขายาวทรงหลวมเอาไว้ภายใต้เสื้อคลุมตัวยาว สองเท้าก้าววิ่งยาว ๆ ตรงไปที่เกิดเหตุในทันใด
ผมสีน้ำตาลเข้มถักเปียสองข้างประดับด้วยลูกปัดอยู่ภายใต้ดอปป้าสีสันสดใส ซึ่งเป็นเครื่องสวมศีรษะติดกายของชาวอุยกูร์สะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงวิ่ง ใบหน้าเรียวยาว โดดเด่นด้วยจมูกที่โด่งเป็นสันแตกต่างจากแม่นางในเมืองหลวง ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างคนสุขภาพดีกำลังเม้มแน่น
ยา อัลลอฮ์! ขอให้ข้าไปทันด้วยเถิด!!
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? คุณหนูใหญ่สั่งให้เจ้าไปเอารังนกมาให้คุณหนูรองมิใช่รึ?” เสียงสาวใช้ที่ยืนอยู่ริมสระบัวเอ่ยถามขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งกางแขนกันมิให้ตี๋ลี่เสวี่ยเข้าไปถึงสระน้ำนั้นได้ “แล้วไหนรังนกที่คุณหนูใหญ่สั่งเล่า?”
“ซิ่วหรง! เจ้าถอยไปนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยตะโกนตอบกลับมา ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีไฝใต้ตาขวาจะเหลือบเห็นร่างคุณหนูรองของตนในชุดที่เปียกชุ่มจนแนบเนื้อกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง พยายามตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว สองเท้าถีบมวลน้ำ เพื่อผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำที่เย็นยะเยือก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวจ้องมองไปยังขอบสระที่ดูห่างไกลเหลือเกิน
กอปรกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของคุณหนูในเมืองหลวงที่รุ่มร่ามและซับน้ำ ยิ่งตกน้ำเช่นนี้ก็ยิ่งพันแข้งพันขานางราวกับเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งให้นางจมดิ่งสู่ก้นสระบัว
ริมสระบัวนั้น มี เจิ่งหย่าหลิน คุณหนูใหญ่ของจวนเหรินอี้โหว ที่กำลังยืนมองด้วยแววตาเย็นชา ในมือถือท่อนไม้ไผ่ยาวเรียว นางไม่ได้ลงมือสั่งการเอง หากแต่กลับชี้นิ้วสั่งเสี่ยวผิง สาวใช้อีกนางที่ยืนข้างกายให้จัดการมิให้คุณหนูรองว่ายเข้ามาถึงฝั่งได้
เมื่อใดที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามจะโผล่หน้าขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำอย่างยากลำบาก ท่อนไม้ไผ่ก็จะจิ้มลงมา เขี่ยศีรษะที่ชุ่มน้ำของนางให้จมดิ่งลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า จนนางเริ่มหายใจไม่ออก ปอดแสบร้อนด้วยน้ำที่สำลักเข้าไป ความมืดมิดเริ่มกลืนกินสติสัมปชัญญะ
ลี่ลี่! ช่วยข้าด้วย!!
ซิ่วหรง สาวใช้ประจำตัวของคุณหนูใหญ่กางแขนกว้าง พร้อมเยาะยิ้มอย่างท้าทาย “ข้าไม่ถอย! แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดข้าได้!?”
ตี๋ลี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างขุ่นเคือง นางมิใช่แม่นางในห้องหอที่ต้องระมัดระวังวาจาและการกระทำ ด้วยแรงกายที่นางวิ่งมาแต่ไกลก็พร้อมที่จะส่งให้นางเข้าปะทะอีกฝ่ายได้เต็มแรง
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้าจะทำสิ่งใดน่ะ? กรี๊ด!!”
ตูม!! ตูม!!
ตี๋ลี่เสวี่ยไม่ผ่อนแรงวิ่งเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังง้างฝ่าเท้ามาแต่ไกล เมื่อใกล้ถึงสระบัว นางก็ถีบซิ่วหรงที่ขวางนางอยู่ให้ตกน้ำไปด้วยกัน พร้อมทั้งกระโดดลงน้ำ เพื่อไปช่วยคุณหนูรองของตนอย่างทุลักทุเล
“ลี่ลี่! อึก! ลี่ลี่! แค่ก ชะ... ช่วยด้วย!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตะโกนด้วยเสียงสำลักน้ำดังแผ่วเบา เมื่อใบหน้าของนางโผล่พ้นน้ำ ก่อนที่จะจมลงไปอีกครั้ง
ตี๋ลี่เสวี่ยใช้พละกำลังทั้งหมดว่ายเข้าไปหาร่างที่อ่อนปวกเปียก นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของน้ำและร่างที่ไร้เรี่ยวแรง นางคว้าแขนของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้แน่น ก่อนจะออกแรงพยุงศีรษะให้พ้นผิวน้ำอย่างทุลักทุเล
เสื้อผ้าที่เปียกปอนทำให้ร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหนักอึ้งราวกับก้อนหิน ตี๋ลี่เสวี่ยต้องออกแรงว่ายน้ำด้วยขาและแขนอีกข้างหนึ่ง พลางลากร่างที่แทบหมดสติของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าหาฝั่งช้า ๆ
“ฮึบไว้! อย่าหมดสติไปนะ!” ตี๋ลี่เสวี่ยพยายามตะโกนปลุกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว สายตาดุดันของนางกวาดมองไปทางเจิ่งหย่าหลินที่ยืนตะลึงงันไปแล้ว ในขณะที่เสี่ยวผิงพยายามช่วยซิ่วหรงที่ถูกตี๋ลี่เสวี่ยถีบตกน้ำให้กลับขึ้นมา
“เอะอะสิ่งใดกัน!” เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังมาจากทางเดินที่มืดสลัวเบื้องหลังต้นหลิว เจิ่งเหยียนป๋อ หรือ เหรินอี้โหว เดินเข้ามาพร้อมฮูหยินเอกอย่างฉินหรูเยว่ หรือ ฉินซื่อ “หลินเอ๋อร์! เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เจิ่งหย่าหลินรีบเอ่ย พร้อมบีบน้ำตา “ท่านพ่อ! เป็นข้ามิดีเอง แต่เดิม อิ๋งเอ๋อร์ก็มีร่างกายไม่แข็งแรง ข้าเพียงแต่หวังดีว่าคืนนี้ ดวงจันทร์ช่างงามนัก จึงได้ชวนอิ๋งเอ๋อร์มาชมจันทร์ด้วยกัน หากแต่อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังจึงได้พลัดตกน้ำไปเจ้าค่ะ”
เจิ่งหย่าหลินตอบได้อย่างลื่นไหล โดยไม่รู้สึกผิด เพราะนางรู้ดีว่าอย่างไรในใจของบิดา บุตรสาวคนโตจากฮูหยินเอกเช่นนางย่อมมีความสำคัญมากกว่าบุตรีจากอนุทั้งหลายในจวนของบิดาอยู่แล้ว
อีกทั้งฉินซื่อ มารดาของนางก็อยู่ตรงนี้ด้วย บิดาจะกล้าหักหาญน้ำใจของมารดาได้เชียวหรือ?
เหรินอี้โหวได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะรู้ความจริงทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งได้ ก็ผู้ใดปล่อยให้เขายอมตกลงกับฉินซื่อแต่แรกเล่า
ในการแต่งงานระหว่างเจิ่งเหยียนป๋อและฉินหรูเยว่นั้น หาได้มีความรักลึกซึ้งแม้แต่น้อย มีเพียงสถานะทางสังคมเท่านั้น จวนเหรินอี้โหวของเขาต้องการทรัพย์สินของตระกูลฉิน เพื่อประคับประคองหน้าตา ขณะที่ตระกูลฉินก็ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนาง เพื่อสร้างหน้าตาด้วยเช่นกัน
ฉินซื่อจึงได้เสนอข้อตกลงที่จะให้เขามีอนุมากมายเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องให้เป็นเพียงอนุเท่านั้น ไม่อาจยกให้เป็นชายารองได้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ บุตรของอนุทุกคน ฉินซื่อก็สัญญาว่าจะเลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องประการใด
ด้วยจวนเหรินอี้โหวนั้น มีแต่บุตรสาว ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวสายตรงคนโตจากฮูหยินเอกอย่างเจิ่งหย่าหลิน หรือบุตรีจากอนุอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง เจิ่งซูเหยา เจิ่งเหม่ยอี้ และเจิ่งเมี่ยวหลิง จึงกลายเป็นปัญหาหนักใจของเหรินอี้โหวมาโดยตลอด
“ฮูหยิน...” เหรินอี้โหวเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
ฉินซื่อก็รีบตอบกลับในทันใด “เรื่องนี้มิใช่ความผิดของหลินเอ๋อร์นะเจ้าคะ อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังเอง แต่ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะตามหมอมาดูแลอาการของอิ๋งเอ๋อร์นะเจ้าคะ”
ในระหว่างที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สองร่างของบุรุษและสตรีก็วิ่งตามมาจากด้านหลังด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“ดิลลี่!!” ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้าง เมื่อเห็นบุตรสาวของตนอยู่ในสภาพปางตายริมสระบัวที่เย็นเฉียบ
หนู่เอ๋อร์เจียง ผู้เป็นบิดาของตี๋ลี่เสวี่ยรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่อยู่ในอ้อมแขนของบุตรสาวให้ขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก โดยมีกู่ลี่น่าเข้าไปช่วยประคองร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้นอนราบอยู่ข้างสระบัว
จากนั้น สองสามีภรรยาชาวอุยกูร์ก็รีบส่งมือไปรั้งร่างบุตรสาวขึ้นจากน้ำ โดยที่ไม่สนความเย็นเยียบและเปียกชื้นนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ดิลลี่! ลูกแม่เป็นอย่างไรบ้าง?” กู่ลี่น่าร้องถามด้วยความเป็นห่วง พลางลูบมือไปตามเนื้อตัวของบุตรสาว
ในขณะที่หนู่เอ๋อร์เจียงโอบกอดนางไว้แน่นราวกับต้องการมอบความอบอุ่นทั้งมวลให้ “เจ้าอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนแรง “อุ่นเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินเสียงตี๋ลี่เสวี่ยตอบจึงได้เบาใจ หนู่เอ๋อร์เจียงยิ่งโอบบุตรสาวไว้แนบอก ในขณะที่กู่ลี่น่าถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาคลุมร่างของบุตรสาว หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยกลับยื้อไว้
“ดิลลี่?” กู่ลี่น่าถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นบุตรสาวปฏิเสธ
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าไปทางร่างของคุณหนูรองที่นอนอยู่ไม่ไกล “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปช่วยอาอิ๋งก่อนเถิดเจ้าค่ะ…”
น้ำเสียงของตี๋ลี่เสวี่ยแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ สติเริ่มเลือนหายด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่จะพึมพำเป็นคำสุดท้าย “ช่วยอาอิ๋งด้วย…”
จากนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับมืดลง…
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท
“ข้าจึงได้ตัดสินใจเล่าเรื่องอดีตทั้งหมดของข้าให้ท่านฟัง มิใช่เพียงแค่มองว่าท่านเป็นแม่นางสองชะตาที่ช่วยถอนคำสาปร้าย หากแต่ข้ามองว่าท่านเป็นอีกคนที่ข้าสามารถไว้วางใจและเชื่อมั่นได้ ราวกับว่าท่านเป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่ให้ความปลอดภัยแก่ข้าได้”“หลังจากนั้น ทุกเหตุการณ์ที่เกิ
“คุณหนู โปรดใจเย็นและนั่งลงก่อนเถิด!” หลิงเฟิงหยุนปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในยามนี้เขาเป็นเพียงเด็กวัยแปดหนาวที่คนตรงหน้าสามารถอุ้มเขาในท่าเจ้าสาวได้อย่างง่าย มิหนำซ้ำ เมื่อนางยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วมองกดสายตาลงมา ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกกลายเป็นเด็กชายตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้นไปอีก!&ld
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห












Ulasan-ulasan