LOGINตี๋ลี่เสวี่ยบังเอิญได้สลับร่างเป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูจวนโหวในเมืองหลวง ก่อนจะได้พบพานใครบางคนที่พานางดำดิ่งสู่ความจริงที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้เลย!? ตี๋ลี่เสวี่ย สาวน้อยชาวอุยกูร์ ผู้รักอิสรเสรี ถูกสลับร่างให้เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหว เพื่อหลีกหนีคู่หมั้นที่เมืองหนิงเปียน นั่นจึงทำให้นางได้เจอกับหลิงอวิ๋นฟาน เจ้าของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว ชายหนุ่มผู้ต้องคำสาป ซึ่งมีเพียงแม่นางสองชะตาอย่างนางเท่านั้นที่จะช่วยคลายคำสาปได้ แต่ยิ่งนางได้ใกล้ชิดเขามากเท่าไหร่ ตี๋ลี่เสวี่ยก็ได้รู้ว่าอดีตเบื้องหลังของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เขามาที่เมืองหลวงนี้มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือการสืบสวนคดีฆ่าล้างตระกูลของจวนอันติ้งโหว! แต่ยิ่งพวกนางสืบสวนใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืดก็เริ่มรู้ตัวแล้วด้วยเช่นกัน ท่ามกลางกลลวง คำสาป และคมดาบ ดอกรักกลับเบ่งบานชูช่อพลิ้วไหว จนสุดท้าย นางจึงได้รู้ว่า... พวกนางช่างแตกต่างกันเหลือเกิน...
View More“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนดับ ณ อารามร้างหลังเขาที่ถูกทิ้งให้รกร้างจนเถาวัลย์พันเกี่ยวรอบเสาผุพัง เสียงหริ่งหรีดเรไรที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไปอย่างผิดปกติ เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เสียงล้อเกวียนบดทับเศษกิ่งไม้แห้งดัง กรอบแกรบ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชายฉกรร
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ
ตี๋ลี่เสวี่ยเงยหน้าเศร้าหมองที่แสร้งทำขึ้นมาเมื่อครู่ ช้อนดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตามองบิดาตรงหน้า “ยามนี้ ตระกูลหวังได้ต้องโทษด้วยข้อหาที่ร้ายแรงไปแล้ว ข้าคิดว่าอย่างไรเราก็ต้องรีบถอนตัวออกมาจากพวกนั้นนะเจ้าคะ”ฉินซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่านางจะไม่ได้รัก ‘เ
“ว่าแต่…” หลิงเฟิงหยุนลากเสียง ก่อนที่ใบหน้าอ่อนเยาว์จะขมวดแน่นอย่างไร้ที่มา “อุ๊ก!”ร่างเล็กก้มหน้าต่ำ สองแขนโอบกอดรอบตัวแน่น บางอย่างในร่างกายร้องเตือนว่าเขากำลังจะกลับมาเป็นอาฟานแล้ว!ตี๋ลี่เสวี่ยเห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ด้วยเช่นกัน ยิ่งได้เห็นใบหน้าเ






reviews