LOGINตี๋ลี่เสวี่ยบังเอิญได้สลับร่างเป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูจวนโหวในเมืองหลวง ก่อนจะได้พบพานใครบางคนที่พานางดำดิ่งสู่ความจริงที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้เลย!? ตี๋ลี่เสวี่ย สาวน้อยชาวอุยกูร์ ผู้รักอิสรเสรี ถูกสลับร่างให้เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหว เพื่อหลีกหนีคู่หมั้นที่เมืองหนิงเปียน นั่นจึงทำให้นางได้เจอกับหลิงอวิ๋นฟาน เจ้าของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว ชายหนุ่มผู้ต้องคำสาป ซึ่งมีเพียงแม่นางสองชะตาอย่างนางเท่านั้นที่จะช่วยคลายคำสาปได้ แต่ยิ่งนางได้ใกล้ชิดเขามากเท่าไหร่ ตี๋ลี่เสวี่ยก็ได้รู้ว่าอดีตเบื้องหลังของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เขามาที่เมืองหลวงนี้มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือการสืบสวนคดีฆ่าล้างตระกูลของจวนอันติ้งโหว! แต่ยิ่งพวกนางสืบสวนใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืดก็เริ่มรู้ตัวแล้วด้วยเช่นกัน ท่ามกลางกลลวง คำสาป และคมดาบ ดอกรักกลับเบ่งบานชูช่อพลิ้วไหว จนสุดท้าย นางจึงได้รู้ว่า... พวกนางช่างแตกต่างกันเหลือเกิน...
View More“กรี๊ด!!!”
ตูม!!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของแข็งตกกระแทกลงไปในสระบัวขนาดใหญ่กลางจวนเหรินอี้โหว ปลุกให้ทุกคนในจวนต้องเร่งเดินออกมาสังเกตการณ์ตามต้นเสียงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ร่างดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดอุยกูร์ทะมัดทะแมงด้วยนางสวมกางเกงขายาวทรงหลวมเอาไว้ภายใต้เสื้อคลุมตัวยาว สองเท้าก้าววิ่งยาว ๆ ตรงไปที่เกิดเหตุในทันใด
ผมสีน้ำตาลเข้มถักเปียสองข้างประดับด้วยลูกปัดอยู่ภายใต้ดอปป้าสีสันสดใส ซึ่งเป็นเครื่องสวมศีรษะติดกายของชาวอุยกูร์สะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงวิ่ง ใบหน้าเรียวยาว โดดเด่นด้วยจมูกที่โด่งเป็นสันแตกต่างจากแม่นางในเมืองหลวง ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างคนสุขภาพดีกำลังเม้มแน่น
ยา อัลลอฮ์! ขอให้ข้าไปทันด้วยเถิด!!
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? คุณหนูใหญ่สั่งให้เจ้าไปเอารังนกมาให้คุณหนูรองมิใช่รึ?” เสียงสาวใช้ที่ยืนอยู่ริมสระบัวเอ่ยถามขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งกางแขนกันมิให้ตี๋ลี่เสวี่ยเข้าไปถึงสระน้ำนั้นได้ “แล้วไหนรังนกที่คุณหนูใหญ่สั่งเล่า?”
“ซิ่วหรง! เจ้าถอยไปนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยตะโกนตอบกลับมา ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีไฝใต้ตาขวาจะเหลือบเห็นร่างคุณหนูรองของตนในชุดที่เปียกชุ่มจนแนบเนื้อกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง พยายามตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว สองเท้าถีบมวลน้ำ เพื่อผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำที่เย็นยะเยือก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวจ้องมองไปยังขอบสระที่ดูห่างไกลเหลือเกิน
กอปรกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของคุณหนูในเมืองหลวงที่รุ่มร่ามและซับน้ำ ยิ่งตกน้ำเช่นนี้ก็ยิ่งพันแข้งพันขานางราวกับเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งให้นางจมดิ่งสู่ก้นสระบัว
ริมสระบัวนั้น มี เจิ่งหย่าหลิน คุณหนูใหญ่ของจวนเหรินอี้โหว ที่กำลังยืนมองด้วยแววตาเย็นชา ในมือถือท่อนไม้ไผ่ยาวเรียว นางไม่ได้ลงมือสั่งการเอง หากแต่กลับชี้นิ้วสั่งเสี่ยวผิง สาวใช้อีกนางที่ยืนข้างกายให้จัดการมิให้คุณหนูรองว่ายเข้ามาถึงฝั่งได้
เมื่อใดที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามจะโผล่หน้าขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำอย่างยากลำบาก ท่อนไม้ไผ่ก็จะจิ้มลงมา เขี่ยศีรษะที่ชุ่มน้ำของนางให้จมดิ่งลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า จนนางเริ่มหายใจไม่ออก ปอดแสบร้อนด้วยน้ำที่สำลักเข้าไป ความมืดมิดเริ่มกลืนกินสติสัมปชัญญะ
ลี่ลี่! ช่วยข้าด้วย!!
ซิ่วหรง สาวใช้ประจำตัวของคุณหนูใหญ่กางแขนกว้าง พร้อมเยาะยิ้มอย่างท้าทาย “ข้าไม่ถอย! แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดข้าได้!?”
ตี๋ลี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างขุ่นเคือง นางมิใช่แม่นางในห้องหอที่ต้องระมัดระวังวาจาและการกระทำ ด้วยแรงกายที่นางวิ่งมาแต่ไกลก็พร้อมที่จะส่งให้นางเข้าปะทะอีกฝ่ายได้เต็มแรง
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้าจะทำสิ่งใดน่ะ? กรี๊ด!!”
ตูม!! ตูม!!
ตี๋ลี่เสวี่ยไม่ผ่อนแรงวิ่งเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังง้างฝ่าเท้ามาแต่ไกล เมื่อใกล้ถึงสระบัว นางก็ถีบซิ่วหรงที่ขวางนางอยู่ให้ตกน้ำไปด้วยกัน พร้อมทั้งกระโดดลงน้ำ เพื่อไปช่วยคุณหนูรองของตนอย่างทุลักทุเล
“ลี่ลี่! อึก! ลี่ลี่! แค่ก ชะ... ช่วยด้วย!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตะโกนด้วยเสียงสำลักน้ำดังแผ่วเบา เมื่อใบหน้าของนางโผล่พ้นน้ำ ก่อนที่จะจมลงไปอีกครั้ง
ตี๋ลี่เสวี่ยใช้พละกำลังทั้งหมดว่ายเข้าไปหาร่างที่อ่อนปวกเปียก นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของน้ำและร่างที่ไร้เรี่ยวแรง นางคว้าแขนของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้แน่น ก่อนจะออกแรงพยุงศีรษะให้พ้นผิวน้ำอย่างทุลักทุเล
เสื้อผ้าที่เปียกปอนทำให้ร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหนักอึ้งราวกับก้อนหิน ตี๋ลี่เสวี่ยต้องออกแรงว่ายน้ำด้วยขาและแขนอีกข้างหนึ่ง พลางลากร่างที่แทบหมดสติของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าหาฝั่งช้า ๆ
“ฮึบไว้! อย่าหมดสติไปนะ!” ตี๋ลี่เสวี่ยพยายามตะโกนปลุกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว สายตาดุดันของนางกวาดมองไปทางเจิ่งหย่าหลินที่ยืนตะลึงงันไปแล้ว ในขณะที่เสี่ยวผิงพยายามช่วยซิ่วหรงที่ถูกตี๋ลี่เสวี่ยถีบตกน้ำให้กลับขึ้นมา
“เอะอะสิ่งใดกัน!” เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังมาจากทางเดินที่มืดสลัวเบื้องหลังต้นหลิว เจิ่งเหยียนป๋อ หรือ เหรินอี้โหว เดินเข้ามาพร้อมฮูหยินเอกอย่างฉินหรูเยว่ หรือ ฉินซื่อ “หลินเอ๋อร์! เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เจิ่งหย่าหลินรีบเอ่ย พร้อมบีบน้ำตา “ท่านพ่อ! เป็นข้ามิดีเอง แต่เดิม อิ๋งเอ๋อร์ก็มีร่างกายไม่แข็งแรง ข้าเพียงแต่หวังดีว่าคืนนี้ ดวงจันทร์ช่างงามนัก จึงได้ชวนอิ๋งเอ๋อร์มาชมจันทร์ด้วยกัน หากแต่อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังจึงได้พลัดตกน้ำไปเจ้าค่ะ”
เจิ่งหย่าหลินตอบได้อย่างลื่นไหล โดยไม่รู้สึกผิด เพราะนางรู้ดีว่าอย่างไรในใจของบิดา บุตรสาวคนโตจากฮูหยินเอกเช่นนางย่อมมีความสำคัญมากกว่าบุตรีจากอนุทั้งหลายในจวนของบิดาอยู่แล้ว
อีกทั้งฉินซื่อ มารดาของนางก็อยู่ตรงนี้ด้วย บิดาจะกล้าหักหาญน้ำใจของมารดาได้เชียวหรือ?
เหรินอี้โหวได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะรู้ความจริงทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งได้ ก็ผู้ใดปล่อยให้เขายอมตกลงกับฉินซื่อแต่แรกเล่า
ในการแต่งงานระหว่างเจิ่งเหยียนป๋อและฉินหรูเยว่นั้น หาได้มีความรักลึกซึ้งแม้แต่น้อย มีเพียงสถานะทางสังคมเท่านั้น จวนเหรินอี้โหวของเขาต้องการทรัพย์สินของตระกูลฉิน เพื่อประคับประคองหน้าตา ขณะที่ตระกูลฉินก็ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนาง เพื่อสร้างหน้าตาด้วยเช่นกัน
ฉินซื่อจึงได้เสนอข้อตกลงที่จะให้เขามีอนุมากมายเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องให้เป็นเพียงอนุเท่านั้น ไม่อาจยกให้เป็นชายารองได้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ บุตรของอนุทุกคน ฉินซื่อก็สัญญาว่าจะเลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องประการใด
ด้วยจวนเหรินอี้โหวนั้น มีแต่บุตรสาว ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวสายตรงคนโตจากฮูหยินเอกอย่างเจิ่งหย่าหลิน หรือบุตรีจากอนุอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง เจิ่งซูเหยา เจิ่งเหม่ยอี้ และเจิ่งเมี่ยวหลิง จึงกลายเป็นปัญหาหนักใจของเหรินอี้โหวมาโดยตลอด
“ฮูหยิน...” เหรินอี้โหวเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
ฉินซื่อก็รีบตอบกลับในทันใด “เรื่องนี้มิใช่ความผิดของหลินเอ๋อร์นะเจ้าคะ อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังเอง แต่ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะตามหมอมาดูแลอาการของอิ๋งเอ๋อร์นะเจ้าคะ”
ในระหว่างที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สองร่างของบุรุษและสตรีก็วิ่งตามมาจากด้านหลังด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“ดิลลี่!!” ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้าง เมื่อเห็นบุตรสาวของตนอยู่ในสภาพปางตายริมสระบัวที่เย็นเฉียบ
หนู่เอ๋อร์เจียง ผู้เป็นบิดาของตี๋ลี่เสวี่ยรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่อยู่ในอ้อมแขนของบุตรสาวให้ขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก โดยมีกู่ลี่น่าเข้าไปช่วยประคองร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้นอนราบอยู่ข้างสระบัว
จากนั้น สองสามีภรรยาชาวอุยกูร์ก็รีบส่งมือไปรั้งร่างบุตรสาวขึ้นจากน้ำ โดยที่ไม่สนความเย็นเยียบและเปียกชื้นนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ดิลลี่! ลูกแม่เป็นอย่างไรบ้าง?” กู่ลี่น่าร้องถามด้วยความเป็นห่วง พลางลูบมือไปตามเนื้อตัวของบุตรสาว
ในขณะที่หนู่เอ๋อร์เจียงโอบกอดนางไว้แน่นราวกับต้องการมอบความอบอุ่นทั้งมวลให้ “เจ้าอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนแรง “อุ่นเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินเสียงตี๋ลี่เสวี่ยตอบจึงได้เบาใจ หนู่เอ๋อร์เจียงยิ่งโอบบุตรสาวไว้แนบอก ในขณะที่กู่ลี่น่าถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาคลุมร่างของบุตรสาว หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยกลับยื้อไว้
“ดิลลี่?” กู่ลี่น่าถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นบุตรสาวปฏิเสธ
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าไปทางร่างของคุณหนูรองที่นอนอยู่ไม่ไกล “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปช่วยอาอิ๋งก่อนเถิดเจ้าค่ะ…”
น้ำเสียงของตี๋ลี่เสวี่ยแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ สติเริ่มเลือนหายด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่จะพึมพำเป็นคำสุดท้าย “ช่วยอาอิ๋งด้วย…”
จากนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับมืดลง…
เสียงเรียกของสวีซื่อดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท สัมผัสอุ่นจากมือมารดาของสามีที่บีบแขนนางไว้ คือสิ่งที่ดึงสติของตี๋ลี่เสวี่ยให้กลับมาจากนรกในอดีตตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งเฮือก พลางกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสเค็มปร่าของเลือดในปากช่วยให้นางหลุดจากภวังค์ได้ชั่วคราว เรียวปากบางหอบลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จึงได้สติกลับมาตี๋ลี่เสวี่ยรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งนางและสวีซื่อจะได้กลายเป็นศพเหมือนคนในขบวนค้าม้านั้นเป็นแน่!นางเหลือบเห็นถุงหอมที่บรรจุสมุนไพรกลิ่นฉุนจัด ซึ่งนางพกไว้ไล่แมลง และตลับทองคำขนาดเล็กที่ใส่แป้งประทินผิวราคาแพงของสวีซื่อ“ท่านแม่... ฟังข้า” นางกระซิบเสียงสั่น แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ข้าจะล่อพวกมันไปทางนั้น ท่านต้องสั่งคนขับให้ควบม้าไปโดยไม่หันกลับมามอง”“ไม่! เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าทำแบบนี้!” สวีซื่อร้องห้าม พลางยื้อยุดร่างบางไว้แน่น นี่คือชายาสุดที่รักของบุตรชายของนางนะ! “หากจะล่อ แม่จะล่อพวกมันไปเอง!”ตี๋ลี่เสวี่ยออกแรงรั้งแขนของแม่สามีไว้แน่น “ท่านแม่! ข้าเป็นคนเมืองหลวง หนทางแถวนี้ข
“แม่ได้ยินจากอาฟานมาว่าเพราะเขามาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ จึงได้เจอกับพระอาจารย์ชิงเต๋อ และท่านพระอาจารย์ก็ได้แนะนำเขาว่าต้องหาแม่นางสองชะตาอย่างเจ้า จึงจะสามารถแก้คำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้” สวีซื่อเอ่ยขึ้นบนรถม้าคันหรูที่ประทับตราของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว“พระอาจารย์ชิงเต๋อช่างน่าเลื่อมใสนัก เพียงแค่เห็นอาฟานก็สามารถมองเห็นคำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้ อีกทั้งยังแนะนำวิธีถอนคำสาปได้อีกด้วย” สวีซื่อเอื้อมมือมาตบมือของตี๋ลี่เสวี่ยเบา ๆ “จึงต้องลำบากเจ้าแล้วที่ต้องมาวัดหลิงจี้กับแม่”ตี๋ลี่เสวี่ยยิ้มจาง “มิได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่…”หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานเล่าเรื่องการถอนคำสาปให้หลิงจิ่นหัวและสวีซื่อฟัง สวีซื่อก็เกิดความเลื่อมใสในพระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นอย่างมาก จึงได้รบเร้าให้หลิงอวิ๋นฟานพานางมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ให้จงได้แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขานัดกันจะมาที่วัดหลิงจี้แล้ว ทางหอเสื้อหว่านเยว่โหลวก็เกิดเหตุลูกค้าไม่พึงพอใจ นำสินค้าที่มีตำหนิมาคืน พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากหอเสื้อ ทำให้หลิงอวิ๋นฟานต้องแยกต
“หลานชายของอันติ้งโหวหรือ?” ฟางจ้าวหยางทวนความทรงจำ “ข้าจำได้ว่าวันที่จวนอันติ้งโหวถูกฆ่าล้างยกครัวน่าจะเป็นวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของหลานชายของอันติ้งโหว รู้สึกจะชื่อ... ลู่หมิงเซวียน”“ลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยทวนคำตามน้องชาย “ดี! รู้ตัวแบบนี้แล้ว ค่อยตามฆ่าได้ง่ายหน่อย!”“แล้วพี่หญิงจะไปตามหาตัวลู่หมิงเซวียนได้จากที่ใดเล่าขอรับ?”ฟางไท่เฟยเหลือบตามองหน้าน้องชายอย่างระอา “เหตุใดเจ้าจึงมีความจำดี ถึงขั้นจำชื่อหลานชายของอันติ้งโหวได้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป?”ฟางจ้าวหยาง “...”เอ้า! พี่หญิง!ความจำก็ส่วนความจำสิขอรับ แล้วท่านจะมาแขวะความคิดวิเคราะห์ของข้าด้วยเหตุใดเล่า!?“จากที่เจ้าบอกว่าคืนที่เกิดเหตุคือวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยจิกนิ้วคำนวณ “ยามนี้ เขาก็คงจะมีอายุราว ๆ สิบเก้าหรือยี่สิบปี...”ฟางจ้าวหยางล้วงหยิบแผ่นรายชื่อผู้ที่ประมูลสมบัติของจวนอันติ้งโหวออกมาวางอีกครั้ง“ห
“พะ... พี่หญิง! พี่หญิงหมายความว่า... ฝะ... ฝ่าบาทคือหลานของข้าอย่างนั้นหรือ!? โอ๊ย!” ฟางจ้าวหยางถามเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อถูกฟางไท่เฟยเขวี้ยงถ้วยชาใส่ ดวงเนตรถลึงมองเป็นเชิงดุดันและตักเตือนไม่ให้เขากล่าววาจาพล่อย ๆ ออกมาอีกแม้ว่าฟางจ้าวหยางจะตกอกตกใจไม่น้อยกับความจริงที่ได้ยิน หากแต่ความฉลาดของเขาก็สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที“อ่า... ข้าพอจะเข้าใจแล้ว คราแรก ข้ายังนึกสงสัยว่าเหตุใดท่านพ่อและพี่หญิงจึงได้เอ็นดูฝ่าบาทนัก ตั้งแต่ยามที่ยังเป็นไท่จื่ออยู่เลย อีกทั้งพี่หญิงยังดูไม่ทุกข์ร้อนหรือดิ้นรนที่จะตั้งครรภ์โอรสองค์ใหม่เลย... ที่แท้...” ฟางจ้าวหยางลากเสียง ก่อนจะหยุดลง เมื่อเห็นพี่สาวยังคงถลึงตามองไม่หยุด “อะแฮ่ม! ละ... แล้วเราจะทำเช่นไรต่อดีเล่า?”ฟางจ้าวหยางเข้าใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของพี่สาวขึ้นมาบ้างแล้วหากฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นโอรสแท้ ๆ ของฟางไท่เฟยที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูและภายใต้นามโอรสของเย่ไทเฮาจริง นี่คือความลับที่ไม่อาจให้เย่ไทเฮารู้ได้โดยเด็ดขาด!อีกทั้งยามนี้ ฮ่องเต้หงเทียน ฮ่อ
ตี๋ลี่เสวี่ยมองไล่จากรองเท้าปักคู่สวยเรื่อยขึ้นมาจนถึงดวงหน้าหวานละมุนในชุดผ้าไหมสีหวาน รอยยิ้มที่มุมปากของนางยกสูงขึ้นอย่างเย้ยหยันใครอีกล่ะเนี่ย...คิ้วยาวดั่งกิ่งหลิวของตี๋ลี่เสวี่ยขมวดมุ่น พลางนึกทบทวนในความทรงจำที่เคยติดตามเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง เพื่อออกมาพบปะคุณหนูของจวนอื่น ทว่าแม่
“ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอพี่สาวในงานเทศกาลโคมไฟด้วย!” เด็กน้อยวัยแปดหนาวที่ตี๋ลี่เสวี่ยช่วยไว้ที่บริเวณลำธารใกล้โรงเตี๊ยมเยวี่ยฮวาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอย่างที่นางไม่คาดคิดพลางพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ“ดีนะที่ข้ามองเห็นพี่สาวเสียก่อน ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีเลยที่พลัดหลงกับคนที่บ้า
ดวงตาเมล็ดซิ่งของตี๋ลี่เสวี่ยแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปก้อนตำลึงทอง หากแต่ศีลธรรมอันดีร้องบอกให้นางกล่าวปฏิเสธไป “แหม... เรื่องเล็กน้อยเท่านี้เอง พวกเจ้าก็อย่าได้ใส่ใจ...”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานในร่างของ ‘หลิงเฟิงหยุน’ กระตุกเล็กน้อย ราวกับรู้สึกคุ้นเคยกับเหตุการณ์ตรงหน้
ตัวเองมีคนรักอยู่แล้ว แล้วเหตุใดจึงไม่ปฏิเสธข้าเล่า!?ตี๋ลี่เสวี่ยแทบจะลุกขึ้นคว่ำโต๊ะ หวังไปคุยกับว่าที่คู่หมั้นให้รู้เรื่อง หากแต่นางก็ต้องกดมือของตัวเองให้หยิบเพียงขนมกุ้ยฮวาเข้าปากไปเคี้ยวอย่างโกรธเคืองแทน!“แล้วพ่อของเจ้าจะยอมรึ? แม่นางมู่เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องทางอี๋เหนีย






reviews