Se connecterตี๋ลี่เสวี่ยบังเอิญได้สลับร่างเป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูจวนโหวในเมืองหลวง ก่อนจะได้พบพานใครบางคนที่พานางดำดิ่งสู่ความจริงที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้เลย!? ตี๋ลี่เสวี่ย สาวน้อยชาวอุยกูร์ ผู้รักอิสรเสรี ถูกสลับร่างให้เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหว เพื่อหลีกหนีคู่หมั้นที่เมืองหนิงเปียน นั่นจึงทำให้นางได้เจอกับหลิงอวิ๋นฟาน เจ้าของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว ชายหนุ่มผู้ต้องคำสาป ซึ่งมีเพียงแม่นางสองชะตาอย่างนางเท่านั้นที่จะช่วยคลายคำสาปได้ แต่ยิ่งนางได้ใกล้ชิดเขามากเท่าไหร่ ตี๋ลี่เสวี่ยก็ได้รู้ว่าอดีตเบื้องหลังของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เขามาที่เมืองหลวงนี้มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือการสืบสวนคดีฆ่าล้างตระกูลของจวนอันติ้งโหว! แต่ยิ่งพวกนางสืบสวนใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืดก็เริ่มรู้ตัวแล้วด้วยเช่นกัน ท่ามกลางกลลวง คำสาป และคมดาบ ดอกรักกลับเบ่งบานชูช่อพลิ้วไหว จนสุดท้าย นางจึงได้รู้ว่า... พวกนางช่างแตกต่างกันเหลือเกิน...
Voir plus“กรี๊ด!!!”
ตูม!!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของแข็งตกกระแทกลงไปในสระบัวขนาดใหญ่กลางจวนเหรินอี้โหว ปลุกให้ทุกคนในจวนต้องเร่งเดินออกมาสังเกตการณ์ตามต้นเสียงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ร่างดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดอุยกูร์ทะมัดทะแมงด้วยนางสวมกางเกงขายาวทรงหลวมเอาไว้ภายใต้เสื้อคลุมตัวยาว สองเท้าก้าววิ่งยาว ๆ ตรงไปที่เกิดเหตุในทันใด
ผมสีน้ำตาลเข้มถักเปียสองข้างประดับด้วยลูกปัดอยู่ภายใต้ดอปป้าสีสันสดใส ซึ่งเป็นเครื่องสวมศีรษะติดกายของชาวอุยกูร์สะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงวิ่ง ใบหน้าเรียวยาว โดดเด่นด้วยจมูกที่โด่งเป็นสันแตกต่างจากแม่นางในเมืองหลวง ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างคนสุขภาพดีกำลังเม้มแน่น
ยา อัลลอฮ์! ขอให้ข้าไปทันด้วยเถิด!!
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? คุณหนูใหญ่สั่งให้เจ้าไปเอารังนกมาให้คุณหนูรองมิใช่รึ?” เสียงสาวใช้ที่ยืนอยู่ริมสระบัวเอ่ยถามขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งกางแขนกันมิให้ตี๋ลี่เสวี่ยเข้าไปถึงสระน้ำนั้นได้ “แล้วไหนรังนกที่คุณหนูใหญ่สั่งเล่า?”
“ซิ่วหรง! เจ้าถอยไปนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยตะโกนตอบกลับมา ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีไฝใต้ตาขวาจะเหลือบเห็นร่างคุณหนูรองของตนในชุดที่เปียกชุ่มจนแนบเนื้อกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง พยายามตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว สองเท้าถีบมวลน้ำ เพื่อผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำที่เย็นยะเยือก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวจ้องมองไปยังขอบสระที่ดูห่างไกลเหลือเกิน
กอปรกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของคุณหนูในเมืองหลวงที่รุ่มร่ามและซับน้ำ ยิ่งตกน้ำเช่นนี้ก็ยิ่งพันแข้งพันขานางราวกับเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งให้นางจมดิ่งสู่ก้นสระบัว
ริมสระบัวนั้น มี เจิ่งหย่าหลิน คุณหนูใหญ่ของจวนเหรินอี้โหว ที่กำลังยืนมองด้วยแววตาเย็นชา ในมือถือท่อนไม้ไผ่ยาวเรียว นางไม่ได้ลงมือสั่งการเอง หากแต่กลับชี้นิ้วสั่งเสี่ยวผิง สาวใช้อีกนางที่ยืนข้างกายให้จัดการมิให้คุณหนูรองว่ายเข้ามาถึงฝั่งได้
เมื่อใดที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามจะโผล่หน้าขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำอย่างยากลำบาก ท่อนไม้ไผ่ก็จะจิ้มลงมา เขี่ยศีรษะที่ชุ่มน้ำของนางให้จมดิ่งลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า จนนางเริ่มหายใจไม่ออก ปอดแสบร้อนด้วยน้ำที่สำลักเข้าไป ความมืดมิดเริ่มกลืนกินสติสัมปชัญญะ
ลี่ลี่! ช่วยข้าด้วย!!
ซิ่วหรง สาวใช้ประจำตัวของคุณหนูใหญ่กางแขนกว้าง พร้อมเยาะยิ้มอย่างท้าทาย “ข้าไม่ถอย! แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดข้าได้!?”
ตี๋ลี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างขุ่นเคือง นางมิใช่แม่นางในห้องหอที่ต้องระมัดระวังวาจาและการกระทำ ด้วยแรงกายที่นางวิ่งมาแต่ไกลก็พร้อมที่จะส่งให้นางเข้าปะทะอีกฝ่ายได้เต็มแรง
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้าจะทำสิ่งใดน่ะ? กรี๊ด!!”
ตูม!! ตูม!!
ตี๋ลี่เสวี่ยไม่ผ่อนแรงวิ่งเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังง้างฝ่าเท้ามาแต่ไกล เมื่อใกล้ถึงสระบัว นางก็ถีบซิ่วหรงที่ขวางนางอยู่ให้ตกน้ำไปด้วยกัน พร้อมทั้งกระโดดลงน้ำ เพื่อไปช่วยคุณหนูรองของตนอย่างทุลักทุเล
“ลี่ลี่! อึก! ลี่ลี่! แค่ก ชะ... ช่วยด้วย!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตะโกนด้วยเสียงสำลักน้ำดังแผ่วเบา เมื่อใบหน้าของนางโผล่พ้นน้ำ ก่อนที่จะจมลงไปอีกครั้ง
ตี๋ลี่เสวี่ยใช้พละกำลังทั้งหมดว่ายเข้าไปหาร่างที่อ่อนปวกเปียก นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของน้ำและร่างที่ไร้เรี่ยวแรง นางคว้าแขนของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้แน่น ก่อนจะออกแรงพยุงศีรษะให้พ้นผิวน้ำอย่างทุลักทุเล
เสื้อผ้าที่เปียกปอนทำให้ร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหนักอึ้งราวกับก้อนหิน ตี๋ลี่เสวี่ยต้องออกแรงว่ายน้ำด้วยขาและแขนอีกข้างหนึ่ง พลางลากร่างที่แทบหมดสติของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าหาฝั่งช้า ๆ
“ฮึบไว้! อย่าหมดสติไปนะ!” ตี๋ลี่เสวี่ยพยายามตะโกนปลุกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว สายตาดุดันของนางกวาดมองไปทางเจิ่งหย่าหลินที่ยืนตะลึงงันไปแล้ว ในขณะที่เสี่ยวผิงพยายามช่วยซิ่วหรงที่ถูกตี๋ลี่เสวี่ยถีบตกน้ำให้กลับขึ้นมา
“เอะอะสิ่งใดกัน!” เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังมาจากทางเดินที่มืดสลัวเบื้องหลังต้นหลิว เจิ่งเหยียนป๋อ หรือ เหรินอี้โหว เดินเข้ามาพร้อมฮูหยินเอกอย่างฉินหรูเยว่ หรือ ฉินซื่อ “หลินเอ๋อร์! เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เจิ่งหย่าหลินรีบเอ่ย พร้อมบีบน้ำตา “ท่านพ่อ! เป็นข้ามิดีเอง แต่เดิม อิ๋งเอ๋อร์ก็มีร่างกายไม่แข็งแรง ข้าเพียงแต่หวังดีว่าคืนนี้ ดวงจันทร์ช่างงามนัก จึงได้ชวนอิ๋งเอ๋อร์มาชมจันทร์ด้วยกัน หากแต่อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังจึงได้พลัดตกน้ำไปเจ้าค่ะ”
เจิ่งหย่าหลินตอบได้อย่างลื่นไหล โดยไม่รู้สึกผิด เพราะนางรู้ดีว่าอย่างไรในใจของบิดา บุตรสาวคนโตจากฮูหยินเอกเช่นนางย่อมมีความสำคัญมากกว่าบุตรีจากอนุทั้งหลายในจวนของบิดาอยู่แล้ว
อีกทั้งฉินซื่อ มารดาของนางก็อยู่ตรงนี้ด้วย บิดาจะกล้าหักหาญน้ำใจของมารดาได้เชียวหรือ?
เหรินอี้โหวได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะรู้ความจริงทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งได้ ก็ผู้ใดปล่อยให้เขายอมตกลงกับฉินซื่อแต่แรกเล่า
ในการแต่งงานระหว่างเจิ่งเหยียนป๋อและฉินหรูเยว่นั้น หาได้มีความรักลึกซึ้งแม้แต่น้อย มีเพียงสถานะทางสังคมเท่านั้น จวนเหรินอี้โหวของเขาต้องการทรัพย์สินของตระกูลฉิน เพื่อประคับประคองหน้าตา ขณะที่ตระกูลฉินก็ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนาง เพื่อสร้างหน้าตาด้วยเช่นกัน
ฉินซื่อจึงได้เสนอข้อตกลงที่จะให้เขามีอนุมากมายเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องให้เป็นเพียงอนุเท่านั้น ไม่อาจยกให้เป็นชายารองได้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ บุตรของอนุทุกคน ฉินซื่อก็สัญญาว่าจะเลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องประการใด
ด้วยจวนเหรินอี้โหวนั้น มีแต่บุตรสาว ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวสายตรงคนโตจากฮูหยินเอกอย่างเจิ่งหย่าหลิน หรือบุตรีจากอนุอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง เจิ่งซูเหยา เจิ่งเหม่ยอี้ และเจิ่งเมี่ยวหลิง จึงกลายเป็นปัญหาหนักใจของเหรินอี้โหวมาโดยตลอด
“ฮูหยิน...” เหรินอี้โหวเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
ฉินซื่อก็รีบตอบกลับในทันใด “เรื่องนี้มิใช่ความผิดของหลินเอ๋อร์นะเจ้าคะ อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังเอง แต่ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะตามหมอมาดูแลอาการของอิ๋งเอ๋อร์นะเจ้าคะ”
ในระหว่างที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สองร่างของบุรุษและสตรีก็วิ่งตามมาจากด้านหลังด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“ดิลลี่!!” ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้าง เมื่อเห็นบุตรสาวของตนอยู่ในสภาพปางตายริมสระบัวที่เย็นเฉียบ
หนู่เอ๋อร์เจียง ผู้เป็นบิดาของตี๋ลี่เสวี่ยรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่อยู่ในอ้อมแขนของบุตรสาวให้ขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก โดยมีกู่ลี่น่าเข้าไปช่วยประคองร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้นอนราบอยู่ข้างสระบัว
จากนั้น สองสามีภรรยาชาวอุยกูร์ก็รีบส่งมือไปรั้งร่างบุตรสาวขึ้นจากน้ำ โดยที่ไม่สนความเย็นเยียบและเปียกชื้นนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ดิลลี่! ลูกแม่เป็นอย่างไรบ้าง?” กู่ลี่น่าร้องถามด้วยความเป็นห่วง พลางลูบมือไปตามเนื้อตัวของบุตรสาว
ในขณะที่หนู่เอ๋อร์เจียงโอบกอดนางไว้แน่นราวกับต้องการมอบความอบอุ่นทั้งมวลให้ “เจ้าอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนแรง “อุ่นเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินเสียงตี๋ลี่เสวี่ยตอบจึงได้เบาใจ หนู่เอ๋อร์เจียงยิ่งโอบบุตรสาวไว้แนบอก ในขณะที่กู่ลี่น่าถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาคลุมร่างของบุตรสาว หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยกลับยื้อไว้
“ดิลลี่?” กู่ลี่น่าถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นบุตรสาวปฏิเสธ
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าไปทางร่างของคุณหนูรองที่นอนอยู่ไม่ไกล “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปช่วยอาอิ๋งก่อนเถิดเจ้าค่ะ…”
น้ำเสียงของตี๋ลี่เสวี่ยแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ สติเริ่มเลือนหายด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่จะพึมพำเป็นคำสุดท้าย “ช่วยอาอิ๋งด้วย…”
จากนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับมืดลง…
หนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาวที่จะไม่ได้พบหน้าบุพการีอีกตลอดชีวิตนางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัดหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให
ขบวนคุ้มกันของต้าปาถูได้แจ้งข่าวว่าพวกเขาจะมาถึงในอีกห้าวันข้างหน้า โดยขอให้หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยไปรอที่นอกเมือง เพื่อที่จะเร่งเดินทางกลับในทันที ด้วยระยะทางระหว่างเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งกับเมืองหนิงเปียนนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางมากถึงสองเดือนด้วยกันหนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้เข้าไปแจ้งข่าวแก่เหรินอี้โหว ซึ่งเหรินอี้โหวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ด้วยข้อตกลง ตั้งแต่ที่หนู่เอ๋อร์เจียงเข้ามาทำงานในวันแรกที่เขาสามารถจากไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งยามนี้ก็ผ่านมาร่วมสิบปีแล้วหนู่เอ๋อร์เจียงเป็นบุรุษที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังใจดีพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ดูแลคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่ จึงทำให้การจากไปของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อการดูแลม้าในจวนมากนักซึ่งเหรินอี้โหวเองก็พึงพอใจในส่วนนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มอบเงินก้อนหนึ่งไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงไปตั้งตัวที่เมืองหนิงเปียน ซึ่งหนู่เอ๋อร์เจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธในสินน้ำใจในครั้งนี้ในระหว่างห้าวันนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งและตี๋ลี่เสวี่ยต่างคลุกอยู่ด้วยกันที่เรือนชิงหนิง เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของแต
คำถามของตี๋ลี่เสวี่ย ทำให้สองดรุณีน้อยต้องมองตากันอีกคราว ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่วเบา“อืม... ตอนนี้ ข้าคือเจ้า ส่วนเจ้าก็คือข้า อย่างแรก เราคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คล้ายคลึงคนเดิมก่อนกระมัง” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งบอก ก่อนจะเห็นตี๋ลี่เสวี่ยกางแขนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองอย่างหมดแรง“ท่านจะให้ข้าแสร้งวางตัวเรียบร้อยอ่อนโยนอย่างนั้นหรือ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “มันมิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นเช่นนั้นก็เลียนแบบท่าทางของสหาย กางแขนแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงข้างกัน “ส่วนเจ้าก็จะให้ข้าแสร้งวางตัวท้าตีท้าต่อยกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? มันก็มิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”“อุ๊บ! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” สองสหายหัวเราะเริงร่า เมื่อถูกอีกฝ่ายหยอกเย้าถึงพฤติกรรมส่วนตัวเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหัวเราะจนเสียงสั่นเครือ ก่อนจะถอนหายใจ “เจ้ามิจำเป็นต้องเรียบร้อยอ่อนโยนหรอก แต่เดิมข้าก็มิใช่แม่นางเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่สุขภาพและฐานะของข้า มันจำเป็นต้องโอนอ่อนตามผู้อื่น”“หากไม่โ
ยิ่งเมื่อครู่ที่นางเห็นท่าทางของท่านพ่อท่านแม่แล้ว พวกเขาล้วนไม่ยินยอมที่จะให้นางปฏิเสธคัดค้านได้เลย ดังนั้น เมื่อไปถึงหนิงเปียน นางย่อมต้องแต่งงานเข้าจวนของอาซือหลันอย่างแน่นอนแต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่นางใฝ่ฝันเลยแม้แต่น้อย!!นางอยากจะออกไปท่องเที่ยวยุทธภพแห่งนี้ ทั่วแผ่นดินและผืนน้ำยังมีอะไรอีกมากให้ข้าได้เรียนรู้และสนุกไปกับมันเหตุใดชีวิตของสตรีจะต้องไปจบที่เรือนหลังของบุรุษพวกนั้นด้วย!!ข้าไม่เอา!!เมื่อตี๋ลี่เสวี่ยมีคำตอบให้แก่ตนเองได้แล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา “ลุกขึ้นเถิด อาอิ๋ง”“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วด้วยความหวั่นใจตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้า “ข้า... ข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่สหายสนิทยอมตกลงตามที่นางขอ“ข้าสัญญานะ ลี่ลี่...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้ำคำเดิม “ข้าจะดูแลร่างของเจ้าและท่านลุงท่านป้าอย่างดีที่สุด”ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม “อื้อ ข้าเชื่อท่าน...”พวกนางนับว






commentaires