Se connecterทิวเขาลดเลี้ยวทอดยาวขนาบสองฝั่งทะเลสาบสีเขียวใสราวหยกเนื้อดี บนถนนดินเลียบชายป่าอันเงียบสงบ จนได้ยินเพียงเสียงล้อรถม้าสามคันบดไปตามพื้นขรุขระในจังหวะเนิบช้าขบวนเดินทางกลับเมืองหลวงของหลินหลัวเยี่ยนที่มีผู้ร่วมทางเพียงสิบคน นั่นเพราะนางต้องการกลับไปโดยไม่ให้ใครรู้หญิงสาวนั่งอยู่ภายในรถม้าคันกลาง ม่านหน้าต่างถูกเปิดออกเล็กน้อย ปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้างามหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนาน ในที่สุดฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือนหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด กลิ่นหญ้าอ่อนและดินชื้นลอยมากับสายลม ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลายหนทางเบื้องหน้าคือเมืองหลวง เมื่อไปถึงที่นั่น ความสงบเช่นนี้เกรงว่าคงไม่มีอีกแล้วดังนั้น นางจึงขอปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ตรงหน้าทว่า... ขบวนเคลื่อนผ่านป่าครึ้มไม่ทันไร หลินหลัวเยี่ยนกลับขมวดคิ้วด้วยผิดสังเกตุบางประการเมื่อเสียงล้อรถยังคงหมุนไปเช่นเดิม แต่บรรยากาศรอบด้านกลับเงียบเกินไปไม่มีเสียงนกร้องไม่มีเสียงสัตว์เล็กเคลื่อนไหวในพุ่มไม้แม้แต่สายลมเมื่อครู่ก็พลันแผ่วลงอย่างน่าประหลาดนางกำลังจะปล่อยม่านลง ทว่าในหางตากลับเหลือบเห็นเงาดำวูบหนึ่งตรงชายป่
ไอเย็นพัดวูบในคืนเดือนมืดจากค่ายพักแรม ส่งผ่านไปจนถึงจวนอัครเสนาบดีใหญ่ ที่ยามนี้ยังคงเริงรมย์อยู่ในคาวโลกีย์ เว่ยชางหลงนั่งพนักพิงบุนวมนุ่ม มีหญิงสาวเปลือยกายลูบคลำเคล้าคลึงลำท่อนเอ็นของเขาอยู่เบื้องล่าง มีอีกนางหนึ่งแอ่นอกเบียดสู้มือหนา หากสายตาหื่นของเขากลับมองดูบทสวาทของหลิวอวี้เหวินบนเตียงใหญ่ร่างบางขาวผุดผาดถูกขนาบด้วยชายหนุ่มกำยำ ที่บีบเคล้นดูดขบสองเต้าจนนางแอ่นรับรัญจวน สองขาก่ายกระหวัดบ่าหนาของชายอีกคนที่ ละเลงลิ้นและเล็มร่องสวาท อย่างเมามันเว่ยชางหลงส่งเสียงครางไปพร้อมกับบีบเค้นเต้าอวบหนักมือ พลางหันไปดูดถันใหญ่ขาวดัง จ๊วบ!“อ๊า นายท่าน”หญิงสาวร้องคราง ยิ่งว่าเขายิ่งดูดหนักหน่วง ทุกสิ่งในวังวนนี้สร้างอารมณ์ปราถนาให้เขาจนแทบกระอัก เขาพลันหลับตาแหงนเงยรับแรงดูดจนเสียวซ่านจากกึ่งกลางกาย ที่หญิงสาวดูดเลียโยกโยนใครจะรู้ได้ว่าในห้วงคิดคำนึงของเว่ยชางหลงกลับปรากฎภาพหญิงสาวผู้หนึ่งที่มองอย่างไรก็คล้ายเป็น ‘หลินหลัวเยี่ยน’ ใช่แล้วเขาคิดถึงนาง ภาพในวันที่พบกันในศาล ชุดนักโทษกับ โซ่ตรวน ลำคอระหงขาวผ่อง ทรวดทรงองเอวชวนหลงไหล หากที่สะกดตรึงใจเขาคือ แววตาร้ายกาจ เย่อหยิ่งทระนงนั่น กระต
เทือกเขาสูงทอดยาวสุดสายตา มองเห็นหิมะขาวที่เคยปกคลุมยอดเขาราวผืนแพรเงิน เริ่มละลายลงทีละน้อย เผยให้เห็นพื้นดินสีเข้มและผืนหญ้าเขียวที่แทรกตัวขึ้นเป็นหย่อม ๆ ตามเชิงเขาฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป เช่นเดียวกับการเดินทางของขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงนับจากออกจากหัวเมืองใต้ล่วงเข้าสู่เขตเมืองหน้าด่าน เวลาก็ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วตลอดเส้นทางไม่มีมือสังหาร ไม่มีการซุ่มโจมตี หรือแม้แต่ข่าวผิดปกติ ทุกอย่างสงบเรียบร้อยเกินไป...ภายในกระโจมพักแรมขององค์รัชทายาท แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง ทอดเงาร่างของชายหนุ่มสองคนลงบนผืนผ้าใบสีเข้มโม่จิ่งเหิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ แผนที่เมืองหลวงกางอยู่ตรงหน้า ปลายนิ้วของพระองค์วางทาบลงบนตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ พระเนตรทอดมองเส้นทางเหล่านั้นอย่างสงบนิ่งใช้ความคิดหลิวจิ้งเหยียนเองก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมาครู่ใหญ่แล้วจนรัชทายาทเหลือบเนตรขึ้นมองเขาอย่างรู้สึกผิดสังเกตุ “เจ้าเป็นอะไรไปอีก” ทรงตรัสถาม ก่อนละพระหัตถ์ออกจากแผนที่“หม่อมฉันเพียงรู้สึกว่า...ตลอดทางทุกอย่างราบเรียบเกินไปพะย่ะค่ะ”หลิวจิ้งเหยียนตอบตามตรงโม่จิ่งเหิงแค่นพระสรวลเบา ๆ “ยิ่งเงียบ ภัยยิ่งมาก”พระสุรเสี
อีกฟากหนึ่ง ภายในจวนหลิน...สายลมอ่อนยามสายพัดผ่านกิ่งเหมยที่กำลังผลิดอก กลีบดอกสีขาวอมชมพูปลิวล่องไปตามแรงลม ก่อนร่วงลงบนพื้นหินเขียวหน้าต่างเรือนอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมจางของบุปผาอบอวลอยู่ในอากาศ หากกลับมิอาจทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างรู้สึกผ่อนคลายได้แม้แต่น้อยหลินหลัวเยี่ยนนั่งเหม่อมองสวนด้านนอก ดวงตาคู่งามทอดยาวออกไปไกล ราวกับกำลังเฝ้ามองบางสิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่าสายตาจะเอื้อมถึงในมือของนางมีตำราเล่มหนึ่งเปิดค้างอยู่หน้าเดิมทว่าตั้งแต่เช้าจนบัดนี้...นางยังมิได้พลิกหน้ากระดาษแม้แต่แผ่นเดียว"คุณหนู..."หลิงเอ๋อร์เอ่ยเรียกเบา ๆ เป็นครั้งแรกหลินหลัวเยี่ยนไม่ได้ยิน "คุณหนูเจ้าคะ..."ครั้งที่สอง นางยังคงนิ่งเฉยกระทั่งครั้งที่สาม... "คุณหนู!"หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งดึงสติกลับมาจากที่แสนไกล"อ๊ะ..."นางกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนหันมองสาวใช้"เจ้ามีอะไรหรือ" หลิงเอ๋อร์ยิ้มบาง สีหน้าเจือแววขบขัน"คุณหนูนั่งเหม่อมองประตูจวนมาตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ"หลินหลัวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบหลุบตาลงปกปิดความรู้สึกที่ถูกจับได้"ข้าเพียง...กำลังคิดเรื่องการเดินทางเข้าเมืองหลวง"คำแก้ตัวนั้น
ช่วงเวลาของการจากลามักผ่านพ้นรวดเร็วกว่าที่ผู้คนคาดคิดเสมอ รุ่งอรุณแห่งเมืองใต้ยังอบอวลด้วยไอหมอกสีขาวบาง สายลมอ่อนพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้สดใหม่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ กำแพงเมืองสูงใหญ่ถูกม่านหมอกโอบคลุมจนดูเลือนรางราวกับภาพวาดหน้าประตูเมือง ขบวนอารักขาขององค์รัชทายาทตั้งแถวเป็นระเบียบสง่างาม ทหารม้ากว่าสองร้อยนายสวมเกราะดำสนิท นิ่งดุจขุนเขา ม้าศึกย่ำกีบเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมหายใจสีขาวของพวกมันลอยจางในอากาศเย็นยามเช้าเกวียนบรรทุกทรัพย์สินเรียงต่อกัน ทั้งทองคำ เงินตรา ผ้าไหม อาวุธ และสิ่งของล้ำค่าที่ริบคืนจากเหล่าขุนนางฉ้อฉล ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งถูกแจกจ่ายคืนแก่ราษฎรผู้ทุกข์ยากแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือภาษีของแผ่นดินที่สมควรส่งคืนสู่พระคลังหลวงกาลเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน เมื่อแสงอาทิตย์ไต่สูงขึ้น ไอหมอกก็ค่อยจางหาย แสงสีทองอาบยอดกำแพงเมืองจนสุกสว่าง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงมังกรดำปักดิ้นทองเหนือราชรถพลิ้วสะบัดรับสายลม ส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบาทุกสิ่งพร้อมแล้ว แต่ผู้ที่ควรเร่งออกเดินทางที่สุด...กลับยังประทับนิ่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิท
ท้องฟ้ามืดสนิทดวงดาวนับร้อยพร่างพราย แสงตะเกียงในห้องบรรทมยังคงสว่างนวล โม่จิ่งเหิงประทับนั่งลูบคมดาบเงาปราบสะท้อนแสงไฟ ดวงเนตรว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก มีเพียงดวงหน้านวลที่กระจ่างชัดในห้วงคำนึง โม่จิ่งเหิงสอดดาบเข้าฝักดังเดิม พลันลุกขึ้นสวมผ้าคลุมสีดำก้าวออกจากเรือนรับรอง สู่ห้วงราตรีที่ไร้ผู้คน พระองค์ทะยานขึ้นบนหลังคา พุ่งตัวไปยังทิศทางจวนตระกูลหลิน ตามเสียงหทัยเรียกร้องภายในลานเรือนเงียบสงบ สายลมพัดยอดอู๋ถงนอกหน้าต่างไหวเอน จนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงถอนหายใจของใครสักคนหนึ่งแสงเทียนสลัวในเรือนทอดเงาร่างบางของหลินหลัวเยี่ยนลงบนพื้น นางกำลังอ่านหนังสือแต่สายตาไม่ได้อยู่บนตัวอักษร หากแต่เหม่อลอยหลายวันมานี้นางใช้สมองคิดวางแผนเรื่องต่าง ๆ มากมายเกินไป มากเสียจนทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้า แต่มันก็คุ้มค่า เมื่อศัตรูพ้นทาง การปูทางสู่เมืองหลวงของนางสำเร็จ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงวางหนังสือลงเพื่อเตรียมตัวเข้านอน หวังหลับให้เต็มตื่นสักคืน ภายนอกกำแพงห้องพลันปรากฎเงาดำสายหนึ่ง ร่างสูงนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจภูตผี กระโดดจากกิ่งอู๋ถงใหญ่ข้างกำแพงลงสู่พื้นโดยไร้เสียง เปิดบานหน้าต่างพุ่
ภูเขาสูงตระหง่านดำทะมึนดุจอสูรราตรี ตั้งตัดกับท้องฟ้าที่มืดสนิทในคืนเดือนดับ บนหน้าผาสูง โม่จิ่งเหิง องค์รัชทายาทแห่งแคว้น ยืนสงบนิ่งดุจภูผา สายพระเนตรเข้มลึกทอดมองลงไปยังถนนดินคดเคี้ยวกลางป่าด้านล่าง ขบวนคนมากกว่าห้าสิบชีวิตเคลื่อนตัวอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟจากคบเพลิงสั่นไหวสะท้อนเงาบิดเบี้ยวบนพื้
ยามอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีทองอ่อนสาดต้องหลังคากระเบื้องเก่าในอำเภอเล็ก เสียงชีวิตยามสนธยาแผ่วเบาแต่ชัดเจน ผู้คนที่ตรากตรำอยู่ในไร่นามาทั้งวันต่างทยอยกลับเรือน เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังลอดออกมาจากลานบ้าน ควันไฟจากเตาครัวลอยอ้อยอิ่ง ผสานกลิ่นอาหารพื้นบ้าน กลายเป็นภาพสงบสุขที่เรียบง่าย เป็นความสงบที่หา
ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทเคลื่อนผ่านถนนดินแดงอันคดเคี้ยวของอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หลังจากรอดพ้นเงื้อมมือโจรภูเขามาได้อย่างหวุดหวิด บรรยากาศภายนอกดูสงบเรียบร้อย ทว่าภายในกลับแฝงด้วยกระแสอันตรายที่มองไม่เห็นเซี่ยหลัวเยี่ยนนั่งอยู่ในรถม้า สีหน้าสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับจับจ้องทุกสิ่งรอบกายอย่างระแวดระวัง น
แสงจันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางนภาป่าทั้งผืนเงียบงัน มีเพียงเสียงกีบม้ากระทบพื้นดินแข็งดังสม่ำเสมอหลิวจิ้งเหยียนควบม้าทยานฝ่าลมหนาว หลังได้รับคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้กลับเข้าเมืองโดยไม่ต้องติดตามต่อ เขาไม่รอช้า มุ่งตรงสู่ศาลต้าหลี่ทันทีเมื่อม้าหยุดหน้าศาล แสงไฟจากห้องทำงานด้านในยังส่องสว่างราวกับไม่







