LOGIN“ในเมื่อในใจเจ้ามีเพียงแค่นาง เช่นนั้นในชาตินี้ข้าจะคืนเจ้าให้แก่นางเอง… แต่เหตุใดคนที่ควรเกลียดข้า ถึงเอาแต่วิ่งตามข้าเสียได้” ชาติก่อน นางรักเขาจนยอมแลกทุกสิ่ง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเย็นชาและความตายอันน่าเวทนา เมื่อได้โอกาสกลับมาแก้ไขชะตาชีวิตอีกครั้ง หร่วนหลิงซวงจึงตัดสินใจตัดใจจากบุรุษที่ไม่เคยมีนางอยู่ในหัวใจ ตั้งใจคืนเขาให้สตรีที่เขารัก แล้วใช้ชีวิตของตนเองให้มีความสุข ทว่าเหตุใดเรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่คิด? บุรุษที่นางตั้งใจจะปล่อยมือกลับคอยตามติดไม่ห่าง จากคนเย็นชากลายเป็นคนขี้หึง จากที่เคยผลักไสนางกลับทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งนางไว้ข้างกาย ในเมื่อชาติก่อนเขาไม่เคยเห็นค่านาง แล้วชาตินี้เหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที? หากนี่คือการชดใช้… นางก็ไม่แน่ใจแล้วว่าผู้ใดกันแน่ที่กำลังทรมานผู้ใด!
View Moreทั่วทั้งหุบเขาหมอเทวะสุกสว่างไปด้วยแสงโคมไฟสีแดง ในค่ำคืนแห่งงานมงคลสมรส เสียงดนตรีบรรเลงเคล้าเสียงพูดคุยหัวเราะดังกึกก้องออกมาจากเรือนหลังใหญ่มิได้ขาดสาย
ผู้คนทั่วหุบเขาต่างพร้อมใจกันอวยพรให้คุณหนูใหญ่หร่วนหลิงซวงและเยี่ยนจิ่งเฉินครองรักกันชั่วนิรันดร์ มีลูกหลานสืบสกุลหมอเทวะสืบต่อไปชั่วกาลนาน แต่ทว่า… ภายในเรือนหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเทียนมงคลสีแดงและสุรามงคล กลับปกคลุมไปด้วยความมืดครึ้มชวนอึดอัดยิ่งนัก หร่วนหลิงซวงยื่นจอกสุรามงคลให้แก่ผู้เป็นสามี ดวงตาคู่สวยเอ่อล้นด้วยความหลงใหลและรักใคร่ลึกซึ้งสุดหัวใจ ขณะจับจ้องใบหน้าอันหล่อเหลาของเยี่ยนจิ่งเฉินไม่วางตา “สามี… คืนนี้เป็นคืนเข้าหอมีค่าดั่งทองพันชั่ง อย่ามัวเสียเวลาอีกเลยเจ้าคะ รีบดื่มสุรามงคลกับข้าเถิด” เยี่ยนจิ่งเฉินปรายตามองจอกสุราในมือของหร่วนหลิงซวงด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะปัดมือนางจนจอกสุราหลุดจากมือ ตกกระทบพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง! หร่วนหลิงซวงชะงักด้วยความตกใจ นางเงยหน้าจ้องมองเยี่ยนจิ่งเฉินที่ยังคงเรียบเฉยเย็นชา ความน้อยใจพลันแล่นทั่วอก “เหตุใดท่านต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า จิ่งเฉิน” ร่างสูงของเยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข้ามาหานางช้า ๆ ก่อนหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้างดงามของหร่วนหลิงซวงอยู่ห่างจากเขาเพียงเอื้อมมือ แม้เขาจะพยายามปฏิเสธเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่า… สตรีตรงหน้างดงามจนบางครั้งแม้แต่เขาเองยังเผลอใจสั่นอยู่หลายครา ทว่า ความรู้สึกวูบไหวเหล่านั้นกลับถูกกลบด้วยอคติที่มีต่อนางเสมอ ในสายตาของเขา หร่วนหลิงซวงเป็นเพียงสตรีเอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์ และชอบบังคับให้เขาต้องรักนางตอบ ทั้งที่หัวใจของเขาไม่เคยมีนางอยู่ในนั้น หากต้องเลือกจริง ๆ ต่อให้ต้องเลือกอีกกี่ครั้ง… คนที่เขาจะเลือกก็ยังคงเป็นหร่วนเย่วหนิงอยู่ดี “หร่วนหลิงซวง เจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ… ว่าในใจข้าไม่เคยมีเจ้าเลยแม้แต่น้อย” หมับ! ฝ่ามือหนาคว้าข้อมือเล็กของนางไว้แน่น แรงบีบค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจเขา หร่วนหลิงซวงหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวดที่ข้อมือ นางพยายามดิ้นรนแกะฝ่ามือหนาของเขาออก “ปล่อยข้าเถิดจิ่งเฉิน… ข้าเจ็บนะ” นางเงยมองเขาด้วยดวงตาเปี่ยมความหวาดกลัว ไม่เคยเลยที่นางจะเห็นเขาแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อน แต่ถึงกระนั้น… ในเมื่อบัดนี้ทั้งสองได้กราบไหว้ฟ้าดินเป็นสามีภรรยากันแล้ว นางจึงไม่อาจปล่อยเขาไปได้ง่าย ๆ “จิ่งเฉิน… ข้าด้อยกว่าเย่วหนิงตรงจุดใดกัน เหตุใดในใจท่านจึงมีเพียงนางผู้เดียว ทั้งที่ข้าต่างหากที่ช่วยชีวิตท่านไว้จากความตาย” คำถามนั้นทำให้ฝ่ามือที่บีบรัดข้อมือนางคลายลงโดยไม่รู้ตัว แม้หร่วนหลิงซวงจะเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาจากความตาย แต่คนที่พบร่างของเขาและนำกลับมารักษาที่หุบเขาหมอเทวะ กลับเป็นหร่วนเย่วหนิง สำหรับจิ่งเฉินแล้ว ความเมตตาครั้งนั้นต่างหากที่ฝังลึกอยู่ในใจ ส่วนความจริงที่ว่าหร่วนหลิงซวงเป็นผู้ลงมือรักษาเขาในภายหลัง กลับไม่อาจลบภาพของสตรีผู้แสนอ่อนโยนในความทรงจำของเขาได้ “อย่าเอ่ยถึงนาง! ไม่รัก… ก็คือไม่รัก เจ้าฟังไม่เข้าใจหรือไรกัน หลิงซวง” ฟึบ! เขาผลักร่างเล็กของนางออกห่างด้วยความรังเกียจ ร่างของหร่วนหลิงซวงเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะหยุดลงข้างโต๊ะมงคล สายตาที่เยี่ยนจิ่งเฉินมองมานั้นเต็มไปด้วยความชิงชังโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป หากแต่หร่วนหลิงซวงกลับยิ้มเยาะขึ้นมา ในเมื่อเขาบีบคั้นนางถึงเพียงนี้ ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องพูดจาดี ๆ กันอีกแล้ว ‘จิ่งเฉิน… เจ้าเองต่างหากที่บีบให้ข้าต้องทำเช่นนี้กับเจ้า’ นางพยุงกายลุกขึ้น ก่อนย่างก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ดวงตาคู่งามจับจ้องทุกความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างใจเย็น เมื่อเห็นใบหน้าคมสันเริ่มแดงก่ำ หยาดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า ประกอบกับลมหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ยาปลุกกำหนัดชนิดไร้ยาถอนที่นางวางไว้กำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ หร่วนหลิงซวงยิ้มเย็น ก่อนวางฝ่ามือลงบนอกแกร่ง ค่อย ๆ ลูบไล้เบา ๆ แล้วสอดมือเข้าไปในอกเสื้อเจ้าบ่าวอย่างเอาแต่ใจ หมับ! เยี่ยนจิ่งเฉินคว้ามือนางไว้ทันที แววตาคมวาวโรจน์ด้วยความคับแค้น ขณะพยายามฝืนควบคุมร่างกายที่กำลังไม่เชื่อฟังตนเอง ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นขึ้น ความร้อนวูบวาบแล่นไปทั่วกายจนยากจะข่มกลั้น “เจ้าทำอะไรข้า หลิงซวง” เขาขบกรามแน่น เสียงที่เปล่งออกมาเจือด้วยความคับแค้นและอึดอัด ฟึ่บ! เขาผลักนางออกห่างอย่างแรง ทว่ากลับเสียหลักล้มลงบนเตียงกว้างเสียเอง ความร้อนรุ่มในกายเริ่มแผดเผารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนความเป็นบุรุษเบื้องล่างปวดหนึบแทบขาดใจ หร่วนหลิงซวงเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจ นางค่อย ๆ ปลดเปลื้องชุดเจ้าสาวออกอย่างใจเย็น แล้วโยนทิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนร่างเย้ายวนขาวผ่องประจักษ์แก่สายตาของเยี่ยนจิ่งเฉิน “จิ่งเฉิน… หากทรมานนัก ก็ให้ข้าช่วยท่านเถิด” “ถอยออกไป!” อึก! เยี่ยนจิ่งเฉินถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นสัดส่วนโค้งเว้าน่าสัมผัสของคนตรงหน้า ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีทันควัน “เล่นตัวนักนะ ในเมื่อกราบไหว้ฟ้าดินเป็นสามีข้าแล้ว ท่านก็ต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว จะยินยอมหรือไม่ ข้าหาได้สนไม่!” นางจับร่างสูงให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะพลิกตัวขึ้นคร่อมกายแกร่งเอาไว้ สองมือเล็กฉีกกระชากเสื้อเจ้าบ่าวของเขาออกอย่างแรงจนขาดวิ่น ร่างบางโน้มลงมาหา ริมฝีปากแดงระเรื่อแนบลงบนริมฝีปากหยักลึกของเขาอย่างดุดันเอาแต่ใจ แม้เยี่ยนจิ่งเฉินจะพยายามเบือนหน้าหนี ทว่าเพียงชั่วขณะหนึ่ง สัญชาตญาณกลับทำให้เขาเผลอตอบสนองนางไป ‘บ้าจริง! ข้าเผลอตอบสนองนางได้อย่างไรกัน’ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอไผลไปกับรสจูบอันดูดดื่ม เยี่ยนจิ่งเฉินถึงกับสะบัดหน้าหนีอย่างขัดใจ หร่วนหลิงซวงยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นท่าทีต่อต้านนั้น มือเรียวเลื่อนต่ำลงมากอบกุมความเป็นชายที่กำลังตื่นตัวของเขาเอาไว้ ก่อนจะขยับปรนเปรอเบา ๆ หวังบีบบังคับให้เขายอมสยบอยู่แทบเท้านาง เยี่ยนจิ่งเฉินจ้องหน้านางด้วยความคับแค้นใจ ฝ่ามือหนากำหมัดแน่นจนข้อขาวซีด พยายามอดกลั้นแรงปรารถนาที่ปะทุขึ้นอย่างสุดกำลัง ในใจนึกอยากจะจับสตรีตรงหน้ามาฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ เสียเดี๋ยวนี้ “อึก… หร่วนหลิงซวง… ข้าจะฆ่าเจ้า!” “ฮ่า ๆ ๆ จะฆ่าข้าหรือ… ได้สิ แต่ก่อนจะฆ่า ก็มาเข้าหอกับข้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อนเถิด!” สิ้นคำ หร่วนหลิงซวงก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธอีก นางยังคงดื้อดึงเดินหน้าตามความต้องการของตน โดยไม่สนใจสายตาคับแค้นของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เยี่ยนจิ่งเฉินที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจพลันเต้นรัวผิดจังหวะ ทั่วทั้งร่างร้อนดั่งไฟสุม ยิ่งถูกเนินอกอวบอิ่มเบียดชิดแนบไปกับอกแกร่ง เส้นสติอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ก็ใกล้จะขาดผึงลงทุกขณะ “อื้อ… จิ่งเฉิน ข้ารักท่าน รักมาก… ไม่แพ้เย่วหนิงของท่านแม้แต่น้อย” นางแอ่นกายเข้าหาอ้อมแขนที่พยายามผลักไสนั้น พร้อมกับขยับสะโพกบดเบียดความปรารถนาของเขาอย่างยั่วยวน อึก! เขากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ก่อนที่เส้นความอดทนจะขาดผึ่งเมื่อริมฝีปากนุ่มครอบครองความเป็นชายของเขา ฟึ่บ! เขาพลิกตัวกดร่างบางให้นอนราบ ก่อนจะโถมเข้าใส่ด้วยบทรักอันเร่าร้อนและดิบเถื่อน หร่วนหลิงซวงเจ็บแปลบที่จุดอ่อนไหวจนแทบทนไม่ไหว ทว่าในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก นางจึงยอมรับความเจ็บปวดนั้นด้วยความเต็มใจ “อึก…อ๊ะ… จิ่งเฉิน ข้าเป็นของเจ้าแล้ว” นางเอื้อมมือไปกุมใบหน้าหล่อเหลาที่แสนเย็นชาไว้อย่างทะนุถนอม พร้อมความหวังไร้เดียงสาว่าพ้นคืนนี้ไป เยี่ยนจิ่งเฉินอาจหันมาสนใจนางบ้าง ทว่าเขากลับปัดมือนั้นออกอย่างรังเกียจ มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมบีบลำคอระหงด้วยความเกลียดชัง ขณะที่สะโพกสอบยังคงกระแทกกระทั้นเข้าหาไม่หยุดยั้ง “หลิงซวง… ถึงข้าจะเป็นสามีเจ้าแล้ว” “แต่อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ใจข้าไป” ความเจ็บร้าวจากร่างกายผสมปนเปไปกับความปวดร้าวจากคำพูดไร้เยื่อใยของชายที่นางรักหมดใจ แต่นางกลับแย้มยิ้มทั้งน้ำตาในยามที่เขากำลังร่วมรักกับนาง ‘ต่อให้เจ้าเกลียดข้า แต่ข้ารักเจ้าก็พอ เยี่ยนจิ่งเฉิน’ ——————— “อร้ายยย!” เสียงกรีดร้องนั้นทำให้ร่างบางที่ยังคงร้าวระบมจากคืนเข้าหอสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นทันที นางผวาดีดกายลุกนั่งบนเตียง ก่อนหันไปเห็นที่นอนอันว่างเปล่าข้างกาย “จิ่งเฉิน… เขาหายไปไหนแต่เช้าตรู่กัน” แต่ยังไม่ทันที่นางจะคลายความสงสัย เสียงกรีดร้องอันน่าหวาดหวั่นจากด้านนอกก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง จนใจนางเริ่มไม่เป็นสุข หร่วนหลิงซวงรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมทันที ก่อนลงจากเตียงด้วยช่วงล่างที่เจ็บแสบจนแทบก้าวขาไม่ออก ปึก! ทว่าเมื่อนางผลักบานประตูออกไป ภาพตรงหน้ากลับทำให้เข่าทรุดลงทันที ร่างไร้ลมหายใจของบิดามารดาและศิษย์ทุกคนในหุบเขาหมอเทวะล้มตายเกลื่อนพื้น โลหิตสีแดงฉานนองท่วมผืนดิน นางนิ่งงันไปกับภาพความสูญเสียตรงหน้า ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับเงาร่างสูงอันคุ้นตาของเยี่ยนจิ่งเฉิน ทว่าเขากลับโอบกอดร่างบางของญาติผู้น้องนางเอาไว้อย่างหวงแหน “ทำไม… เหตุใดกันเล่า” น้ำตานางไหลรินเต็มสองแก้ม ไร้แม้เสียงสะอื้น นางค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ดวงตานองน้ำตา หัวใจแหลกสลายเมื่อรอบกายนางล้วนคือร่างเย็นเฉียบของผู้คนในหุบเขาหมอเทวะ เยี่ยนจิ่งเฉินหันกลับมาทางหร่วนหลิงซวงอย่างช้า ๆ ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบมองมายังนางด้วยความเย็นชา ทว่าแขนข้างหนึ่งกลับโอบกระชับร่างบางของหร่วนเย่วหนิงไว้แน่น ก่อนจะยกปลายกระบี่ในมือขึ้นชี้หน้าหร่วนหลิงซวงอย่างไร้เยื่อใย “หลิงซวง… วันนี้ข้ามาทวงหนี้แค้นกับเจ้า” หร่วนหลิงซวงยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดวาบลงทันที นางเอื้อมมือกุมอกที่เจ็บแปลบไว้ เมื่อรู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังจะแตกสลาย “เจ้าทำเช่นนี้กับคนในหุบเขาหมอเทวะของบิดาข้าเพื่ออันใดกัน จิ่งเฉิน พวกท่านทุกคนล้วนเป็นผู้ช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ!” นางตวาดใส่เขาด้วยเสียงสั่นเครือ อดกลั้นทั้งความเสียใจและหัวใจที่ร้าวราน สายตายังจับจ้องไปยังใบหน้าไร้เดียงสาของหร่วนเย่วหนิง ที่เอาแต่นิ่งเงียบและมองมาทางนางด้วยความรู้สึกผิด “พี่หญิง… ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแย่งสามีของท่านไปเลย” น้ำเสียงของนางปนสะอื้นไห้ด้วยความสำนึกผิด เมื่อคิดว่าตนเองคือต้นเหตุที่ทำให้เยี่ยนจิ่งเฉินคลุ้มคลั่งกระทำการเช่นนี้เพื่อนาง “หึ! เจ้าทำเช่นนี้ก็เพื่อจะได้อยู่ครองคู่กับเย่วหนิงอย่างนั้นสินะ เยี่ยนจิ่งเฉิน” ด้วยความคับแค้นใจและผิดหวังที่มอบใจให้ผิดคน นางถึงกับปรี่เข้าไปหมายจะลากเขาลงนรกไปพร้อมกัน แต่ทว่าเหล่าทหารหน้าแปลกตากลับกรูเข้ามากดร่างนางลงกับพื้น บังคับให้คุกเข่าลงตรงหน้าเยี่ยนจิ่งเฉิน นางเงยหน้าทั้งน้ำตามองเขา วันนี้เขาไม่ได้สวมอาภรณ์เรียบง่ายเช่นเดิมอีกแล้ว หากแต่บนกายกลับเป็นฉลองพระองค์ลายมังกรอันล้ำค่า กว่าที่นางจะเข้าใจทุกอย่าง องครักษ์ผู้หนึ่งก็เข้ามารายงานต่อเขา “เรียนองค์รัชทายาท ข้าจัดการทุกคนในหุบเขาหมอเทวะหมดสิ้นแล้วพะย่ะค่ะ” “ทำไมกัน… จิ่งเฉิน เจ้าฆ่าพวกเขาทำไม” เยี่ยนจิ่งเฉินยังคงโอบกอดหร่วนเย่วหนิงไว้ไม่ยอมปล่อย ก่อนจะกำด้ามกระบี่ในมือแน่น “ที่พวกเขาต้องตายอย่างอนาถเช่นนี้ ก็เพราะเจ้า” “หร่วนหลิงซวง… เจ้าไม่ควรดึงดันแย่งข้ามาจากเย่วหนิงเลย” “ชาติหน้าหากพบเจอข้าอีก… จงอย่ามีใจให้ข้า” ฉึก! สิ้นคำ กระบี่ในมือของเยี่ยนจิ่งเฉินก็แทงทะลุร่างของหร่วนหลิงซวงทันที ก่อนจะชักออก เลือดสดพุ่งกระฉูดเปรอะเปื้อนไปทั่วกายนาง “พี่หญิง!” หร่วนเย่วหนิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เยี่ยนจิ่งเฉินจึงประคองศีรษะนางให้ซุกซบลงกับอกอุ่นของเขา เพื่อไม่ให้นางมองภาพนองเลือดตรงหน้า ปึก! ร่างของหร่วนหลิงซวงล้มกระแทกพื้นอย่างแรง สายตาพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสียใจและสำนึกผิด ในลมหายใจสุดท้ายที่ใกล้ดับสูญ สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังเยี่ยนจิ่งเฉิน ผู้เฝ้าทะนุถนอมหร่วนเย่วหนิงราวกับนางเป็นของล้ำค่า ‘เจ้าฆ่าทุกคนรวมถึงข้า… แต่องค์รัชทายาทเช่นเจ้ากลับไว้ชีวิตนาง’ “การ… รักท่าน… มันผิดมหันต์มาก… อย่างนั้นหรือ” นางเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาอย่างยากลำบาก ร่างเล็กกระตุกเกร็ง สำลักเลือดออกมาจากปากไม่หยุด กว่าจะนึกเสียใจกับความรักอันโง่งมของตน นางก็สูญเสียทั้งครอบครัวและลมหายใจของตนเองอย่างไม่มีวันหวนกลับ ‘ท่านเทพ… หากข้ามีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะไม่บีบบังคับเยี่ยนจิ่งเฉินให้เป็นสามีของข้าอีก ข้าจะขอส่งเขาคืนกลับไปให้แก่รักแรกของเขา’ ‘หากท่านได้ยินคำขอจากข้า… ได้โปรดช่วยสตรีร้ายกาจและโง่เขลาเช่นข้าสักครั้งเถิด’ตลอดทั้งคืนนั้น หร่วนหลิงซวงและไป๋จื่ออันอยู่กันเพียงในห้องโอสถของนาง จนกระทั่งเกือบรุ่งสางตลอดกระบวนการช่วยชีวิตเยี่ยนจิ่งเฉิน หลิงซวงต้องระดมสมาธิอย่างหนัก เพราะบาดแผลตามร่างกายเขาสาหัสเกือบทุกจุด ทว่าเบื้องหลังแววตาที่นิ่งสงบไร้ร่องรอยความตื่นตระหนกนั้น ในใจนางกลับว้าวุ่นด้วยความคิดวกวนสับสน กังวลว่าสิ่งที่ตนใจอ่อนยอมทำลงไปครั้งนี้ จะหวนนำหายนะเช่นในชาติก่อนกลับมาสู่นางและคนในหุบเขาหมอเทวะอีกหรือไม่มือของหลิงซวงเพิ่งวางเข็มที่ใช้เย็บแผลตรงตำแหน่งใกล้หัวใจของเยี่ยนจิ่งเฉินลงใบหน้างามล้ำของนางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไป๋จื่ออันคอยใช้ผ้าสะอาดซับให้ตลอดอย่างเอาใจใส่ ทั้งช่วยเป็นมือขวาและรับหน้าที่ทำแผลตามร่างกายส่วนอื่นให้เยี่ยนจิ่งเฉิน เพราะภาระหนักที่สุดตกอยู่ที่บาดแผลฉกรรจ์ซึ่งหลิงซวงต้องรับมือด้วยตัวเองนางผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เมื่อบาดแผลสุดท้ายบนศีรษะของเยี่ยนจิ่งเฉินถูกเย็บปิดเรียบร้อยปลอดภัยดี นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยสายตาเรียบนิ่งที่แฝงความเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ก่อนความรู้สึกนั้นจะพลันแปรเปลี่ยนเป็นความคับแค้นปนหมั่นไส้อย่างรวดเร็ว‘หึ้ย! ข้าไม่น่าใจอ่อนช่วยเจ้าเลยจริง ๆ
ฟึ่บ! หร่วนหลิงซวงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะปรุงยาทันที ใบหน้างามที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดหวั่นนางหอบหายใจถี่กระชั้น แววตายังคงสับสนกับภาพเหตุการณ์มากมายที่เพิ่งเห็นในความฝัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่นางพบเยี่ยนจิ่งเฉิน เพราะหร่วนเย่วหนิงเป็นผู้พาเขาที่บาดเจ็บเจียนตายกลับมายังหุบเขาหมอเทวะของบิดาทุกสิ่งที่เห็นในฝันเจ็บปวดเกินกว่าที่นางจะยอมรับ หากภาพเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นบุรุษนามว่าเยี่ยนจิ่งเฉินก็ต้องมีตัวตนอยู่จริงทว่าในยามนี้ นางยังไม่เคยช่วยชีวิตผู้ใด และหร่วนเย่วหนิงเองก็ยังไม่เคยพาบุรุษบาดเจ็บคนใดกลับมาให้นางรักษา หรือบางทีช่วงนี้นางอาจคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป จนเก็บเรื่องเหล่านั้นไปฝันเป็นตุเป็นตะเสียเอง“ข้าเป็นอันใดกัน… เหตุใดต้องฝันถึงบุรุษผู้นั้นด้วย”ท่ามกลางความสับสน หร่วนหลิงซวงกลับรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกตรงตำแหน่งเดียวกับที่ตนถูกแทงในความฝัน ราวกับบาดแผลนั้นเคยเกิดขึ้นจริง“ทำไมกัน… นี่ข้าเจ็บหน้าอกได้อย่างไรกัน ทั้งที่ร่างกายของข้าแข็งแรงถึงเพียงนี้”ฝ่ามือบางกดลงบนหน้าอกแน่นขึ้น ความเจ็บปวดยังคงไม่จางหาย แม้นางจะตื่นจากความฝันแล้วก็ตามแต่ทว่า เสียง
ทั่วทั้งหุบเขาหมอเทวะสุกสว่างไปด้วยแสงโคมไฟสีแดง ในค่ำคืนแห่งงานมงคลสมรส เสียงดนตรีบรรเลงเคล้าเสียงพูดคุยหัวเราะดังกึกก้องออกมาจากเรือนหลังใหญ่มิได้ขาดสาย ผู้คนทั่วหุบเขาต่างพร้อมใจกันอวยพรให้คุณหนูใหญ่หร่วนหลิงซวงและเยี่ยนจิ่งเฉินครองรักกันชั่วนิรันดร์ มีลูกหลานสืบสกุลหมอเทวะสืบต่อไปชั่วกาลนาน แต่ทว่า… ภายในเรือนหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเทียนมงคลสีแดงและสุรามงคล กลับปกคลุมไปด้วยความมืดครึ้มชวนอึดอัดยิ่งนัก หร่วนหลิงซวงยื่นจอกสุรามงคลให้แก่ผู้เป็นสามี ดวงตาคู่สวยเอ่อล้นด้วยความหลงใหลและรักใคร่ลึกซึ้งสุดหัวใจ ขณะจับจ้องใบหน้าอันหล่อเหลาของเยี่ยนจิ่งเฉินไม่วางตา “สามี… คืนนี้เป็นคืนเข้าหอมีค่าดั่งทองพันชั่ง อย่ามัวเสียเวลาอีกเลยเจ้าคะ รีบดื่มสุรามงคลกับข้าเถิด” เยี่ยนจิ่งเฉินปรายตามองจอกสุราในมือของหร่วนหลิงซวงด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะปัดมือนางจนจอกสุราหลุดจากมือ ตกกระทบพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง! หร่วนหลิงซวงชะงักด้วยความตกใจ นางเงยหน้าจ้องมองเยี่ยนจิ่งเฉินที่ยังคงเรียบเฉยเย็นชา ความน้อยใจพลันแล่นทั่วอก “เหตุใดท่านต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า จิ่งเฉิน” ร่างสูงของเยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข





