Se connecter"ในเมื่อบทเขียนให้ข้าเป็นนางร้าย ข้าก็จะร้ายให้ถึงที่สุด... แต่เรื่องอะไรจะยอมตายตามบทห่วยๆ นั่นกันเล่า!" เซี่ยหลัวเยี่ยน คุณหนูใหญ่ตระกูลแม่ทัพผู้หยิ่งทะนง ท่ามกลางเกมอำนาจที่รุมเร้าและการใส่ร้ายป้ายสีที่หมายมั่นจะทำลายตระกูลเซี่ย นางไม่ได้มีดีแค่ใบหน้าโฉมสะคราญที่พิชิตใจคนทั้งวังหลวง แต่มาพร้อมกับมันสมองระดับอัจฉริยะที่พร้อมตอกหน้าทุกคนที่ดูแคลน สตรีที่กล้าดื่ม ‘ถ้วยเปล่า’ ต่อหน้าฮองเฮา และประกาศกร้าวว่าสตรีคือกลิ่นหอมของเหมยที่บุรุษขาดไม่ได้... ใครจะกล้าเป็นศัตรูกับนาง?
Voir plusไอเย็นพัดวูบในคืนเดือนมืดจากค่ายพักแรม ส่งผ่านไปจนถึงจวนอัครเสนาบดีใหญ่ ที่ยามนี้ยังคงเริงรมย์อยู่ในคาวโลกีย์ เว่ยชางหลงนั่งพนักพิงบุนวมนุ่ม มีหญิงสาวเปลือยกายลูบคลำเคล้าคลึงลำท่อนเอ็นของเขาอยู่เบื้องล่าง มีอีกนางหนึ่งแอ่นอกเบียดสู้มือหนา หากสายตาหื่นของเขากลับมองดูบทสวาทของหลิวอวี้เหวินบนเตียงใหญ่ร่างบางขาวผุดผาดถูกขนาบด้วยชายหนุ่มกำยำ ที่บีบเคล้นดูดขบสองเต้าจนนางแอ่นรับรัญจวน สองขาก่ายกระหวัดบ่าหนาของชายอีกคนที่ ละเลงลิ้นและเล็มร่องสวาท อย่างเมามันเว่ยชางหลงส่งเสียงครางไปพร้อมกับบีบเค้นเต้าอวบหนักมือ พลางหันไปดูดถันใหญ่ขาวดัง จ๊วบ!“อ๊า นายท่าน”หญิงสาวร้องคราง ยิ่งว่าเขายิ่งดูดหนักหน่วง ทุกสิ่งในวังวนนี้สร้างอารมณ์ปราถนาให้เขาจนแทบกระอัก เขาพลันหลับตาแหงนเงยรับแรงดูดจนเสียวซ่านจากกึ่งกลางกาย ที่หญิงสาวดูดเลียโยกโยนใครจะรู้ได้ว่าในห้วงคิดคำนึงของเว่ยชางหลงกลับปรากฎภาพหญิงสาวผู้หนึ่งที่มองอย่างไรก็คล้ายเป็น ‘หลินหลัวเยี่ยน’ ใช่แล้วเขาคิดถึงนาง ภาพในวันที่พบกันในศาล ชุดนักโทษกับ โซ่ตรวน ลำคอระหงขาวผ่อง ทรวดทรงองเอวชวนหลงไหล หากที่สะกดตรึงใจเขาคือ แววตาร้ายกาจ เย่อหยิ่งทระนงนั่น กระต
เทือกเขาสูงทอดยาวสุดสายตา มองเห็นหิมะขาวที่เคยปกคลุมยอดเขาราวผืนแพรเงิน เริ่มละลายลงทีละน้อย เผยให้เห็นพื้นดินสีเข้มและผืนหญ้าเขียวที่แทรกตัวขึ้นเป็นหย่อม ๆ ตามเชิงเขาฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป เช่นเดียวกับการเดินทางของขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงนับจากออกจากหัวเมืองใต้ล่วงเข้าสู่เขตเมืองหน้าด่าน เวลาก็ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วตลอดเส้นทางไม่มีมือสังหาร ไม่มีการซุ่มโจมตี หรือแม้แต่ข่าวผิดปกติ ทุกอย่างสงบเรียบร้อยเกินไป...ภายในกระโจมพักแรมขององค์รัชทายาท แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง ทอดเงาร่างของชายหนุ่มสองคนลงบนผืนผ้าใบสีเข้มโม่จิ่งเหิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ แผนที่เมืองหลวงกางอยู่ตรงหน้า ปลายนิ้วของพระองค์วางทาบลงบนตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ พระเนตรทอดมองเส้นทางเหล่านั้นอย่างสงบนิ่งใช้ความคิดหลิวจิ้งเหยียนเองก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมาครู่ใหญ่แล้วจนรัชทายาทเหลือบเนตรขึ้นมองเขาอย่างรู้สึกผิดสังเกตุ “เจ้าเป็นอะไรไปอีก” ทรงตรัสถาม ก่อนละพระหัตถ์ออกจากแผนที่“หม่อมฉันเพียงรู้สึกว่า...ตลอดทางทุกอย่างราบเรียบเกินไปพะย่ะค่ะ”หลิวจิ้งเหยียนตอบตามตรงโม่จิ่งเหิงแค่นพระสรวลเบา ๆ “ยิ่งเงียบ ภัยยิ่งมาก”พระสุรเสี
อีกฟากหนึ่ง ภายในจวนหลิน...สายลมอ่อนยามสายพัดผ่านกิ่งเหมยที่กำลังผลิดอก กลีบดอกสีขาวอมชมพูปลิวล่องไปตามแรงลม ก่อนร่วงลงบนพื้นหินเขียวหน้าต่างเรือนอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมจางของบุปผาอบอวลอยู่ในอากาศ หากกลับมิอาจทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างรู้สึกผ่อนคลายได้แม้แต่น้อยหลินหลัวเยี่ยนนั่งเหม่อมองสวนด้านนอก ดวงตาคู่งามทอดยาวออกไปไกล ราวกับกำลังเฝ้ามองบางสิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่าสายตาจะเอื้อมถึงในมือของนางมีตำราเล่มหนึ่งเปิดค้างอยู่หน้าเดิมทว่าตั้งแต่เช้าจนบัดนี้...นางยังมิได้พลิกหน้ากระดาษแม้แต่แผ่นเดียว"คุณหนู..."หลิงเอ๋อร์เอ่ยเรียกเบา ๆ เป็นครั้งแรกหลินหลัวเยี่ยนไม่ได้ยิน "คุณหนูเจ้าคะ..."ครั้งที่สอง นางยังคงนิ่งเฉยกระทั่งครั้งที่สาม... "คุณหนู!"หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งดึงสติกลับมาจากที่แสนไกล"อ๊ะ..."นางกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนหันมองสาวใช้"เจ้ามีอะไรหรือ" หลิงเอ๋อร์ยิ้มบาง สีหน้าเจือแววขบขัน"คุณหนูนั่งเหม่อมองประตูจวนมาตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ"หลินหลัวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบหลุบตาลงปกปิดความรู้สึกที่ถูกจับได้"ข้าเพียง...กำลังคิดเรื่องการเดินทางเข้าเมืองหลวง"คำแก้ตัวนั้น
ช่วงเวลาของการจากลามักผ่านพ้นรวดเร็วกว่าที่ผู้คนคาดคิดเสมอ รุ่งอรุณแห่งเมืองใต้ยังอบอวลด้วยไอหมอกสีขาวบาง สายลมอ่อนพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้สดใหม่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ กำแพงเมืองสูงใหญ่ถูกม่านหมอกโอบคลุมจนดูเลือนรางราวกับภาพวาดหน้าประตูเมือง ขบวนอารักขาขององค์รัชทายาทตั้งแถวเป็นระเบียบสง่างาม ทหารม้ากว่าสองร้อยนายสวมเกราะดำสนิท นิ่งดุจขุนเขา ม้าศึกย่ำกีบเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมหายใจสีขาวของพวกมันลอยจางในอากาศเย็นยามเช้าเกวียนบรรทุกทรัพย์สินเรียงต่อกัน ทั้งทองคำ เงินตรา ผ้าไหม อาวุธ และสิ่งของล้ำค่าที่ริบคืนจากเหล่าขุนนางฉ้อฉล ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งถูกแจกจ่ายคืนแก่ราษฎรผู้ทุกข์ยากแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือภาษีของแผ่นดินที่สมควรส่งคืนสู่พระคลังหลวงกาลเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน เมื่อแสงอาทิตย์ไต่สูงขึ้น ไอหมอกก็ค่อยจางหาย แสงสีทองอาบยอดกำแพงเมืองจนสุกสว่าง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงมังกรดำปักดิ้นทองเหนือราชรถพลิ้วสะบัดรับสายลม ส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบาทุกสิ่งพร้อมแล้ว แต่ผู้ที่ควรเร่งออกเดินทางที่สุด...กลับยังประทับนิ่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิท
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพ
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษใน
เงาแมกไม้ทอดยาวทาบลงบนผิวน้ำ ลำธารใสเย็นสะท้อนแสงเช้าสีเงินหม่น ราวกับผืนผ้าไหมบางที่ถูกอากาศเหมันต์กล่อมให้สงบนิ่ง เซี่ยหลัวเยี่ยนสร้างลานไม้เล็ก ๆ ไร้หลังคาไว้บริเวณนี้ เพียงเพื่อให้นางได้หลบเร้นจากสายตาผู้คน นั่งพักกายและใช้ความคิดท่ามกลางเสียงสายน้ำไหลเอื่อย หลายวันที่ผ่านมาดูราวกับชีวิตส











