LOGIN"ในเมื่อบทเขียนให้ข้าเป็นนางร้าย ข้าก็จะร้ายให้ถึงที่สุด... แต่เรื่องอะไรจะยอมตายตามบทห่วยๆ นั่นกันเล่า!" เซี่ยหลัวเยี่ยน คุณหนูใหญ่ตระกูลแม่ทัพผู้หยิ่งทะนง ท่ามกลางเกมอำนาจที่รุมเร้าและการใส่ร้ายป้ายสีที่หมายมั่นจะทำลายตระกูลเซี่ย นางไม่ได้มีดีแค่ใบหน้าโฉมสะคราญที่พิชิตใจคนทั้งวังหลวง แต่มาพร้อมกับมันสมองระดับอัจฉริยะที่พร้อมตอกหน้าทุกคนที่ดูแคลน สตรีที่กล้าดื่ม ‘ถ้วยเปล่า’ ต่อหน้าฮองเฮา และประกาศกร้าวว่าสตรีคือกลิ่นหอมของเหมยที่บุรุษขาดไม่ได้... ใครจะกล้าเป็นศัตรูกับนาง?
View Moreตอนที่ 1 คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย 1/2
ตอนที่ 1 คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ณ จวนสกุลเซี่ยตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนแผ่นดินประหนึ่งป้อมปราการแห่งศักดิ์ศรี และอำนาจของแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกำลังแห่งแคว้น อย่างสุขุมและหนักแน่น ภายในจวน บ่าวไพร่นับร้อยชีวิตเคลื่อนไหวเป็นระเบียบราวฟันเฟือง ห้องครัวใหญ่ควันอุ่นจากเตาไฟลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นอาหารชั้นเลิศไม่เคยขาดเป็นเสมือนหัวใจที่หล่อเลี้ยงทั้งจวน เรือนไม้ฉาบสีน้ำเงินขลิบเส้นเข้มด้วยสีทองตั้งเด่นรับแสงอาทิตย์ เมื่อแสงแดดสาดต้อง ผืนไม้เปล่งประกายขรึมขลังและสง่างามยิ่งนัก ยามฟ้าสาง แสงเงินบางเบาแทรกผ่านหมอกจาง ดั่งม่านสวรรค์ค่อย ๆ เปิดออก นกน้อยเริ่มขานรับวันใหม่ บ่าวไพร่เดินเป็นแถวระเบียบมุ่งตรงไปยัง เรือนคุณหนูใหญ่ของตระกูลผ่านต้นเหมยที่ดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอม ในมือต่างถือกล่องเครื่องประดับ เสื้อผ้าแพรพรรณประณีตงดงาม เรือนคุณหนูใหญ่ดูเรียบหรู งดงาม และมีราคา มิใช่ด้วยการโอ้อวด หากแต่ด้วยการจัดวางที่รู้จักพอดี สมดังนิสัยของเจ้าของเรือน ผู้สูงศักดิ์ เยือกเย็น และมั่นคงในตัวเองอย่างแท้จริง “คุณหนูเจ้าคะ นี่คือเครื่องประดับ กับชุด ให้คุณหนูเลือก เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงในวังคืนนี้เจ้าค่ะ” บ่าวหญิงเอ่ยจบก็ก้มหน้าไม่เอ่ยคำใดให้สิ้นเปลืองอีก หญิงสาวเหลือบแลสายตาเย็นชามองไปทีละกล่อง จึงลุกขึ้นอย่างสง่า เดินหยิบสิ่งที่ต้องการ นี่มิใช่เครื่องประดับเลอค่าที่ทันสมัยที่สุดในยุคนี้หรอกหรือ สีสันไม่อ่อนก็เข้มฉูดฉาด มือบางเลื่อนไปตามแพรพรรณและตัดสินใจหยิบชุดสีแดงเลือดนก เครื่องประดับทอง เข้าชุด บ่าวรีบค้อมกายเอ่ยขึ้น “นี่คือชุดดอกเหมยใต้หิมะ เจ้าค่ะคุณหนูสวมใส่แล้วต้องโดดเด่นยิ่งกว่าหญิงใด” กล่าวจบนางมิมีสีหน้าเยินยอเกินจริงแม้แต่น้อย เพราะหากนางเอ่ยเกินไป ชีวิตดีๆอาจไม่รอดพ้น เซี่ยหลัวเยี่ยน คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเซี่ย นางย่อมมีวิธีเลือกคนเป็นแบบฉบับเฉพาะของตน จนไม่มีใครกล้าต่อต้าน รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเล็กน้อย “อืม จัดการแต่งตัวให้ข้า” ร่างระหงส์เดินทอดเรียวขายาว ตรงไปยังอ่างอาบน้ำใบใหญ่ ปล่อยกายขาวสะอาดนวลเนียน ให้ผ่อนคลายไปกับน้ำอุ่นและกลีบดอกไม้ หลังจากทำความสะอาดเรือนกาย บ่าวรับใช้เตรียมชุด พร้อมสวมใส่ให้นาง ดอกเหมยใต้หิมะ ผ้าไหมแท้ทอมือสีเงินขาวแซมลายเหมยแดงทั้งชุด ท่อนนอกเป็นเสื้อคลุมยาวลากพื้น ปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลายเกล็ดน้ำแข็ง ส่วนท่อนในเป็นผ้าซับบางเบา สีแดงเลือดนกเผยออกมารำไรเวลานางก้าวเดิน เข็มขัดทำจากไหมทองถักด้วยเส้นด้ายเงิน ประดับพลอยแดงรูปดอกเหมยตรงกลาง ทั้งชุดเข้ากันกับทรงผมยกมวยสูงแซมด้วยปิ่นเงินรูปกิ่งเหมย ประดับปอยผมข้างแก้มอ่อนช้อย ติดต่างหูหยกสีเลือดนก สร้อยคอเงินบางเส้นเดียว สร้างความคมชัดให้ใบหน้าขาวซีด ผู้ที่ปรากฏในกระจกบานใหญ่ ใบหน้างดงามเย้ายวน ทอดตามองอย่างพึงใจ ริมฝีปากยกยิ้มมั่นใจ “ข้าพร้อมพิชิตความยิ่งใหญ่เสมอ” ณ ห้องหนังสือถัดไปอีกเรือนหนึ่ง ใบหน้าเคร่งเครียดของแม่ทัพใหญ่ เลยวัยฉกรรจ์แล้ว กำลังเคร่งเครียดกับม้วนกระดาษในมือ ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนเป็นการบอกว่าเขานั้นก่อกบฏ มือหนาใหญ่สั่นไหวไม่หยุด ในอกอัดอั้นไปด้วยแรงแค้น ในหัวกลับเฝ้าคิดว่าใครกัน ที่กล้ากล่าวหาเขาเช่นนี้ ตรากตรำทำศึกน้อยใหญ่มาทั้งชีวิต ผลงานเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่ยุคฮ่องเต้องค์ก่อนจนถึงตอนนี้ แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่เคยคิดคดทรยศ สร้างสมคุณงามความดี เพื่อที่จะพบเจอเรื่องเช่นนี้หรือ ปัง! เสียงทุบโต๊ะดังสนั่น ทั่วทั้งบริเวณกลับไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้า “ข้าต้องรู้ให้ได้ ใครกันกล้าใส่ร้ายข้าเช่นนี้ ข้าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อกราบทูลความบริสุทธิ์” หานกั๋วซินกุนซือประจำกายก้าวออกมา “เรียนท่านแม่ทัพ โปรดอย่าเพิ่งวู่วาม ข้าเชื่อว่าศาลต้าหลี่จะต้องสอบสวนคืนความเป็นธรรมให้กับท่านอย่างแน่นอน” เขานั้นใบหน้ายิ้มแย้ม เอ่ยปลอบใจผู้เป็นนาย แม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนจึงมีทีท่าสงบลง “ข้าก็เชื่อเช่นนั้น องค์รัชทายาทจะต้องทรงมีความยุติธรรม” ความกังวลแม้จะลดน้อยลงไป หากแต่เขาก็ยังคงครุ่นคิดแค้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่น้อย หานกั๋วซินริมฝีปากยกยิ้มพราย หากสายตากลับอ่านยากยิ่งภายในโถงใหญ่ แขกเหรื่อและขุนนางในเมืองทยอยเข้ามาเคารพศพฮูหยินใหญ่ไม่ขาดสาย กลิ่นธูปคละคลุ้งอบอวลไปทั่วโถงพิธีเจ้าเมืองหลินยืนอยู่หน้าโลง กล่าวขอบคุณแขกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนฮูหยินรองยืนเคียงข้าง กิริยาสงบเสงี่ยมอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง ทว่าสายตาที่นางลอบมองหลินหลัวเยี่ยนกลับแฝงความหวาดหวั่นลึก ๆ ริมฝีปากถอนหายใจแผ่วเบา ราวมีเรื่องหนักอึ้งอยู่เต็มอกหลัวเยี่ยนกลับยืนนิ่งสงบดุจสายน้ำเย็นเยียบ ใบหน้างดงามไร้อารมณ์ นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ดวงตาดำสนิททอดมองเปลวเทียนหน้าโลงศพอย่างเงียบงันทันใดนั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงอึกทึกวุ่นวาย“ซู่อิ๋งของพ่อ! ใครทำเจ้าตาย! ฮือ…ฮือ ๆ!”เสียงร้องไห้โหยหวนดังลั่นมาตั้งแต่เจ้าของเสียงยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงเซถลาเข้ามาในโถง ดวงตาแดงก่ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่ราวเดินทางมาอย่างรีบร้อนทันทีที่เห็นโลงศพ เขาก็ทรุดลงคุกเข่า ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยความเสียใจและโทสะจากนั้นสายตาอาฆาตพลันกวาดมองตั้งแต่เจ้าเมืองหลิน ฮูหยินรอง ก่อนหยุดลงที่หลินหลัวเยี่ยน“พวกเจ้ารวมหัวกันฆ่าซู่อิ๋งใช่หรือไม่!”เสียงตวาดดังลั่นจนแขกทั้งงานแตกตื่น ผู้คนด้านน
เรือนริมน้ำยามตะวันคล้อยบ่ายถูกย้อมด้วยแสงสีทองอ่อน ลมเย็นพัดผ่านผืนน้ำเป็นระลอก กิ่งหลิวเหนือศาลาริมสระเอนลู่ไหว คล้ายกำลังกระซิบความลับบางอย่างแก่ผู้คนใต้ชายคาภายในศาลา รัชทายาทโม่จิ่งเหิงประทับนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหิน พระหัตถ์เรียวยาวถือสาส์นลับฉบับหนึ่งไว้แน่น พระขนงขมวดต่ำ ดวงเนตรเยียบเย็นฉายแววครุ่นคิดลึกล้ำข้อความในสาส์นสั้นนัก หากกลับหนักหนาราวศิลาพันชั่งเว่ยชางหลงเริ่มขยับแล้วอีกฝ่ายส่งคนแทรกซึมเข้าสู่ทุกตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งพระชายาแห่งตำหนักบูรพาโม่จิ่งเหิงหลุบเนตรลงเล็กน้อย สีพระพักตร์นิ่งเฉย ทว่าภายในกลับค่อย ๆ เย็นเยียบต่อให้พระองค์วางหมากรัดกุมเพียงใด ก็ยังช้ากว่าเว่ยชางหลงหนึ่งก้าวเสมอหากครั้งนี้ ฮองเฮาทรงเลือกคนของฝ่ายนั้นเข้ามาเป็นพระชายาอีก…กระดานหมากทั้งกระดานคงใกล้ถึงคราวล่มสลายสายพระเนตรทอดออกไปยังผิวน้ำเบื้องหน้า แววตาคมปลาบเย็นเยียบดุจคมดาบ‘ดูท่า…คงต้องพึ่งแม่ทัพเซี่ยกับหลินหลัวเยี่ยนแล้ว’บรรยากาศเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าจะดังแผ่วเข้ามาหลิวจิ้งเหยียนก้าวขึ้นศาลา ก่อนถวายคำนับอย่างนอบน้อม สีหน้าเคร่งขรึมผิดจากท
เรือนฮูหยินใหญ่เงียบงันราวสุสาน บรรยากาศอึมครึมหนักอึ้งจนผู้คนมิกล้าหายใจแรง บ่าวไพร่ทั้งเรือนต่างก้มหน้าเดินผ่านกันไป ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยแม้เพียงครึ่งคำ ราวหวาดกลัวว่าหากส่งเสียงขึ้นมา จะปลุกภูตผีแห่งความแค้นในเรือนนี้ให้ตื่นขึ้นสาวใช้คนสนิทยกหม้อยาต้ม เดินเร่งฝีเท้าหมายจะนำเข้าไปให้ฮูหยินใหญ่ ทว่ายังไม่ทันถึงประตู ร่างหนึ่งกลับก้าวเข้ามาขวางไว้เสียก่อนหลินหลัวเยี่ยนยืนอยู่ใต้ชายคาอันมืดสลัว ดวงตาคู่งามเยียบเย็นดุจคมมีด“ส่งยามาให้ข้า”น้ำเสียงต่ำเรียบ หากแฝงอำนาจ สาวใช้หน้าซีด รีบกอดหม้อยาไว้แน่น “บ่าวจะนำไปให้ฮูหยินใหญ่เองเจ้าค่ะ คุณหนูมิต้องลำบาก...”นางกล่าวพลางถอยหลังหนึ่งก้าว หลัวเยี่ยนหัวเราะในลำคอเบาๆ“หึ... ภักดีต่อนายดีนัก”สิ้นเสียง นางหันไปปรายตามองสาวใช้ติดตามด้านหลัง“จับมันไว้” สาวใช้สองคนก็กรูเข้าคล้องแขนอีกฝ่ายแน่น แม้หญิงผู้นั้นดิ้นรนสุดกำลังกลับไม่อาจหลุดพ้น หลัวเยี่ยนจึงแย่งหม้อยามาจากนาง ก่อนหมุนกายก้าวผ่านประตูเข้าไปภายในเรือน ห้องนอนที่ปิดทึบแทบไร้อากาศ กลิ่นสมุนไพรขมฝาดและกลิ่นธูปเข้มข้นคลุ้งตลบจนชวนอึดอัด บนเตียงไม้แกะสลัก ร่างของกู้ซู่อิ๋งนอนซูบซีดอยู่ใต้ผ้าห
เซี่ยหลัวเยี่ยนก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม รูปร่างสูงระหงส์ ในชุดงดงามสีอ่อนปักลวดลายละเอียดงดงามยามต้องแสง นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น หากแต่ภายในใจกลับตื่นเต้น ‘ตั้งสติไว้…เพราะนี่คือก้าวสำคัญของข้า’นางมองตรงไปยังผู้เฒ่าหลินและหลินจื่อเยว่ ทว่ากลับสะดุดกับสายตาคมคู่หนึ่งที่ตรึงนางไว้กลางทาง ‘โม่จิ่งเหิงเขามาได้อย่างไร?’ นางอุตส่าห์ไม่ได้บอกกับเขาว่าจะจัดงานในวันนี้ รัชทายาทส่งแววเนตรกรุ้มกริ่ม มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางนั้นคล้ายเย้าแหย่…ท้าทายมองมาที่นาง หัวใจของหญิงสาวพลันกระตุกวูบขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘เขา…คิดจะทำสิ่งใดกันแน่’นางคิดคำนึง ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านขึ้นถึงปลายหู นางจึงปิดบังความประหม่าด้วยการเชิดคางขึ้นเล็กน้อย รวบรวมสติ ก้าวต่อไปโดยไม่มองเขาผู้ดำเนินพิธีการกล่าวคำประกาศ “เมื่อทุกท่านพร้อมหน้า ขอเชิญทำพิธีเคารพศาลบรรพชนเพื่อรับบุตรเข้าตระกูล” สิ้นคำทุกคนต่างพากันลุกขึ้น โดยมีรัชทายาทเดินเคียงข้างไปกับผู้เฒ่าหลินจิ่งเซวียน หลัวเยี่ยนเดินตามหลัง หลินจื่อเยว่กับฮูหยินใหญ่กู้ซู่อิ๋ง และฮูหยินรอง ศาลถูกเปิดไว้รออยู่แล้ว ด้านในคือป้ายวิญญาณที่เรียงรายเป็นระเบีย
“เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเ
อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้า
จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงิ
สายฝนเทกระหน่ำลงเหนือเทือกเขาทางใต้ ฟ้าคำรามราวสัตว์ร้ายที่กำลังคำรณ เส้นทางแคบคดเคี้ยวกลายเป็นโคลนเละ ขบวนรถเสบียงของรัชทายาทเคลื่อนตัวช้าลงทุกขณะ แม้จะเป็นเวลาเช้าแต่พายุฝนนี้ทำฟ้ามืดครึ้มทั่วหนแห่ง โม่จิ่งเหิง หลิวจิ้งเหยียน จงฉงจื่อและไป๋อวี้หลง เร่งออกจากเรือนรับรอง มิได้บอกเซี่ยหลัวเยี่ยน ด้ว





