Masuk"ในเมื่อบทเขียนให้ข้าเป็นนางร้าย ข้าก็จะร้ายให้ถึงที่สุด... แต่เรื่องอะไรจะยอมตายตามบทห่วยๆ นั่นกันเล่า!" เซี่ยหลัวเยี่ยน คุณหนูใหญ่ตระกูลแม่ทัพผู้หยิ่งทะนง ท่ามกลางเกมอำนาจที่รุมเร้าและการใส่ร้ายป้ายสีที่หมายมั่นจะทำลายตระกูลเซี่ย นางไม่ได้มีดีแค่ใบหน้าโฉมสะคราญที่พิชิตใจคนทั้งวังหลวง แต่มาพร้อมกับมันสมองระดับอัจฉริยะที่พร้อมตอกหน้าทุกคนที่ดูแคลน สตรีที่กล้าดื่ม ‘ถ้วยเปล่า’ ต่อหน้าฮองเฮา และประกาศกร้าวว่าสตรีคือกลิ่นหอมของเหมยที่บุรุษขาดไม่ได้... ใครจะกล้าเป็นศัตรูกับนาง?
Lihat lebih banyakภายในโถงใหญ่ แขกเหรื่อและขุนนางในเมืองทยอยเข้ามาเคารพศพฮูหยินใหญ่ไม่ขาดสาย กลิ่นธูปคละคลุ้งอบอวลไปทั่วโถงพิธีเจ้าเมืองหลินยืนอยู่หน้าโลง กล่าวขอบคุณแขกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนฮูหยินรองยืนเคียงข้าง กิริยาสงบเสงี่ยมอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง ทว่าสายตาที่นางลอบมองหลินหลัวเยี่ยนกลับแฝงความหวาดหวั่นลึก ๆ ริมฝีปากถอนหายใจแผ่วเบา ราวมีเรื่องหนักอึ้งอยู่เต็มอกหลัวเยี่ยนกลับยืนนิ่งสงบดุจสายน้ำเย็นเยียบ ใบหน้างดงามไร้อารมณ์ นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ดวงตาดำสนิททอดมองเปลวเทียนหน้าโลงศพอย่างเงียบงันทันใดนั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงอึกทึกวุ่นวาย“ซู่อิ๋งของพ่อ! ใครทำเจ้าตาย! ฮือ…ฮือ ๆ!”เสียงร้องไห้โหยหวนดังลั่นมาตั้งแต่เจ้าของเสียงยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงเซถลาเข้ามาในโถง ดวงตาแดงก่ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่ราวเดินทางมาอย่างรีบร้อนทันทีที่เห็นโลงศพ เขาก็ทรุดลงคุกเข่า ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยความเสียใจและโทสะจากนั้นสายตาอาฆาตพลันกวาดมองตั้งแต่เจ้าเมืองหลิน ฮูหยินรอง ก่อนหยุดลงที่หลินหลัวเยี่ยน“พวกเจ้ารวมหัวกันฆ่าซู่อิ๋งใช่หรือไม่!”เสียงตวาดดังลั่นจนแขกทั้งงานแตกตื่น ผู้คนด้านน
เรือนริมน้ำยามตะวันคล้อยบ่ายถูกย้อมด้วยแสงสีทองอ่อน ลมเย็นพัดผ่านผืนน้ำเป็นระลอก กิ่งหลิวเหนือศาลาริมสระเอนลู่ไหว คล้ายกำลังกระซิบความลับบางอย่างแก่ผู้คนใต้ชายคาภายในศาลา รัชทายาทโม่จิ่งเหิงประทับนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหิน พระหัตถ์เรียวยาวถือสาส์นลับฉบับหนึ่งไว้แน่น พระขนงขมวดต่ำ ดวงเนตรเยียบเย็นฉายแววครุ่นคิดลึกล้ำข้อความในสาส์นสั้นนัก หากกลับหนักหนาราวศิลาพันชั่งเว่ยชางหลงเริ่มขยับแล้วอีกฝ่ายส่งคนแทรกซึมเข้าสู่ทุกตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งพระชายาแห่งตำหนักบูรพาโม่จิ่งเหิงหลุบเนตรลงเล็กน้อย สีพระพักตร์นิ่งเฉย ทว่าภายในกลับค่อย ๆ เย็นเยียบต่อให้พระองค์วางหมากรัดกุมเพียงใด ก็ยังช้ากว่าเว่ยชางหลงหนึ่งก้าวเสมอหากครั้งนี้ ฮองเฮาทรงเลือกคนของฝ่ายนั้นเข้ามาเป็นพระชายาอีก…กระดานหมากทั้งกระดานคงใกล้ถึงคราวล่มสลายสายพระเนตรทอดออกไปยังผิวน้ำเบื้องหน้า แววตาคมปลาบเย็นเยียบดุจคมดาบ‘ดูท่า…คงต้องพึ่งแม่ทัพเซี่ยกับหลินหลัวเยี่ยนแล้ว’บรรยากาศเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าจะดังแผ่วเข้ามาหลิวจิ้งเหยียนก้าวขึ้นศาลา ก่อนถวายคำนับอย่างนอบน้อม สีหน้าเคร่งขรึมผิดจากท
เรือนฮูหยินใหญ่เงียบงันราวสุสาน บรรยากาศอึมครึมหนักอึ้งจนผู้คนมิกล้าหายใจแรง บ่าวไพร่ทั้งเรือนต่างก้มหน้าเดินผ่านกันไป ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยแม้เพียงครึ่งคำ ราวหวาดกลัวว่าหากส่งเสียงขึ้นมา จะปลุกภูตผีแห่งความแค้นในเรือนนี้ให้ตื่นขึ้นสาวใช้คนสนิทยกหม้อยาต้ม เดินเร่งฝีเท้าหมายจะนำเข้าไปให้ฮูหยินใหญ่ ทว่ายังไม่ทันถึงประตู ร่างหนึ่งกลับก้าวเข้ามาขวางไว้เสียก่อนหลินหลัวเยี่ยนยืนอยู่ใต้ชายคาอันมืดสลัว ดวงตาคู่งามเยียบเย็นดุจคมมีด“ส่งยามาให้ข้า”น้ำเสียงต่ำเรียบ หากแฝงอำนาจ สาวใช้หน้าซีด รีบกอดหม้อยาไว้แน่น “บ่าวจะนำไปให้ฮูหยินใหญ่เองเจ้าค่ะ คุณหนูมิต้องลำบาก...”นางกล่าวพลางถอยหลังหนึ่งก้าว หลัวเยี่ยนหัวเราะในลำคอเบาๆ“หึ... ภักดีต่อนายดีนัก”สิ้นเสียง นางหันไปปรายตามองสาวใช้ติดตามด้านหลัง“จับมันไว้” สาวใช้สองคนก็กรูเข้าคล้องแขนอีกฝ่ายแน่น แม้หญิงผู้นั้นดิ้นรนสุดกำลังกลับไม่อาจหลุดพ้น หลัวเยี่ยนจึงแย่งหม้อยามาจากนาง ก่อนหมุนกายก้าวผ่านประตูเข้าไปภายในเรือน ห้องนอนที่ปิดทึบแทบไร้อากาศ กลิ่นสมุนไพรขมฝาดและกลิ่นธูปเข้มข้นคลุ้งตลบจนชวนอึดอัด บนเตียงไม้แกะสลัก ร่างของกู้ซู่อิ๋งนอนซูบซีดอยู่ใต้ผ้าห
เซี่ยหลัวเยี่ยนก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม รูปร่างสูงระหงส์ ในชุดงดงามสีอ่อนปักลวดลายละเอียดงดงามยามต้องแสง นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น หากแต่ภายในใจกลับตื่นเต้น ‘ตั้งสติไว้…เพราะนี่คือก้าวสำคัญของข้า’นางมองตรงไปยังผู้เฒ่าหลินและหลินจื่อเยว่ ทว่ากลับสะดุดกับสายตาคมคู่หนึ่งที่ตรึงนางไว้กลางทาง ‘โม่จิ่งเหิงเขามาได้อย่างไร?’ นางอุตส่าห์ไม่ได้บอกกับเขาว่าจะจัดงานในวันนี้ รัชทายาทส่งแววเนตรกรุ้มกริ่ม มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางนั้นคล้ายเย้าแหย่…ท้าทายมองมาที่นาง หัวใจของหญิงสาวพลันกระตุกวูบขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘เขา…คิดจะทำสิ่งใดกันแน่’นางคิดคำนึง ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านขึ้นถึงปลายหู นางจึงปิดบังความประหม่าด้วยการเชิดคางขึ้นเล็กน้อย รวบรวมสติ ก้าวต่อไปโดยไม่มองเขาผู้ดำเนินพิธีการกล่าวคำประกาศ “เมื่อทุกท่านพร้อมหน้า ขอเชิญทำพิธีเคารพศาลบรรพชนเพื่อรับบุตรเข้าตระกูล” สิ้นคำทุกคนต่างพากันลุกขึ้น โดยมีรัชทายาทเดินเคียงข้างไปกับผู้เฒ่าหลินจิ่งเซวียน หลัวเยี่ยนเดินตามหลัง หลินจื่อเยว่กับฮูหยินใหญ่กู้ซู่อิ๋ง และฮูหยินรอง ศาลถูกเปิดไว้รออยู่แล้ว ด้านในคือป้ายวิญญาณที่เรียงรายเป็นระเบีย
จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงิ
สายฝนเทกระหน่ำลงเหนือเทือกเขาทางใต้ ฟ้าคำรามราวสัตว์ร้ายที่กำลังคำรณ เส้นทางแคบคดเคี้ยวกลายเป็นโคลนเละ ขบวนรถเสบียงของรัชทายาทเคลื่อนตัวช้าลงทุกขณะ แม้จะเป็นเวลาเช้าแต่พายุฝนนี้ทำฟ้ามืดครึ้มทั่วหนแห่ง โม่จิ่งเหิง หลิวจิ้งเหยียน จงฉงจื่อและไป๋อวี้หลง เร่งออกจากเรือนรับรอง มิได้บอกเซี่ยหลัวเยี่ยน ด้ว
“เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเ
อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้า

















