LOGINตอนที่ 5 เงาเสียงใต้หล้า
เมืองหลวงจิ้งหลัวในยามสายงดงามดังภาพวาด แสงแดดอาบไล้หลังคาอาคารไม้ ท้องฟ้าสีครามสว่างราวถักทอจากไหมวับวาว
ผู้คนเดินขวักไขว่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไร้กังวล ราวกับไม่มีเงามืดใดแฝงอยู่ใต้เท้า โรงเตี๊ยม ร้านค้า และแผงลอยริมถนน
ไม่ใช่เพียงสถานที่กินดื่มหรือซื้อขาย แต่คือศูนย์รวมของ คำเล่า ข่าวลือ และการตัดสิน และในวันนี้ ไม่มีเรื่องใดถูกพูดถึงมากไปกว่า
ตระกูลเซี่ย ข่าวอัปยศเริ่มต้นจากหน้าจวนบ้านรอง แพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง
“ข้าเห็นมากับตา เมื่อวานคุณหนูบ้านรอง หลิวอวี้เหวินถูกตบกลางตลาด!” เสียงหนึ่งดังขึ้นในโรงเตี๊ยมเล็ก ช้อนในมือผู้ฟังหยุดกลางอากาศทันที
“ใช่แค่ตบที่ไหนเล่า ยังด่าว่าไปยั่วยวนคุณชายที่มีคู่หมั้นแล้วอีก!” เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบด้าน คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วขยับเก้าอี้ คนที่เดินผ่านหยุดฟัง
คนที่ไม่รู้เรื่อง…อยากรู้ เพียงไม่กี่ลมหายใจ กลุ่มคนก็ขยายตัว
อีกฟากหนึ่งของถนนใต้ชายคาร้านขายผ้ามีวงสนทนาใหม่ก่อตัวขึ้น
“ช่างน่าสงสารจริง วันเดียวเกิดเรื่องใหญ่ถึงสองเรื่องในตระกูลเดียวกัน”
“สองเรื่อง?”
“เจ้าว่ามาเร็ว ข้าเมื่อวานกลับบ้านก่อน ยังไม่ทันรู้เรื่อง!”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งขยับตัวนั่งตรงจับเคราตนเองอย่างภูมิใจ ราวได้เวทีของตน
“ท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยน่ะสิถูกศาลต้าหลี่ส่งทหารมาคุมตัวถึงหน้าจวนข้าอยู่แถวนั้น ยังไม่เคยเห็นการจับกุมที่เอิกเกริกเช่นนี้มาก่อน!”
คำว่า ศาลต้าหลี่ทำให้บรรยากาศหนักลงทันทีการเล่าเริ่มถูกแต่งเติมสีสันถูกใส่รายละเอียดงอกงามเกินความจริง
“ข้าได้ยินมาว่าเป็นคดีกบฏ!”
“แม่ทัพจะกบฏได้อย่างไร?”
“ก็เพราะลูกสาวนั่นแหละ!”
หญิงสาวผู้หนึ่งที่แต่งกายดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ถือห่อผ้าแนบอก ก้าวเข้ามาในวง น้ำเสียงแน่ใจเสียยิ่งกว่าเจ้าของเรื่อง
“ข้าได้ข่าวมาว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยเขียนจดหมาย ขอทหารสองร้อยนายไว้เป็นกำลังส่วนตัว!”
เสียงสูดลมหายใจดังพร้อมกัน หลายคนเอามือทาบอก บางคนถึงกับสบถ
“สตรีอะไรบังอาจถึงเพียงนี้!”
“นี่มันคิดตั้งตนเป็นใหญ่เหนือราชสำนักหรือ!”
จากนั้นชื่อของ เซี่ยหลัวเยี่ยน ก็กลายเป็นศูนย์กลางของทุกคำพูดไม่ใช่ในทางดี ไม่เหลือพื้นที่ให้ความสงสัย
“ข้ารู้อยู่แล้วว่านางไม่ธรรมดา” หญิงชราผู้หนึ่งกล่าวอย่างคันปาก
“ร้ายกาจมาตั้งแต่เด็ก กดขี่ญาติผู้น้องไม่เว้นแม้แต่ในวัง!” ผู้ฟังเริ่มเอนเอียงพร้อมจะเชื่อ
“เช่นนั้นหรือ?”
“เล่ามาเร็ว ๆ สิ!”
แรงกระตุ้นทวีคูณเพราะทุกคนต้องการ “ตัวร้าย” เพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์
“นางชนคุณหนูบ้านรองล้มกลางงานเลี้ยง ไม่เพียงไม่ขอโทษ ยังให้อีกฝ่ายเช็ดชาที่กระเด็นเปื้อนเท้านาง!”
คำเล่านั้นถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ราวกับผู้พูดอยู่ในเหตุการณ์ เสียงฮือฮาดังลั่น คำด่าทอสาดซัดราวฝนในโลกของข่าวลือไม่จำเป็นต้องมีความจริง
ขอเพียงมีคนเชื่อและเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์ต้องมีผู้ร้าย…และเหยื่อดังนั้นบทบาทของ หลิวอวี้เหวินจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างง่ายดาย
“น่าสงสารคุณหนูบ้านรองจริง ๆ”
“ดูอ่อนโยนขนาดนั้น ยังต้องมาโดนกลั่นแกล้งอีก”
ความสงสารถูกแจกจ่ายโดยไม่ต้องถามเจ้าตัว
คุณหนูใหญ่—ตัวอัปมงคล
คุณหนูบ้านรอง—เหยื่อผู้น่าเวทนา
เรื่องเล่าที่ชาวบ้านชื่นชอบเพราะมันง่ายและทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองอยู่ฝ่ายถูกต้องเสียงร่ำลือเมื่อหนาหูย่อมไหลเข้าสู่วังหลวงเร็วยิ่งกว่าสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในวัง เขาเรียกมันอย่างสุภาพว่า รับฟังเสียงใต้หล้า ตำหนักฮองเฮาโอ่อ่าด้วยเครื่องทอง เสาฉลุลายวิจิตร เพดานสูงตระหง่าน
ทุกสิ่งสะท้อนอำนาจและฐานะ ขันทีคนสนิทก้าวเข้ามา ก้มศีรษะกระซิบรายงานข่าว ฮองเฮาทรงนิ่ง พระพักตร์สงบ แต่พระทัยกลับขุ่นมัว
เด็กสาวผู้นั้น…ฉลาดเกินไป อ่านคนขาด กล้าคิด กล้าตัดสิน คุณสมบัติเช่นนี้ หากอยู่ผิดฝั่ง ก็ไม่ต่างจากคมมีด พระองค์ทรงรู้ดี ชาวบ้านเห็นเพียงปลายเหตุ ไม่เคยมองเบื้องหลัง เซี่ยหลัวเยี่ยน น่าใช้แต่ก็น่ากลัวหากต้องยื่นมือช่วยผลตอบแทนอาจไม่คุ้มความเสี่ยงสุดท้ายฮองเฮาจึงเลือก วางเฉย
หมากตัวหนึ่งถูกปล่อยทิ้งแต่กลับมีผู้เก็บมันขึ้นมาตั้งแต่ต้นตำหนักตะวันออกองค์รัชทายาทโม่จิ่งเหิงทอดพระเนตรสระบัวแววตาเย็นเฉียบ
“ท่านแม่ทัพไม่ยอมรับสารภาพ” หลิวจิ้งเหยียนรายงาน
“ยังยืนกรานจะขอพบฮ่องเต้”
“โง่” โม่จิ่งเหิงแค่นเสียง
“ความซื่อสัตย์ไม่เคยชนะการเมือง” พระองค์ทรงยิ้มบาง
“ถึงเดี๋ยวนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครเป็นคนแทงเขาจากด้านหลัง” พระเนตรทอดไกล
“เสด็จพ่อจะช่วยหรือไม่ ก็ต้องถามเสด็จแม่ และฟังอัครเสนาบดี” โม่จิ่งเหิงหัวเราะในลำคอ
“เจ้าว่าข้าควรบอกความจริงเขาดีหรือบีบให้เขาเลือกทางเอง” หลิวจิ้งเหยียนก้มศีรษะ
“แล้วแต่พระองค์”
“เจ้าก็เป็นแบบนี้เสมอ” รัชทายาทส่ายหน้า
“ไม่เคยช่วยข้าคิด แต่ก็ดี…” พระองค์หยิบจดหมายขึ้น
“นำไปให้แม่ทัพเซี่ยเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น” จากนั้นตรัสสั่งเสียงเรียบ
“พรุ่งนี้นำตัวเซี่ยหลัวเยี่ยนมาพบข้าด้านหลังศาลต้าหลี่” หมากทุกตัวเริ่มถูกจัดวางแ
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห







