Share

ตอนที่ 4 ชีวิตพังคลืน

last update Huling Na-update: 2026-01-14 17:20:46

ตอนที่ 4 ชีวิตพังคลืน

รถม้าตรงมาจอดหน้าประตูจวน เซี่ยหลัวเยี่ยนเดินลงมา หยุดยืนบนถนน เตรียมจะเดินเข้าไปด้านใน พลันรู้สึกถึงความผิดปกติ

สายตาชาวบ้านที่จับกลุ่มพูดคุยซุบซิบ และมองมายังนาง ทหารเฝ้ายามครั้นเห็นนางมาถึง รีบเดินเข้ามารายงานทันที

“เรียนคุณหนูใหญ่ ท่านแม่ทัพ บัดนี้ถูกคนของศาลต้าหลี่คุมตัวไปแล้วขอรับ”  น้ำเสียงร้อนรนนั้น ย่อมบอกสถานการณ์ได้ว่า ไม่ใช่เรื่องดี

เซี่ยหลัวเยี่ยน ใจพลันเต้นระทึก เหตุพลิกผันนี้รวดเร็วจนไม่อาจตั้งใจรับทัน

หญิงสาวเพียงพยักใบหน้ารับรู้ แต่นิ่งสงบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดของนางได้  ภายในจวน พ่อบ้านและบ่าวรับใช้ ต่างนั่งรอนาง ทุกคนราวกับสิ้นหวัง ทั้งห่วงผู้เป็นนายขณะเดียวกันก็ห่วงตนเอง

“คุณหนูใหญ่ ขอรับ ท่านแม่ทัพถูกคุมตัวไปแล้วขอรับ” พ่อบ้านใบหน้าราวแก่ลงสักสิบปี รีบเอ่ยบอกทันทีที่พบหน้า

“อืม ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องตระหนกไป มีอะไรก็ไปทำเถิด”  คุณหนูใหญ่แห่งตระกูล ยังคงวางท่าทีสงบนิ่งไม่หวั่นไหว

ทุกย่างก้าวที่เดินกลับไปยังเรือนตน สมองทุกส่วนต่างครุ่นคิดถึง ใคร? เหตุใด? เมื่อไหร่? ที่เป็นผู้ทำเรื่องนี้

เมื่อนั่งลงแล้ว นิ้วเคาะลงบนโต๊ะ ตั้งแต่นางเดินเข้ามา ทุกคนอยู่หมด ยกเว้น หานกั๋วซินกุนซือข้างกายบิดาเขาหายไป

ภายในห้องที่โปร่งสบาย บัดนี้กลับไม่อาจช่วยให้ใจนางสุขสบายได้ หากบิดาพบจุดจบ นางเองก็ต้องถูกตัดสินไปด้วย ประหารเก้าชั่วโคตร คือโทษหนัก สถานเบานั้นไม่มี  เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นาน นางต้องพบจุดจบแสนอนาถอีกเช่นนั้นหรือ

ข้าไม่ยินยอม ใจนางร้องลั่น ใบหน้าผุดพรายไปด้วยเหงื่อ แววตาฉายชัดความเกลียดชัง เดือดดาล

“ใครเป็นผู้ก่อข้าจะให้มันชดใช้” เสียงอาฆาตรอดไรฟัน ในราชสำนักที่การถ่วงดุลอำนาจนั้นสำคัญกว่าความถูกผิด

ความจงรักภักดีของแม่ทัพผู้กุมกำลังชายแดน คือภัยคุกคาม เซี่ยหลัวเยี่ยนค่อย ๆ คิดถึงรายชื่อขุนนางขึ้นมาพิจารณาในใจ ฝ่ายอัครเสนาบดีที่ต้องการลดอำนาจทหาร ราชสกุลที่หวาดกลัวชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยจะกลบรัศมีศาลต้าหลี่เอง ก็คือเครื่องมือแห่งกฎหมายที่ใครบางคนควบคุมไว้ในที่มืด

นี่ต้องไม่ใช่คดีธรรมดา แต่เป็นการกำจัดหมากบนกระดานการเมือง การกล่าวหากบฏคือ ข้อหาอเนกประสงค์ ที่ฆ่าคนทั้งตระกูลโดยมือไม่ต้องเปื้อนเลือด นางยังไม่ทันหาข้อสรุป เสียงข้างนอกก็อึกกะทึกครึกโครม ฝีเท้าหนัก ๆของคนจำนวนมากหยุดที่หน้าประตูเรือน

“ข้าคือคนของศาลต้าหลี่ มาเชิญตัวคุณหนูใหญ่เซี่ย เชิญออกมาเถอะ” เสียงขึงขังหนักแน่นเอ่ยดัง หญิงสาวเปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าเย็นชา

พวกมันไม่คิดจะปล่อยโอกาสในการล้างตระกูลจริง ๆ

“ตามพยานหลักฐาน เซี่ยหลัวเยี่ยนมีความผิด ฐานสมรู้ร่วมคิดกับบิดา ให้นำตัวไปยังศาลต้าหลี่”  โซ่เหล็กถูกรัดไปยังข้อมือ เสียงโลหะกระทบกันดังชัดในความเงียบ

นางไม่ได้ดิ้นรน ไม่ร้องขอความยุติธรรม เพราะนางรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำตัวน่าเวทนาเช่นนั้น  วินาทีนี้ นางต้องเดินเข้าไปสู่แผนการที่ถูกวางไว้ เพื่อพลิกกระดานด้วยมือตนเอง ไม่ช้าเซี่ยหลัวเยี่ยนก็มาถึงยังคุกศาลต้าหลี่ ตั้งแต่ประตูทางเข้าที่เข้มขลัง กลิ่นอายแห่งการถูกจองจำและโทษทัณฑ์ แผ่รัศมีไปทั่วบริเวณ

หากแต่หญิงสาวยังคงสงบไม่มีท่าทีหวาดกลัว เชิดใบหน้าตั้งคอตรงไม่หวั่นเกรง แม้แต่ผู้คุมยังชื่นชมในขวัญกล้าแข็งของนาง ผู้คนไม่น้อยเพียงก้าวเท้าเข้ามาก็แทบเสียสติ ยิ่งเดินลึกเข้าไปยังชั้นใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวอับทึบหนาแน่น มีเพียงแสงไฟสลัวส่องพอมองเห็น สร้างความอึดอัด ข่มขวัญได้จริง ๆ แต่เซี่ยหลัวเยี่ยนไหนเลยจะมีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ในหัวกำลังตั้งสติทุกย่างก้าวราวกับเดินไปสู่กับดักที่มองไม่เห็น

เสียง ร้องโหยหวน แซ่ที่ฟาดไปบนเนื้อหนัง เลือดซึมแผ่นหลัง ภาพความเจ็บปวดทรมาน

กลิ่นเหม็นเน่า อับชื้นและคาวเลือด ผสมกันจนนางแทบอาเจียน เผลอหลับตาสะกดกลั้นไว้ นางถูกนำตัวมายังห้องที่ลึกที่สุด แต่ที่น่าแปลกคือ ห้องกลับโปร่งโล่ง ไร้กลิ่นสกปรกรบกวน แม้มันจะดูมืดทึมก็ตาม ใจนางพลันฉุกคิด  เบื้องหน้าคือ ชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึม คางบุ๋มลึก หากดวงตากลับมีเสน่ห์ เพียงแต่แข็งกระด้าง

ชุดตุลาการศาลต้าหลี่ สีเข้มน้ำเงินตัดดำ ยิ่งขับเน้นความดุดันให้ดวงตาคู่นั้น แม้ใบหน้าชวนมอง แต่รังสีอำมหิตที่ฉายชัด ทำให้ผู้คนคร้ามเกรงมากกว่าน่าหลงใหล

เซี่ยหลัวเยี่ยนประเมิณเขาในใจ ใบหน้านวลเชิดขึ้นเล็กน้อยตามความเคยชิน ดวงตาทรงเสน่ห์ เย้ายวนของนาง มองเขาตรงไม่ปิดบังความคิด

“เจ้าอย่าได้คิดไปไกลเลย ท่านหลิวจิ้งเหยียนของเราไม่เคยหมกมุ่นเรื่องสตรี”   ผู้คุมคนหนึ่งเห็นแววตานางจึงเอ่ยทักท้วง หลิวจิ้งเหยียนขมวดคิ้วส่งสายตาไม่พอใจนาง

“เจ้าอย่าคิดมาใช้ลูกไม้ใดที่นี่”  น้ำเสียงเข้มดุ เซี่ยหลัวเยี่ยนยกยิ้มหยันผ่อนลมหายใจราวไม่แยแส

“ท่านโยนข้อหาให้ตระกูลข้ามีเจตนาอันใด”  นางเอ่ยเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม  สิ้นเสียงนาง กล่าวจบ ถ้วยชาได้ลอยลงมาตกกระทบพื้นแตกละเอียดตามแรงอารมณ์

“บังอาจ เจ้ากล้าพูดจาล่วงเกินศาล ต้องการถูกโบยรึ”   เซี่ยหลัวเยี่ยนถอยหลบถ้วยชานั้นไปครึ่งก้าว ใบหน้าเข้มบูดบึ้งขึ้นมาแล้วนางเม้มปากส่งสายตาดูแคลน

“เจ้ายังกล้าไม่รับรึ ท่านพ่อเป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ใคร ๆก็รู้ แม้แต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็โปรดปราน อยู่ๆ จะตกมาสู่สภาพเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่มีผู้ใดกลั่นแกล้ง พวกท่านยังไม่แม้แต่มีหลักฐาน ก็ทำการไต่สวนอย่างไม่เป็นธรรม เช่นนี้จะให้ข้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”นางกล่าววาจานิ่งเฉียบ ทุกถ้อยคำ หลิวจิ้งเหยียนมีทีท่านิ่งสงบลง ดวงตาหลุบต่ำเล็กน้อย

‘หึ! นั่นไงเขาเผยมาแล้ว ว่าที่ข้าพูดมีเรื่องจริง’ นางคำนึงในใจชายหนุ่มหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาฉบับหนึ่ง ยื่นให้ผู้คุมข้างกายนำมาให้นาง

‘ท่านพ่อ ข้าต้องการทหารเป็นกองกำลังของตัวเองสักสองร้อยนายเพื่อฝึกเป็นคนของข้าเอง เซี่ยหลัวเยี่ยน’  หญิงสาวยกยิ้มขัน มองบุรุษตรงหน้าด้วยดวงตาท้าทาย ดูแคลน

“นี่คือหลักฐานงั้นหรือ ท่านคิดว่าลายมือลอกเลียนกันไม่ได้รึ”  หลิวจิ้งเหยียนใบหน้าเข้มคล้ำหนักขึ้นด้วยความโกรธ

“จับนางทรมานด้วยเครื่องดึงนิ้ว”  เขาสั่งเสียงเข้ม

“ในเมื่อเจ้าไม่คิดยอมรับดี ๆ ข้าก็ต้องใช้วิธีที่ให้เจ้ายอมจำนน”  ผู้คุมสองคนจับตัวนางไว้ นำเครื่องมือสอดเข้าที่นิ้วเรียวขาวผ่อง

หากแต่ยังไม่ทันดึง ใครคนหนึ่งกลับปรากฏกายขึ้นด้านหลัง หลิวจิ้งเหยียน เขาเพียงนำมือป้องปากกระซิบข้างหู ก่อนจะหลบหายเข้าไปด้านหลังกำแพง ซึ่งนางเองก็เพิ่งสังเกตเห็นฉากเหล็กที่ฉลุลวดลายมังกรทรงกลมขนาดใหญ่ สีดำสนิทนั้น

หลิวจิ้งเหยียน หันกลับมามองเซี่ยหลัวเยี่ยนอีกครั้ง

“หากเจ้ายอมรับ ยังมีทางรอด”   หญิงสาวมิได้สนใจบุรุษตรงหน้า ในใจกลับคิดแผนที่จะดูบุคคลเบื้องหลังฉากกั้นนั่น

ริมฝีปากยกยิ้มของนางหยดย้อย สองมือแม้ถูกโซ่ตรวนคล้องอยู่กลับไม่ได้ลดทอนความงามผ่องของนางได้

“ได้สิ และข้ายังมีเรื่องอยากบอกท่านแบบได้ยินแค่เราสองคน”  นางเอ่ยต่อรอง

หลิวจิ้งเหยียนมีท่าทีลังเล แต่เมื่อนึกถึงคำของคนหลังฉากจึงตัดสินใจพยักหน้าอนุญาต เซี่ยหลัวเยี่ยนไม่รีบร้อน นางเดินเยื้องย่างราวกวางน้อยดวงหน้าพริ้มเพรา มองไปยังหลิวจิ้งเหยียนด้วยรอยยิ้มบาง

นางเว้นระยะห่างเพียงฝ่ามือป้อง แสร้งชิดกายเทียบไหล่จนหลิวจิ้งเหยียนได้กลิ่นกายหอม  สายตาหวานกลับจ้องมองทะลุเข้าไปยังรอยฉลุเบื้องหน้า สบสายตาเข้ากับดวงเนตรหนึ่งที่เย็นชา  สองสายตาผสานกันเสี้ยววินาที ประเมินกันและกันเสียงหวานแผ่วเบาเอื้อนเอ่ย

“ท่านก็แค่หมารับใช้”

ร่างบางถอยห่างโดยค่อย ๆละสายตาจากช่องฉลุ หันหลังเดินกลับไปยืนยังจุดเดิมพร้อมรอยยิ้มไม่สนโลก

หลิวจิ้งเหยียนกรุ่นโกรธจนต้องทุบโต๊ะ ยกมือชี้หน้า หากแต่ติดที่ผู้อยู่หลังฉากเหล็กทำให้คำพูดติดที่ริมฝีปากเขา

ผู้อยู่หลังฉาก ยกยิ้มริมฝีปากพึงพอใจ กระดิกนิ้วให้ผู้อยู่ข้างกายเข้ามาใกล้  เขากระซิบแผ่วเบา หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นเดินตรงออกไปยังด้านหลังห้อง ประตูลับจึงเปิดออก  เขาก้าวออกไปแล้ว ขณะที่หญิงสาวได้มองไปยังฉากเหล็กลายมังกรอย่าง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 48 เผ่าทมิฬ ไร้ชื่อ ไร้นาม

    “เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 47 ความแค้นของฮ่องเต้

    ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 46 สายใยบางเบา หัวใจเจ้าเป็นของใคร?

    อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 45 ความอดกลั้นที่ขาดผึง

    จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 44 เจ้าห้ามตายเด็ดขาด

    สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 43 น้ำนิ่งซ่อนคลื่นลม

    จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status