LOGINตอนที่ 4 ชีวิตพังคลืน
รถม้าตรงมาจอดหน้าประตูจวน เซี่ยหลัวเยี่ยนเดินลงมา หยุดยืนบนถนน เตรียมจะเดินเข้าไปด้านใน พลันรู้สึกถึงความผิดปกติ
สายตาชาวบ้านที่จับกลุ่มพูดคุยซุบซิบ และมองมายังนาง ทหารเฝ้ายามครั้นเห็นนางมาถึง รีบเดินเข้ามารายงานทันที
“เรียนคุณหนูใหญ่ ท่านแม่ทัพ บัดนี้ถูกคนของศาลต้าหลี่คุมตัวไปแล้วขอรับ” น้ำเสียงร้อนรนนั้น ย่อมบอกสถานการณ์ได้ว่า ไม่ใช่เรื่องดี
เซี่ยหลัวเยี่ยน ใจพลันเต้นระทึก เหตุพลิกผันนี้รวดเร็วจนไม่อาจตั้งใจรับทัน
หญิงสาวเพียงพยักใบหน้ารับรู้ แต่นิ่งสงบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดของนางได้ ภายในจวน พ่อบ้านและบ่าวรับใช้ ต่างนั่งรอนาง ทุกคนราวกับสิ้นหวัง ทั้งห่วงผู้เป็นนายขณะเดียวกันก็ห่วงตนเอง
“คุณหนูใหญ่ ขอรับ ท่านแม่ทัพถูกคุมตัวไปแล้วขอรับ” พ่อบ้านใบหน้าราวแก่ลงสักสิบปี รีบเอ่ยบอกทันทีที่พบหน้า
“อืม ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องตระหนกไป มีอะไรก็ไปทำเถิด” คุณหนูใหญ่แห่งตระกูล ยังคงวางท่าทีสงบนิ่งไม่หวั่นไหว
ทุกย่างก้าวที่เดินกลับไปยังเรือนตน สมองทุกส่วนต่างครุ่นคิดถึง ใคร? เหตุใด? เมื่อไหร่? ที่เป็นผู้ทำเรื่องนี้
เมื่อนั่งลงแล้ว นิ้วเคาะลงบนโต๊ะ ตั้งแต่นางเดินเข้ามา ทุกคนอยู่หมด ยกเว้น หานกั๋วซินกุนซือข้างกายบิดาเขาหายไป
ภายในห้องที่โปร่งสบาย บัดนี้กลับไม่อาจช่วยให้ใจนางสุขสบายได้ หากบิดาพบจุดจบ นางเองก็ต้องถูกตัดสินไปด้วย ประหารเก้าชั่วโคตร คือโทษหนัก สถานเบานั้นไม่มี เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นาน นางต้องพบจุดจบแสนอนาถอีกเช่นนั้นหรือ
ข้าไม่ยินยอม ใจนางร้องลั่น ใบหน้าผุดพรายไปด้วยเหงื่อ แววตาฉายชัดความเกลียดชัง เดือดดาล
“ใครเป็นผู้ก่อข้าจะให้มันชดใช้” เสียงอาฆาตรอดไรฟัน ในราชสำนักที่การถ่วงดุลอำนาจนั้นสำคัญกว่าความถูกผิด
ความจงรักภักดีของแม่ทัพผู้กุมกำลังชายแดน คือภัยคุกคาม เซี่ยหลัวเยี่ยนค่อย ๆ คิดถึงรายชื่อขุนนางขึ้นมาพิจารณาในใจ ฝ่ายอัครเสนาบดีที่ต้องการลดอำนาจทหาร ราชสกุลที่หวาดกลัวชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยจะกลบรัศมีศาลต้าหลี่เอง ก็คือเครื่องมือแห่งกฎหมายที่ใครบางคนควบคุมไว้ในที่มืด
นี่ต้องไม่ใช่คดีธรรมดา แต่เป็นการกำจัดหมากบนกระดานการเมือง การกล่าวหากบฏคือ ข้อหาอเนกประสงค์ ที่ฆ่าคนทั้งตระกูลโดยมือไม่ต้องเปื้อนเลือด นางยังไม่ทันหาข้อสรุป เสียงข้างนอกก็อึกกะทึกครึกโครม ฝีเท้าหนัก ๆของคนจำนวนมากหยุดที่หน้าประตูเรือน
“ข้าคือคนของศาลต้าหลี่ มาเชิญตัวคุณหนูใหญ่เซี่ย เชิญออกมาเถอะ” เสียงขึงขังหนักแน่นเอ่ยดัง หญิงสาวเปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าเย็นชา
พวกมันไม่คิดจะปล่อยโอกาสในการล้างตระกูลจริง ๆ
“ตามพยานหลักฐาน เซี่ยหลัวเยี่ยนมีความผิด ฐานสมรู้ร่วมคิดกับบิดา ให้นำตัวไปยังศาลต้าหลี่” โซ่เหล็กถูกรัดไปยังข้อมือ เสียงโลหะกระทบกันดังชัดในความเงียบ
นางไม่ได้ดิ้นรน ไม่ร้องขอความยุติธรรม เพราะนางรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำตัวน่าเวทนาเช่นนั้น วินาทีนี้ นางต้องเดินเข้าไปสู่แผนการที่ถูกวางไว้ เพื่อพลิกกระดานด้วยมือตนเอง ไม่ช้าเซี่ยหลัวเยี่ยนก็มาถึงยังคุกศาลต้าหลี่ ตั้งแต่ประตูทางเข้าที่เข้มขลัง กลิ่นอายแห่งการถูกจองจำและโทษทัณฑ์ แผ่รัศมีไปทั่วบริเวณ
หากแต่หญิงสาวยังคงสงบไม่มีท่าทีหวาดกลัว เชิดใบหน้าตั้งคอตรงไม่หวั่นเกรง แม้แต่ผู้คุมยังชื่นชมในขวัญกล้าแข็งของนาง ผู้คนไม่น้อยเพียงก้าวเท้าเข้ามาก็แทบเสียสติ ยิ่งเดินลึกเข้าไปยังชั้นใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวอับทึบหนาแน่น มีเพียงแสงไฟสลัวส่องพอมองเห็น สร้างความอึดอัด ข่มขวัญได้จริง ๆ แต่เซี่ยหลัวเยี่ยนไหนเลยจะมีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ในหัวกำลังตั้งสติทุกย่างก้าวราวกับเดินไปสู่กับดักที่มองไม่เห็น
เสียง ร้องโหยหวน แซ่ที่ฟาดไปบนเนื้อหนัง เลือดซึมแผ่นหลัง ภาพความเจ็บปวดทรมาน
กลิ่นเหม็นเน่า อับชื้นและคาวเลือด ผสมกันจนนางแทบอาเจียน เผลอหลับตาสะกดกลั้นไว้ นางถูกนำตัวมายังห้องที่ลึกที่สุด แต่ที่น่าแปลกคือ ห้องกลับโปร่งโล่ง ไร้กลิ่นสกปรกรบกวน แม้มันจะดูมืดทึมก็ตาม ใจนางพลันฉุกคิด เบื้องหน้าคือ ชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึม คางบุ๋มลึก หากดวงตากลับมีเสน่ห์ เพียงแต่แข็งกระด้าง
ชุดตุลาการศาลต้าหลี่ สีเข้มน้ำเงินตัดดำ ยิ่งขับเน้นความดุดันให้ดวงตาคู่นั้น แม้ใบหน้าชวนมอง แต่รังสีอำมหิตที่ฉายชัด ทำให้ผู้คนคร้ามเกรงมากกว่าน่าหลงใหล
เซี่ยหลัวเยี่ยนประเมิณเขาในใจ ใบหน้านวลเชิดขึ้นเล็กน้อยตามความเคยชิน ดวงตาทรงเสน่ห์ เย้ายวนของนาง มองเขาตรงไม่ปิดบังความคิด
“เจ้าอย่าได้คิดไปไกลเลย ท่านหลิวจิ้งเหยียนของเราไม่เคยหมกมุ่นเรื่องสตรี” ผู้คุมคนหนึ่งเห็นแววตานางจึงเอ่ยทักท้วง หลิวจิ้งเหยียนขมวดคิ้วส่งสายตาไม่พอใจนาง
“เจ้าอย่าคิดมาใช้ลูกไม้ใดที่นี่” น้ำเสียงเข้มดุ เซี่ยหลัวเยี่ยนยกยิ้มหยันผ่อนลมหายใจราวไม่แยแส
“ท่านโยนข้อหาให้ตระกูลข้ามีเจตนาอันใด” นางเอ่ยเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม สิ้นเสียงนาง กล่าวจบ ถ้วยชาได้ลอยลงมาตกกระทบพื้นแตกละเอียดตามแรงอารมณ์
“บังอาจ เจ้ากล้าพูดจาล่วงเกินศาล ต้องการถูกโบยรึ” เซี่ยหลัวเยี่ยนถอยหลบถ้วยชานั้นไปครึ่งก้าว ใบหน้าเข้มบูดบึ้งขึ้นมาแล้วนางเม้มปากส่งสายตาดูแคลน
“เจ้ายังกล้าไม่รับรึ ท่านพ่อเป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ใคร ๆก็รู้ แม้แต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็โปรดปราน อยู่ๆ จะตกมาสู่สภาพเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่มีผู้ใดกลั่นแกล้ง พวกท่านยังไม่แม้แต่มีหลักฐาน ก็ทำการไต่สวนอย่างไม่เป็นธรรม เช่นนี้จะให้ข้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”นางกล่าววาจานิ่งเฉียบ ทุกถ้อยคำ หลิวจิ้งเหยียนมีทีท่านิ่งสงบลง ดวงตาหลุบต่ำเล็กน้อย
‘หึ! นั่นไงเขาเผยมาแล้ว ว่าที่ข้าพูดมีเรื่องจริง’ นางคำนึงในใจชายหนุ่มหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาฉบับหนึ่ง ยื่นให้ผู้คุมข้างกายนำมาให้นาง
‘ท่านพ่อ ข้าต้องการทหารเป็นกองกำลังของตัวเองสักสองร้อยนายเพื่อฝึกเป็นคนของข้าเอง เซี่ยหลัวเยี่ยน’ หญิงสาวยกยิ้มขัน มองบุรุษตรงหน้าด้วยดวงตาท้าทาย ดูแคลน
“นี่คือหลักฐานงั้นหรือ ท่านคิดว่าลายมือลอกเลียนกันไม่ได้รึ” หลิวจิ้งเหยียนใบหน้าเข้มคล้ำหนักขึ้นด้วยความโกรธ
“จับนางทรมานด้วยเครื่องดึงนิ้ว” เขาสั่งเสียงเข้ม
“ในเมื่อเจ้าไม่คิดยอมรับดี ๆ ข้าก็ต้องใช้วิธีที่ให้เจ้ายอมจำนน” ผู้คุมสองคนจับตัวนางไว้ นำเครื่องมือสอดเข้าที่นิ้วเรียวขาวผ่อง
หากแต่ยังไม่ทันดึง ใครคนหนึ่งกลับปรากฏกายขึ้นด้านหลัง หลิวจิ้งเหยียน เขาเพียงนำมือป้องปากกระซิบข้างหู ก่อนจะหลบหายเข้าไปด้านหลังกำแพง ซึ่งนางเองก็เพิ่งสังเกตเห็นฉากเหล็กที่ฉลุลวดลายมังกรทรงกลมขนาดใหญ่ สีดำสนิทนั้น
หลิวจิ้งเหยียน หันกลับมามองเซี่ยหลัวเยี่ยนอีกครั้ง
“หากเจ้ายอมรับ ยังมีทางรอด” หญิงสาวมิได้สนใจบุรุษตรงหน้า ในใจกลับคิดแผนที่จะดูบุคคลเบื้องหลังฉากกั้นนั่น
ริมฝีปากยกยิ้มของนางหยดย้อย สองมือแม้ถูกโซ่ตรวนคล้องอยู่กลับไม่ได้ลดทอนความงามผ่องของนางได้
“ได้สิ และข้ายังมีเรื่องอยากบอกท่านแบบได้ยินแค่เราสองคน” นางเอ่ยต่อรอง
หลิวจิ้งเหยียนมีท่าทีลังเล แต่เมื่อนึกถึงคำของคนหลังฉากจึงตัดสินใจพยักหน้าอนุญาต เซี่ยหลัวเยี่ยนไม่รีบร้อน นางเดินเยื้องย่างราวกวางน้อยดวงหน้าพริ้มเพรา มองไปยังหลิวจิ้งเหยียนด้วยรอยยิ้มบาง
นางเว้นระยะห่างเพียงฝ่ามือป้อง แสร้งชิดกายเทียบไหล่จนหลิวจิ้งเหยียนได้กลิ่นกายหอม สายตาหวานกลับจ้องมองทะลุเข้าไปยังรอยฉลุเบื้องหน้า สบสายตาเข้ากับดวงเนตรหนึ่งที่เย็นชา สองสายตาผสานกันเสี้ยววินาที ประเมินกันและกันเสียงหวานแผ่วเบาเอื้อนเอ่ย
“ท่านก็แค่หมารับใช้”
ร่างบางถอยห่างโดยค่อย ๆละสายตาจากช่องฉลุ หันหลังเดินกลับไปยืนยังจุดเดิมพร้อมรอยยิ้มไม่สนโลก
หลิวจิ้งเหยียนกรุ่นโกรธจนต้องทุบโต๊ะ ยกมือชี้หน้า หากแต่ติดที่ผู้อยู่หลังฉากเหล็กทำให้คำพูดติดที่ริมฝีปากเขา
ผู้อยู่หลังฉาก ยกยิ้มริมฝีปากพึงพอใจ กระดิกนิ้วให้ผู้อยู่ข้างกายเข้ามาใกล้ เขากระซิบแผ่วเบา หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นเดินตรงออกไปยังด้านหลังห้อง ประตูลับจึงเปิดออก เขาก้าวออกไปแล้ว ขณะที่หญิงสาวได้มองไปยังฉากเหล็กลายมังกรอย่าง
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห







