Home / รักโบราณ / ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท / ตอนที่ 6 เรือนบ้านรองสกุลเซี่ย

Share

ตอนที่ 6 เรือนบ้านรองสกุลเซี่ย

last update Last Updated: 2026-01-14 20:10:18

ตอนที่ 6 เรือนบ้านรองสกุลเซี่ย

เรือนบ้านรองสกุลเซี่ยตั้งอยู่ในเงาของจวนใหญ่ ราวกับถูกออกแบบมาให้รู้ตำแหน่งของตนตั้งแต่แรกเริ่ม

ไม่โดดเด่น ไม่อหังการ และไม่ควรดึงสายตาผู้ใดมากเกินจำเป็น

ฐานะของเจ้าบ้านก็เช่นเดียวกัน

เซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีฝ่ายกรมคลัง

เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของแม่ทัพใหญ่เซี่ย หากแต่มิได้ถือกำเนิดจากมารดาเดียวกัน

มารดาของเขาเป็นเพียงอนุภรรยา ตำแหน่งจึงต้องอ่อนน้อมกว่าฮูหยินเอกตั้งแต่ยังไม่เอ่ยคำใด

และในฐานะน้องชาย ความโดดเด่นทั้งมวลย่อมไม่อาจเทียบเคียงพี่ชายได้

เมื่อพี่ชายเป็นแม่ทัพ เขาจึงต้องเป็นบัณฑิต

เลือกเส้นทางที่ดูสุภาพ สงบ และไม่คุกคาม

เรือนของบ้านรองจึงถูกสร้างอย่างเหมาะสมพอดี

ไม่เล็กจนดูถูก ไม่ใหญ่จนล้ำหน้า

ยามสนธยา เงาอาคารไม้สีเข้มตั้งเรียงอย่างเรียบร้อย รูปทรงเรียบง่าย เส้นสายตรงไปตรงมา

ไร้การขลิบทองหรือสีฉูดฉาด หลังคากระเบื้องวางต่ำกว่าจวนใหญ่เล็กน้อย

ราวกับยอมก้มหัวให้โดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ยสั่ง

ลานเรือนปูด้วยหินธรรมดา พื้นที่แคบกว่าลานหลักของตระกูล หญ้าเขียวขึ้นเป็นหย่อม ๆ

ไม่ได้ถูกตัดแต่งประณีตราวงานศิลป์ หากแต่สะอาดและเป็นระเบียบพอสมควร ไม้ดอกปลูกเพียงไม่กี่ชนิด

สีไม่จัดจ้าน ออกดอกตามฤดูกาล ไม่เร่ง ไม่เด่น และไม่แย่งสายตาใคร

ภายในเรือน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้หนังสือทำจากไม้เนื้อดีแต่ปราศจากลวดลายฟุ่มเฟือยล้วนเพื่อเน้นการใช้งาน

ห้องหนังสือของเขาเต็มไปด้วยตำราการคลัง บัญชี ภาษี และกฎหมาย

มากกว่าพิชัยสงครามหรืออาวุธประดับผนัง ทุกสิ่งสะท้อนตัวตนของบัณฑิตผู้ขยันขันแข็ง

สร้างผลงานในที่แจ้งด้วยความรอบคอบ

ทว่าใต้ความเรียบง่ายนั้น กลับซ่อนความตึงเครียดเงียบงัน

นี่คือเรือนของผู้ที่รู้ดีว่า การเมืองมิได้ขึ้นอยู่กับผลงานเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับว่า ยืนอยู่ข้างใคร และ

ถูกมองว่าเป็นคนของใคร

เขาจึงต้องอ่อนน้อม

ต้องทำให้บ้านรองดูด้อยกว่าจวนใหญ่เสมอ

มิใช่เพราะเป็นคนดี มีคุณธรรม หรือยอมรับชะตา

หากแต่เพราะ เขายังไม่อาจกำจัดพี่ชายให้พ้นทางได้

ตราบใดที่แม่ทัพใหญ่ยังยืนอยู่ เขาย่อมต้องถอยหนึ่งก้าว ซ่อนคมดาบไว้หลังคราบหมึกและพู่กัน

ปล่อยให้เรือนของตนดูสงบ เรียบง่าย และไม่เป็นภัย

เพื่อให้ในวันที่เขายิ่งใหญ่

ไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่า ความทะเยอทะยานนั้น

ได้เติบโตขึ้นในเงาเงียบของเรือนบ้านรองแห่งนี้มานานเพียงใด

รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นบนใบหน้านิ่งสงบนั้น แววตาฉาบวาบขึ้นราวสะใจ

เซี่ยอวี้เทียนกบฏ! ข่าวนี้ทำให้เขารู้ดีว่า หนทางข้างหน้าอีกไม่ไกลแล้ว

พี่ชายใหญ่ของเขากำลังพังพินาศราวกับอาคารที่ถูกทุบฐานราก แน่นอนว่าในฐานะบ้านรอง

เขาย่อมต้องติดร่างแหโทษประหารเก้าชั่วโคตร

แต่เขามีหรือจะโง่ยอมตายง่ายๆ

 แสงอรุณอาบทอท้องฟ้า ชาวบ้านธรรมดาต่างออกหากิน สรรพสัตว์ขยับเคลื่อนไหว

หากโลกนี้เรียบง่ายเฉกเช่นท้องนภา สายนที ไหนเลยจะเกิดเฉดสีหลายหลากดั่งใจคน

วังหลวงโอ่อ่ากว้างใหญ่ เหล่าขันที ข้าหลวงต่างปฏิบัติตัวเช่นทุกวันดั่งฟันเฟือง

เหล่าขุนนางต่างเตรียมเข้าเฝ้าตามปกติ เซี่ยอวี้เฉิงแต่งกายสะอาดเรียบร้อย สีหน้าแววตาราวกุมความทุกข์ไว้แน่นอก

ขุนนางหลายคนยืนดูห่าง ๆ สีหน้าห่วงใยแต่ไม่กล้าเข้าไปทักทาย การเมืองก็เป็นเช่นนี้

มีบ้างบางคนเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ

จนเมื่อเหล่าขุนนางรวมตัวกันที่ท้องพระโรง จัดระเบียบแถวยืนรอเฝ้ารับเสด็จออกว่าราชการ

ฮ่องเต้ทรงพระดำเนินมาประทับนั่งบนพระแท่นบัลลังก์มังกร ฉลองพระองค์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงสว่างอย่างสง่างาม หากความสง่านั้นกลับไม่อาจปิดบังความว่างเปล่าในแววพระเนตรได้ ดวงตาคู่นั้นทอดมองเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี หมื่น ๆ ปี” เสียงพร้อมเพรียงกันของเหล่าขุนนางยังคงก้องอยู่ในท้องพระโรง ก่อนจะค่อย ๆ จางหาย

เหลือเพียงความเงียบที่ทอดยาว

ฮ่องเต้ประทับนิ่ง พระเนตรกะพริบช้า ๆ ราวกับกำลังรวบรวมความคิดที่ไม่ค่อยรวมตัวกันนัก

พระหัตถ์ที่วางบนพนักขยับเล็กน้อยแล้วก็หยุด

“เอ่อ...” พระสุรเสียงต่ำแผ่วดังขึ้นอย่างไม่มั่นใจ

เหล่าขุนนางเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกันสายพระเนตรของฮ่องเต้กลับเหลือบแลไปทางอัครเสนาบดีโดยไม่รู้ตัว

ชายผู้นั้นก้าวออกมาด้านหน้า ประสานมือคำนับด้วยท่าทางมั่นใจพร้อมเอ่ยรายงานขึ้นอย่างเช่นทุกครั้ง

“วันนี้มีเรื่องสำคัญหลายประการที่ต้องทูลถวายให้ทรงพิจารณาพะย่ะค่ะ”อัครเสนาบดีกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“เริ่มจากรายงานเรื่อง ศาลต้าหลี่ควบคุมตัวแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนในข้อหา กบฏ”

ฮ่องเต้พยักหน้าทันที ราวกับโล่งพระทัยที่มีคนเริ่มต้นแทน “อืม..เช่นนั้นก็ว่ามาเถิด”

รับสั่งเสร็จพลางเอนพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย พระหัตถ์เท้าพนักมั่น

เมื่ออัครเสนาบดีทูลรายงานจบ ทั่วทั้งท้องพระโรงกลับเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปยังบัลลังก์ รอคอยพระราชดำรัส

ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์ แววพระเนตรสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะตรัสขึ้นว่า

“เรื่องนี้ ท่านอัครเสนาบดีเห็นว่าอย่างไร”

อัครเสนาบดีโค้งคำนับอีกครั้ง ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มกล่าวความเห็นของตนอย่างละเอียด

“ศาลต้าหลี่ได้พบหลักฐานว่า แม่ทัพเซี่ยเหิมเกริม ซ่องสุมกำลังทหารไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังมอบทหารจำนวนหนึ่งให้ธิดาของตนเพื่อปกป้องและใช้งานพะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ฟังโดยไม่ขัด ไม่ซักถาม ฟังคำถวายรายงานอย่างตั้งใจ

ตุ๊บ! เซี่ยอวี้เฉิงก้าวออกมายังด้านหน้า ทั้งคุกเข่า มือประสานด้วยความร้อนรน

“ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา พี่ชายของกระหม่อมซื่อสัตย์ ภักดีต่อราชบัลลังก์ ขอพระองค์ทรงตรวจสอบด้วยพะย่ะค่ะ”เสียงอ้อนวอน ใบหน้าเศร้าสร้อย แววตาทุกข์ระทมราวกับไม่ได้นอนทั้งคืนของเขา

ถึงกับทำให้ขุนนางหลายคนเห็นใจ เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่คือความเป็นความตายทั้งตระกูล

อัครเสนาบดีเดินออกมาก้าวหนึ่ง โค้งคำนับ หากแววตาสีหน้ามั่นคง เอ่ยเสียงหนักแน่น

“ฝ่าบาทเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระหม่อมเห็นสมควรว่าให้ศาลต้าหลี่ทำหน้าที่ตัดสินคดี โดยมิให้ผู้ใดแทรกแซงจะดีกว่าพะย่ะค่ะ”

สิ้นคำกล่าวแววตาของเซี่ยอวี้เฉิง กลับหมองหม่นลงหลายส่วน

ขุนนางระดับรองอัครเสนาบดีผู้หนึ่ง ก้าวออกมาหน้าพระพักตร์ โค้งคำนับกล่าว

“หม่อมฉันเห็นว่าความผิดนี้ แม่ทัพเซี่ยและธิดาเป็นผู้ก่อ มิควรต้องให้ความผิดนั้นถึงกับประหารเก้าชั่วโคตร ขอพระเมตตาให้กับท่านกรมคลังเซี่ยด้วยเถิดพะย่ะค่ะ”

สิ้นคำบังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยมุมมองที่ต่างกัน แต่เมื่อเห็นแก่ความดีของกรมคลังเซี่ยอวี้เฉิงแล้ว ต่างพากันเงียบลง

“ทูลฝ่าบาท ท่านกรมคลังเซี่ยแม้เกิดในตระกูลเดียวกันกับแม่ทัพเซี่ย แต่ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์ หากต้องถูกประหารทั้งตระกูล เกรงว่าจะกระทบต่อราชบัลลังก์นะพะย่ะค่ะ”ขุนนางผู้หนึ่งกล่าว

อัครเสนาบดีเหลือบมองเซี่ยอวี้เฉิงแว่บหนึ่งริมฝีปากยกยิ้มบาง ส่งสายตาให้เฉกเช่นรู้กันดี

เซี่ยอวี้เฉิงส่ายศรีษะเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วย

“หม่อมฉันมิได้กลัวสิ่งใด ขอเพียงแต่ให้ท่านพี่ได้มีโอกาสยืนยันความบริสุทธิ์พะย่ะค่ะ”

ขุนนางที่เห็นใจ รีบเอ่ยกับเขาประหนึ่งตักเตือน

“ท่านอวี้เฉิง เรื่องนี้ก็ต้องให้ศาลต้าหลี่เป็นผู้ตัดสินเถิด หากท่านดึงดันจะทำให้ฝ่าบาทลำบากพระทัย จะมีโทษหนักได้นะ พอเถิด” สิ้นคำกล่าว เกิดเสียงสนับสนุนขึ้นมากมาย

เซี่ยอวี้เฉิงมองไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาแดงช้ำคล้ายมีหยาดน้ำตา แต่เมื่อทุกคนทัดทานเช่นนี้เขาจำต้องลุกขึ้นเดินคอตกกลับเข้ายืนประจำที่

อัครเสนาบดีเห็นเขายอมจำนนแล้ว จึงก้าวออกมา ก่อนจะเริ่มกล่าวความเห็นของตน

“ทูลฝ่าบาท ถึงแม้กรมคลังเซี่ยอวี้เฉิงจะเกิดในตระกูลเซี่ย แต่ด้วยทำคุณต่อบ้านเมือง จึงควรแยกจากความผิดของแม่ทัพเซี่ยพะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์เล็กน้อยราวกำลังตัดสินพระทัย

“อืม เรื่องนี้ ก็ให้เป็นไปตามที่ท่านอัครเสนาบดีว่าเถิด”

พระองค์ทรงไม่คัดค้านสิ่งใดเพราะเมื่อคืนก่อน ฮองเฮาได้รายงานเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบแล้วและก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่อัครเสนาบดีพูดทุกประการ พระองค์จึงมิต้องเหนื่อยสมองคิดอีก

รับสั่งสั้น ๆ ของพระองค์นั้นทำให้เหล่าขุนนางก้มศีรษะรับบัญชา ทว่าในความเงียบสงบนั้น ทุกคนล้วนตระหนักตรงกันว่า ความคิดของพระองค์เป็นเพียงเงาสะท้อนของผู้ชี้นำที่ยืนอยู่เบื้องล่าง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ หัวใจพันธนาการ 2

    ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 28 ใต้แสงจันทร์ หัวใจแห่งพันธนาการ 1

    ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 26 ฟ้าหลังฝน

    เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

    ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

    เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status