Mag-log inตอนที่ 6 เรือนบ้านรองสกุลเซี่ย
เรือนบ้านรองสกุลเซี่ยตั้งอยู่ในเงาของจวนใหญ่ ราวกับถูกออกแบบมาให้รู้ตำแหน่งของตนตั้งแต่แรกเริ่ม
ไม่โดดเด่น ไม่อหังการ และไม่ควรดึงสายตาผู้ใดมากเกินจำเป็น
ฐานะของเจ้าบ้านก็เช่นเดียวกัน
เซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีฝ่ายกรมคลัง
เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของแม่ทัพใหญ่เซี่ย หากแต่มิได้ถือกำเนิดจากมารดาเดียวกัน
มารดาของเขาเป็นเพียงอนุภรรยา ตำแหน่งจึงต้องอ่อนน้อมกว่าฮูหยินเอกตั้งแต่ยังไม่เอ่ยคำใด
และในฐานะน้องชาย ความโดดเด่นทั้งมวลย่อมไม่อาจเทียบเคียงพี่ชายได้
เมื่อพี่ชายเป็นแม่ทัพ เขาจึงต้องเป็นบัณฑิต
เลือกเส้นทางที่ดูสุภาพ สงบ และไม่คุกคาม
เรือนของบ้านรองจึงถูกสร้างอย่างเหมาะสมพอดี
ไม่เล็กจนดูถูก ไม่ใหญ่จนล้ำหน้า
ยามสนธยา เงาอาคารไม้สีเข้มตั้งเรียงอย่างเรียบร้อย รูปทรงเรียบง่าย เส้นสายตรงไปตรงมา
ไร้การขลิบทองหรือสีฉูดฉาด หลังคากระเบื้องวางต่ำกว่าจวนใหญ่เล็กน้อย
ราวกับยอมก้มหัวให้โดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ยสั่ง
ลานเรือนปูด้วยหินธรรมดา พื้นที่แคบกว่าลานหลักของตระกูล หญ้าเขียวขึ้นเป็นหย่อม ๆ
ไม่ได้ถูกตัดแต่งประณีตราวงานศิลป์ หากแต่สะอาดและเป็นระเบียบพอสมควร ไม้ดอกปลูกเพียงไม่กี่ชนิด
สีไม่จัดจ้าน ออกดอกตามฤดูกาล ไม่เร่ง ไม่เด่น และไม่แย่งสายตาใคร
ภายในเรือน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้หนังสือทำจากไม้เนื้อดีแต่ปราศจากลวดลายฟุ่มเฟือยล้วนเพื่อเน้นการใช้งาน
ห้องหนังสือของเขาเต็มไปด้วยตำราการคลัง บัญชี ภาษี และกฎหมาย
มากกว่าพิชัยสงครามหรืออาวุธประดับผนัง ทุกสิ่งสะท้อนตัวตนของบัณฑิตผู้ขยันขันแข็ง
สร้างผลงานในที่แจ้งด้วยความรอบคอบ
ทว่าใต้ความเรียบง่ายนั้น กลับซ่อนความตึงเครียดเงียบงัน
นี่คือเรือนของผู้ที่รู้ดีว่า การเมืองมิได้ขึ้นอยู่กับผลงานเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับว่า ยืนอยู่ข้างใคร และ
ถูกมองว่าเป็นคนของใคร
เขาจึงต้องอ่อนน้อม
ต้องทำให้บ้านรองดูด้อยกว่าจวนใหญ่เสมอ
มิใช่เพราะเป็นคนดี มีคุณธรรม หรือยอมรับชะตา
หากแต่เพราะ เขายังไม่อาจกำจัดพี่ชายให้พ้นทางได้
ตราบใดที่แม่ทัพใหญ่ยังยืนอยู่ เขาย่อมต้องถอยหนึ่งก้าว ซ่อนคมดาบไว้หลังคราบหมึกและพู่กัน
ปล่อยให้เรือนของตนดูสงบ เรียบง่าย และไม่เป็นภัย
เพื่อให้ในวันที่เขายิ่งใหญ่
ไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่า ความทะเยอทะยานนั้น
ได้เติบโตขึ้นในเงาเงียบของเรือนบ้านรองแห่งนี้มานานเพียงใด
รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นบนใบหน้านิ่งสงบนั้น แววตาฉาบวาบขึ้นราวสะใจ
เซี่ยอวี้เทียนกบฏ! ข่าวนี้ทำให้เขารู้ดีว่า หนทางข้างหน้าอีกไม่ไกลแล้ว
พี่ชายใหญ่ของเขากำลังพังพินาศราวกับอาคารที่ถูกทุบฐานราก แน่นอนว่าในฐานะบ้านรอง
เขาย่อมต้องติดร่างแหโทษประหารเก้าชั่วโคตร
แต่เขามีหรือจะโง่ยอมตายง่ายๆ
แสงอรุณอาบทอท้องฟ้า ชาวบ้านธรรมดาต่างออกหากิน สรรพสัตว์ขยับเคลื่อนไหว
หากโลกนี้เรียบง่ายเฉกเช่นท้องนภา สายนที ไหนเลยจะเกิดเฉดสีหลายหลากดั่งใจคน
วังหลวงโอ่อ่ากว้างใหญ่ เหล่าขันที ข้าหลวงต่างปฏิบัติตัวเช่นทุกวันดั่งฟันเฟือง
เหล่าขุนนางต่างเตรียมเข้าเฝ้าตามปกติ เซี่ยอวี้เฉิงแต่งกายสะอาดเรียบร้อย สีหน้าแววตาราวกุมความทุกข์ไว้แน่นอก
ขุนนางหลายคนยืนดูห่าง ๆ สีหน้าห่วงใยแต่ไม่กล้าเข้าไปทักทาย การเมืองก็เป็นเช่นนี้
มีบ้างบางคนเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ
จนเมื่อเหล่าขุนนางรวมตัวกันที่ท้องพระโรง จัดระเบียบแถวยืนรอเฝ้ารับเสด็จออกว่าราชการ
ฮ่องเต้ทรงพระดำเนินมาประทับนั่งบนพระแท่นบัลลังก์มังกร ฉลองพระองค์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงสว่างอย่างสง่างาม หากความสง่านั้นกลับไม่อาจปิดบังความว่างเปล่าในแววพระเนตรได้ ดวงตาคู่นั้นทอดมองเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี หมื่น ๆ ปี” เสียงพร้อมเพรียงกันของเหล่าขุนนางยังคงก้องอยู่ในท้องพระโรง ก่อนจะค่อย ๆ จางหาย
เหลือเพียงความเงียบที่ทอดยาว
ฮ่องเต้ประทับนิ่ง พระเนตรกะพริบช้า ๆ ราวกับกำลังรวบรวมความคิดที่ไม่ค่อยรวมตัวกันนัก
พระหัตถ์ที่วางบนพนักขยับเล็กน้อยแล้วก็หยุด
“เอ่อ...” พระสุรเสียงต่ำแผ่วดังขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
เหล่าขุนนางเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกันสายพระเนตรของฮ่องเต้กลับเหลือบแลไปทางอัครเสนาบดีโดยไม่รู้ตัว
ชายผู้นั้นก้าวออกมาด้านหน้า ประสานมือคำนับด้วยท่าทางมั่นใจพร้อมเอ่ยรายงานขึ้นอย่างเช่นทุกครั้ง
“วันนี้มีเรื่องสำคัญหลายประการที่ต้องทูลถวายให้ทรงพิจารณาพะย่ะค่ะ”อัครเสนาบดีกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“เริ่มจากรายงานเรื่อง ศาลต้าหลี่ควบคุมตัวแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนในข้อหา กบฏ”
ฮ่องเต้พยักหน้าทันที ราวกับโล่งพระทัยที่มีคนเริ่มต้นแทน “อืม..เช่นนั้นก็ว่ามาเถิด”
รับสั่งเสร็จพลางเอนพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย พระหัตถ์เท้าพนักมั่น
เมื่ออัครเสนาบดีทูลรายงานจบ ทั่วทั้งท้องพระโรงกลับเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปยังบัลลังก์ รอคอยพระราชดำรัส
ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์ แววพระเนตรสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะตรัสขึ้นว่า
“เรื่องนี้ ท่านอัครเสนาบดีเห็นว่าอย่างไร”
อัครเสนาบดีโค้งคำนับอีกครั้ง ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มกล่าวความเห็นของตนอย่างละเอียด
“ศาลต้าหลี่ได้พบหลักฐานว่า แม่ทัพเซี่ยเหิมเกริม ซ่องสุมกำลังทหารไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังมอบทหารจำนวนหนึ่งให้ธิดาของตนเพื่อปกป้องและใช้งานพะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ฟังโดยไม่ขัด ไม่ซักถาม ฟังคำถวายรายงานอย่างตั้งใจ
ตุ๊บ! เซี่ยอวี้เฉิงก้าวออกมายังด้านหน้า ทั้งคุกเข่า มือประสานด้วยความร้อนรน
“ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา พี่ชายของกระหม่อมซื่อสัตย์ ภักดีต่อราชบัลลังก์ ขอพระองค์ทรงตรวจสอบด้วยพะย่ะค่ะ”เสียงอ้อนวอน ใบหน้าเศร้าสร้อย แววตาทุกข์ระทมราวกับไม่ได้นอนทั้งคืนของเขา
ถึงกับทำให้ขุนนางหลายคนเห็นใจ เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่คือความเป็นความตายทั้งตระกูล
อัครเสนาบดีเดินออกมาก้าวหนึ่ง โค้งคำนับ หากแววตาสีหน้ามั่นคง เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ฝ่าบาทเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระหม่อมเห็นสมควรว่าให้ศาลต้าหลี่ทำหน้าที่ตัดสินคดี โดยมิให้ผู้ใดแทรกแซงจะดีกว่าพะย่ะค่ะ”
สิ้นคำกล่าวแววตาของเซี่ยอวี้เฉิง กลับหมองหม่นลงหลายส่วน
ขุนนางระดับรองอัครเสนาบดีผู้หนึ่ง ก้าวออกมาหน้าพระพักตร์ โค้งคำนับกล่าว
“หม่อมฉันเห็นว่าความผิดนี้ แม่ทัพเซี่ยและธิดาเป็นผู้ก่อ มิควรต้องให้ความผิดนั้นถึงกับประหารเก้าชั่วโคตร ขอพระเมตตาให้กับท่านกรมคลังเซี่ยด้วยเถิดพะย่ะค่ะ”
สิ้นคำบังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยมุมมองที่ต่างกัน แต่เมื่อเห็นแก่ความดีของกรมคลังเซี่ยอวี้เฉิงแล้ว ต่างพากันเงียบลง
“ทูลฝ่าบาท ท่านกรมคลังเซี่ยแม้เกิดในตระกูลเดียวกันกับแม่ทัพเซี่ย แต่ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์ หากต้องถูกประหารทั้งตระกูล เกรงว่าจะกระทบต่อราชบัลลังก์นะพะย่ะค่ะ”ขุนนางผู้หนึ่งกล่าว
อัครเสนาบดีเหลือบมองเซี่ยอวี้เฉิงแว่บหนึ่งริมฝีปากยกยิ้มบาง ส่งสายตาให้เฉกเช่นรู้กันดี
เซี่ยอวี้เฉิงส่ายศรีษะเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วย
“หม่อมฉันมิได้กลัวสิ่งใด ขอเพียงแต่ให้ท่านพี่ได้มีโอกาสยืนยันความบริสุทธิ์พะย่ะค่ะ”
ขุนนางที่เห็นใจ รีบเอ่ยกับเขาประหนึ่งตักเตือน
“ท่านอวี้เฉิง เรื่องนี้ก็ต้องให้ศาลต้าหลี่เป็นผู้ตัดสินเถิด หากท่านดึงดันจะทำให้ฝ่าบาทลำบากพระทัย จะมีโทษหนักได้นะ พอเถิด” สิ้นคำกล่าว เกิดเสียงสนับสนุนขึ้นมากมาย
เซี่ยอวี้เฉิงมองไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาแดงช้ำคล้ายมีหยาดน้ำตา แต่เมื่อทุกคนทัดทานเช่นนี้เขาจำต้องลุกขึ้นเดินคอตกกลับเข้ายืนประจำที่
อัครเสนาบดีเห็นเขายอมจำนนแล้ว จึงก้าวออกมา ก่อนจะเริ่มกล่าวความเห็นของตน
“ทูลฝ่าบาท ถึงแม้กรมคลังเซี่ยอวี้เฉิงจะเกิดในตระกูลเซี่ย แต่ด้วยทำคุณต่อบ้านเมือง จึงควรแยกจากความผิดของแม่ทัพเซี่ยพะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์เล็กน้อยราวกำลังตัดสินพระทัย
“อืม เรื่องนี้ ก็ให้เป็นไปตามที่ท่านอัครเสนาบดีว่าเถิด”
พระองค์ทรงไม่คัดค้านสิ่งใดเพราะเมื่อคืนก่อน ฮองเฮาได้รายงานเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบแล้วและก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่อัครเสนาบดีพูดทุกประการ พระองค์จึงมิต้องเหนื่อยสมองคิดอีก
รับสั่งสั้น ๆ ของพระองค์นั้นทำให้เหล่าขุนนางก้มศีรษะรับบัญชา ทว่าในความเงียบสงบนั้น ทุกคนล้วนตระหนักตรงกันว่า ความคิดของพระองค์เป็นเพียงเงาสะท้อนของผู้ชี้นำที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
“เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส
ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน
อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์
จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก
สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน
จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ







