LOGINบทที่ 2
จับโป๊ะคุณหนูจอมซน
คุณหนูใหญ่จวนเสนาบดีการคลังตระกูลหวัง เป็นที่กล่าวขานในเมืองหลวงว่าเป็นสตรีลึกลับ ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงมาก่อน เนื่องจากนางไม่เคยปรากฏตัวในงานสังสรรค์หรือคบค้าสมาคมกับบุตรีจวนใด ข่าวลือหนาหูต่างเล่าลือกันไปว่า ตอนเด็กนางป่วยหนักจนเสียโฉม มีแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวบนใบหน้า จึงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในจวน
ทว่าความจริงแล้ว... คนในจวนตระกูลหวังต่างรู้ดีที่สุด ว่าคุณหนูใหญ่ ‘หวังเข้อซิง’ นั้น มีรูปโฉมงดงามดุจเทพธิดาจำแลง!
ดวงตากลมโตหงส์สุกสกาวดั่งดวงดารา เรือนผมดำขลับดุจน้ำหมึก ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดไร้รอยตำหนิ ยิ่งเติบโต นางก็ยิ่งงดงามละม้ายคล้ายคลึงกับมารดาที่ล่วงลับไปแล้วไม่มีผิดเพี้ยน นี่จึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ท่านเสนาบดีหวัง ผู้เป็นบิดาเกิดอาการ หวงลูกสาวขั้นวิกฤต ไม่ยอมให้นางออกไปพบปะผู้คน หากจะออกจากจวนก็ต้องสวมผ้าคลุมหน้าหรือหน้ากากปกปิดความงดงามนั้นไว้เสมอ
แต่ความหวงแหนของบิดา ก็มิอาจต้านทานรับสั่งของโอรสสวรรค์ได้...
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
เสียงใสกังวานดังขึ้น พร้อมกับร่างอรชรที่วิ่งเข้ามากอดแขนผู้เป็นบิดาแล้วแกว่งไปมาอย่างออดอ้อน
“ท่านพ่อคิดหาทางออกให้ข้าได้หรือยังเจ้าคะ ข้ายังไม่อยากแต่งงานออกเรือนไปกับแม่ทัพจอมโหดผู้นั้นนะ ท่านพ่อต้องช่วยข้านะเจ้าคะ!”
ท่านเสนาบดีหวังลูบศีรษะบุตรีสุดที่รักด้วยความเอ็นดูระคนหนักใจ พลางลอบตัดพ้อฮ่องเต้อยู่ในใจ ‘ฝ่าบาทนะฝ่าบาท ท่านก็เอ็นดูเข้อซิงของข้าแท้ๆ เหตุใดจึงจับคู่ลูกสาวแสนน่ารักของข้า ให้ไปตกระกำลำบากกับบุรุษหยาบกระด้างที่วันๆ เอาแต่สู้รบฆ่าฟันอย่างลี่เจียวเจี๋ยกันเล่า!’
“ลูกรัก ครั้งนี้พ่อคงช่วยเจ้าไม่ได้จริงๆ เพราะเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทโดยตรง แต่เจ้าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป สัญญานี้ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่ชัด พ่อจะลองหาโอกาสทูลเกล้าฯ ขอความเมตตาอีกครั้ง”
ในขณะที่หวังเข้อซิงกำลังขมวดคิ้วใช้ความคิดเพื่อหาทางรอดอยู่นั้น บ่าวรับใช้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานว่า มีเทียบสารจากจวนแม่ทัพลี่ส่งมาถึง แจ้งว่า ‘คุณชายใหญ่ลี่เจียวเจี๋ย ขอมาเยือนจวนตระกูลหวังในยามเช้าวันพรุ่งนี้’
เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตากลมโตของคุณหนูใหญ่ก็ทอประกายวิบวับขึ้นมาทันที... เป็นประกายตาที่คนทั้งจวนรู้ดีว่า ‘คุณหนูจอมซนกำลังจะแผลงฤทธิ์อีกแล้ว!’
ยามเช้าตรู่วันถัดมา ขบวนม้าศึกหลายสิบตัวก็ควบตะบึงมาหยุดลงที่หน้าประตูจวนตระกูลหวัง
เหล่าบุรุษบนหลังม้าล้วนสวมชุดเกราะสีดำทะมึน แผ่รังสีอำมหิตจนทหารยามหน้าจวนถึงกับลอบกลืนน้ำลาย โดยเฉพาะบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นำหน้าขบวน เขาสวมหน้ากากเหล็กปิดบังใบหน้า แผ่กลิ่นอายความอันตรายจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
“เชิญคุณชายใหญ่ลี่ไปพักผ่อนที่โถงรับรองก่อนขอรับ ข้าจะให้คนไปแจ้งคุณหนูว่าท่านมาถึงแล้ว” ทหารยามกล่าวเสียงสั่น ก่อนจะเดินนำกลุ่มแขกผู้มาเยือนเข้าไปด้านใน
ทว่าในจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกต บุรุษร่างสูงใหญ่ที่สุดในกลุ่มกลับเบี่ยงตัวหลบฉาก เล็ดลอดหายเข้าไปในสวนดอกไม้ของจวนตระกูลหวังอย่างเงียบเชียบเพื่อสอดแนมลาดเลา
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านเรือนปีกซ้าย หวังเข้อซิงกำลังจัดการจับ ‘อามี่’ สาวใช้คนสนิทมาสวมชุดหรูหราของตนและคลุมหน้าไว้
“เจ้าต้องสวมรอยเป็นข้าชั่วคราว ข้าจะปลอมเป็นบ่าวเดินตามไปเอง ข้าอยากจะเห็นนักว่าบุรุษผู้นี้มีนิสัยใจคอเช่นไร!”
หวังเข้อซิงยิ้มกริ่ม จัดแจงเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสาวใช้ ทว่าด้วยความรีบร้อนและคิดว่าคงไม่มีคนนอกเข้ามาถึงสวนด้านใน นางจึงลืมใช้ผ้าปิดบังใบหน้าของตนเองก่อนออกจากห้องไปเสียสนิท
ขบวนของหญิงสาวเดินเรียงรายลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้ โดยมีหวังเข้อซิงในคราบสาวใช้เดินแทรกอยู่กลางขบวน
ลี่เจียวเจี๋ยที่หลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ริมสระบัว ชะงักงันเมื่อเห็นกลุ่มสตรีเดินผ่านมา สายตาของเขาไม่ได้สนใจสตรีชุดหรูหราที่เดินนำหน้า ทว่ากลับถูกดึงดูดด้วย ‘สาวใช้’ คนที่สองที่มีใบหน้างดงามดุจเทพธิดา ท่วงท่าการเดินแต่ละย่างก้าวมั่นคงและสง่างามเกินกว่าจะเป็นเพียงบ่าว
และจังหวะที่นางหันหน้ามา หัวใจของแม่ทัพหนุ่มก็เต้นกระหน่ำดั่งกลองศึก! ดวงตาหงส์คู่นั้น ดวงตาคู่เดียวกับสตรีชุดแดงในงานเทศกาลโคมไฟที่ปล้นหัวใจเขาไป!
‘ที่แท้ก็อยู่ที่นี่เอง...’ ลี่เจียวเจี๋ยคิดในใจอย่างมาดหมาย แววตาคมกริบทอประกายคลั่งรักอย่างไม่ปิดบัง ‘ต่อให้นางจะเป็นเพียงสาวใช้ในจวนแห่งนี้ ข้าก็จะเอาตัวนางมาเป็นฮูหยินของข้าให้จงได้! ในเมื่อนางคือสาวใช้ วันนี้ข้าก็จะเข้าไปยกเลิกงานแต่งกับคุณหนูหวังให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!’
ชายหนุ่มตอกย้ำปณิธานในใจ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ลอบเดินตามขบวนนั้นไปที่โถงรับรอง
บริเวณหน้าโถงใหญ่ หวังเข้อซิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมพรางหน้า จึงรีบดึงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาผูกปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน
เมื่อเข้าสู่โถงรับรอง ‘อามี่’ ในชุดหรูหราเดินไปนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของคุณหนู ส่วน ‘หวังเข้อซิง’ ตัวจริงในชุดสาวใช้ที่เพิ่งผูกผ้าปิดหน้า ก็ไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
ทันทีที่เห็นภาพนั้น ท่านเสนาบดีหวังก็ขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม เขารู้ทันทีว่าลูกสาวตัวดีเล่นพิเรนทร์แอบสลับตัวกับสาวใช้เสียแล้ว เขาเลือกที่จะเงียบและตามน้ำไป อยากรู้นักว่าบุรุษที่จะมาเป็นลูกเขย จะรับมือกับความดื้อรั้นนี้อย่างไร
ทันใดนั้น ลี่เจียวเจี๋ยก็ก้าวเข้ามาในโถง หวังเข้อซิงรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างทันที และสายตาคู่นั้นอีกแล้ว! สายตาคมกริบที่ไม่ได้จ้องมองอามี่ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทว่ากลับพุ่งตรงมาที่นางซึ่งยืนอยู่ด้านหลังอย่างจงใจ! มันเป็นสายตาที่ทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้องเหมือนคืนเทศกาลโคมไฟไม่มีผิด!
“อ้าว หลานชาย มานั่งใกล้ๆ ลุงนี่มา”
ท่านเสนาบดีเอ่ยทักทายทำลายความเงียบ
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ช่วยถอดหน้ากากเหล็กออกเถิด ลุงไม่ได้เจอหน้าเจ้ามาเสียนาน แล้วอาซิง... เหตุใดจึงเสียมารยาท ไม่ทักทายพี่เจียวเจี๋ยเขาล่ะ?”
ระหว่างที่พูด แม้ปากจะเรียกอาซิง แต่สายตาของท่านเสนาบดีกลับไม่ได้มองไปที่บุตรีซึ่งนั่งอยู่ ทว่ากลับตวัดสายตามองเลยไปยัง ‘สาวใช้’ ที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างลืมตัว!
เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ลี่เจียวเจี๋ยที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ก็เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าในทันที!
ท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเสนาบดีเฒ่า บวกกับสายตาที่ส่งไปให้บ่าวรับใช้ด้านหลัง และท่วงท่าสง่างามของสาวใช้ผู้นั้นที่เขาเห็นในสวนเมื่อครู่ ทำให้แม่ทัพผู้ผ่านกลศึกมานับไม่ถ้วนปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมดที่แท้ ยายหนูจอมซนผู้นี้ก็เล่นละครงิ้วสลับตัวกับสาวใช้เพื่อทดสอบข้าหรอกหรือ!
มุมปากใต้หน้ากากเหล็กกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อรู้ทันเกม ลี่เจียวเจี๋ยก็ตัดสินใจพลิกแผนกะทันหัน จากที่ตั้งใจจะมายกเลิกงานแต่งเพื่อชิงตัวสาวใช้ เขาจะซ้อนแผนตลบหลังยายแมวสาวตัวแสบให้เข็ด!
หวังเข้อซิงแอบหยิกหลังอามี่เบาๆ อามี่จึงรีบลุกขึ้นกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ลี่เจียวเจี๋ยมองการแสดงอันแสนแนบเนียนนั้นด้วยแววตาขบขัน ก่อนจะค่อยๆ ปลดหน้ากากเหล็กของตนออก...
ทันทีที่หน้ากากถูกถอดออก หวังเข้อซิงถึงกับเบิกตากว้างจนแทบถลน ไหนเล่าบุรุษอัปลักษณ์หน้าตาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าหล่อเหลาคมคายสมบูรณ์แบบ คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกที่กำลังเหยียดยิ้มบางๆ แฝงความร้ายกาจ!
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้สติ ประโยคถัดมาของลี่เจียวเจี๋ยก็ทำเอานางแทบช็อก!
“ท่านลุง... เดิมทีวันนี้ ข้าตั้งใจจะมาขอเสียมารยาทยกเลิกสัญญาหมั้นหมายระหว่างข้ากับน้องหญิงเข้อซิง เพราะข้าไร้ความปรารถนาที่จะมีฮูหยิน”
เขาจงใจลากเสียงยาว นัยน์ตาคมกริบช้อนขึ้นสบตากับ สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างจงใจ
“ทว่า... เมื่อข้าได้มาเยือนจวนตระกูลหวัง และได้พบเจอน้องหญิงที่งดงามถึงเพียงนี้ ข้าก็เปลี่ยนใจแล้วขอรับ”
เขาฉีกยิ้มกว้าง
“ข้าขอเปลี่ยนจากการยกเลิกหมั้นหมาย... เป็นการให้แม่สื่อนำ เทียบมงคล มาสู่ขอในวันพรุ่งนี้เลยก็แล้วกันขอรับ!”
“เอ๊ะ!! อะไรนะ! ส่งแม่สื่อพรุ่งนี้หรือ! ไม่นะ ข้าไม่ยอม!!”
เสียงหวานตะโกนลั่นโถงด้วยความลืมตัว หวังเข้อซิงช็อกจนหลุดปากออกมาอย่างจัง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง
เมื่อดึงสติกลับมาได้ นางก็พบว่าตนเองตกหลุมพรางของบุรุษหน้าตายผู้นี้เข้าอย่างจัง! ลี่เจียวเจี๋ยกำลังกลั้นขำจนไหล่สั่น ส่วนท่านเสนาบดีหวังก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ที่ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าแสดงละครเล่นตลกร่วมกับลูกสาวให้เสียผู้ใหญ่
“ก็ได้! ข้ายอมแพ้!”
หวังเข้อซิงกระแทกเสียงขัดใจ ก่อนจะสะบัดค้อนวงใหญ่ เดินปึงปังกลับมานั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง ไล่อามี่ให้ไปยืนด้านหลังแทน นางกระชากผ้าคลุมหน้าออก เผยใบหน้างดงามที่ตอนนี้บึ้งตึง คิ้วสวยได้รูปผูกเข้าหากันจนเป็นปม
“ข้าน้อยหวังเข้อซิง ขอคารวะคุณชายใหญ่ลี่ วันนี้ข้าล่วงเกินท่านไปบ้าง หวังว่าท่านจะใจกว้างไม่ถือสา!”
ลี่เจียวเจี๋ยมองใบหน้างดงามนั้นใกล้ๆ พลางคิดในใจว่า ‘หากข้าไม่ได้เห็นใบหน้าของนางในสวนมาก่อน ข้าคงเสียอาการมากกว่านี้เป็นแน่’ เขาแอบเห็นลูกน้องของตนอ้าปากค้างตะลึงในความงามของนาง จึงตวัดสายตาดุดันไปปรามอย่างหวงแหน
“เจ้าโดนคุณชายใหญ่จับโป๊ะได้แล้ว ซิงเออร์! พ่อสมน้ำหน้าเจ้านัก” เสนาบดีหวังหัวเราะร่วน
“ก็ข้าอยากทดสอบนิสัยใจคอของบุรุษที่จะมาเป็นสามี ข้าผิดตรงไหนเล่าเจ้าคะ!”
นางหันไปค้อนบิดา ก่อนจะเชิดหน้าใส่ชายหนุ่ม
“ในเมื่อท่านฉลาดปราดเปรื่อง จับข้าได้ ข้าก็ไม่ขออ้อมค้อม... ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่อยากแต่งงานกับท่านอยู่ดี!”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยินดีทำตามเงื่อนไขทุกอย่างของคุณหนู เพื่อให้ท่านยอมรับการแต่งงานครั้งนี้”
ลี่เจียวเจี๋ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น
“เพียงแต่ในระหว่างนี้ ข้าขออนุญาตมาแวะเวียนเยี่ยมเยียนท่านบ่อยๆ... นอกเหนือจากนี้ เพียงท่านเอ่ยปาก ข้าพร้อมทำให้ทุกสิ่ง”
หวังเข้อซิงชะงักไปเล็กน้อยกับแววตาจริงจังนั้น
“ง-งั้นข้าจะขอเก็บไปคิดก่อน หากนึกออกแล้วจะแจ้งให้ทราบ วันนี้ข้าขอตัว!”
หญิงสาวรีบสะบัดชายกระโปรงลุกเดินหนีออกจากโถงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อซ่อนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อแผ่นหลังบางลับสายตา ลี่เจียวเจี๋ยก็หันกลับมาประสานมือเคารพว่าที่พ่อตา
“ท่านอา... ข้าขอเรียนท่านตามตรง ข้าเคยพบซิงเออร์มาก่อนหน้านี้แล้ว แม้เพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่ข้าก็ตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ วันนี้ข้าตั้งใจมาถอนหมั้นก็เพื่อจะออกตามหานางในดวงใจให้พบ... แต่สวรรค์ช่างมีเมตตา ที่แท้สตรีที่ข้าตามหา ก็คือว่าที่ฮูหยินของข้านี่เอง”
ท่านเสนาบดีหวังเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะลูบเคราหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆ! ดี! ดีมาก! แต่อาเลี้ยงนางมาอย่างตามใจ นางทั้งดื้อรั้น ซุกซน และไม่เหมือนสตรีในห้องหอทั่วไป อาจะขอดูความสามารถของเจ้า ว่าจะกำราบหัวใจยายหนูจอมพยศของอาได้อย่างไร!”
“ข้าไม่ทำให้ท่านอาผิดหวังแน่นอนขอรับ!”
แม่ทัพหนุ่มยิ้มรับคำท้า ศึกในสนามรบเขาไม่เคยพ่ายแพ้... ศึกรักครั้งนี้ เขาก็จะต้องคว้าชัย และยกเกี้ยวเจ้าสาวมารับนางเข้าจวนให้จงได้!
บทที่ 30วสันตฤดูที่ผลิบาน และของขวัญล้ำค่าจากสวรรค์สามเดือนต่อมา ยามเว่ย ณ ศาลาริมน้ำ จวนแม่ทัพเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยคาวเลือดได้ผ่านพ้นไป บัดนี้เมืองหลวงก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มตัว ดอกอวี้หลานในจวนแม่ทัพเบ่งบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวนไปทั่วบริเวณ บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุขภายใต้การปกครองที่เข้มแข็งขององค์รัชทายาทหอการค้าลี่จินของหวังเข้อซิงเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเสาหลักทางการค้าของแว่นแคว้น ทว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นายหญิงแห่งหอการค้ากลับมอบหมายงานทั้งหมดให้หลงจู๊ดูแล ส่วนตนเองนั้นเอาแต่พักผ่อนอยู่แต่ในจวน ตามคำสั่งขั้นเด็ดขาดของบุรุษผู้เป็นเจ้าของหัวใจลมเอื่อยพัดกลีบดอกท้อให้ร่วงหล่นลงบนโต๊ะหินอ่อน หวังเข้อซิงในชุดอาภรณ์สีชมพูอ่อนกำลังนั่งเหม่อมองฝูงปลาคาร์ปในสระ ใบหน้างดงามดูอวบอิ่มและมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่ก่อน รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากตลอดเวลาเสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยดังก้าวเข้ามาในศาลา ลี่เจียวเจี๋ยในชุดลำลองสีเข้มเพิ่งกลับมาจากการตรวจค่ายทหาร เขาไม่รอช้าที่จะสวมกอดร่างระหงจากด้านหลังทันทีที่มาถึง ฝังจมูกโด่งเป็นสันลงบนลาดไหล่เนียน สูดดมกลิ่นกายห
บทที่ 29 จุดจบของดอกฟ้า และความลับใต้แสงโคมสามวันต่อมา ยามซื่อ ณ ท้องพระโรง วังหลวงข่าวการสิ้นชีพขององค์ชายสามกบฏแผ่นดินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการกวาดล้างขุนนางโฉดที่สมรู้ร่วมคิดจนสิ้นซาก องค์รัชทายาทได้ขึ้นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างชอบธรรม ทว่ายังมีอีกหนึ่งบุคคลที่ต้องรับผลกรรมจากการกระทำอันเย่อหยิ่งของตนเองกลางท้องพระโรง องค์หญิงจินหลิง ผู้เคยหยิ่งผยองและหมายปองลี่เจียวเจี๋ยมาตลอด บัดนี้กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้าแท่นประทับของฮองเฮา แม้นางจะมิได้ร่วมก่อกบฏโดยตรง ทว่าหลักฐานจากจวนองค์ชายสามระบุชัดเจนว่า นางเคยแอบส่งจดหมายลับและให้ความร่วมมือในการใส่ร้ายตระกูลหวังเพื่อหวังจะกำจัดหวังเข้อซิงให้พ้นทาง“องค์หญิงจินหลิง... เจ้าเป็นถึงสายเลือดมังกร กลับมีจิตใจคับแคบ ริษยาสตรีที่มีสวามีแล้ว หนำซ้ำยังรู้เห็นเป็นใจกับกบฏ” ฮองเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาด “เพื่อรักษากฎมณเฑียรบาล ข้าในฐานะมารดาของแผ่นดิน ขอสั่งปลดเจ้าจากฐานันดรศักดิ์องค์หญิง ริบทรัพย์สินทั้งหมด และเนรเทศให้ไปบวชชีที่วัดหลวงบนยอดเขาเหลียงซาน คัดลอกพระสูตรสำนึกผิดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
บทที่ 28 คมดาบปลิดชีพ และน้ำตาของฮูหยินยามห้าย ณ วัดร้างหานซาน หุบเขาไร้เงาเงาดาบสีเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์ พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วและแรงอาฆาตที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ องค์ชายสามเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พยายามก้าวเท้าหนีพร้อมกับร้องขอชีวิต“ละ... ลี่เจียวเจี๋ย! ข้าเป็นถึงองค์ชาย! เจ้าฆ่าข้า... เสด็จพ่อต้อง...”สวบ!!คมดาบทะลวงผ่านลำคอขององค์ชายสาม ตัดขาดซึ่งเสียงร้องและลมหายใจในเสี้ยววินาที เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมแท่นบูชาเก่าทรุดโทรม ร่างขององค์ชายสามทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตายังคงเบิกโพลงค้าง ทว่าไร้ซึ่งแววแห่งชีวิตอีกต่อไปทรชนผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและทะเยอทะยาน บัดนี้ได้จบสิ้นลงอย่างน่าสมเพชใต้คมดาบของแม่ทัพไร้พ่าย!ทันทีที่ผู้เป็นนายสิ้นชีพ นักฆ่าที่เหลือรอดเพียงหยิบมือต่างเสียขวัญทิ้งอาวุธเตรียมหลบหนี ทว่าเสียงฝีเท้าม้านับร้อยและเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องปิดล้อมอารามร้างเอาไว้จนหมดสิ้น“พี่ใหญ่!” ลี่เจียวจ้านนำกองกำลังทมิฬบุกทะลวงเข้ามาด้านใน ทหารม้าเหล็กกวัดแกว่งอาวุธเข้าจัดการนักฆ่าที่เหลือรอดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเมื่อการต่อสู้จบลง ลี่เจียวเจี๋ยที่ยืนตระหง่านอยู่กลางกองเลื
บทที่ 27ค่ายกลมรณะ และเลือดของเทพสงครามยามห้าย ณ วัดร้างหานซาน หุบเขาไร้เงาเศษไม้จากบานประตูที่แตกกระจายร่วงหล่นลงสู่พื้น ท่ามกลางฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง ลี่เจียวเจี๋ยก้าวเข้ามาในอารามร้าง รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ทำเอาอากาศในห้องเย็นยะเยือกจนแทบจับขั้วหัวใจ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่างของหวังเข้อซิงที่ถูกมัดอยู่กับเสา เมื่อเห็นรอยแดงช้ำบนปลายคางและใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยา เส้นเลือดบนขมับของแม่ทัพหนุ่มก็ปูดโปนขึ้นทันทีองค์ชายสามผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดหวั่น ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองวางค่ายกลไว้พร้อมสรรพ เขาก็แค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง“มาได้รวดเร็วสมเป็นแม่ทัพไร้พ่ายแต่เจ้าก้าวเข้ามาในถิ่นของข้าแล้ว ลี่เจียวเจี๋ย วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นสตรีที่เจ้ารักตายไปต่อหน้าต่อตา! ฆ่ามัน! แล้วจุดชนวนระเบิดเสีย!”สิ้นคำสั่ง นักฆ่าเงากว่ายี่สิบคนก็ชักกระบี่พุ่งทะยานเข้าใส่ลี่เจียวเจี๋ยจากทุกทิศทาง พร้อมกันนั้น นักฆ่าอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เสาไม้ก็หยิบคบเพลิงขึ้นมา เตรียมจี้ลงบนสายชนวนดินปืนที่ถูกโยงไว้รอบอารามทว่าองค์ชายสามประเมินความสามารถของสตรีตระกูลหวังต่ำเกินไป!
บทที่ 26 โทสะเทพสงคราม ทะลวงเลือดล้างบางยามโหย่ว ณ จวนแม่ทัพกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วลานจวน ลี่เจียวเจี๋ยหยัดกายลุกขึ้นจากกองเลือดขององครักษ์ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมั่นคงเยือกเย็น บัดนี้ถูกฉาบเคลือบด้วยเงาทะมึนแห่งมัจจุราช รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนทหารยามที่รอดชีวิตต่างสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ“ตามท่านหมอเทวดามารักษาเยี่ยตง! หากเขาตาย ข้าจะเอาหัวพวกเจ้าไปเซ่นไหว้เขา!” แม่ทัพหนุ่มตวาดก้อง ก่อนจะหันไปหาทหารคนสนิท “ส่งพลุสัญญาณสีแดงเรียกรวมพล ‘กองกำลังทมิฬ’ ทั้งหมดเดี๋ยวนี้ ข้าต้องการทหารม้าเหล็กห้าร้อยนาย และส่งคนนำป้ายประจำตัวข้าไปแจ้งใต้เท้ากวนแห่งศาลต้าหลี่ ให้ออกคำสั่งปิดประตูเมืองทุกบาน ห้ามผู้ใดเข้าออกแม้แต่สุนัขตัวเดียว!”ลี่เจียวจ้านที่เพิ่งทราบข่าวและควบม้าตามมาถึงจวน เบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพพังทลายของบ้านและจิตสังหารของพี่ชาย “พี่ใหญ่! รัชทายาททรงทราบเรื่องแล้ว พระองค์ทรงมอบป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำมาให้ สั่งการให้พี่ใหญ่มีอำนาจจัดการกบฏและผู้สมรู้ร่วมคิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอไต่สวนขอรับ!”ลี่เจียวเจี๋ยรับป้ายอาญาสิทธิ์มาถือไว้ในมือ นัยน์ตาแดงก่ำวาวโรจน์ด้วยไฟแค้น “ดี
บทที่ 25ล่อเสือออกจากถ้ำ และวิกฤตของฮูหยินสามวันต่อมา ยามเว่ย ณ จวนแม่ทัพเมืองหลวงตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด ทหารยามออกลาดตระเวนค้นหาตัวองค์ชายสามที่บัดนี้กลายเป็นกบฏแผ่นดินอย่างพลิกแผ่นดิน ทว่าสุนัขจนตรอกผู้นี้กลับหลบซ่อนตัวได้อย่างมิดชิดราวกับไร้ตัวตนภายในจวนแม่ทัพ หวังเข้อซิงกำลังนั่งดูสมุดบัญชีหอการค้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แม้ภายนอกนางจะดูเยือกเย็น แต่ในใจกลับสังหรณ์ไม่ดี ลี่เจียวเจี๋ยเองก็เพิ่มกำลังคุ้มกันจวนเป็นสองเท่า และสั่งห้ามไม่ให้นางออกไปไหนเด็ดขาด“ซิงเออร์ พักสายตาเสียบ้างเถิด” ลี่เจียวเจี๋ยเดินเข้ามาในห้อง วางถ้วยรังนกตุ๋นลงบนโต๊ะ มือแกร่งบีบนวดไหล่บางเบาๆ “สายลับของข้ากำลังปูพรมค้นหาทั่วเมืองหลวง อีกไม่นานต้องได้ตัวมันแน่”“ข้ามิได้กังวลเรื่องตนเองหรอกเจ้าค่ะ” หวังเข้อซิงถอนหายใจ “แต่ข้ากังวลใจเรื่องท่านพ่อ องค์ชายสามรู้ดีว่าผู้ที่ร่วมมือกับท่านพี่ตัดท่อน้ำเลี้ยงของเขาคือกรมคลัง หากเขาคิดจะแว้งกัด...”ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดผางออก เยี่ยตงพุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกับรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนแขนเสื้อ สีหน้าขององครักษ์เงาตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่
บทที่ 5 จวนวิวาห์แสนล้าน กับการมัดมือชกเข้าหอ!ยามตะวันรอน ณ บริเวณหน้าปะรำพิธีหุบเขาชิงหลิงทันทีที่เสียงกลองสัญญาณจบเกมชิงธงเงียบลง บรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นมาทันตา เมื่อแม่ทัพใหญ่ลี่เจียวเจี๋ยเดินก้าวอาดๆ ออกมาจากชายป่า ในอ้อมแขนอุ้มร่างอรชรของคุณหนูหวังเข้อซิงเอาไว้แนบอก ใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่ง
บทที่ 4 แผนลวงกลางป่า และการประกาศสิทธิ์ครอบครอง!ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งก้านธูปก่อนหน้า ในช่วงชุลมุนที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันเข้าป่าชิงหลิง...ณ มุมลับตาคนหลังปะรำพิธี องค์ชายสามที่กำลังหงุดหงิดจากการถูกแย่งสลากสีดำ ได้สบตากับองค์หญิงเล่อเยียนที่ยืนหน้าดำหน้าแดงด้วยความริษยา ทั้งสองซึ่งมีจุดประสงค์ตรง
บทที่ 3เผยโฉมว่าที่ฮูหยิน และศัตรูหัวใจจวนตระกูลลี่ค่ำคืนนี้ บรรยากาศชื่นมื่นผิดหูผิดตาประหนึ่งมีงานมงคลล่วงหน้า หลังจากที่คุณชายใหญ่ผู้ดื้อรั้นหนีการแต่งงานมาทั้งชีวิต ควบม้ากลับมาถึงจวนแล้วประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารว่า...“ข้าตกลงจะแต่งงานกับคุณหนูตระกูลหวัง!”เคร้ง!ตะเกียบในมือของท่านแม่ทัพเฒ่า
บทที่ 1พ่ายแพ้ให้เพียงดวงตาเสียงดาบกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วสมรภูมิ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลในอากาศ ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของทหารที่ล้มตายเกลื่อนกลาดนับไม่ถ้วน บุรุษผู้หนึ่งกลับยืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบอย่างนิ่งงัน ราวกับมัจจุราชที่ไร้ความรู้สึกเกราะสีดำทมิฬของเขาชโลมไปด้วยเลือดของศัตรูจนแทบก







