INICIAR SESIÓNลือกันให้แซ่ดทั่วเมืองหลวง... ‘ลี่เจียวเจี๋ย’ แม่ทัพหน้ากากเหล็กผู้ไร้พ่าย คือบุรุษเหี้ยมโหด อัปลักษณ์ และไร้หัวใจ! ส่วน ‘หวังเข้อซิง’ คุณหนูใหญ่จวนเสนาบดี คือสตรีอัปลักษณ์ เสียโฉม จนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน! เมื่อสมรสพระราชทานชักนำให้ผีเน่ากับโลงผุต้องมาแต่งงานกัน ท่านแม่ทัพผู้เกลียดการถูกบังคับจึงควบม้าบุกไปจวนว่าที่พ่อตาเพื่อ ‘ขอถอนหมั้น!’ ทว่าฟ้ากลับเล่นตลก เมื่อคุณหนูอัปลักษณ์ในข่าวลือ กลับกลายเป็น ‘สตรีสวมหน้ากากจิ้งจอก’ ผู้มีดวงตางดงามดุจดวงดารา ที่เคยปล้นหัวใจเขาไปในคืนเทศกาลโคมไฟ! เมื่อรู้ว่าว่าที่ฮูหยินกำลังเล่นละครงิ้วปลอมเป็นสาวใช้เพื่อหลอกทดสอบเขา แม่ทัพหนุ่มจึงซ้อนแผนตลบหลัง จากที่ตั้งใจจะไปยกเลิกงานแต่ง... กลับกลายเป็นเร่งส่งเทียบมงคลมาสู่ขอในวันพรุ่งนี้แทนเสียอย่างนั้น! “ข้าขอเปลี่ยนจากการยกเลิกหมั้นหมาย... เป็นการให้แม่สื่อนำ ‘เทียบมงคล’ มาสู่ขอในวันพรุ่งนี้เลยก็แล้วกันขอรับ!”
Ver másบทที่ 1
พ่ายแพ้ให้เพียงดวงตา
เสียงดาบกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วสมรภูมิ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลในอากาศ ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของทหารที่ล้มตายเกลื่อนกลาดนับไม่ถ้วน บุรุษผู้หนึ่งกลับยืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบอย่างนิ่งงัน ราวกับมัจจุราชที่ไร้ความรู้สึก
เกราะสีดำทมิฬของเขาชโลมไปด้วยเลือดของศัตรูจนแทบกลายเป็นสีแดงฉาน ใบหน้าครึ่งบนถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากเหล็กสีดำสนิท มีเพียงดวงตาคมกริบและเย็นเยียบที่กวาดมองไปยังทหารศัตรูที่เหลือรอด
“แม่ทัพ… แม่ทัพหน้ากาก!” เสียงตะโกนของทหารฝ่ายตรงข้ามสั่นเครือไปด้วยความหวาดหวั่น
เพียงแค่เอ่ยชื่อของเขา ก็มากพอที่จะทำให้ศัตรูขวัญหนีดีฝ่อ ชายผู้นี้คือ ‘ลี่เจียวเจี๋ย’ แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นมู่ เทพเจ้าแห่งสงครามผู้ไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ ว่ากันว่าภายใต้หน้ากากเหล็กนั้นซุกซ่อนใบหน้าอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวจนต้องปิดบังไว้ตลอดเวลา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดหาญกล้าเอ่ยถาม เพราะผู้ที่พยายามล่วงรู้ความลับของเขา ล้วนกลายเป็นศพเฝ้าสนามรบไปสิ้นแล้ว
แม่ทัพหนุ่มยกดาบที่ชุ่มเลือดขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ถอย... หรือจะตาย”
เสียงทุ้มต่ำดุดันลอดผ่านหน้ากากเหล็ก เพียงประโยคเดียว ทหารศัตรูที่เหลือก็แตกพ่ายทิ้งอาวุธหนีตายกันจ้าละหวั่น สมรภูมิรบกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
รองแม่ทัพรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า
“ท่านแม่ทัพ! ศึกชายแดนครั้งนี้เราได้ชัยชนะแล้ว ขอรับ”
ชายในหน้ากากไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด สายลมหนาวพัดผ่านชายผ้าคลุมสีดำให้โบกสะบัด นัยน์ตาคมทอดมองไปยังขอบฟ้าอันห่างไกล
“กลับเมืองหลวง”
รองแม่ทัพเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง
“แต่ฝ่าบาทยังไม่ได้มีพระบัญชาเรียกตัวกลับ”
“ข้ามีเรื่องต้องจัดการ”
เขาหมุนตัวตวัดขาก้าวขึ้นหลังม้าศึก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทหารทั้งกองทัพแทบหยุดหายใจ
“ฮ่องเต้ประทานสมรสให้ข้า”
บรรยากาศรอบด้านตกอยู่ในความเงียบกริบ ทหารหลายคนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง พลางลอบคิดตื่นตระหนกในใจว่า ‘สตรีจวนใดกันที่ช่างโชคร้ายและใจกล้าพอ... ถึงต้องมาแต่งงานกับแม่ทัพหน้ากากจอมโหดผู้นี้?’
ทว่าประโยคถัดมาของเขา กลับยิ่งทำให้ทุกคนเบิกตาโพลงด้วยความช็อกยิ่งกว่าเดิม
“...ข้าจะไปถอนหมั้น!”
พูดจบ แม่ทัพใหญ่ก็กระตุกบังเหียนพุ่งทะยานออกไปท่ามกลางสายลม ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า การกลับเมืองหลวงครั้งนี้ จะทำให้แม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบ... ต้องพ่ายแพ้ให้กับเพียงดวงตาของสตรีผู้หนึ่ง
สตรี... ที่ต่อมาเขาจะเรียกขานนางว่า
‘ฮูหยินของข้า’
ณ เมืองหลวง... บรรยากาศภายในโถงใหญ่จวนตระกูลลี่ตึงเครียดจนแทบจะบีบคั้นให้คนหายใจไม่ออก
“เจียวเจี๋ย! อายุเจ้าก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว พ่อรอมาหลายปี ทุกครั้งที่หาบุตรีตระกูลดีๆ มาให้ เจ้าก็หาข้ออ้างหนีกลับค่ายทหารไปดื้อๆ คราวนี้พ่อไม่ยอมเจ้าอีกแล้ว!”
เสียงตวาดกร้าวของท่านแม่ทัพผู้เฒ่าลี่ดังก้องไปทั่วจวน ในขณะที่คุณชายใหญ่ลี่เจียวเจี๋ย ที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงหมาดๆ นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“พ่อจะไปส่งเทียบสู่ขอ ‘คุณหนูใหญ่หวังเข้อซิง’ บุตรีจวนเสนาบดีการคลังให้เจ้า เจ้ามีหน้าที่เข้าพิธีแต่งงานและเดินเข้าเรือนหออย่างเดียว รอบนี้เจ้าห้ามปฏิเสธ!”
ลี่เจียวเจี๋ยผุดลุกขึ้นยืนด้วยความกรุ่นโกรธ
“ท่านพ่อ! ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่ายังไม่อยากแต่งงาน หากท่านอยากอุ้มหลานนัก ก็ให้น้องรองแต่งแทนข้าเสียสิ! ข้าไม่แต่ง! ข้าขอตัว!”
คุณชายใหญ่สะบัดชายเสื้อเดินตึงตังออกไปจากโถงใหญ่โดยไม่สนใจเสียงเรียกของผู้เป็นบิดา เขาคว้าหน้ากากประจำตัวอีกอันเดินเร้นกายหายเข้าไปในความวุ่นวายของเมืองหลวงทันที
เทศกาลหยวนเซียวในปีนี้ เมืองหลวงสว่างไสวราวกับกลางวัน โคมไฟนับหมื่นดวงถูกจุดประดับประดาทอดยาวไปตามถนนสายหลัก ผู้คนหลั่งไหลออกมาร่วมงานเฉลิมฉลองกันอย่างเนืองแน่น เสียงหัวเราะและดนตรีบรรเลงดังแว่วมาไม่ขาดสาย
ทว่าท่ามกลางความครึกครื้นนั้น บุรุษร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มกลับยืนนิ่งสงบด้วยท่วงท่าเงียบขรึมและโดดเดี่ยวอยู่ริมถนนฝั่งหนึ่ง ใบหน้าครึ่งบนของเขาถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากเหล็กสีเงินสลักลายพยัคฆ์ ซ่อนเร้นร่องรอยแห่งสงครามและข่าวลือเรื่องความอัปลักษณ์ไว้มิดชิด
ลี่เจียวเจี๋ยถอนหายใจแผ่วเบา เขาเพิ่งหนีความวุ่นวายจากการถูกบิดาและฮ่องเต้รบเร้าเรื่องการแต่งงาน เขาจึงเลือกที่จะหลบเร้นกายออกมาปะปนกับฝูงชนในงานโคมไฟ เพื่อหวังให้ความวุ่นวายของเมืองหลวงช่วยกลบความหงุดหงิดในใจ
ในคืนเทศกาลเช่นนี้ หนุ่มสาวมากมายต่างสวมหน้ากากกระดาษเพื่อหยอกเย้าและรักษาความทัดเทียม ลี่เจียวเจี๋ยทอดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่เคยชินแต่กับการมองหาศัตรูในสนามรบ กวาดมองไปยังฝั่งตรงข้ามของถนนอย่างไร้จุดหมาย
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางคลื่นกระแสมนุษย์ ‘หวังเข้อซิง’ คุณหนูใหญ่จวนเสนาบดีที่เพิ่งแอบหนีบิดาออกมาเดินชมโคมไฟ ก็กำลังบ่นพึมพำในใจอย่างเลื่อนลอย
‘ท่านพ่อนะท่านพ่อ ทำการสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าก่อนเลย’
นางสวมหน้ากากกระดาษรูปจิ้งจอกสีขาวครึ่งหน้าเพื่อพรางตัว พลางถอนหายใจให้กับชะตากรรมของตนเองที่ถูกยัดเยียดให้แต่งงานกับบุรุษหยาบกระด้างผู้นั้น
จนกระทั่ง... กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยลอยมาตามสายลม
ในชั่วขณะที่หวังเข้อซิงกำลังเดินทอดน่อง นางพลันสัมผัสได้ถึง ‘สายตา’ คู่หนึ่งที่จ้องมองมาอย่างแน่วแน่และทรงพลัง มันทะลุทะลวงข้ามผ่านผู้คนนับพันจนทำให้นางรู้สึกสะท้านไปทั้งแผ่นหลัง แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละฝั่งถนน แต่นางกลับรับรู้ได้ถึงจิตที่จ้องมองมาอย่างแจ่มชัด
ด้วยสัญชาตญาณ นางค่อยๆ หันหน้าไปตามทิศทางนั้น...
ท่ามกลางแสงโคมไฟที่สาดส่อง ร่างอรชรในชุดฮั่นฝูสีแดงสดราวกับเพลิงกัลป์หยุดชะงัก ดวงตากลมโตหงส์ภายใต้หน้ากากจิ้งจอก ค่อยๆ เลื่อนมาสบเข้ากับนัยน์ตาดุดันภายใต้หน้ากากเหล็กของแม่ทัพหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งพอดี
เสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบของคนทั้งคู่คล้ายหยุดหมุน
มันเป็นดวงตาที่งดงามและกระจ่างใสที่สุดเท่าที่บุรุษผู้กรำศึกมาทั้งชีวิตเคยพานพบ ภายในแววตานั้นไม่มีความหวาดกลัวต่อหน้ากากเหล็กอันเย็นชาของเขา มีเพียงความประหลาดใจระคนสงสัย กระชากหัวใจที่เคยด้านชาประดุจหินผาของเขาให้เต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในขณะเดียวกัน หวังเข้อซิงก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สายตาของบุรุษร่างสูงใต้หน้ากากพยัคฆ์ผู้นั้นตรึงนางไว้ราวกับถูกมนต์สะกด นางแอบขอบคุณหน้ากากจิ้งจอกที่ช่วยบดบังใบหน้าที่เริ่มเห่อร้อนของนางเอาไว้ได้ทัน
แต่ความงดงามมักคงอยู่เพียงชั่วครู่...
“คุณหนูเจ้าคะ! หยุดยืนตรงนี้ทำไมเจ้าคะ ดึกมากแล้ว รีบกลับจวนกันเถอะเจ้าค่ะ!” เสียงของ ‘อามี่’ สาวใช้คนสนิทดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นนาย ดึงสติของหวังเข้อซิงให้กลับมา นางถูกดึงให้เดินตามไปตามกระแสฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาบดบังวิสัยทัศน์
เมื่อลี่เจียวเจี๋ยตั้งสติได้และพยายามแหวกฝูงชนข้ามถนนไปมองหา ร่างอรชรในชุดสีแดงและดวงตาคู่สวยที่ทำให้เขาใจสั่น ก็อันตรธานหายไปกับแสงโคมเสียแล้ว
แม่ทัพหนุ่มผู้ไร้พ่ายยืนนิ่งอยู่กับที่ ท่ามกลางแสงโคมไฟ เขาไม่รู้ว่านางคือใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาภายใต้หน้ากากนั้นเป็นเช่นไร แต่สัญชาตญาณของเขาบอกชัดเจนว่า... ไม่ว่านางจะเป็นใคร เขาจะต้องตามหาเจ้าของดวงตาคู่นี้ให้พบ!
บทที่ 30วสันตฤดูที่ผลิบาน และของขวัญล้ำค่าจากสวรรค์สามเดือนต่อมา ยามเว่ย ณ ศาลาริมน้ำ จวนแม่ทัพเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยคาวเลือดได้ผ่านพ้นไป บัดนี้เมืองหลวงก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มตัว ดอกอวี้หลานในจวนแม่ทัพเบ่งบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวนไปทั่วบริเวณ บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุขภายใต้การปกครองที่เข้มแข็งขององค์รัชทายาทหอการค้าลี่จินของหวังเข้อซิงเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเสาหลักทางการค้าของแว่นแคว้น ทว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นายหญิงแห่งหอการค้ากลับมอบหมายงานทั้งหมดให้หลงจู๊ดูแล ส่วนตนเองนั้นเอาแต่พักผ่อนอยู่แต่ในจวน ตามคำสั่งขั้นเด็ดขาดของบุรุษผู้เป็นเจ้าของหัวใจลมเอื่อยพัดกลีบดอกท้อให้ร่วงหล่นลงบนโต๊ะหินอ่อน หวังเข้อซิงในชุดอาภรณ์สีชมพูอ่อนกำลังนั่งเหม่อมองฝูงปลาคาร์ปในสระ ใบหน้างดงามดูอวบอิ่มและมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่ก่อน รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากตลอดเวลาเสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยดังก้าวเข้ามาในศาลา ลี่เจียวเจี๋ยในชุดลำลองสีเข้มเพิ่งกลับมาจากการตรวจค่ายทหาร เขาไม่รอช้าที่จะสวมกอดร่างระหงจากด้านหลังทันทีที่มาถึง ฝังจมูกโด่งเป็นสันลงบนลาดไหล่เนียน สูดดมกลิ่นกายห
บทที่ 29 จุดจบของดอกฟ้า และความลับใต้แสงโคมสามวันต่อมา ยามซื่อ ณ ท้องพระโรง วังหลวงข่าวการสิ้นชีพขององค์ชายสามกบฏแผ่นดินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการกวาดล้างขุนนางโฉดที่สมรู้ร่วมคิดจนสิ้นซาก องค์รัชทายาทได้ขึ้นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างชอบธรรม ทว่ายังมีอีกหนึ่งบุคคลที่ต้องรับผลกรรมจากการกระทำอันเย่อหยิ่งของตนเองกลางท้องพระโรง องค์หญิงจินหลิง ผู้เคยหยิ่งผยองและหมายปองลี่เจียวเจี๋ยมาตลอด บัดนี้กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้าแท่นประทับของฮองเฮา แม้นางจะมิได้ร่วมก่อกบฏโดยตรง ทว่าหลักฐานจากจวนองค์ชายสามระบุชัดเจนว่า นางเคยแอบส่งจดหมายลับและให้ความร่วมมือในการใส่ร้ายตระกูลหวังเพื่อหวังจะกำจัดหวังเข้อซิงให้พ้นทาง“องค์หญิงจินหลิง... เจ้าเป็นถึงสายเลือดมังกร กลับมีจิตใจคับแคบ ริษยาสตรีที่มีสวามีแล้ว หนำซ้ำยังรู้เห็นเป็นใจกับกบฏ” ฮองเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาด “เพื่อรักษากฎมณเฑียรบาล ข้าในฐานะมารดาของแผ่นดิน ขอสั่งปลดเจ้าจากฐานันดรศักดิ์องค์หญิง ริบทรัพย์สินทั้งหมด และเนรเทศให้ไปบวชชีที่วัดหลวงบนยอดเขาเหลียงซาน คัดลอกพระสูตรสำนึกผิดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
บทที่ 28 คมดาบปลิดชีพ และน้ำตาของฮูหยินยามห้าย ณ วัดร้างหานซาน หุบเขาไร้เงาเงาดาบสีเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์ พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วและแรงอาฆาตที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ องค์ชายสามเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พยายามก้าวเท้าหนีพร้อมกับร้องขอชีวิต“ละ... ลี่เจียวเจี๋ย! ข้าเป็นถึงองค์ชาย! เจ้าฆ่าข้า... เสด็จพ่อต้อง...”สวบ!!คมดาบทะลวงผ่านลำคอขององค์ชายสาม ตัดขาดซึ่งเสียงร้องและลมหายใจในเสี้ยววินาที เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมแท่นบูชาเก่าทรุดโทรม ร่างขององค์ชายสามทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตายังคงเบิกโพลงค้าง ทว่าไร้ซึ่งแววแห่งชีวิตอีกต่อไปทรชนผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและทะเยอทะยาน บัดนี้ได้จบสิ้นลงอย่างน่าสมเพชใต้คมดาบของแม่ทัพไร้พ่าย!ทันทีที่ผู้เป็นนายสิ้นชีพ นักฆ่าที่เหลือรอดเพียงหยิบมือต่างเสียขวัญทิ้งอาวุธเตรียมหลบหนี ทว่าเสียงฝีเท้าม้านับร้อยและเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องปิดล้อมอารามร้างเอาไว้จนหมดสิ้น“พี่ใหญ่!” ลี่เจียวจ้านนำกองกำลังทมิฬบุกทะลวงเข้ามาด้านใน ทหารม้าเหล็กกวัดแกว่งอาวุธเข้าจัดการนักฆ่าที่เหลือรอดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเมื่อการต่อสู้จบลง ลี่เจียวเจี๋ยที่ยืนตระหง่านอยู่กลางกองเลื
บทที่ 27ค่ายกลมรณะ และเลือดของเทพสงครามยามห้าย ณ วัดร้างหานซาน หุบเขาไร้เงาเศษไม้จากบานประตูที่แตกกระจายร่วงหล่นลงสู่พื้น ท่ามกลางฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง ลี่เจียวเจี๋ยก้าวเข้ามาในอารามร้าง รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ทำเอาอากาศในห้องเย็นยะเยือกจนแทบจับขั้วหัวใจ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่างของหวังเข้อซิงที่ถูกมัดอยู่กับเสา เมื่อเห็นรอยแดงช้ำบนปลายคางและใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยา เส้นเลือดบนขมับของแม่ทัพหนุ่มก็ปูดโปนขึ้นทันทีองค์ชายสามผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดหวั่น ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองวางค่ายกลไว้พร้อมสรรพ เขาก็แค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง“มาได้รวดเร็วสมเป็นแม่ทัพไร้พ่ายแต่เจ้าก้าวเข้ามาในถิ่นของข้าแล้ว ลี่เจียวเจี๋ย วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นสตรีที่เจ้ารักตายไปต่อหน้าต่อตา! ฆ่ามัน! แล้วจุดชนวนระเบิดเสีย!”สิ้นคำสั่ง นักฆ่าเงากว่ายี่สิบคนก็ชักกระบี่พุ่งทะยานเข้าใส่ลี่เจียวเจี๋ยจากทุกทิศทาง พร้อมกันนั้น นักฆ่าอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เสาไม้ก็หยิบคบเพลิงขึ้นมา เตรียมจี้ลงบนสายชนวนดินปืนที่ถูกโยงไว้รอบอารามทว่าองค์ชายสามประเมินความสามารถของสตรีตระกูลหวังต่ำเกินไป!
บทที่ 5 จวนวิวาห์แสนล้าน กับการมัดมือชกเข้าหอ!ยามตะวันรอน ณ บริเวณหน้าปะรำพิธีหุบเขาชิงหลิงทันทีที่เสียงกลองสัญญาณจบเกมชิงธงเงียบลง บรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นมาทันตา เมื่อแม่ทัพใหญ่ลี่เจียวเจี๋ยเดินก้าวอาดๆ ออกมาจากชายป่า ในอ้อมแขนอุ้มร่างอรชรของคุณหนูหวังเข้อซิงเอาไว้แนบอก ใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่ง
บทที่ 4 แผนลวงกลางป่า และการประกาศสิทธิ์ครอบครอง!ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งก้านธูปก่อนหน้า ในช่วงชุลมุนที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันเข้าป่าชิงหลิง...ณ มุมลับตาคนหลังปะรำพิธี องค์ชายสามที่กำลังหงุดหงิดจากการถูกแย่งสลากสีดำ ได้สบตากับองค์หญิงเล่อเยียนที่ยืนหน้าดำหน้าแดงด้วยความริษยา ทั้งสองซึ่งมีจุดประสงค์ตรง
บทที่ 3เผยโฉมว่าที่ฮูหยิน และศัตรูหัวใจจวนตระกูลลี่ค่ำคืนนี้ บรรยากาศชื่นมื่นผิดหูผิดตาประหนึ่งมีงานมงคลล่วงหน้า หลังจากที่คุณชายใหญ่ผู้ดื้อรั้นหนีการแต่งงานมาทั้งชีวิต ควบม้ากลับมาถึงจวนแล้วประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารว่า...“ข้าตกลงจะแต่งงานกับคุณหนูตระกูลหวัง!”เคร้ง!ตะเกียบในมือของท่านแม่ทัพเฒ่า
บทที่ 2จับโป๊ะคุณหนูจอมซนคุณหนูใหญ่จวนเสนาบดีการคลังตระกูลหวัง เป็นที่กล่าวขานในเมืองหลวงว่าเป็นสตรีลึกลับ ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงมาก่อน เนื่องจากนางไม่เคยปรากฏตัวในงานสังสรรค์หรือคบค้าสมาคมกับบุตรีจวนใด ข่าวลือหนาหูต่างเล่าลือกันไปว่า ตอนเด็กนางป่วยหนักจนเสียโฉม มีแผลเป็นน่าเกลียดน่






![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




