Masuk“หากท่านป้าหลิวสะดวกใจที่จะตอบแทนพวกเราสองพี่น้องเรื่องเมื่อวานนี้ล่ะก็ ข้ากับลี่เจินขอเป็นเงินก็แล้วกันเจ้าค่ะ แต่จะเป็นเท่าใดก็ตามที่ท่านป้าหลิวเห็นสมควรเถิด”
หวังลี่จูฉลาดมากพอที่จะไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากเรียกร้องจำนวนออกไป เพราะคนเรานั้นความคิดแตกต่าง คุณค่าของชีวิตก็เช่นกัน นางจะไม่เอาการช่วยชีวิตของอีกฝ่ายไปเรียกร้องให้มันสูงค่า เพราะหากทำเช่นนั้นนางเองจะต่างอันใดกับเจ้าโจรอ้วนและผอมในวันวานนี้กันเล่า
“เจ้าไม่ต้องการเป็นอย่างอื่นหรือ? ...อย่างเช่นแต่งงานมาเป็นสะใภ้ของข้า บุตรชายของข้าทั้งสองนั้นถึงผู้หนึ่งจะมีอนุภรรยามากสักหน่อยแต่เขาก็ยังมิได้แต่งฮูหยินเอก ซึ่งหากเจ้าไม่ชอบมีอนุภรรยามาก บุตรชายคนเล็กของข้านั้นยังไม่มีทั้งอนุภรรยาและสาวใช้อุ่นเตียง หากเจ้าพึงใจข้ายินดีแต่งเจ้าไปเป็นฮูหยินเอกของบุตรชายคนเล็กก็ได้นะลี่จู”
หลิวรุ่ยเซียงลองกล่าวอีกครั้ง เพราะคำว่าอนุภรรยานางจำได้ว่าคนเช่นหวังลี่จูนางไม่ยินดีจะแต่งงานออกไปเป็นเด็ดขาด เช่นนั้นเป็นฮูหยินเอกนางอาจไม่ปฏิเสธก็เป็นไปได้
“ต้องขออภัยที่ลี่จูคงต้องทำให้ท่านป้าหลิวผิดหวังแล้วเจ้าค่ะ หากเป็นเงินเป็นทองลี่จูยินดีน้อมรับ ทว่าสามีนั้นอย่างที่กล่าวแก่ท่านป้าไปนับจากเมื่อคืนว่ามีเอาไว้ก็มากเรื่องปวดศีรษะ หากท่านป้าหลิวจะตอบแทนด้วยสามีเห็นทีลี่จูคงต้องขอรับเอาไว้ด้วยใจแล้วเจ้าค่ะ”
เด็กสาวคนพี่โค้งกายลงต่ำจนศีรษะนั้นแทบโขกกับกรอบประตู อย่าได้กล่าวเลยว่าหลิวไทเฮานั้นอึ้ง ทว่าแม้แต่คนที่จะถูกยกให้เป็นของตอบแทน ‘บุญคุณ’ เช่นจ้าวจวินหลางที่มาถึงอารามไห่เหมี่ยวได้ครู่ใหญ่ และแอบอยู่บนหลังคานั้นก็สะดุ้งจนแทบพลัดตกจากหลังคาอารามเลยทีเดียว
...สตรีเสียสติอันใดเช่นนี้ให้เป็นสะใภ้คนรวยนางขอน้อมรับด้วยใจ!!!...
“นี่ก็สายมากแล้วเห็นทีคงต้องลาท่านป้าหลิวที่ตรงนี้นะเจ้าคะ” สองพี่น้องโค้งกายให้คนบนเตียงอีกครั้งอย่างเตรียมลาจากตรงไปยังสวนผักแล้วจริง ๆ ทว่า...
“เดี๋ยว!” หลิวไทเฮาเห็นว่าจะไม่ได้การแล้ว จึงเรียกทั้งสองเอาไว้แล้วเร่งก้าวลงจากเตียงเร็วไวด้วยกลัวว่าตนเองจะ ‘พลาด’ โอกาสสุดท้ายที่จะตอบแทนเด็กสาวทั้งสองไปเสีย
“ที่ตัวของข้ามีเพียงตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงเท่านั้น หากเจ้าไม่คิดมากช่วยรับเอาไว้ด้วยเถิดลี่จู อ้อ นี่ ๆ ยังมีกำไลหยก กับแหวนหยกนี้ ข้าให้กำไลแก่เจ้านะลี่จู ส่วนเจ้าลี่เจินเอาแหวนวงนี้ไป มันใหญ่ข้าจึงต้องใส่สร้อยคอสวมเอาไว้ รับไว้นะ...รับไว้...”
หวังลี่จูกับหวังลี่เจินหันมองหน้ากัน แต่เงินตั้งพันตำลึง เพียงเท่านี้พวกนางก็มีเงินมากพอจะไปซื้อที่ดินซึ่งหมายตาเอาไว้ได้แล้ว ไม่รับย่อมโง่เขลายิ่งกว่าลาเท่านั้น!
“ขอบคุณท่านป้าหลิวเจ้าค่ะ อันที่จริงเพียงตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงนี้ก็มากเกินพอแล้วนะเจ้าคะ กำไลหยกกับแหวนหยกนี้ไม่ต้องแล้วก็ได้เจ้าค่ะ”
หวังลี่จูกล่าวออกไปจากใจ เพราะชีวิตหญิงสาวที่เรียกได้ว่าเป็นคนชั้นต่ำของแผ่นดินโยวโจวแล้วตั๋วเงินพันตำลึงเงินนี้พวกนางสองพี่น้องทำงานเก็บออมไปอีกยี่สิบปีก็อาจจะไม่มีวันได้จับก็เป็นไปได้ แล้วยังมาให้กำไลหยกสีชมพูกับแหวนหยกสีดำนั่นอีกราคาคงหลายพันตำลึง พวกนางไม่กล้าสวมเด็ดขาดเพราะกลัวจะถูกทุบศีรษะชิงทรัพย์เอาเท่านั้น
“นี่มิได้มากมายเลยสำหรับชีวิตทั้งสี่ของพวกข้า ขอให้พวกเจ้าสองพี่น้องจงรับเอาไปเถิด หากมีโอกาสข้าได้ขึ้นมาไหว้พระขอพรอีก แล้วจะมาหาพวกเจ้าอีกนะลี่จู ลี่เจิน”
สามคนด้านล่างล่ำลากันด้วยความซาบซึ้งใจ ทว่าคนที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ทุกสิ่งแล้วยังได้เห็นและได้ยินทุกคำนั้นแค้นจนแทบกระอักออกมาเป็นโลหิตเลยทีเดียว เพราะตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงหญิงสาวผู้นั้นกลับยอมรับด้วยกิริยามือไม้สั่น
ทว่าในยามที่มารดาของเขาเสนอฐานะฮูหยินเอกของบุตรชายคนเล็กซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นเขา นางกลับกล่าวออกมาอย่างไม่ละอายปากสักนิดว่าขอรับเอาไว้ด้วยใจ
...นี่ข้าเป็นถึงชินอ๋องแห่งเป่ยหนิงเชียวนะ มิใช่คนล่าสัตว์ตัดฟืนที่ใด!!!...
ยังไม่ทันได้เห็นใบหน้าเขาก็บังเกิดความไม่ชอบใจนางไปถึงแปดส่วนแล้ว เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านสิ้นบิดาไร้มารดาบ้าน ซ้ำก็ยังต้องมาอาศัยที่ของอารามไห่เหมี่ยวอยู่กลับบังอาจมาปฏิเสธเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นหึ!...
ความงามของนางจะได้สักปลายเล็บเท้าของหลวนจิ้งอวี่สตรีที่เขาพึงใจหรือไม่ อย่าได้กล่าวถึงตำแหน่งชินหวางเฟยแห่งเป่ยหนิงเลย เป็นเพียงนางกำนัลเทกระโถนขับถ่ายเขายังต้องขอคิดดูก่อนหากจะรับนางเข้าจวนจวินหลางที่เป่ยหญิงของตนเอง
“เสด็จแม่ ท่องเที่ยวสนุกพอแล้วหรือไม่ หากพอแล้วก็กลับวังกันเถิด” พอสองพี่น้องแซ่หวังนั้นจากไปจ้าวจวินหลางก็พลิ้วกายลงมาจากหลังคาที่อาศัยนั่งรอมารดาตื่นมาร่วมหนึ่งชั่วยาม ซึ่งยังดีว่าจ้าวจวินหลางนั้นได้ยินเพียงประโยคยอมรับฐานะ ‘สะใภ้เล็ก’ ด้วยใจของนางเท่านั้น เกรงว่าหากเขาได้ยินความคิดความอ่านที่หวังลี่จูกล่าวแก่หลิวไทเฮาทั้งหมด บุรุษหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีคงกระอักออกมาเป็นโลหิตจริงแท้...
“ข้าจะไปสวดมนต์ยังหอพระสักสามถึงสี่ชั่วยาม เจ้ารอได้ก็รอ หากรอไม่ได้ก็ลงเขาไปเถิด หญิงชราเช่นข้าหรือจะสำคัญเท่าสตรีสาวงดงามเช่นหลวนจิ้งอวี่!”
กล่าวแล้วหลิวไทเฮาก็สะบัดใบหน้าซึ่งยังงดงามเดินตรงไปยังเรือนพักของหัวหน้าแม่ชีเหยียน ฝ่ายของจ้าวจวินหลางนั้นถึงกับยืนเซ่อเพราะยังไม่ทันได้พูดจากันกี่คำตนเองก็ถูกมารดานั้นแสดงกิริยาแง่งอนใส่กันเสียยิ่งกว่าดรุณีน้อย จนเขาต้องหันไปหาองครักษ์คนสนิทเช่น ‘ลู่เจิง’ คล้ายอยากจะถามว่าตนเองไปทำสิ่งใดผิดเข้ามารดาจึงแง่งอนใส่กันเช่นนี้
“ข้าผิดอันใดลู่เจิง?”
“อาจทรงลงมาจากหลังคาผิดจังหวะพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“???”
ตอนที่ 15 เจ้าสาวของข้าหายไป!!! ฝ่ายทางด้านของสองพี่น้องที่กลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุสิบสาม อีกคนอายุสิบห้านั้นได้ติดท้ายขบวนขนส่งสิ้นค้าของสำนักคุ้มภาย ‘อวิ๋นฉี’ ซึ่งจะเดินทางผ่านด่านทิศเหนือที่ใกล้ชิดติดกับซีหยวนและเป่ยฮั่น โดยมีแม่น้ำสายใหญ่หวงเหอกั้นขวางแบ่งระหว่างโยวโจว ซีหยวน กับเป่ยฮั่น แล้วมีเผ่าขนาดเล็กอีกหกเผ่าหลบหนีไปไกลกว่าหลายร้อยลี้แล้วไม่ได้ทราบเลยว่าบัดนี้ภายในวังหลวงของโยวโจวนั้นกำลังวุ่นวายกันใหญ่ เพราะหมิงหวังและหมิงเยว่กงจู่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเลยสักนิด“เจ้าพวกบัดซบ สวะสิ้นดี สตรีถึงสองนางหายไปกลับไม่มีผู้ใดพบเห็น นางหาใช่มดหรือแมลงจึงจะมีปีกบินหนีไปได้ ไปเร่งค้นให้ทั่ว!”จ้าวจวินหลางโกรธจนลมออกหูเมื่อทหารม้าเกราะดำร่วมห้าร้อยชีวิตต่างก็ค้นหาไปจนทั่วทุกซอกทุกมุมของวังหลวงแล้ว ทว่ากลับไร้เงาของสองกงจู่ไปจนสิ้น หลิวไทเฮาถึงกับเป็นลมไปหลายตลบ เพราะคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีแล้วตนเองนั้นประมาทหัวใจของสองพี่น้องสกุลหวังเกินไปงานแต่งงานใกล้เข้ามาเหลืออีกเพียงไม่ถึงสิบวัน ทุกสิ่งทุกอย่างจัดเตรียมเอาไว้เกือบพร้อมหมดแล้วโดยไม่มีผู้ใดมันจะมาคิดว่าตัวของว่าที่เจ้าสาวนั้นจะ
ตอนที่ 14 วางแผนหลบหนี (จบบท)พออีกสองวันต่อมาหวังลี่เจินนั้นก็เริ่มแอบลักลอบหนีออกจากวังหลวงแล้วไปหาเหล่าสหายทั้งหลายในตลาดให้ช่วยนำตั๋วเงินไปแลกเป็นแผ่นทองคำแทน พร้อมกันนั้นก็เตรียมหาขบวนสินค้าที่พวกนางสองพี่น้องพอจะอาศัยติดตามข้ามไปยังต่างแดนเช่นซีหยวนหรือไม่ก็เป็นเป่ยฮั่น เพราะหวังลี่จูนั้นบอกว่าเป็นเพียงสตรีสองนางหากหลบหนีกันไปเพียงสองคนจะไม่ปลอดภัยจำต้องอาศัยขบวนขนสินค้าข้ามชายแดนกับปลอมตัวจึงพอจะรอดพ้นออกจากโยวโจวได้“เป็นเช่นไรบ้างอาการของข้าน่ะท่านหมอซู” คนข้อเท้าเจ็บพยายามฝึกฝนใช้ไม้เท้าและขยันกินยา ทำทุกสิ่งที่ท่านหมอหลวงแนะนำด้วยความคิดที่ว่าตนเองต้องรีบหายให้เร็วที่สุด งานแต่งงานใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกนางสองพี่น้องจะต้องหนีไปให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่งงานอันใดนั้นผู้ใดอยากตบแต่งกัน ชินหวางเฟยผู้ใดต้องการนางล้วนไม่สนใจ นางกับน้องสาวต้องการอิสระเพียงเท่านั้น ยศถาบรรดาศักดิ์อันใดพวกนั้นนางล้วนมิต้องการทั้งสิ้น“ดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะกงจู่ กระหม่อมเพิ่มตัวยาสมุนไพรให้แก่กงจู่อีกขนานรับรองว่าอีกไม่เกินสิบวันกงจู่ย่อมจะทรงต้องกลับมาเดินได้เป็นปกติเช่นเดิมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ทรงกัง
ตอนที่ 13 วางแผนหลบหนี (1)“พี่สาว!/ลี่จู!”สตรีสองนางแต่ต่างวัยต่างเร่งพุ่งสวนทางกับจ้าวจวินหลาง โดยไม่มีใครสนใจเขาแต่รีบเข้ามายังด้านในแล้วนั่งขนาบข้างของหวังลี่จูคนละฟาก ข้างด้านซ้ายมือคือหลิวไทเฮา ส่วนด้านขวามือก็คือหวังลี่เจิน ที่พื้นด้านล่างมีเสี่ยวจื่อแล้วเสี่ยวจางนั่งจับจ้องคนบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด เลยไปด้านหลังของพวกนางก็ยังมีนางกำนัลและขันทีอีกร่วมยี่สิบชีวิตติดตามหลิวไทเฮาเข้ามาไม่ยอมห่าง“เจินเจิน” แต่ช่างหน้าแปลกยิ่งนักแม้นจะมีผู้คนมากมาก ทว่าหวังลี่จูนั้นกลับรู้สึกเดียวดายอย่างยากจะอธิบายได้ถูก มีเพียงหวังลี่เจินเท่านั้นที่นางมองเห็นเป็น ‘ครอบครัว' เพียงหนึ่งเดียวของตนเอง ส่วนผู้อื่นรอบกายนับร้อยนับพันล้วนเป็นผู้คนแปลกหน้าที่คาดหวังเอาแต่ผลประโยชน์จากพวกนางสองพี่น้องทั้งสิ้น!!!...ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง!...“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” ถึงจะขาดสติไปบ้างแต่ขนมธรรมเนียมประเพณีภายในวังหลวงอันเคร่งครัดนี้หวังลี่จูนั้นจะหลงลืมมิได้เด็ดขาด ถึงนางจะยังบาดเจ็บยากจะลุกขึ้นยืนทำความเคารพ แต่ก็ยังโค้งกายในขณะที่ยังนั่งอยู่ ทั้งที่ปวดเท้าไม่พอยังเจ็บหลังและก้นที่ถูกจับโยนลงมาเต็มแรงอีกด้วย“มิต้
“เจ็บล่ะสิ สมน้ำหน้า อยากซุ่มซ่ามเดินไม่ระวัง คิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน ก็เพียงห่านดงตนหนึ่งหาใช่นางหงส์องอาจทำเป็นหลงชาติกำเนิดของตนเอง รู้ว่าเส้นทางมันมืดแถมกระโปรงยังราวรุ่มร่ามไม่เจียมตัวจริง ๆ...โง่เขลาสิ้นดี!!!”...นั่นปะไรนางถูกพูดจาดูถูกอีกแล้ว แต่...มันก็จริง พวกนางสองพี่น้องก็เป็นเพียงห่านดงหลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงนางพญาหงส์และเหยี่ยวเวหา แต่เป็นพวกนางหรือที่อยากจะมาอยู่ยังที่แห่งนี้ ก็เป็นมารดาของเขามิใช่หรือที่ยกเอาคำว่า ‘ทดแทนบุญคุณ' มากักขังพวกนางสองพี่น้องเอาไว้ในสถานที่ชั่วช้าแห่งนี้!!!ยิ่งคิดพลันน้ำอุ่น ๆ มันก็ไหลออกมาจากดวงตาอย่างยากจะหักห้ามได้อีกต่อไป ร่วมสี่เดือนที่พวกนางต้องทุกข์ยากและอดทน ต้องฝืนทำและฝึกฝนในสิ่งที่หลิวไทเฮายัดเยียดมาให้โดยไร้คำถามไถ่ว่าพวกนางสองพี่น้องต้องการหรือไม่ กฎเกณฑ์มากมายถูกจับยัดมาใส่สมอง พวกนางเหนื่อยร่างกายพักผ่อนนอนหลับมันก็จางหาย แต่หลายเดือนผ่านมาเหนื่อยใจมีแต่มากล้นยากจะบรรเทา“มะ...หม่อมฉันสองพี่น้องก็มิเคยต้องการเพคะ...ฮึก...ไม่เคยต้องการเป็นกงจู่...ฮือ...และยิ่งไม่เคยต้องการสามีแบบพวกท่าน!”เหลืออดเหลือทนเข้าหญิงสาวนั้นก็ระเบิดมันออ
“ท่านนี่มัน...” อยากด่าให้สาแก่ใจแต่ก็ไม่กล้า ‘ปากดี' ในถิ่นของเขา นางจำต้องกัดเรียวปากของตนเองจนได้กลิ่นคาวโลหิตลอยฟุ้งพุ่งขึ้นเต็มกระพุ้งแก้มและโพรงปาก หญิงสาวอดทนฝืนเก็บความเจ็บปวดเอาไว้จนดวงตาเรียวสวยคู่นั้นแดงก่ำเพราะฝืนกลืนน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาอีก“เปิ่นหวางทำไม?...อยากด่าก็ด่าออกมาเลยอย่ามาเสแสร้งจะดีกว่าคนงาม” จ้าวจวินหลางทรุดลงมานั่นสับส้นเท้าแล้วเอื้อมมือไปบีบแก้มของหวังลี่จูจนนางปากจู๋ จะให้กล่าวกิริยาในยามนี้เป็นดัง ‘พยัคฆ์' กำลังล้อเล่นกับ ‘หนูนา' ตัวน้อยก่อนจะสังหารให้ตายก็มิปาน“มิกล้า...มิกล้า...ลี่จูย่อมมิกล้าแม้แต่จะคิดร้ายต่อชินอ๋อง ดังนั้นจะกล้าด่าทอชินอ๋องไปได้เช่นไรเล่า” หญิงสาวยิ้มแย้มทั้งที่เจ็บปวดที่ข้อเท้าแทบขาดใจ นางอดทนจนหน้าแดงตาแดง เห็นแล้วจ้าวจวินหลางนั้นก็ถึงกับปวดดวงใจอย่างไร้สาเหตุ“ไหนให้ข้าดูหน่อย!” ตะคอกข่มขวัญนางเอาไว้ก่อนทั้งที่ภายในใจของเขานั้นเริ่มสั่นไหวไปหมดกับดวงตาแดงชอกช้ำและใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าหวังลี้จูนั้นเจ็บปวดมากจริง ๆ แต่ที่ตนเองโยนกายอรชรนั้นลงโครมใหญ่ ก็เพราะกลัวเสียหน้า เกิดมาแม้แต่มารดาของเขาเองยังไม่เคยอุ้ม
'เอาวะยอมวิงวอนอ้อนขอร้องเขาสักหน่อยมันจะเสียศักดิ์ศรีสักเท่าใดกันเชียว ดีกว่าต้องคลานสี่เท้ากลับตำหนักซุ่นอวินให้อับอายนางกำนัลและขันทีกับเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย'หวังลี่จูคิดในใจเสร็จก็ตัดสินใจกัดฟันพุ่งตรงเข้าไปกอดสองขาแกร่งของ ‘ชินอ๋อง' อย่างไม่มีการรักษามารยาทอีกต่อไป ศักดิ์ศรีอันใดนั้นปกติคนเช่นนางไม่มีอยู่แล้ว ขอเพียงเอาชีวิตรอดทำเวลาเร่งกลับไปหาน้องสาวให้จงได้ ต่อให้นางกราบอีกฝ่ายเป็น ‘ท่านอาจารย์' หวังลี่จูก็ไม่มีวันถือสามันให้หนักเด็ดขาด!“น้า...ชินอ๋องทรงเมตตาลูกนก ลูกห่านตาดำ ๆ ผู้นี้ด้วยเถอะเพคะ ชินอ๋องคนดี...ชินอ๋องผู้ประเสริฐที่สุดในใต้หล้า”นางกำนัลสองพี่น้องเช่นเสี่ยวจื่อกับเสี่ยวจางถึงกับมองแล้วอึ้งยืนตกตะลึงอ้าปากค้างพะงาบกลืนลมลงท้องอย่างน่าสงสาร โดยซ่งจินองครักษ์คนสนิทที่ติดตามใกล้ชิดมาด้วยเองยังถึงกับแอบหันหน้าหนีไม่กล้าจะมองกับกิริยาลูกสุนัขตัวน้อยเลียแข้งเลียขาเจ้านายของมัน หวังวิงวอนอ้อนขอให้จ้าวจวินหลางนั้นโอบอุ้มตัวของมันขึ้นมาจากพื้นสักคราว ผู้ใดพบเห็นใจแข็งเกินหนึ่งเค่อนับว่าเป็นยอดบุรุษ!“ไม่!...ปล่อยขาของเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้ ตนเองเดินไม่ระวัง ทั้งโง่เง่า ทั้







