เข้าสู่ระบบสองพี่น้องถึงจะมีตั๋วเงินเก็บอยู่ในตัวถึงหนึ่งพันตำลึง ทว่ากลับยังคงไปรับจ้างตัดผักจากนั้นก็เข็นผักไปส่งให้แก่ร้านค้าทั้งหลายตามตลาดต่าง ๆ ในเมืองโยวโจวกับร้านอาหารตามโรงเตี๊ยม แล้วยังมีจวนสกุลใหญ่อีกหลายจวนกว่าจะเสร็จก็เข้าสู่บ่ายคล้อยดังเช่นทุกวัน จากนั้นจึงมุ่งหน้านำเงินกลับไปส่งคืนให้แก่เจ้าของสวนผักด้วยเงินที่ครบถ้วนมิขาดไปแม้เพียงหนึ่งเหวิน
“ขอบใจพวกเจ้ามากนะเสี่ยวจู เสี่ยวเจิน พวกข้าแก่ชราลงมากแล้ว หากไม่ได้พวกเจ้าสองพี่น้องข้าก็คงลำบากไม่น้อย” สวนผักสุดท้ายซึ่งเป็นของสองผู้เฒ่าสกุลเสิ่น ที่ลูกสาวนั้นแต่งงานออกไปเป็นอนุภรรยาสามปียังไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลยสักเพียงหนึ่งครั้ง ส่วนบุตรชายคนโตไปเป็นทหารก็หายลับไม่กลับมา บุตรชายคนเล็กความหวังเดียวก็มาถูกงูกัดตายไปเมื่อปีก่อน
บัดนี้สองผู้เฒ่าสกุลเสิ่นจึงอยู่กันเพียงลำพัง ยังดีว่าสองพี่น้องสกุลหวังนั้นมารับจ้างทำงานทุกสิ่ง ตั้งแต่ขุดดินลงเมล็ดผัก เพาะปลูต้นกล้า แล้วย้ายต้นกล้าเหล่านั้นไปลงยังแปลงผัก ตลอดจนผสมปุ๋ยคอกก็ล้วนเป็นสองพี่น้องทั้งสิ้น พอช่วงนี้ได้เวลาตัดผักที่ปลูกไว้แล้ว สองพี่น้องก็หาร้านค้าและจวนใหญ่เพื่อนำผักที่ตัดสดใหม่ไปส่ง แล้วให้สองสามีภรรยาแซ่เสิ่นที่วัยนั้นก็ล่วงเลยมาถึงหกสิบปีแล้วนั่งรอรับเงินอยู่ที่จวนอย่างเดียวเลยก็ว่าได้
“วันนี้ได้มาทั้งหมดสองร้อยยี่สิบเจ็ดเหวินเจ้าค่ะ” หวังลี่จูกางบัญชีที่นางจดรายละเอียดมาว่าผักของสกุลเสิ่นนั้นส่งที่ร้านใด จวนใดบ้าง ก่อนที่นางจะทำการนับรวมยอดเงินให้ไปจนครบถ้วน นางนับอีกครั้งต่อหน้าสองผู้เฒ่าซึ่งพวกท่านต่างก็ดีใจมากล้น หากไม่ได้สองเด็กสาวกำพร้าคู่นี้ช่วยเหลือ ถึงจะเป็นการช่วยเหลือแลกค่าจ้าง แต่สองพี่น้องแซ่หวังไม่เคยโกงกินค่าผักเลยสักครั้ง หากเป็นคนอื่นคงได้เงินไม่ครบทุกเหวินเช่นนี้
“เอาละ ห้าสิบอีแปะนี้ให้เจ้านะเสี่ยวจู ส่วนห้าสิบอีแปะนี้ให้เจ้าเสี่ยวเจิน” สองผู้เฒ่าแซ่เสิ่นคิดถี่ถ้วนแล้วว่าตนเองมีเพียงที่ดินกับเมล็ดพันธุ์พืชผักเท่านั้น ส่วนการปลูก การดูแล ไปจนถึงการตัด และนำไปขายก็ล้วนเป็นสองสาวน้อยคู่นี้ พวกเขาจึงแบ่งให้สองพี่น้องแซ่หวังมากเช่นนี้
“พวกเราขอรับไว้เพียงห้าสิบอีแปะก็พอเจ้าค่ะท่านตาท่านยาย เพราะกว่าผักจะตัดได้ก็ต้องใช้เวลาเพาะปลูกอยู่นานราวหกสิบถึงเก้าสิบวัน ท่านตากับท่านยายยังต้องซื้อข้าวสาร ไหนจะยังมีค่าสมุนไพรที่พวกท่านต้องกินประจำอีก”
สองพี่น้องแซ่หวังถึงจะยากจน ถึงจะชอบเงินชอบทอง แต่ให้เอารัดเอาเปรียบคนแก่ชราพวกนางทำไม่ลงคอหรอก จึงรับเงินมาเพียงรวมกันแล้วห้าสิบอีแปะซึ่งก็ไม่ได้มากแต่ก็ไม่น้อย จากนั้นสองสาวน้อยจึงขอตัวกลับขึ้นเขาไห่เหมี่ยวเช่นเดิม
“หวังว่าวันนี้พวกเราจะไม่ต้องทำตนเป็นบุรุษช่วยโฉมงามอีกแล้วนะพี่สาว”
เจ้าตัวเล็กพูดจาทะเล้น ใบหน้ามอมแมมนั่นสดใสมากมายไปด้วยความสุข ทำให้หวังลี่จูเองก็อดจะยิ้มแย้มตามไปด้วยอีกคนมิได้ คนเราก็เท่านี้เหนื่อยงานหนักหนาคงไม่ทุกข์ยากเท่าเหนื่อยหัวใจ พวกนางสองพี่น้องหิวก็เพียงหาของกินใส่ปากใส่ท้องจนอิ่ม ง่วงก็นอน เรื่องปวดหัวอย่างอื่นกล่าวกันตามจริงตั้งแต่ข้ามภพมาอยู่ในร่างของหวังลี่จู แล้วขึ้นมาอาศัยอารามหรือเรียกภาษาที่นางเข้าใจง่ายก็คือ ‘วัด’ นี่เองก็ไม่เคยทุกข์ใจอันใด มีเพียงทุกข์ทางกายเท่านั้น
“ขึ้นเขาอย่ากล่าวถึงโจร เข้าป่าอย่าได้เอ่ยถึงสัตว์ร้ายรู้หรือไม่”
หวังลี่จูเดินขึ้นไปจนตีคู่กันอาศัยที่ตนเองสูงกว่าน้องสาวเล็กน้อยขยี้จนมวยจุกสองข้างของหวังลี่เจินหลุดเส้นผมฟูฟ่อง เด็กสาวกรีดร้องที่ถูกพี่สาวรังแกจึงหันมาใช้นิ้วพิฆาตจิ้มไปที่เอวอรชรของคนเป็นพี่สาวบ้าง คราวนี้กลับเป็นหวังลี่จูบ้างที่หัวเราะจนสะท้อนก้องไปทั่วทั้งภูเขา นกกาพากันบินหนีดูวุ่นวายเพราะสองพี่น้องหยอกล้อเล่นกัน
จนกลับถึงเรือนนอนในส่วนของตนเอง ท้องฟ้ายังไม่มืดสองพี่น้องแอบประสานสายตากันแล้วก็แอบยกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้แก่กัน นานมากแล้วที่พวกนางกินเพียงผัดผักต้ม ผักนึ่งกับมันเทศเผา วันนี้พวกนางจะกินปลาเผาบ้างจึงนัดแนะซุกซ่อนเบ็ดคิดจะไปตกปลากันที่ลำธารซึ่งกั้นกลางระหว่างภูเขาของไต้ซือหรือก็คือพระจีน บางคนก็เรียกหลวงจีนออกจากภูเขาฟากฝั่งที่เป็นของซือไท่หรือฝ่ายอารามแม่ชีอย่างชัดเจนเอาไว้
“เบ็ดมันช้า เรามาใช้ไม้แหลมนี่กันเถอะ”
เพราะหวังลี่เจินเกิดและเติบโตมาจากดินแดนแห่งนี้ ส่วนหวังลี่จูนั้นเป็นวิญญาณข้ามภพมาย่อมมีความสามารถแตกต่างกัน หวังลี่เจินนั้นแทงปลาด้วยไม้ไผ่ที่เหลาจนแหลมได้เก่งกว่าคนเป็นพี่ ส่วนหวังลี่จูนั้นยืนตกปลาจนเจ้าตัวแสบนั้นแทงปลาอวบอ้วนมาได้ถึงสี่ตัว คนทำบาปไม่ขึ้นเลยต้องยอมแพ้
“หากไม่สะดวกใจจะตอบก็เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะก็พอลี่เจิน” เพราะนางดูลำบากใจอาจจะขัดเขินเขาจึงหาทางออกให้อีกฝ่าย ซึ่งคราวนี้จ้าวจวินข่ายนั้นคาดเดามิผิดไปเพราะหวังลี่เจินหนึ่งเขินอาย และสองกำลังสับสน กับสามนางตกใจที่ไม่ทันตั้งสติกลับถูกบุรุษสารภาพความในใจ นางไม่เป็นลมไปก็ดีเท่าใดแล้ว“ดะ...ได้เพคะ...อีกสามปีหม่อมฉันจะให้คำตอบแก่ฝ่าบาท แต่เวลาสามปีนี้หม่อมฉันจะขอ ‘ปลูกผักขายอยู่ท้ายจวนท่านอ๋อง’ รอให้ฝ่าบาทได้พิสูจน์ความจริงใจนะเพคะ”ในเมื่อเขากล้าจะสารภาพนางเองจะไม่ยอมเสียหน้าทำตนเป็นคนไร้คุณธรรมและใจคับแคบไม่เปิดใจ จึงรับปากออกไป นางเขินอายนั่นช่างมัน แต่เรื่องใดที่ตัดสินใจนางจะไม่ปิดปากจึงตอบไปชัดเจน“ข้าจะไม่ย่อท้อกับโอกาสที่เจ้ามอบให้”อ้อมแขนกำยำกอดรัดกายอรชรแน่นขึ้นอีกสองส่วน ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้หวังลี่จูถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างน้อยสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดก็ไม่เสียเปล่าแล้ว“สบายใจแล้วก็กลับไปนอนกันเถิด”จ้าวจวินหลางที่ตามใจภรรยายอมให้นางแอบตามมาดูผลงาน ครั้นเห็นภาพนั้นเช่นกันจึงเอ่ยชวนอีกฝ่ายกลับไปใช้ช่วงเวลาส่วนตัวด้วยกันสักครา เพราะทราบดีบัดนี้หวังลี่จูปลอดโปร่งโล่งใจแล้ว“ข
‘ข้าซาบซึ้งกับความรักและอีกหลายสิ่งในชีวิตก็เพราะเสด็จแม่และพี่ใหญ่ เช่นนี้จึงไม่เคยหลงเหลือความโกรธเคืองหรือน้อยใจอีกแล้ว’นั่นคือสิ่งที่จ้าวจวินหลางเอ่ยกับเขาเมื่อถามกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่างพี่น้องว่าอีกฝ่ายโกรธเคืองเขาหรือไม่ที่ทำเช่นนั้นลงไป เวลาและความทุกข์ช่างทำให้คนเราเติบโตได้จริงดังที่พระมารดาเคยกล่าวไว้จริงแท้ฝ่ายหวังลี่เจินถึงกับเสียกิริยาเพราะมิคาดว่าคนเช่นบุรุษตรงหน้าจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาจนนางไปต่อไม่ถูกเช่นนี้จะร้ายกาจเข้าใส่เช่นที่ผ่านมานางย่อมมิกล้า แต่จะให้นางคิดดีทำดีกับอีกฝ่ายนั้นกลับลังเล จะทำอันใดก็ไม่ถูกแล้วจริง ๆ ในยามนี้ เรียกว่ายืนเป็นบื้อเป็นใบ้ไปครู่คงถูกต้องที่สุด“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าวกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”พอตั้งสติได้หวังลี่เจินจึงได้เอ่ยถามออกไป เขามาดีนางจะร้ายกาจคืนกลับไปย่อมมิได้ สาวน้อยจึงต้องกล่าววาจานุ่มนวลและมีเหตุผลคืนกลับไป เช่นไรหวังลี่จูก็อบรมเด็กสาวมาดีถึงจะชิงชังหรือโกรธเคือง แต่ถ้าอีกฝ่ายมาดีด้วยนางย่อมต้องดีตอบสนองคืนกลับไปเช่นกัน“ไปคุยกันตรงนั้นเถิด” จ้าวจวินข่ายชี้มือไปทางศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมบึงบัวในอุทยานหลวงแล้วออกเดินนำหน้าไปก่อน ซึ
ตอนที่ 55สายลมยามค่ำพัดรวยรินหลังจากร่วมกินข้าวกับพี่สาวกับพี่เขยและพูดคุยจนเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวช่วยเหลือตนเองเรียบร้อย หวังลี่เจินก็ขอเดินกลับตำหนักของตนเองแทนการนั่งรถม้า เพราะอยากคิดทบทวนถึงสิ่งที่พี่สาวแนะนำกับนางมา‘วันนี้เจ้ายังเยาว์ยิ่งนัก จงอย่าเพิ่งตัดสินใจอันใดเลยให้เวลากับตนเองอีกหน่อยเถิดนะเจินเจิน’หวังลี่เจินคิดไปถึงประโยคสุดท้ายพี่สาวที่เอ่ยตักเตือนเมื่อตนเองกล่าวไปว่าคงยากที่จะทำใจร่วมชีวิตกับบุรุษเจ้าเล่ห์ดังจิ้งจอกเก้าหางที่ส่งพี่สาวของตนเองไปลงสนามที่โอกาสรอดชีวิตมีเพียงสามในสิบส่วนไปได้ แต่พี่สาวของนางกลับกล่าวให้นาง ‘ให้โอกาสตนเองได้เลือก’ในวันที่เติบโตกว่านี้‘แต่เขาไม่สมควรได้รับโอกาสนั้นสักเพียงนิดเดียวนะพี่สาว’ นางจำได้ว่าตนเองแย้งไปเช่นนั้น แต่คนซึ่งเติบโตมาก่อนนางกลับแย้มยิ้มใจเย็นแล้วค่อย ๆ อธิบายจนนางพูดอันใดไปออกอีก‘พี่สาวมิเคยกล่าวว่าให้เจ้าไปให้โอกาสผู้อื่นแม้เพียงครึ่งคำ แต่ที่บอกนั้นล้วนให้เจ้าให้โอกาสตนเองต่างหากเด็กโง่’ นึกมาถึงประโยคนั้นหวังลี่เจินจึงค่อยได้คิดว่าทั้งสิ้นพี่สาวไม่เคยคิดน้อยเลยสักครั้งสำหรับอนาคตของนาง ตรงกันข้ามหวังลี่จูคิดและวา
จ้าวจวินหลางจับมือเรียวที่กำลังใช้ผ้าขัดผิวตรงแขนแกร่งของตนเองให้หยุดทุกสิ่งเพื่อจะได้ฟังเขาให้ชัดเจน อยากกล่าวเพียงครานี้หนึ่งครั้งจบสิ้นไร้ข้อกังขาต่อเรื่องหลวนจิ้งอวี่อีก“กับหลวนจิ้งอวี่มันคือ ‘แผน’ เท่านั้น หาได้มีเรื่องหัวใจมาผูกพัน แต่สำหรับเจ้า…ทั้งหัวใจทั้งชีวิตข้าที่เหลือจนสิ้นใจขอมอบให้หวังลี่จูเท่านั้น”ขณะที่เขากล่าววาจานั้น จ้าวจวินหลางก็ขยับให้มือเรียวไปทาบอยู่ในจุดที่ภายในมีหัวใจเต้นจังหวะมั่นคงพร้อมมืออีกข้างจับปลายคางเรียวให้อยู่ในระดับที่จะมองประสานสายตากับเขาได้พอดี…ตึก ๆ…หัวใจของหวังลี่จูเต้นระรัวเพราะความจริงจังนั้นนางสัมผัสมันได้ทั้งจากแววตาและน้ำเสียง“เช่นที่ข้าเคยบอกแก่เจ้าไปแล้ว สำหรับนางคือ ‘หน้าที่’ แต่กับเจ้านั้น ‘หัวใจ’ ถึงข้ามิใช่บุรุษที่ดีแต่อันใด หน้าที่กับหัวใจข้าแยกออกจากกันชัดเจน และจะไม่มีวันโกหกเด็ดขาด”จ้าวจวินหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น แต่ก็ยังคงกล่าวออกมาด้วยความเนิบช้าไร้กิริยาล้อเล่นผิดไปจากปกตินิสัยของเขาไปจนสิ้น ท่านอ๋องหนุ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดของสกุลหลวนกับความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง เขาเล่าช้า ๆ เล่าอย่างละเอียดจนหวังลี่จูที่ไม่ใ
หวังลี่จูเปิดรอยยิ้มละมุนละไมแสนจะจริงใจให้กับผู้เป็นพี่ชายของพระสวามีก่อจะเอ่ยตอบออกไปถึงสาเหตุที่ตนเองเปลี่ยนไปจากอดีตราวกับนางเป็นผู้ใดอีกคนเช่นนี้“นั่นก็เพราะ ‘เวลา’ ในอดีตที่ฝ่าบาทมอบให้จึงทำให้หม่อมฉันเติบโตขึ้น มองเห็นความจริงมากขึ้น ดังนั้นความสุขที่แท้จริงย่อมเป็นสิ่งที่เจินเจินเลือกเอง นางเลือกเส้นทางชีวิตเองนั่นจึงเป็นความสุขอันแท้จริงเพคะ”เพราะถ้าหากนางตัดสินใจแทนหวังลี่เจินก็คงไม่ต่างจากหลิวไทเฮาหรือฮ่องเต้ที่ถึงไม่ได้บีบบังคับแต่เรียกได้ว่า ‘ยัดเยียด’ คงจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นนางจึงขอเวลาให้น้องสาวนั้นเติบโตและเลือกเส้นทางชีวิตคู่ด้วยตนเองนั่นจึงหมายถึงว่านางรักน้องสาวจากใจจริง คนเราเติบโตขึ้นทุกวันหากนางไปคิดหรือตัดสินใจแทนน้องนั่นจึงเรียกว่ารักอย่างผิดเส้นทางถึงตนเองมิใช่บิดาและมารดา แต่ก็เป็นพี่สาวที่รักน้องสาว อดีตนางอาจเคยหลงผิดยึดติดไปบ้างเพราะอายุยังน้อย แต่พอได้เติบโตมองเห็นโลกกว้างมากกว่าในอดีตจึงเริ่มคิดได้ บัดนี้จึงไม่คิดตัดสินว่าหลิวไทเฮานั้นผิดแล้วตัวของนางถูก แต่กลับมองว่าถ้าจะผิดนางที่คิดแทนหวังลี่เจินเองย่อมผิดเช่นกัน…คนเราไม่จำเป็นต้องมีสีขาวหรือดำสนิท
ตอนที่54และในรุ่งอรุณมาเยือนทั้งเป่ยหนิงอ๋องและเป่ยหนิงหวางเฟยล้วนต่างถูกปลุกให้ตื่นด้วย ‘คำสั่ง’ โดยตรงจากฮ่องเต้ให้ไปเข้าประชุมปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่หวังลี่จูได้ให้คำแนะนำกับฮ่องเต้โดยตรงไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าจ้าวจวินข่ายย่อมทบทวนจนแน่ใจแล้วว่า ‘แผน’ ที่น้องสะใภ้ชี้แนะนั้นให้ประโยชน์กับแผ่นดินโยวโจวมากกว่าเสียพอคิดตกเช่นนั้นคนที่ไม่ชอบรีรอจนเสียการใหญ่จึงเรียกขุนนางที่เกี่ยวข้องและวางใจได้เข้าประชุมเร่งด่วนตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่กระจ่างดีเช่นนี้“น้องสะใภ้ สวามีของเจ้าเขานอนตกหมอนหรือเหตุใด แม้แต่ข้าที่เป็นพี่ชายทั้งยังเป็นฮ่องเต้อีกด้วยจึงบังอาจทำหน้าทะมึนใส่มิไว้หน้าเช่นนี้?”จ้าวจวินข่ายฉวยโอกาสที่น้องชายนั้นกำลังหันไปพูดคุยกับอัครมหาเสนาบดีกู้เร่งสอบถามน้องสะใภ้อย่างระแวงเจ้าน้องชายตัวแสบ ว่ามันจะถือเอาความแค้นที่ตนเองคุยกันด้วยภาษาลับของอิงซื่อมาเล่นงานตนเองเพิ่มอีกกระทง ทั้งที่ความผิดเก่ายังไม่ทันได้ชดเชยเอาได้“เอ่อ…”หวังลี่จูจะกล้าตอบได้เช่นไรว่าสาเหตุที่สุนัขป่าโกรธฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายนั้นเป็นด้วยเรื่องแสนน่าอับอายที่เขากำลังจะจับนางกินกลืนลงท้องเป็นของว่า







