LOGIN
กลิ่นเหม็นอับของไม้ผุพังผสมกับกลิ่นคาวของเลือดที่ไหลทะลัก
ในเรือนร้างสกุลเฉิน ซูอี้จินนอนตะแคงอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและหยากไย่ ร่างกายของนางบิดเกร็ง เลือดทะลักออกจากริมฝีปาก
พิษกร่อนกระดูกกำลังกัดกินอวัยวะภายใน ตั้งแต่แต่งเข้ามาในสกุลเฉิน นางถูกพิษชนิดนี้ผสมในอาหารให้กินทุกวัน เมื่อพิษเริ่มซึมเข้าสู่กระแสเลือดในทุกๆวัน เริ่มแรกจากหญิงสาวอวบอ้วน บัดนี้ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงจนเหลือแต่หนังติดกระดูก กว่าจะรู้ตัวกระดูกก็เปราะบางและอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว ท้ายที่สุดเลือดจะเริ่มไหลออกจากทวารทั้งสี่
เสียงปลดกุญแจเหล็กดังขึ้น แสงสลัวจากคบเพลิงด้านนอก เผยให้เห็นรองเท้าผ้าไหมสีแดงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
ซูอี้จินฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง ท่อนล่างของนางชาหนึบไร้ความรู้สึก ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้กรามของนางขบเข้าหากันแน่น
ซูมู่เหยียนยืนอยู่ตรงนั้น สวมอาภรณ์หรูหราของฮูหยินเอก ใบหน้าที่เคยแสร้งยิ้มหวานให้แก่นางเสมอมา บัดนี้ประดับด้วยรอยเหยียดหยาม มือข้างหนึ่งวางทาบลงบนหน้าท้องที่นูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"พี่หญิงอี้จิน...ไฉนสภาพของท่านจึงดูไม่ได้ถึงเพียงนี้เล่า"
ซูมู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางก้มลงเว้นระยะห่างพอไม่ให้ชายกระโปรงเปื้อนเลือดที่เจิ่งนอง
ซูอี้จินเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก "พวกเจ้า... หักหลังข้า..."
"หักหลังหรือ? พูดให้ถูกคือท่านหมดประโยชน์แล้วต่างหาก"
ซูมู่เหยียนลูบหน้าท้องของตนเองช้าๆ
“ท่านพี่ซิวหยวนทนร่วมหอกับสตรีไร้สมองเช่นท่านมานานหลายปี เพียงเพื่อขอยืมอำนาจของแม่ทัพซูเบิกทางสู่ราชสำนัก เลิกหลอกตัวเองได้แล้วพี่หญิง! อย่าคิดนะว่าเรื่องบังเอิญที่สระบัววัดหลงซานจะเป็นวาสนาสวรรค์ประทาน ทั้งหมดนั่นคือแผนการที่ข้าและท่านพี่ซิวหยวนร่วมมือกันต่างหาก! มีเพียงสตรีโง่งมเช่นท่านเท่านั้นแหละที่หลงเชื่อจนหมดใจ บัดนี้เขาสมปรารถนาแล้ว ส่วนตัวข้าก็กำลังอุ้มชูสายเลือดที่แท้จริงของสกุลเฉินอยู่”
นิ้วที่เปื้อนเลือดของซูอี้จินจิกตะกุยพื้นไม้ นางพยายามตะเกียกตะกายเข้าหาญาติผู้น้อง มือสั่นเทาคว้าเข้าที่ชายกระโปรงซูมู่เหยียน
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูมู่เหยียนแข็งค้างไปชั่วขณะ นางเกลียดความสกปรกยิ่งกว่าสิ่งใด ความขยะแขยงแล่นพล่านขึ้นมา นางยังคงปั้นหน้ายิ้ม แต่เท้ากลับตวัดเตะเข้าที่ยอดอกของซูอี้จินอย่างแรง
ร่างของซูอี้จินหงายหลังกระแทกพื้น เลือดคำโตพ่นออกจากปาก
"อย่าเอามือสกปรกของท่านมาแตะต้องตัวข้า!!" ซูมู่เหยียนสะบัดชายกระโปรง
“อ้อ... ข้าลืมบอกข่าวดีแก่ท่านไป” ซูมู่เหยียนแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"พี่หญิง...ท่านอย่าทำหน้าโง่งมเช่นนั้นสิ เมื่อเจ็ดวันก่อน ตอนที่ท่านติดสินบนพวกบ่าวชั้นต่ำเพื่อลอบหนีกลับไปจวนสกุลซู ท่านคิดจริงๆ หรือว่าจะรอดพ้นสายตาข้าไปได้?"
นางก้าวเข้าไปหา ชะโงกหน้ากระซิบด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่ทุกถ้อยคำกลับกรีดลึกราวกับใบมีดอาบยาพิษ
"ตอนที่ท่านตะเกียกตะกายกลับไปถึงจวน ภาพเลือดที่เจิ่งนองท่วมลาน กับซากศพของคนในครอบครัวที่นอนกองระเนระนาดทับซ้อนกัน คงเป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจท่านมากเลยใช่หรือไม่ล่ะ? ช่างน่าเวทนาบิดาของท่านนัก ถูกจัดฉากหลอกให้ดูเหมือนคิดหลบหนีคดี โทษทัณฑ์ขัดขืนเบื้องสูงจึงลุกลาม กลายเป็นการลงดาบฆ่าล้างโคตรตระกูลจนสิ้นซาก!"
ดวงตาของซูมู่เหยียนทอประกายเหี้ยมเกรียม มุมปากแสยะยิ้มอำมหิตเมื่อเห็นร่างของซูอี้จินสั่นสะท้าน
"แต่พี่หญิง... ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ท่านพี่ของข้าใจบุญสุนทานนัก ทนเห็นศพบิดาและพี่ชายของท่านเน่าเหม็นคาจวนไม่ได้ จึงอุตส่าห์ให้คนขนซากเนื้อไร้วิญญาณเหล่านั้นไปทิ้งไว้ที่ลานทิ้งศพนอกเมืองเพื่อเป็นการสงเคราะห์ ป่านนี้ฝูงอีกาและแร้งหิวโซคงรุมทึ้งจิกกิน จนไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อติดกระดูกแล้วกระมัง"
ซูมู่เหยียนหัวเราะเสียงใส พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเยาะหยันสุดหัวใจ
"เห็นหรือไม่ว่าท่านพี่แสนดีเพียงใด ในเมื่อไม่มีศพให้ฝัง ไม่มีหลุมให้กราบไหว้ พี่หญิงก็ไม่ต้องเหนื่อยยากไปจัดงานศพให้เป็นที่อุจาดตาผู้คน สบายใจได้แล้วนะเจ้าคะ"
ดวงตาของซูอี้จินเบิกกว้าง เส้นเลือดฝอยในตาแตกแขนงจนแดงก่ำ นางอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง มีเพียงลมหายใจที่ขาดห้วงและน้ำตาปนสายเลือดที่ไหลรินลงมาอาบแก้ม
บิดาและพี่ใหญ่ ที่รักและถนอมนางดั่งแก้วตาดวงใจ ต้องมาตายเพราะนางหูเบา หลงเชื่อคำลวงของเฉินซิวหยวนและซูมู่เหยียน!
ด้านนอกประตู เสียงฝีเท้าของบุรุษดังขึ้น
"มู่เหยียน เจ้าเสร็จธุระหรือยัง ด้านในอากาศชื้นนัก ระวังจะกระทบกระเทือนถึงลูกในครรภ์"
เสียงของเฉินซิวหยวนดังแว่วเข้ามา เขาไม่แม้แต่จะก้าวเท้าเข้ามาในเรือนร้างแห่งนี้ด้วยซ้ำ ราวกับรังเกียจที่จะต้องมองสตรีที่เขาเคยพลอดรักและให้คำสัตย์สาบานว่าจะดูแลชั่วชีวิต
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะท่านพี่" ซูมู่เหยียนหันไปขานรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะหันกลับมามองซูอี้จินด้วยแววตาอำมหิต
"ลาก่อน พี่หญิงใหญ่ ชาติหน้าก็จงอย่าเกิดมาโง่งมเช่นนี้อีก"
ซูมู่เหยียนก้าวถอยหลังออกไปพ้นธรณีประตู นางส่งสัญญาณมือให้บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ด้านนอก คบเพลิงนับสิบถูกโยนเข้ามาในเรือนร้าง กองฟางและไม้แห้งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าติดไฟพรึบขึ้นมาในชั่วพริบตา
เปลวเพลิงโหมกลืนกินร่างของนางจนมิด
ด้วยความทรมานของเปลวงเพลิงที่เผาผลาญร่างของนาง ก่อนสิ้นใจความแค้นที่อัดแน่นถึงขีดสุดพลันกระตุ้นบางสิ่งในสายเลือดที่หลับใหลมาเนิ่นนาน "ปราณอัคคีบริสุทธิ์" ซึ่งสืบทอดทางสายเลือดมาจากมารดาผู้ล่วงลับและถูกปิดผนึกไว้ กลับตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันตามสัญชาตญาณและพลังความแค้นที่ถูกกระตุ้น
แทนที่เลือดในกายจะเดือดพล่านจากความร้อนภายนอก มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟสีทองระยิบระยับ ก่อนที่วิญญาณหลุดลอย ดวงจิตและปราณอัคคีในร่างที่กำลังดับสูญกลับหลอมรวมเป็นดวงไฟดวงหนึ่ง แหวกผ่านห้วงเวลาซ้อนทับกลับคืนสู่เส้นทางเดิมอย่างรุนแรง!!!
"เฮือก!"
ร่างบางบนเตียงสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นนั่ง ลมหายใจหอบถี่ ดวงตาของซูอี้จินเบิกกว้าง กวาดมองไปรอบตัวด้วยความสับสน นี่คือเรือนหมิงเยว่ ห้องนอนของนางในจวนสกุลซูในเมืองหลวง
นางย้อนเวลากลับมาในช่วงวัยปักปิ่นที่เพิ่งเดินทางมาอยู่กับท่านย่าที่เมืองหลวง ยังเป็นเด็กสาวร่างอวบวัยแรกแย้มและที่สำคัญนางกลับมาในจุดที่ทุกอย่างยังแก้ไขได้ บิดายังมีชีวิต พี่ใหญ่ยังคงกุมอำนาจทหารชายแดน สกุลซูยังเป็นดั่งเสาหลักของแคว้นเว่ย
ริมฝีปากที่เพิ่งสั่นเทาจากความตื่นตระหนก ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกช้าๆ
"ซูมู่เหยียน...เฉินซิวหยวน" นางพึมพำกับสายลม แววตาทอประกายอำมหิต
"นรกส่งข้ากลับมาแล้ว!!"
เว่ยชางหลางหัวเราะออกมาเสียงเย็น“การสอบขุนนาง... ใช่แล้ว การสอบขุนาง! มิน่าเล่า! ข้าถึงว่ามันแปลกๆ มาตั้งแต่แรก!”เว่ยชางหลางหันกลับมาจ้ององครักษ์ด้วยดวงตาที่ลุกโชน“สวะอย่างเฉินซิวหยวน บุตรอนุที่วันๆ เอาแต่สร้างภาพเป็นสุถาพบุรุษรูปงาม ไม่เคยมีชื่อเสียงด้านการศึกษาแม้แต่น้อย แต่กลับป็นผู้ชนะในการประชันบทกวีของสำนักศึกษาอวิ๋นลู่ในปีล่าสุด และกลับสามารถพลิกโผสอบได้ตำแหน่งจอหงวนอย่างเหลือเชื่อ! เรื่องตลกสิ้นดี!”โม่เฉินเบิกตากว้าง“สกุลเซวียของฮองเฮาไม่ได้เพียงแค่ต้องการเงินและกำลังทหาร แต่กำลังวางรากฐานอำนาจที่ลึกกว่านั้น! พวกมันกำลังแทรกซึมคนของตัวเองเข้าไปในทุกส่วนของราชสำนักผ่านการสอบขุนนาง!”บัณฑิตที่สอบเข้ารับราชการได้คืออนาคตของแคว้น คือขุนนางที่จะเติบโตขึ้นไปมีอำนาจในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า หากคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่สกุลเซวียจัดฉากส่งเข้ามา... เครือข่ายอำนาจที่มองไม่เห็นนี้จะกัดกินบัลลังก์มังกรจากภายในอย่างช้าๆ จนสุดท้ายทั้งแผ่นดินก็จะตกอยู่ในกำมือของพวกมันโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว มันน่ากลัวยิ่งกว่าการก่อกบฏซึ่งหน้าเสียอีก
“เพราะที่ซ่อนของมันไม่ได้อยู่ในที่ที่เราจะนึกถึง” เว่ยชางหลางเริ่มเล่า“ข้าจึงต้องไปด้วยตนเองในคืนนี้ เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปค้นหาและสับเปลี่ยนบัญชีด้วยตัวเองให้สิ้นเรื่อง”บรรยากาศในห้องพลันกดดันขึ้นทันที การที่เว่ยอ๋องต้องลงมือด้วยตนเองย่อมหมายความว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด“ข้าพบมันซ่อนอยู่ในช่องลับหลังกำแพงใต้ม้วนภาพวาดภูเขา หลังโต๊ะหนังสือของใต้เท้าเฉิน กลไกที่ใช้เปิดซับซ้อนและเชื่อมต่อกันหลายชั้น ต้องอาศัยทั้งความจำและการคำนวณที่แม่นยำเพื่อไขรหัส” เขากล่าวต่อ“ทว่าในจังหวะที่ข้ากำลังจะไขรหัสเปิดกลไกชั้นสุดท้าย...ก็มีคนชุดดำบุกรุกเข้ามา”คิ้วของโม่เฉินขมวดเข้าหากัน “คนของสกุลเฉินหรือขอรับ?”“เปล่า” เว่ยชางหลางส่ายหน้าช้าๆ“เป็นนาง... ซูอี้จิน”โม่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ “คุณหนูใหญ่ซู!?”“อืม” เว่ยชางหลางพยักหน้า“นางสวมชุดดำรัดกุม ปิดบังใบหน้ามิดชิด แต่ข้าจำกลิ่นกายของนางได้... กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดตัวนางอยู่เสมอ”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกถึงสัมผัสร้อนผ่าวในโรงเตี๊ยม ก่อนจะกล่า
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกหลายลมหายใจจนกระทั่งแน่ใจว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ และจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจื่อเซี่ยที่อาจจะเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะเมื่อครู่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางในทันที แววตาที่เคยสับสนวูบไหวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความได้ใจอย่างของผู้กำชัยชนะซูอี้จินยกแขนเสื้อข้างซ้ายของตนขึ้น ล้วงมือเข้าไปด้านในและหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง แสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนป้ายหยกขาวเนื้อเนียนละเอียด ด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปเหยี่ยวถลาลมที่ดูวิจิตรทว่าดุดันน่าเกรงขาม มันมีน้ำหนักพอสมควรเมื่อวางอยู่ในฝ่ามือของนางและเมื่อนางพลิกดูด้านหลัง ก็สัมผัสได้ถึงตัวอักษรนูนต่ำที่ถูกสลักไว้ด้วยวิถีพู่กันตวัดดุดันเป็นคำว่า ‘เว่ย’ป้ายหยกชิ้นนี้คือของใช้ส่วนตัวที่เว่ยชางหลางพกติดกายตลอดเวลา และไม่เคยเปิดเผยให้คนภายนอกล่วงรู้ทว่าซูอี้จินกลับรู้จักมันเป็นอย่างดีจากความทรงจำในอดีตชาติ นางจำได้แม่นยำว่าเคยเห็นเขาชูตราหยกเหยี่ยวขาวชิ้นนี้เพื่อสั่งการกองทหารนับหมื่น และเคยเ
เว่ยขางหลางบังคับม้าให้ออกเดินช้าๆ ไปตามถนนสายเล็กที่ไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงกีบม้าที่กระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะ ซูอี้จินนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับหรือเอนพิงร่างด้านหลังมากนัก แต่วงแขนแกร่งของเขากลับโอบล้อมนางไว้หลวมๆ บังคับให้นางต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาในทุกขณะจิตเมื่อมาถึงตรอกซอยด้านหลังกำแพงจวนสกุลซู เขาก็บังคับม้าให้หยุด เว่ยชางหลางลงจากหลังม้าก่อน แล้วจึงหันมารวบร่างนางลงมายืนบนพื้น“ขอบคุณที่มาส่ง ข้าเข้าจวนเองได้” ซูอี้จินเอ่ย พยายามจะปลีกตัวออกมาจากพันธนาการของเขา“ข้าจะไปส่งเจ้าให้ถึงห้อง” เขายืนกราน ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ วินาทีถัดมา ร่างของนางก็ลอยขึ้นอีกครั้ง เขารวบตัวนางขึ้นอุ้มในท่าเดิมและใช้วิชาตัวเบาทะยานข้ามกำแพงสูงของจวนสกุลซูเข้าไปอย่างเงียบกริบ หลบหลีกสายตาของยามลาดตระเวนที่เดินตรวจตราอยู่เบื้องล่างได้อย่างง่ายดายในที่สุด เขาก็วางนางลงบนพื้นห้องนอนส่วนตัวของนางในเรือนหว่านเฟิงอย่างปลอดภัย ประตูและหน้าต่างถูกปิดล
ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนประชดประชันซูอี้จินนึกถึงข่าวลือไร้สาระที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เรื่องราวที่ถูกแต่งเติมจนเกินจริงโดยนักเล่านิทานพเนจรคนหนึ่งกลายเป็นว่านาง คุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ กลับคลั่งไคล้เว่ยอ๋องจนถึงขั้นส่งจดหมายรักไปให้ ทั้งที่ความจริงในวันชมบุปผานั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงความคิดนั้นจุดประกายวาบขึ้นในหัวของนาง ริมฝีปากของซูอี้จินเหยียดออกเป็นรอยยิ้มหยัน“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...” นางเอ่ยเสียงเยาะเย้ย ก้าวถอยห่างจากเขารักษาระยะ“ที่เว่ยอ๋องทำเช่นนี้ กอดรัดข้าแน่นปานนี้ อย่าบอกนะว่าท่านเชื่อข่าวลือไร้สาระของนักเล่านิทานพเนจรข้างถนนพวกนั้น ที่บอกว่าข้าเขียนจดหมายสารภาพรักและคลั่งไคล้ท่านจนหัวปักหัวปำน่ะ!”นางจงใจพูดประชดเขา หวังจะให้เขาโกรธหรืออย่างน้อยก็รู้สึกเสียหน้าบ้างที่ถูกสตรีกล่าวหานัยๆ ว่าหลงตัวเองไปกับเรื่องเล่าลมๆ แล้งๆทว่า...ปฏิกิริยาของเว่ยชางหลางกลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง 
ภายในคือทางเดินแคบๆ ที่มืดสนิทและอบอ้าวมีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมเล็กๆ ด้านบนส่องลงมาเป็นลำพอให้เห็นฝุ่นละอองลอยฟุ้งในอากาศ“เข้ามาทำไมที่นี่” ซูอี้จินกระซิบถามอย่างไม่พอใจ การเข้ามาในอาคารแบบนี้ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกพบตัวและจนมุมเขาไม่ตอบ แต่กลับจูงมือนางเดินลึกเข้าไปตามทางเดิน สัมผัสเย็นเฉียบจากฝ่ามือของเขายังคงทำให้ผิวของนางรู้สึกเย็นวาบ เขานำทางไปยังบันไดไม้สำหรับคนงานที่อยู่สุดทางเดินแล้วขึ้นไปยังชั้นสองอย่างเงียบเชียบที่ชั้นสองเป็นโถงทางเดินยาวปูด้วยพรมสีแดงเข้ม มีประตูห้องพักทำจากไม้เนื้อดีเรียงรายอยู่สองฝั่ง โคมไฟบนผนังให้แสงสลัว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโรงเตี๊ยมชื่อดัง แขกที่มาพักคงมีแต่พ่อค้าผู้มั่งคั่งหรือขุนนางเดินทางปัง! ปัง! ปัง!เสียงทุบประตูดังลั่นมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงตวาดหยาบคายของทหารสกุลเฉิน“เปิดประตู! พวกเราเป็นทหารกำลังตามจับผู้บุกรุก! เปิดให้พวกข้าเข้าไปตรวจค้นเดี๋ยวนี้!”ซูอี้จินตัวแข็งทื่อ พวกมันตามมาถึงนี่แล้ว เว่ยชางหลางดึงนางให้หลบเข้







