LOGINซูอี้จินเลิกผ้าห่มออกก้าวเท้าลงจากเตียง ความเจ็บปวดจากพิษกร่อนกระดูกล้วนหายไปสิ้น มีเพียงความร้อนขุมหนึ่งที่ยังคงเต้นตุบๆ อยู่ในเส้นชีพจร ราวกับมีดวงไฟเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
นางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ชี้นิ้วชี้ขวาออกไปเบื้องหน้า
พรึ่บ...
ประกายไฟขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดขึ้นที่ปลายนิ้ว เปล่งแสงสว่างเรืองรองในความมืดของห้อง แม้จะเล็กจิ๋ว
‘ปราณอัคคีบริสุทธิ์’ พลังที่เพิ่งตื่นขึ้นในวินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อน ได้ย้อนเวลากลับมาพร้อมกับวิญญาณของนาง นางกำหมัดแน่น เปลวไฟที่ปลายนิ้วดับลง
"คุณหนูใหญ่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"
จื่อเซี่ย สาวใช้คนสนิทผลักประตูเข้ามาพร้อมกับชุดอาภรณ์ที่ตัดเย็บเสร็จใหม่เอี่ยม มันคือชุดกระโปรงสีชมพูแปร๋นจนแสบตา ปักลวดลายดิ้นทองรูปดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ยักษ์กระจายอยู่ทั่วผืนผ้า ตัวกระโปรงถูกเย็บซ้อนกันหลายชั้นจนดูพองโต
ซูอี้จินก้มมองชุดนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า
"คุณหนูรองส่งคนนำชุดนี้มาให้ตั้งแต่หัวค่ำเจ้าค่ะ" จื่อเซี่ยรายงานด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย
"คุณหนูรองฝากคำพูดมาว่า ชุดนี้ตัดเย็บด้วยผ้าไหมอย่างดีที่สุดจากแดนใต้ สีสันสดใสเหมาะกับท่านยิ่งนัก อยากให้ท่านสวมใส่ไปงานชมดอกบัวที่วัดหลงซานในวันพรุ่งนี้"
ในอดีต ซูอี้จินผู้หลงเชื่อว่าซูมู่เหยียนปรารถนาดีกับตนเสมอมา ยินยอมสวมชุดกระโปรงพองโตนี้ไปวัดหลงซาน ท่ามกลางสายตาขบขันของเหล่าคุณหนูสกุลผู้ดีตระกูลอื่น กลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวง แต่ตอนนี้ซูอี้จินคนนี้ไม่ใช่คนเดิมที่จะเป็นตัวตลกของเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว
*********************
ณ เทศกาลชมดอกบัว วัดหลงซาน
ซูอี้จินในชุดกระโปรงตัวใหม่ นางไม่ได้สวมชุดงิ้วพองโต หากแต่เลือกอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเหลือบดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อเรียบ อำพรางร่างอวบแต่เน้นความสง่างามเยือกเย็น ลวดลายบนเนื้อผ้าเรียบง่าย แต่หรูหราประณีตในทุกฝีเข็ม เมื่อแรกเห็นสีหน้าของซูมู่เหยียนจืดเจื่อนลงทันทีที่เห็นเครื่องแต่งกายของญาติผู้พี่ นางมองชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มของซูอี้จินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความริษยาลุกโชนขึ้นชั่วแวบหนึ่งก่อนจะถูกกลบเกลื่อน
เมื่อล้อรถม้าหยุดหมุนที่หน้าเชิงเขาวัด กลิ่นธูปและควันเทียนลอยละล่องมาตามสายลม ผู้คนมากมายเดินต่างเบียดเสียดขึ้นบันไดหิน แต่ทันทีที่ปลายเท้าของซูอี้จินแตะพื้น ดวงไฟที่หลับใหลอยู่ใต้ผิวหนังของนางกลับเต้นเร่า
ปราณอัคคีที่เพิ่งตื่นขึ้นทำให้นางสัมผัสสิ่งรอบกายได้ไวขึ้น ท่ามกลางกลิ่นธูปที่ลอยอบอวล นางพลันจับกระแสไอเย็นผิดปรกติที่แฝงอยู่บนยอดเขาได้ เป็นความหนาวเหน็บที่ขัดแย้งกับอากาศในฤดูร้อนอย่างสิ้นเชิง
"พวกเจ้าเข้าไปไหว้พระเถอะ ข้าจะไปเดินเล่นที่อุทยานด้านหลังสักครู่" ซูอี้จินเอ่ยตัดบท นางก้าวเดินตามสัญชาตญาณ แรงดึงดูดประหลาดนำพานางลัดเลาะผ่านดงไผ่ มุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำชั้นสองที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายวัด
ซูอี้จินก้าวเท้าขึ้นบันไดของศาลา ทันทีที่นางผลักบานประตูที่แง้มอยู่ชั้นสองเปิดออก ภาพเบื้องหน้าทำให้นางต้องชะงัก
บุรุษผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง ร่างกายสูงใหญ่กำยำสวมอาภรณ์สีดำสนิท เสื้อคลุมของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะพราว ริมฝีปากของเขาซีดเผือดจนเป็นสีม่วงคล้ำ
เว่ยชางหลาง….
อ๋องผู้เลื่องชื่อกำลังสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ พิษกู่เหมันต์กำลังคลุ้มคลั่งในตัวเขา ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นไปถึงขั้วหัวใจบีบคั้นจนเขาต้องกัดฟันแน่น
เพียงแค่ซูอี้จินก้าวพ้นธรณีประตู กระแสไอเย็นที่เกรี้ยวกราดก็พุ่งเข้าจู่โจมนางราวกับอสรพิษ
พรึ่บ!
ปราณอัคคีในร่างซูอี้จินปะทุขึ้นเองตามสัญชาตญาณ ประกายไฟวาบขึ้นใต้ชั้นผิวหนัง ขับไล่ความหนาวเหน็บที่พยายามแทรกซึม ไออุ่นบริสุทธิ์แผ่กำจายออกจากร่างนาง ปะทะเข้ากับกระแสความเย็นในอากาศจนเกิดเสียงฟู่ราวกับน้ำเดือด
วินาทีที่ไออุ่นนั้นแผ่ไปถึงกลางห้อง เว่ยชางหลางลืมตาขึ้น ร่างสูงใหญ่กระโจนเข้าหาต้นกำเนิดความอบอุ่นนั้นอย่างไม่อาจหักห้ามใจ
"อ๊ะ!" ซูอี้จินร้องอุทานเมื่อเงาดำพุ่งเข้าประชิดตัว
นางตั้งใจจะถอยหนี แต่ฝ่ามือที่เย็นเฉียบราวกับศพกลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางอย่างแรง แรงมหาศาลกระชากร่างบางให้ถลาเข้าไปหา
แผ่นหลังของนางกระแทกเข้ากับเสาไม้ของศาลาอย่างจัง โดยมีร่างของบุรุษแปลกหน้าทาบทับลงมาปิดกั้น
"ปล่อยข้านะ..." ซูอี้จินตะโกนร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ทว่าเมื่อผิวหนังของทั้งสองสัมผัสกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การต่อสู้
เกล็ดน้ำแข็งบนมือของเว่ยชางหลางละลายหายไปทันทีที่สัมผัสข้อมือของนาง เสียงฟู่ดังขึ้นพร้อมกับไอควันลอยกรุ่น ลมหายใจที่เคยเย็นเยียบ เริ่มกลับมาสูดรับอากาศได้อย่างปกติ สองแขนแกร่งของเขาตวัดรัดร่างของนางไว้แน่นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียว สร้างความรู้สึกวูบวาบและสั่นสะท้านให้แก่ซูอี้จินในคราวเดียวกัน นางเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อ ทำได้เพียงปล่อยให้เขากอดรัดอยู่อย่างนั้น
"เจ้าเป็นใคร..." เสียงทุ้มเหี้ยมเกรียมดังขึ้นข้างใบหูของนาง ริมฝีปากของเขาเฉียดผ่านผิวเนื้อที่ซอกคอ สร้างความรุ่มร้อนที่ทำให้ซูอี้จินเผลอกลั้นหายใจ
ซูอี้จินผลักแผงอกของเขาด้วยมือที่ว่างอยู่ข้างหนึ่ง
"ปล่อยข้า!!"
เว่ยชางหลางชะงัก ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดปลายคางของนาง เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับนางในระยะประชิด อาการปวดร้าวจากพิษกู่สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ เขาค่อยๆ คลายวงแขนออกช้าๆ แต่ยังคงจับจ้องนางไม่วางตา
ซูอี้จินไม่รอให้เขาตั้งคำถาม นางสะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุม หมุนตัวก้าวออกจากศาลาริมน้ำอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงกลิ่นหอมจางๆ และความอบอุ่นที่ตราตรึงให้บุรุษเบื้องหลัง
นางเดินจ้ำอ้าวลงจากศาลา ลมเย็นยามสายปะทะใบหน้า ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวที่พวงแก้ม ซูอี้จินพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ นางจำเขาได้ เว่ยชางหลาง อ๋องผู้เย็นชาและอำมหิตที่สุดในเมืองหลวง มีแต่ผู้คนเกรงกลัว แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจเขา แต่สำหรับซูอี้จิน ความทรงจำในชาติที่แล้วที่มีต่อเว่ยชางหลาง เขาคือผู้เดียวที่กล้าหาญ ยอมยื่นฎีกาต่อหน้าพระพักต์เพื่อสืบคดีของแม่ทัพซูใหม่ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อยามเผชิญหน้ากันนางไม่เกรงกลัวเขา
ซูอี้จินเดินลัดเลาะลงมาตามทางเดินหินที่ทอดยาวไปสู่สระบัวขนาดใหญ่
ความเงียบสงบของสระบัวช่วยดึงสติของนางให้กลับมาจดจ่อกับแผนการเดิม ทว่าในจังหวะที่นางหยุดยืนอยู่ริมขอบสระหิน
"พี่ใหญ่ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ข้าตามหาตั้งนาน"
เสียงหวานใสของซูมู่เหยียนดังขึ้นจากด้านหลัง ซูอี้จินชะงักปราณอัคคีที่ยังคงตื่นตัวจากการปะทะเมื่อครู่ กรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรงจนนางสัมผัสได้
ซูอี้จินกำลังจะหันกลับไป
แต่ช้าไปเสียแล้ว…
ฝ่ามือสองข้างกระแทกเข้าที่กลางแผ่นหลังของนางอย่างแรงและรวดเร็ว หมายจะส่งร่างของนางให้ร่วงหล่นลงสู่ก้นสระบัวอันมืดมิด!!
ซูอี้จินลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยอมปลดหมวกออกวางไว้ข้างกายอย่างช้าๆเผยให้เห็นใบหน้างดงามที่บัดนี้เรียบเฉยไร้ความรู้สึก จื่อเซี่ยที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังขยับตัวเล็กน้อยอย่างประหม่าภายใต้สายตาคมกริบของเถ้าแก่เนี้ยหอข่าวอู๋เซิง“ขอบคุณสำหรับความรอบคอบของเถ้าแก่เนี้ย” ซูอี้จินกล่าวเสียงเรียบ“ไม่ทราบว่าวันนี้คุณหนูใหญ่ซูมีเรื่องอันใดให้ทางเราช่วยเหลือเป็นพิเศษ” จินหลิงถามขึ้นพลางยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบอย่างสบายๆ“ข้าต้องการข่าวเกี่ยวกับการสอบขุนนางครั้งล่าสุด” ซูอี้จินไม่เสียเวลาอ้อมค้อม นางเข้าประเด็นทันที“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวเบื้องลึกเบื้องหลังของจอหงวนคนใหม่ เฉินซิวหยวน”รอยยิ้มสบายๆ ของจินหลิงจางลงเล็กน้อย แววตาที่เคยดูเป็นมิตรฉายประกายจริงจังขึ้นมาแทนที่“คุณหนูคงทราบดี ว่าข่าวระดับประเทศเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อมันอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในราชสำนัก ราคาของมันย่อมไม่ธรรมดา”นางเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาของซูอี้จิน“และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือต้องใช้
ท่ามกลางความเงียบงันที่ระหว่างคนทั้งสอง เว่ยชางหลางก็ยกมืออีกข้างขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ในมือของเขาปรากฏเม็ดยาขนาดเล็กก่อนที่ซูอี้จินจะได้เอ่ยถาม เขาก็ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบคางของนางเบาๆ ให้นางอ้าปากออกเล็กน้อย แล้วจึงป้อนเม็ดยานั้นใส่ปากนางอย่างรวดเร็วนางตกใจจนเบิกตากว้าง กำลังจะคายมันออกมา แต่เขากลับใช้นิ้วหัวแม่มือข้างเดิมกดลงบนริมฝีปากล่างของนางเบาๆ เป็นเชิงห้าม“กลืนลงไป” เขาสั่งเสียงเรียบซูอี้จินจำต้องกลืนเม็ดยานั้นลงคออย่างไม่เต็มใจ มันไม่มีรสชาติใดๆ แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นวาบเมื่อไหลผ่านลำคอลงไป“นั่นคืออะไร” นางถามเสียงสั่นเล็กน้อย“ยาถอนพิษกู่ปรสิต ที่เจ้าต้องได้รับทุกเดือน” เขาตอบนิ้วหัวแม่มือสากกร้านของเว่ยชางหลางยังคงไม่ละไปไหน เขากลับจงใจลากไล้มันไปตามความโค้งมนของริมฝีปากล่างของนางอย่างแผ่วเบา อ้อยอิ่ง สัมผัสหยาบกระด้างที่เสียดสีกับผิวเนื้ออ่อนนุ่มส่งกระแสความรู้สึกวาบหวามแล่นปราดไปทั่วร่างของนางจนร้อนวูบวาบไปทั้งตัว&nb
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของซูอี้จินเต้นกระหน่ำ...กลับเป็นนัยน์ตาคมกริบของเว่ยชางหลาง ท่ามกลางความใกล้ชิดจนลมหายใจเป่ารดกันเขาดึงดันจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโตของนางอย่างไม่ลดละ แววตาดุดันที่เคยมืดมิดบัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยแรงอารมณ์และความปรารถนาอันลึกซึ้งก่อนที่นัยน์ตาคู่นั้นจะค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา หยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดราวกับผลอิงเถาของนางสายตาที่จ้องมองมานั้นแฝงความหิวโหยและเว้าวอนดั่งสัตว์ร้าย ราวกับกำลังสื่อความหมายอย่างโจ่งแจ้งว่า สิ่งที่เขาปรารถนาจะกลืนกินอย่างแท้จริงหาใช่บ๊วยหวานชิ้นนั้น แต่คือความหอมหวานจากริมฝีปากของนางต่างหากความนัยที่ส่งผ่านแววตาผสานกับการปรนเปรออันร้ายกาจที่ปลายนิ้ว ทำเอาซูอี้จินรู้สึกชาวาบไปทั้วทั้งร่าง ความเสียวซ่านหวามไหวแล่นพล่านราวกับกระแสไฟ กระจายจากปลายนิ้วลุกลามไปจนถึงเบื้องลึกของหัวใจลมหายใจของนางสะดุดขาดห้วง อกอิ่มสะท้อนขึ้นลงไม่เป็นจังหวะ เรี่ยวแรงที่เคยมีคล้ายถูกสูบกลืนหายไปในอากาศ ทำได้เพียงปล่อยให้ร่างของตนสั่นสะท้านและอ่อนระทวยอยู่ภายในอ้อมกอดอันร้อนรุ่มของเขาอย่างสิ
เมื่อกล่าว จบเว่ยชางหลางก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ขยับตัวขึ้นไปนั่งพิงพนักเตียงแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า แต่ฝ่ามือหนาที่กอบกุมข้อมือเล็กของนางเอาไว้กลับไม่ยอมคลายออกแม้แต่น้อย ซ้ำยังออกแรงรั้งเบาๆ ให้นางต้องขยับเข้าไปนั่งชิดริมขอบเตียงมากยิ่งขึ้น“ท่านอ๋อง...” ซูอี้จินกล่าวทักท้วง“ขออนุญาตท่านอ๋อง!” ทันใดนั้น เสียงของโม่เฉินดังก้องขัดจังหวะขึ้นจากหน้าประตูห้อง“ข้าน้อยนำยามาส่งขอรับ”เว่ยชางหลางขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นโดยที่ยังไม่ลืมตา ซูอี้จินเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากแทน “เข้ามาเถอะ โม่เฉิน”บานประตูถูกผลักเปิดออก โม่เฉินสาวเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็วพร้อมกับถาดไม้ที่มีชามยาต้มควันกรุ่นสีดำสนิทวางอยู่ กลิ่นขมปร่าของสมุนไพรลอยแตะจมูกทันทียามที่องครักษ์หนุ่มเดินเข้ามาใกล้“ยาต้มจากหมอหลวงขอรับท่านอ๋อง” โม่เฉินรายงานเสียงนอบน้อม“หมอหลวงกำชับว่าต้องดื่มตอนที่ยังอุ่นจัด เพื่อช่วยสะกดไอเย็นของพิษกู่เหมันต์ที่หลงเหลืออยู่ให้สงบลง เชิญท่านอ๋องดื่มยา”ความเงียบคือคำตอบเดียวที่ได้รับ เว่ย
เว่ยชางหลางไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้าช้าๆ พยายามปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดขาวไร้สีเลือด บัดนี้กลับมีริ้วแดงจางๆ ปรากฏขึ้นเล็กน้อย“ข้า จะกลับไปพักผ่อน” เว่ยชางหลางเอ่ยเสียงขาดห้วง เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับหดหายไปจนหมดสิ้น ร่างสูงใหญ่โงนเงนจนเกือบจะล้มลงซูอี้จินขยับเข้าไปรับร่างของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ แขนของนางโอบรอบเอวสอบของเขาไว้เพื่อช่วยพยุงเขาไว้อีกครั้ง ความร้อนจากกายของนางปะทะกับความเย็นที่ยังหลงเหลืออยู่บนผิวของเขาเสียงพูดคุยและความเคลื่อนไหวภายในห้อง ทำให้โม่เฉินที่ยืนอารักขาอยู่ด้านนอกเกิดความกังวล ด้วยความเป็นห่วงอาการของเจ้านาย เขาจึงผลักประตูพรวดพราดเข้ามาทันที"ท่านอ๋อง!"ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้องครักษ์หนุ่มถึงกับชะงักฝีเท้า ร่างสูงใหญ่ของนายตนกำลังเอนซบอยู่ในอ้อมกอดของซูอี้จินอย่างแนบชิด ถึงกระนั้น เมื่อเห็นเจ้านายมีท่าทีอ่อนระทวย โม่เฉินก็รีบก้าวเข้าไปหมายจะรับช่วงประคองร่างหนาหนักนั้นแทนสตรีที่ดูบอบบางทว่ายังไม่ทันที่มือขององครักษ์จะแตะถูกตัว เว่ยชางหลางที่กำลังหลับตาซึมซับความอบอุ่นจากร่างนุ่มนวลกลับตวัดสายตาขึ้น เขาไม
ค่ำคืนที่สามนับจากได้รับจดหมาย ท้องฟ้ามืดกลับสว่างไสวไปด้วยแสงจันทร์วันเพ็ญ เมฆหนาทึบลอยตัวต่ำก็มิอาจบดบังความงามของพระจันทร์ในคืนนี้ได้ ซูอี้จินในอาภรณ์สีเรียบพรางตัวกลมกลืนไปกับเงาไม้ นางยืนรอเพียงอึดใจ รถม้าปริศนาที่สร้างจากไม้เนื้อดำก็แล่นมาจอดเทียบพาหนะคันนี้ดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงความน่าเกรงขาม จุดเด่นเพียงสิ่งเดียวคือโคมไฟหยกขาวลายกิเลนเหยียบเมฆาที่แกว่งไกวอยู่ด้านหน้า ซูอี้จินก้าวขึ้นรถม้า ปล่อยให้มันพานางฝ่าความมืดมิดไปจนถึงจุดหมายยามก้าวลงจากรถม้า บรรยากาศหน้าจวนเว่ยอ๋องเงียบสงัดและกดดันอย่างประหลาด ทว่าเบื้องหน้านั้นกลับมีร่างของชายหนุ่มคุ้นตาขยับออกมาจากเงามืด โม่เฉินองครักษ์คนสนิทของเว่ยชางหลาง มารอรับนางตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วโม่เฉินโค้งคำนับเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะนำทางนางไปยังทางลับที่ซ่อนอยู่ บรรยากาศในจวนอ๋องคืนนี้เงียบสงัดกว่าทุกครั้งเมื่อบานประตูของห้องลับเปิดออก ไอเย็นยะเยือกก็ปะทะร่างซูอี้จินในทันที เว่ยชางหลางนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง บนกายมีเพียงกางเกงขายาวสีเข้มตัวเดียว เผยให้เห็นท่อนบนเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนและรอยแผลเป็นจางๆ หลายแห่งทว่า







