LOGINด้านล่าง ซูอี้จินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขอบสระอีกก้าวหนึ่ง นางดึงผ้าเช็ดหน้าออก เผยให้เห็นดวงตาที่แดงเรื่อเล็กน้อย นางมองจ้องลงไปยังเฉินซิวหยวนและซูมู่เหยียนที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ดังก้องพอให้ทุกคนบริเวณนั้นได้ยินชัดเจน
"คุณชายเฉิน ขอบคุณสวรรค์ที่ท่านกระโดดลงไปช่วยเหลือน้องรองของข้าได้ทันท่วงที แม้การสัมผัสแนบชิดกลางสระน้ำเช่นนี้จะทำให้ชื่อเสียงของน้องรองต้องมัวหมอง แต่ในเมื่อท่านประกาศต่อหน้าผู้คนมากมายแล้วว่าจะรับผิดชอบนางด้วยการแต่งเป็นภรรยา ข้าในฐานะพี่สาวก็เบาใจ"
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงจับจ้องใบหน้าที่ขาวซีดสลับเขียวคล้ำของเฉินซิวหยวน
"ท่านช่างเป็นสุภาพบุรุษผู้กล้าหาญและรักษาสัจจะอย่างแท้จริง ตระกูลซูของพวกเราจะรอรับแม่สื่อจากท่านในเร็ววัน"
ฝูงชนพยักหน้าเห็นพ้อง ซูมู่เหยียนกรีดร้องในน้ำ ขณะที่เฉินซิวหยวนได้แต่มองซูอี้จินด้วยสายตาพรึงเพริด ร่างกายของเขาแข็งค้างกลางสระน้ำเย็นเฉียบ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
**************
รถม้าตระกูลซูจอดสนิทหน้าประตูจวน บานประตูถูกเปิดออกอย่างเร่งร้อน บรรดาสาวใช้และบ่าวชายต่างวิ่งกรูเข้ามารับร่างที่เปียกปอนของซูมู่เหยียน นางถูกสาวใช้ประคองลงมา สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแนบลู่ไปกับผิว เส้นผมเปียกชื้นลู่ติดกรอบหน้า ซูมู่เหยียนไอสำลักน้ำออกมาอีกระลอก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างน่าสมเพช
ซูอี้จินก้าวตามลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แววตาไร้อารมณ์ใดๆ ขณะทอดมองร่างที่กำลังถูกประคองเข้าไปด้านใน
“นายหญิงผู้เฒ่ารออยู่ที่โถงใหญ่เจ้าค่ะ” บ่าวชราก้มหน้ากล่าวเสียงเครียดขณะเดินนำทาง
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูโถงใหญ่ ร่างของฮูหยินเฒ่าซูนั่งตระหง่านอยู่บนตั่งไม้ ไม้เท้าในมือกระแทกพื้นกระเบื้องดังปัง!
“มันเกิดเรื่องบัดซบอันใดขึ้น!” เสียงตวาดของหญิงชราดังก้องกังวาน
ซูมู่เหยียนที่ถูกประคองให้นั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง ปล่อยโฮออกมาสุดเสียง นางยกมือขึ้นปิดหน้า น้ำตาผสมน้ำจากสระไหลอาบแก้ม
“ท่านย่า...ฮือ...ชื่อเสียงของข้าป่นปี้หมดแล้ว!”
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่กลางโถง สองมือประสานไว้เบื้องหน้า นางมองภาพการแสดงอันแนบเนียนของญาติผู้น้อง ภาพเบื้องหน้าซ้อนทับกับเศษเสี้ยวความทรงจำในอดีตชาติ
ในวันนั้น เป็นนางที่นอนหนาวสั่นอยู่บนพื้นโถงแห่งนี้ เป็นนางที่ตกน้ำและถูกเฉินซิวหยวนกอดรัด แสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษออกหน้ารับผิดชอบ ความซาบซึ้งใจบังตาจนนางยอมแต่งงานกับบุตรชายอนุฐานะต่ำต้อยผู้นั้น แต่สิ่งที่รออยู่คือขุมนรก แม่สามีโขกสับเช้าเย็น สามีผู้เคยแสนดีกลับหมางเมิน รังเกียจเหยียดหยามเรือนร่างของนางด้วยถ้อยคำบาดลึก นางต้องทนกล้ำกลืน นำสินเดิมทั้งหมดไปกว้านซื้อตำแหน่งขุนนางหวังเอาใจเขา เพียงเพื่อพบว่าท้ายที่สุดเขาหลอกใช้และเหยียบย่ำนางจนตาย
สิบกว่าปีที่นางทุ่มเททุกสิ่ง เหยียบย่ำศักดิ์ศรีตนเองเพื่อใช้บารมีและเส้นสายของบิดา เป็นบันไดให้เฉินซิวหยวนเหยียบย่ำจากอดีตลูกอนุภรรยาคนที่สามที่มีฐานะต่ำต้อยในบ้านตระกูลเฉินขึ้นสู่ตำแหน่งเสนาบดี เบื้องหลังความรุ่งโรจน์ของเขาล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและสติปัญญาของนาง ทว่าผลตอบแทนที่สกุลเฉินมอบให้ กลับเป็นพิษร้ายที่ลอบผสมในอาหาร กัดกินร่างกายของนางจนทรุดโทรม แล้วผู้เป็นแม่สามีก็ฉวยโอกาสอ้างเรื่องสุขภาพและทายาทสืบสกุล บีบบังคับให้นางต้องกล้ำกลืนรับ 'ซูมู่เหยียน' เข้ามาเป็นฮูหยินรอง ความแค้นที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อนี้ ต่อให้ต้องลากพวกมันลงนรก นางก็ไม่เสียดาย!
ความทรงจำนั้นเป็นดั่งเชื้อไฟที่สุมอยู่ในอก แต่ซูอี้จินเพียงแค่กะพริบตา ขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไป
“พี่หญิง เหตุใดท่านต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้!” เสียงกรีดร้องของซูมู่เหยียนดึงนางกลับสู่ปัจจุบัน
ซูมู่เหยียนชี้หน้าซูอี้จิน นิ้วมือสั่นเทา “ข้าเพียงแค่หวังดีเดินเข้าไปหาท่าน แต่ท่านกลับผลักข้าตกลงไปในสระน้ำ ท่านจงใจทำลายข้า!”
คำกล่าวหานั้นทำให้บรรยากาศในโถงใหญ่เย็นเยียบลงฉับพลัน สาวใช้รอบด้านต่างก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ฮูหยินเฒ่าซูเบิกตาโพลง ไม้เท้าในมือชี้ตรงมาที่ซูอี้จิน “นังหลานอกตัญญู! คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
“ข้าไม่ผิด เหตุใดต้องคุกเข่า” ซูอี้จินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้ายังกล้าเถียง! มู่เหยียนเปียกปอนปางตายเช่นนี้ นางจะเอาชื่อเสียงของตนเองมาล้อเล่นเพื่อใส่ร้ายเจ้าหรืออย่างไร!” ฮูหยินเฒ่ากระแทกไม้เท้าซ้ำๆ
ซูอี้จินมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง
“หากท่านย่าเชื่อคำกล่าวอ้างเลื่อนเปื้อนเพียงเพราะน้ำตาของนาง เช่นนั้นข้าก็มีหลักฐาน”
นางหันไปหาจื่อเซี่ย “ไปหยิบรองเท้าที่น้องรองสวมใส่เมื่อครู่นี้มา”
สาวใช้นำรองเท้าผ้าปักลายดอกมู่หลานที่ชุ่มน้ำมาวางบนพื้นกลางโถง
ซูอี้จินชี้ปลายขอบรองเท้า “ทุกท่านลองเบิกตาดูให้ชัดเจน หากข้าเป็นคนผลักนางจากด้านหลังตามที่นางกล่าวอ้าง รอยไถลย่อมต้องเกิดที่ส้นรองเท้า แต่นี่ รอยตะไคร่น้ำสีเขียวครึ้มกลับเปื้อนอยู่บริเวณหัวรองเท้าและปลายเท้าอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีรอยครูดไปด้านหน้า”
นางหมุนตัวกลับมาสบตากับซูมู่เหยียนที่บัดนี้หน้าซีดเผือด
“น้องรอง รอยเหล่านี้บ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าพุ่งทะยานเข้ามาหาข้าด้วยความเร็ว และลื่นตะไคร่น้ำตรงขอบสระจนหัวคะมำตกลงไปเอง ข้าที่ยืนอยู่เฉยๆ จะเอาแรงที่ใดไปผลักเจ้าในมุมนั้นได้?”
ซูมู่เหยียนเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริก นางพยายามเถียง
“ข้า...ข้า...ไม่จริงนะท่านย่า ฮือๆ” นางกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ กัดฟันกรอดแต่ไม่อาจหาคำแก้ตัวได้ทัน
ฮูหยินเฒ่าซูมองหลักฐานบนพื้น ใบหน้าเหี่ยวย่นตึงเครียด แม้หลักฐานจะประจักษ์ชัด แต่นางก็ไม่เคยโปรดปรานหลานสาวคนโตที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำนิสัยแข็งกร้าวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
ในใจของหญิงชรานั้นมีความลำเอียงฝังรากลึกมาเนิ่นนาน 'ซูมู่เหยียน' คือสายเลือดของบุตรชายคนรองที่นางรักใคร่ทะนุถนอมและคอยอยู่ปรนนิบัติข้างกายในเมืองหลวงมาตลอด ต่างจาก 'ซูอี้จิน' ที่เป็นบุตรีของบุตรชายคนโตผู้ผละจากอกไปเป็นทหารชายแดนตั้งแต่ยังหนุ่ม ครอบครัวสายหลักล้วนลงหลักปักฐานอยู่ชายแดนที่ห่างไกล ซูอี้จินเองก็เพิ่งจะเดินทางจากชายแดนกลับมาอาศัยอยู่ในจวนเมืองหลวงได้ไม่ถึงปี ย่าหลานคู่นี้จึงห่างเหินและจืดจางไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ
ดังนั้น เมื่อต้องมาเห็นท่าทีเย่อหยิ่งทระนง ไม่ยอมโอนอ่อนก้มหัวให้ผู้ใดของซูอี้จินในยามนี้ อคติและความชิงชังในใจของฮูหยินเฒ่าก็ยิ่งปะทุรุนแรงขึ้น
“พอได้แล้ว!” ฮูหยินเฒ่าตวาดลั่น ตัดบทอย่างดื้อดึง
“ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร พี่น้องทะเลาะเบาะแว้งจนเกิดเรื่องงามหน้าต่อหน้าผู้คน ย่อมเป็นความผิดของเจ้าที่เป็นพี่สาวที่ไม่รู้จักดูแลน้อง! ซูอี้จิน เจ้าช่างมีจิตใจคับแคบนัก ข้าจะกักบริเวณเจ้า!”
“กักบริเวณ?” ซูอี้จินเลิกคิ้ว
“ใช่! ส่งตัวคุณหนูใหญ่ไปกักบริเวณที่เรือนเก่าของบิดานางท้ายจวน ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมเด็ดขาดจนกว่าข้าจะสั่ง!!!
โม่เฉินไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงกลัวว่าจะเป็นการกระตุ้นโทสะของเว่ยอ๋องผู้นี้ให้ปะทุขึ้นมาเว่ยชางหลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ เขาเดินไปที่หน้าต่าง กอดอกมองออกไปในความมืดยามค่ำคืนของเมืองหลวง แผ่นหลังกว้างตั้งตรงดูโดดเดี่ยวและน่าเกรงขาม“เหตุใด...” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แต่ดังพอที่โม่เฉินจะได้ยิน“เหตุใดนางต้องทำเช่นนี้”คำถามนั้นเต็มไปด้วยความสับสน หงุดหงิด และความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป“นางไปสถานที่อันตรายเช่นนั้น เพียงเพื่อสืบเรื่องของบุรุษอีกคนหนึ่ง?” เขาหันขวับกลับมา เงามืดพาดผ่านใบหน้าทำให้ดวงตาของเขาวาวโรจน์คุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ“ทำไมต้องเป็นเฉินซิวหยวน! บัณฑิตจอมปลอมนั่น!”โม่เฉินรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที “นายท่านโปรดระงับโทสะ บางทีอาจมีเหตุผลอื่นที่คุณหนูใหญ่ซู...”“เหตุผลอื่น?” เว่ยชางหลางเอ่ยเสียงเรียบ แต่สะท้อนความเกรี้ยวกราดที่เขาไม่ได้แสดงออกมาบ่อยนัก“เหตุผลอะไรที่สตรีสูงศักดิ์
ฝีเท้ามั่นคงและเงียบกริบของโม่เฉินก้าวข้ามธรณีประตูห้องหนังสือในจวนเว่ยอ๋อง เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณในทันที และต้นตอของมันก็มาจากบุรุษเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่กลางห้องเว่ยชางหลางอยู่ในชุดลำลองสีดำสนิท นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือไม้จื่อถานเนื้อดี เขากำลังพิจารณาแผนที่การทหารที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนตำแหน่งของด่านไป๋หลางเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล“มีเรื่องใด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าของเสียงยังไม่ละสายตาจากแผ่นที่กระดาษเก่าโม่เฉินค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้า ก่อนรายงาน“ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุดของขุนนางฝ่ายฮองเฮาที่ท่านอ๋องต้องการขอรับ” เขาวางม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ผูกด้วยด้ายสีดำลงบนมุมโต๊ะอย่างแผ่วเบาไร้เสียงเว่ยชางหลางปรายตามองมันเพียงนิดเดียวก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปยังแผนที่“พวกหนูโสโครกยังคงรวมหัวกันอยู่ในเงามืดสินะ”“ขอรับ พวกมันกำลังพยายามผลักดันให้หลานชายของเสนาบดีกรมพิธีการเข
“ข้าต้องการรายงานแรกภายในสามวัน” ซูอี้จินกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“และหลังจากนั้นให้ส่งรายงานทุกๆ สองวัน ไม่ต้องรอให้มีเรื่องสำคัญ”“ตกลง” จินหลิงรวบตั๋วเงินปึกนั้นมาไว้ตรงหน้าอย่างง่ายดาย“ท่านต้องการให้เราส่งข่าวสารผ่านช่องทางใด”“นกพิราบสื่อสารของหอข่าวอู๋เซิง ส่งไปที่ลานร้างหลังวัดกวนอิมทางทิศใต้ จะมีคนของข้าไปรอรับเองในยามซวีของทุกวันที่กำหนด”“รอบคอบดีนี่” จินหลิงชมเชยด้วยความจริงใจ“เช่นนั้นก็ถือว่าการซื้อขายเป็นอันตกลง ข้าจะเริ่มดำเนินการให้ทันที”ซูอี้จินพยักหน้ารับ นางลุกขึ้นยืนและหมุนตัวเตรียมจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ทิ้งให้จินหลิงมองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย บุรุษหนุ่มที่มีภาพลักษณ์ดีงามเป็นที่ชื่นชมไปทั่วเมืองหลวงเช่นเฉินซิวหยวน ไปสร้างความแค้นลึกล้ำอะไรกับใครเข้า ถึงได้มีคนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อขุดหลุมฝังเขาทั้งเป็นเช่นนี้เมื่อร่างของซูอี้จินหายลับไปจากทางเดินแล้ว จินหลิงจึงรวบตั๋วเงินทั้งหมดขึ้นมา นิ้วเรียวของ
หลงจู๊สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ความเป็นมิตรแบบฉาบฉวยและรังสีสังหารเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความนอบน้อมและจริงจังในระดับที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เขาตระหนักได้ทันทีว่าสตรีเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงลูกค้ากระเป๋าหนัก แต่เป็นผู้ที่กุมไพ่เหนือกว่าและรู้ซึ้งถึงรากเหง้าขององค์กรหลงจู๊เหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วราวกับเป็นสัญชาตญาณ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครให้ความสนใจบทสนทนาที่โต๊ะคิดเงิน เขาก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาตื่นตัวไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบ“แขกผู้มีเกียรติ... เชิญทางนี้ขอรับ”เขาผายมือไปยังประตูด้านหลังโต๊ะคิดเงิน ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ห้องเก็บของธรรมดาๆ ซูอี้จินพยักหน้าให้จื่อเซี่ยรออยู่ด้านนอก ท่ามกลางความวุ่นวายของหอสุราชั้นเลิศ ก่อนจะเดินตามหลงจู๊เข้าไปโดยไม่ลังเลเบื้องหลังประตูนั้นไม่ใช่ห้องเก็บเหล้าหรือวัตถุดิบอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่เป็นบันไดไม้แคบชันที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดของหอสุรา กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยมาปะทะจมูกแทนที่กลิ่นสุราหมักทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตู ความจอแจจากโลกภายนอกถูกตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง หลงจู๊นำทางนางก้าวขึ้นบันไดไปสู่ด้านบน
คำสั่งนั้นทำให้จื่อเซี่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ“หอสุราหรือเจ้าคะ แต่ว่า คุณหนูเป็นสตรี จะให้ไปสถานที่เช่นนั้น...”หอสุราเชียนเปยเป็นแหล่งรวมของบัณฑิต ขุนนางกระทั่งเจ้านายชั้นสูง แต่ก็เป็นที่ที่บุรุษมักจะไปดื่มกินกันอย่างเปิดเผย ไม่ใช่สถานที่คุณหนูในห้องหอจะไปปรากฏตัว“ทำตามที่ข้าสั่ง”ซูอี้จินตัดบทสั้นๆ น้ำเสียงนั้นไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น“และไม่ต้องถามอะไรอีก”จื่อเซี่ยกลืนคำพูดที่เหลือลงคออย่างรวดเร็ว นางขยับไปเคาะผนังรถม้าเบาๆ สองสามครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้สารถี“คุณหนูให้เปลี่ยนเส้นทางไปหอสุราเชียนเปย” นางบอกเสียงแผ่วรถม้าชะลอความเร็วลงเล็กน้อยก่อนจะเลี้ยวที่หัวมุมถนนถัดไป มุ่งหน้าสู่ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของหอสุราชื่อดังหอสุราเชียนเปย...เป็นหอสุราที่สมคำร่ำลือในเรื่องความโด่งดังและโอ่อ่า ตัวอาคารสามชั้นสร้างจากไม้เนื้อดีสลักเสลาอย่างวิจิตร แม้จะเป็นยามกลางวันที่ยังไม่ทันจะคล้อยบ่าย แต่ด้านในกลับเนืองแ
มันเป็นคำขู่ที่น่าขยะแขยง...เป็นคำประกาศกร้าวถึงความต้องการที่จะครอบครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในตัวนางราวกับนางเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งในชาติก่อน เพียงแค่ได้ยินคำพูดทำนองนี้จากเขา นางคงจะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและยอมสยบแต่โดยดี เชื่อว่านั่นคือชะตากรรมที่นางต้องยอมรับแต่ในชาตินี้...คำขู่นั้นไม่ได้สร้างความหวาดหวั่นให้นางแม้แต่น้อยในทางกลับกัน... มันกลับเหมือนน้ำมันที่ถูกราดรดลงบนกองไฟแห่งความแค้นที่สุมอยู่ในใจของนางมาเนิ่นนานประกายไฟเล็กๆ ที่เคยเป็นแค่การตอบโต้เพื่อป้องกันตัว บัดนี้มันลุกโชนขึ้นกลายเป็นเพลิงกัลป์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุณนางตระหนักได้อย่างถ่องแท้ในวินาทีนั้นเอง การคอยตั้งรับ การแก้หมากไปทีละตา การเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ มันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วตราบใดที่บุรุษผู้นี้ยังคงอยู่ ตราบใดที่เขายังมีความทะเยอทะยานที่จะปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสูงสุดโดยใช้ตัวนางและตระกูลซูเป็นบันได นางและท่านพ่อพร้อมด้วยพี่ชายที่เป็นครอบครัวเดียวที่นางเหลืออยู่ก็จะไม่มีวันปลอดภัยเขาคือต้นตอของหายนะ คื







