LOGIN"ปัง!"
เสียงบานประตูกระแทกปิดสนิท เรือนเก่าท้ายจวนที่เคยเป็นของบิดาซูอี้จินทรุดโทรมและเต็มไปด้วยหยากไย่
"คุณหนูใหญ่ ฮูหยินเฒ่าสั่งให้ท่านสำนึกผิดอยู่แต่ในห้องนี้ ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาดขอรับ"
เสียงพ่อบ้านหลิวตะโกนลอดช่องประตูเข้ามา น้ำเสียงแฝงความห่างเหินเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
"ข้าเข้าใจแล้ว"
ซูอี้จินตอบกลับผ่านบานประตูด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความตื่นตระหนกหรือโกรธเคือง
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่เรือนหลักสกุลซู
บรรยากาศกลับตรงกันข้ามราวฟ้ากับเหว โคมไฟสว่างไสว บ่าวไพร่เดินขวักไขว่ถืออ่างน้ำร้อนและผ้าสะอาดเข้าออกห้องนอนของซูมู่เหยียนไม่ขาดสาย
"ท่านย่า หลานหนาวเหลือเกินเจ้าค่ะ" ซูมู่เหยียนนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าซีดเซียว นางสั่นสะท้านและซุกซบลงกับหมอน
"โธ่ เด็กดีของย่า ไม่ต้องกลัวนะ หมอฝังเข็มไล่ความเย็นให้เจ้าแล้ว"
ฮูหยินเฒ่าลูบผมหลานสาวคนรองด้วยความเวทนา ก่อนจะหันไปตวาดบ่าวไพร่ที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
"พวกเจ้าต้มยาเสร็จหรือยัง! หากมู่เหยียนเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งโบยพวกเจ้าให้หลังลาย!"
ซูมู่เหยียนซ่อนใบหน้าใต้ผ้าห่ม นางช้อนตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองหญิงชรา
"ท่านย่า อย่าไปตำหนิพี่หญิงเลยนะเจ้าคะ นางคงไม่ได้ตั้งใจ"
"พอ! เจ้ายังจะปกป้องนังเด็กใจจืดใจดำผู้นั้นอีกหรือ!" ฮูหยินเฒ่ากระแทกไม้เท้าลงบนพื้นหินอ่อน
"นางเถียงคำไม่ตกฟาก ปล่อยให้นางนอนหนาวตายคลุกฝุ่นอยู่ในห้องหนังสือเก่าท้ายจวนนั่นแหละ สมควรแล้ว!"
เรือนท้ายจวนอันโดดเดี่ยว
ซูอี้จินเพียงสะบัดมือ เทียนไขเล่มเล็กที่เหลือทิ้งไว้บนโต๊ะกลับติดไฟมีแสงสลัววูบวาบส่องให้เห็นสภาพห้องหนังสือเก่าของบิดา ฝุ่นหนาเตอะเกาะกุมทุกตารางนิ้ว หยากไย่ห้อยระย้าจากขื่อคา กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าลอยเข้าจมูกอย่างรุนแรง
นางไม่ได้ฟูมฟาย ไม่หลั่งน้ำตาเรียกร้องความยุติธรรม หญิงสาวเพียงแค่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก พับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง คว้าไม้กวาดที่มุมห้องมาปัดหยากไย่และเริ่มกวาดพื้นอย่างเงียบเชียบ
ซูอี้จินออกแรงดันตู้หนังสือไม้ที่เอียงกระเท่เร่ให้เข้าที่ เสียงล้อไม้บดเบียดพื้นดังเอี๊ยดอ๊าด นางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะขยับเข้าไปทำความสะอาดบริเวณใต้เตียงไม้เก่าคร่ำครึ
นางก้มตัวลงกวาดเศษฝุ่น ทว่าในจังหวะที่ลงน้ำหนักเท้า...
"เอี๊ยด..."
ปลายเท้าของนางเหยียบลงบนแผ่นกระดานไม้กระดานหนึ่ง มันยุบตัวลงมากกว่าแผ่นอื่นพร้อมกับเสียงเสียดสีของเนื้อไม้ หญิงสาวชะงัก ถอยเท้ากลับและคุกเข่าลงบนพื้น เคาะข้อนิ้วลงบนแผ่นไม้นั้น
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงสะท้อนกลับมาโปร่งกลวง บ่งบอกชัดเจนว่ามีพื้นที่ว่างซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง
ซูอี้จินหรี่ตาลง นางสอดปลายนิ้วเข้าในรอยแยกของแผ่นกระดาน ออกแรงงัดจนปลายนิ้วแดงก่ำ แผ่นไม้เก่าที่ผุกร่อนหลุดลอกออกมา เผยให้เห็นช่องลับสี่เหลี่ยมขนาดพอดีมือสอด นางล้วงมือลงไป สัมผัสได้ถึงพื้นผิวเรียบลื่นและเย็นเฉียบของโลหะ
หญิงสาวเกร็งแขน ออกแรงดึงวัตถุนั้นขึ้นมา
มันคือหีบไม้จันทน์เก่าแก่ขนาดเท่ากล่องเครื่องประดับ มุมหีบหุ้มด้วยทองเหลืองสลักลายเมฆา แม้จะถูกฝังลืมมานานนับสิบปีและมีฝุ่นเกาะหนาเตอะ แต่เนื้อไม้ยังคงส่งกลิ่นหอมจางๆ ฝาหีบมีตราประทับนูนต่ำเป็นรูปดอกเหมยล้อมรอบอักษรตัวหนึ่ง 'เสิ่น' สัญลักษณ์ประจำตัวของ 'เสิ่นหว่านชิว' มารดาผู้ล่วงลับของนาง!
มือของซูอี้จินสั่นสะท้านเล็กน้อยขณะลูบคลำรอยสลัก นางปัดฝุ่นออก คว้าที่ทับกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา แล้วกระแทกลงบนแม่กุญแจทองเหลืองที่ขึ้นสนิมกรัง
แกร็ก!
กุญแจกระเด็นหลุดออกไป นางเปิดฝาหีบออก
ภายในบรรจุสิ่งของดูต่างหน้า ปิ่นปักผมหยกขาว ตำราแพทย์ปกเยิน และม้วนตำราปรัชญาเก่าๆ จากตระกูลฝั่งมารดา หญิงสาวหยิบข้าวของเหล่านั้นออกมาวางทีละชิ้น กระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับก้นหีบ
มีห่อผ้าไหมอย่างดีสีดำสนิทวางอยู่ นางดึงมันขึ้นมา แกะปมผ้าออก ชั่วขณะนั้นนัยน์ตาของซูอี้จินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
มันคือตำราหน้าปกสีดำสนิทจำนวนสี่ถึงห้าเล่ม ไร้ซึ่งชื่อเรื่องหรือลวดลายใดๆ บนหน้าปก นางหยิบเล่มบนสุดขึ้นมา กางหน้ากระดาษออกดู
ว่างเปล่า...
ไร้ชื่อเรื่อง ไร้อักษร…
หน้ากระดาษ ไม่มีรอยน้ำหมึกแม้แต่หยดเดียว นางพลิกดูหน้าต่อไปจนจบเล่ม ก็ยังคงเป็นกระดาษเปล่าทั้งเล่ม
"ตำราซ่อนอักษร?" นางพึมพำกับตนเอง พลิกหน้ากระดาษส่องประชันกับแสงเทียน ทว่าก็ยังไร้ร่องรอยของตัวอักษร
ขณะที่นางกำลังจะวางตำราเล่มนั้นลงบนโต๊ะ ความรู้สึกประหลาดก็บังเกิดขึ้น!
ความร้อนปะทุขึ้นจากส่วนลึกในช่องท้อง มันไม่ได้เกิดจากอากาศหนาวเย็นภายนอกที่ปะทะผิว แต่เป็นความร้อนระอุที่ซุกซ่อนอยู่ในสายเลือด! 'ปราณอัคคี' ที่หลับใหลอยู่ในตัวนางมาตลอดชีวิตโดยที่นางไม่เคยล่วงรู้ กำลังเดือดพล่านตอบสนองต่อบางสิ่ง
เส้นเลือดที่หลังมือของนางปูดโปนขึ้นเล็กน้อย ไอร้อนไหลทะลักจากหน้าอก ผ่านหัวไหล่ ลามลงมาตามท่อนแขน ก่อนจะรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ามือซึ่งกำลังถือตำราเล่มนั้น!
ซูอี้จินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ นางพยายามจะคลายมือออก แต่ทว่าตำราเล่มนั้นกลับดูดติดกับฝ่ามือราวกับมีชีวิต!
ความร้อนวูบวาบไหลเวียนภายในร่าง พุ่งทะยานไปตามเส้นลมปราณจนถึงปลายนิ้วที่แตะอยู่บนตำรา แสงสีแดงส้มสว่างวาบขึ้นในความมืด ตัวอักษรสีทองแดงที่เคยถูกซ่อนเร้นปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ ทีละตัว ทีละบรรทัด ราวกับถูกไฟลน มันลุกลามไปทั่วทุกหน้า เปล่งประกายเจิดจ้าจนซูอี้จินต้องหรี่ตาลง
"คัมภีร์ปราณอัคคี... ตระกูลเสิ่น" นางอ่านออกเสียง ตัวอักษรบนหน้าปกที่เพิ่งปรากฏขึ้น
เพียงแค่นางเพ่งสายตามอง ตัวอักษรเหล่านั้นก็สลัดหลุดจากหน้ากระดาษ กลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของนางโดยตรง ซูอี้จินสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งค้าง ข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่สมองราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
"อึก!"
หญิงสาวหงายหลังล้มตึงลงบนพื้นกระดาน นัยน์ตาเบิกโพลงสะท้อนแสงสีทองแดงที่ลุกโชนอยู่ในห้องมืด
ความเจ็บปวดและประกายไฟแลบปลาบในโสตประสาท ตามมาด้วยความรู้มหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก! กระบวนท่าหมัดมวย เคล็ดวิชาเดินลมปราณ จุดชีพจรทั้งร้อยแปด และคาถาควบคุมธาตุไฟ อักษรนับหมื่นตัวสลักลึกลงในความทรงจำ ผสมผสานเข้ากับกระแสเลือดของนางในเสี้ยววินาที
ภาพความจริงอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นในหัว... บรรพบุรุษตระกูลเสิ่นฝั่งมารดา ไม่ใช่คหบดีหรือแพทย์ชาวบ้านธรรมดาตามที่โลกภายนอกเข้าใจ แต่เป็นถึง 'นักพรตบำเพ็ญเพียร' ผู้ครอบครองสายเลือดธาตุไฟที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน! พวกเขาถอยห่างจากยุทธภพ ซ่อนเร้นกายเพื่อปกป้องสายเลือดอันบริสุทธิ์นี้ไว้
และบัดนี้ พลังอันเร้นลับนั้นได้ตื่นขึ้นในร่างของนางแล้ว!
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบ แสงสีเพลิงในห้องหนังสือค่อยๆ ดับวูบลง เหลือเพียงแสงเทียนริบหรี่ที่สั่นไหวตามแรงลมลอดช่องหน้าต่าง
ซูอี้จินยันกายลุกขึ้นนั่ง หอบหายใจหนัก นางก้มลงมองตำราในมือ
หน้ากระดาษกลับกลายเป็นสีซีดขาวและว่างเปล่าเหมือนเก่าอีกครั้ง ไร้ซึ่งร่องรอยของตัวอักษร
ทว่าความรู้สึกร้อนผ่าวที่ไหลเวียนอยู่ตามจุดชีพจรทั่วร่างนั้นยังคงอยู่ และเคล็ดวิชาทั้งหมดในคัมภีร์ได้ฝังรากลึกลงในจิตวิญญาณของนางแล้ว!!!
เว่ยชางหลางนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน สายตาที่มองไปยังร้านเล็กๆ แห่งนั้นลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่องครักษ์เงาในชุดสีดำสนิทปรากฏกายขึ้นด้านหลังเขา รายงานด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน“ท่านอ๋อง คนของเราสืบทราบมาว่า ความวุ่นวายเมื่อช่วงบ่ายเกิดจากร้านเครื่องหอมนั้นพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนว่าน้ำมันหอมระเหยจากร้านนั้นจะมีคุณภาพสูงจนเป็นที่ต้องการของเหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง กล่าวกันว่ากลิ่นของมัน...มีผลต่อจิตใจของผู้ที่ได้สูดดมอย่างน่าประหลาด”เว่ยชางหลางไม่ได้หันกลับไปมององครักษ์ผู้นั้นเขายังคงจ้องมองร้านเทียนเซียงไม่วางตา ความเจ็บปวดจากพิษกู่เหมันต์ที่เคยกัดกินร่างกายเขาอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อยอย่างน่าประหลาดเมื่อเขาได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมากับสายลมจากทิศทางนั้น...กลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ มีความคล้ายกับกลิ่นกับที่เขาได้สูดดมจากซอกคอและเรือนร่างของสตรีนางนั้นในค่ำคืนเดือนเพ็ญที่ผ่านมาเขาไม่ได้ตอบรับคำรายงานขององครักษ์ เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนห
ซูอี้จินมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางที่น่าเกรงขาม ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ“ใช่แล้วอย่างไร... ไม่ใช่แล้วอย่างไรล่ะ? เถ้าแก่หลิว...ตัวตนที่แท้จริงของข้า สำคัญต่อผลกำไรในกระเป๋าของท่านถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”“มะ...มิกล้าขอรับ!” เถ้าแก่หลิวลนลานคุกเข่าลงกับพื้นทันที สองมือประสานกันแน่นด้วยความยำเกรง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าปรารถนาให้ท่านกระจ่างแจ้งแก่ใจเสียตั้งแต่วันนี้”ซูอี้จินลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ร่างของนางบอบบางกว่าเขามากนัก แต่รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมา กลับทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกที่สันหลัง ราวกับมีคมดาบที่มองไม่เห็นจ่อตวัดอยู่ที่ลำคอ!!“ก่อนที่ท่านจะมาพบข้า ท่านมีชีวิตเป็นเช่นไร” นางถามเสียงเย็น“ข้า...ข้าเป็นแค่พ่อค้าเล็กๆ ขอรับ ร้านเก่าก็ซบเซา มีหนี้สินติดตัวอยู่บ้าง...” เขาตอบเสียงอ่อย“แล้วลูกชายของท่านล่ะ ข้าได้ยินว่าเขาฉลาดหลักแหลม แต่ท่านไม่มีเงินพอจะส่งเขาเข้าศึกษาในสำนักศึกษาที่ดีได้ใช่หรือไม่”คำถามนั้นแทงใจดำเขาอ
จื่อเซี่ยหันมาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง นางหยุดมือจากการเก็บเศษกระดาษแล้วพูดขึ้น“ใช่แล้วเจ้าค่ะเถ้าแก่หลิว เมื่อครู่ข้าเกือบถูกเบียดจนล้มไปสองหนแน่ะเจ้าค่ะ! โดยเฉพาะฮูหยินจวนปู้จิ้งนั่น นางใช้พุงของนางดันข้าจนกระเด็นเลย! แล้วยังมีคุณหนูอีกหลายคน พวกนางน่ากลัวยิ่งกว่าทหารออกรบเสียอีก!”เสียงฝีเท้าแผ่วเบาไร้น้ำหนักดังมาจากบันไดไม้ ซูอี้จินเดินลงมาอย่างเชื่องช้า กิริยาสง่างามของนางดูขัดแย้งกับสภาพความโกลาหลเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาเรียบสงบ ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจกับยอดขายถล่มทลายหรือความสำเร็จที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย“ทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วปิดร้านได้เลยสำหรับวันนี้”นางสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปทางเถ้าแก่หลิวที่รีบผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง“เถ้าแก่หลิว ท่านตามข้าขึ้นมาข้างบน ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”เถ้าแก่หลิวกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอฝืดๆ เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปทันที เขาวางถ้วยชาลงแล้วเดินตามร่างระหงของซูอี้จินขึ้นไปยังห้องปรุงยาบนชั้นสองอย่างเงียบเชียบหัวใจของเขายังเต้นระรัวไม่เป็นส่ำ ส่วนหนึ่งมาจากความเหนื่อยล้า แต่ส่วนใหญ่มาจากความประหม่ายำเกร
ฮูหยินจากโต๊ะข้างๆ ซึ่งเป็นหน้าม้าอีกคนที่ซูอี้จินจ้างไว้ รีบลุกเข้ามาสมทบทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว“ร้านเทียนเซียงรึ? ร้านเปิดใหม่ในตรอกโทรมๆ นั่นน่ะหรือ มีของดีเช่นนี้ด้วยหรือไร ไม่น่าเชื่อ”“ดีเยี่ยมเลยล่ะ!” ฉีม่านหนิงรีบตอบรับทันควัน แล้วหันไปมองทุกคนที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ“ท่านดูสิ เมื่อครู่คุณชายรูปงามผู้นั้นยังเข้ามามอบบทกวีให้ข้า ตั้งแต่ข้าใช้หัวน้ำหอมนี้ ก็มีแต่บุรุษมากหน้าหลายตาเข้ามาทักทายข้าไม่ขาดสาย! เครื่องหอมที่ช่วยเสริมเสน่ห์สตรีให้เย้ายวนถึงเพียงนี้...ช่างดึงดูดใจคนให้หลงใหลได้ชะงัดนัก!”คำประกาศอย่างไม่อ้อมค้อมนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของสตรีแทบทุกคนในที่นั้น ดวงตาของพวกนางลุกวาวขึ้นมาพร้อมกัน“แต่ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ...”ฉีม่านหนิงทำเสียงเศร้าสร้อย ก้มลงมองเศษกระเบื้องที่พื้น“ของดีเช่นนี้ทางร้านเทียนเซียงกลับผลิตได้น้อยนัก พวกเขาบอกว่าทำจากวัตถุดิบหายากจากแดนไกล ซ้ำยังต้องใช้กรรมวิธีสลับซับซ้อนในการสกัดกลิ่นเฉพาะ ด้วยกรรมวิธีลับที่ไม่มีผู้ใดลอกเลียนแบบได้ ความหอมนี้จึงบริสุทธิ์และเย้ายวนเกินกว่าเครื่องหอมใด จึงมีขายเพียงเดือนละไม่กี่ขวดเท่านั้น..
บรรดาคุณชายและคุณหนูที่นั่งทานอาหารอยู่ที่ชั้นสองของภัตตาคารหอเฟิ่งหวงพวกเขาต่างมองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเพียงกลุ่มไอหมอกจางๆ ที่ลอยมาจากปากตรอกโทรมๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไม่อาจมองเห็นต้นตอได้ชัดเจนนัก ความสงสัยและความประทับใจถูกจุดขึ้นในใจของพวกเขาอย่างเงียบงันปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกสามวัน ลูกค้าชั้นสูงของหอเฟิ่งหวงหลายกลุ่มต่างพากันแปลกใจกับกลิ่นหอมปริศนาที่ช่วยชูรสชาติอาหารและขจัดความเลี่ยนได้ชะงัดนัก เริ่มมีการพูดคุยไต่ถามกันปากต่อปาก จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาเล็กๆ ในหมู่พวกเขา แต่เพราะความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี จึงยังไม่มีใครยอมลดตัวลงไปเดินเข้าตรอกซอกซอยเพื่อสืบหาด้วยตนเองจนกระทั่งเช้าวันที่สิบ...แผนการขั้นสุดท้ายก็ได้เปิดฉากขึ้น…ซูอี้จินยืนประจันหน้ากับสตรีงดงามผู้หนึ่งในห้องทำงานของนาง นางมีนามว่า ฉีม่านหนิง เป็นบุตรสาวของอดีตขุนนางต้องโทษที่ถูกริบทรัพย์สิน แม้จะตกยากแต่เค้าความงามสง่าและกิริยามารยาทแบบคุณหนูในห้องหอยังคงติดตัวไม่เสื่อมคลาย“
ขณะที่มองไปที่ภัตตาคารหอเฟิ่งหวงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...สายตาของซูอี้จินไม่ได้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ชั้นล่าง แต่กลับมองขึ้นไปยังชั้นสอง...ชั้นสำหรับรับรองแขกที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่อย่างมิดชิด บ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด“ท่านเห็นหรือไม่ เถ้าแก่หลิว” นางกล่าวเสียงเย็น“ปลาตัวใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้ว่ายปะปนอยู่กับปลาซิวปลาสร้อยที่ชั้นล่างหรอกนะ”เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของนางไปยังชั้นสองของหอเฟิ่งหวง ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งมีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้นหนึ่ง หรือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกรายเข้าไป“ท่านกำลังหมายถึง...แขกพิเศษเหล่านั้นหรือขอรับ”“คนเหล่านั้นน่ะหรือจะยอมเดินลงมาเข้าตรอกแคบๆ สกปรกของเรา” ซูอี้จินกล่าวต่อราวกับอ่านใจเขาออก“ไม่เลย...พวกเขาไม่ลดตัวลงมาทำเช่นนั้นแน่”ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาของเถ้าแก่หลิวอีกครั้ง“แล้ว...แล้วเช่นนั้นแผนการทั้งหมดที่ทำมาก็สูญเปล่าสิขอรับ”“







