LOGIN“ได้ยินแว่วๆ ว่ามีจดหมายสารภาพรักส่งมาถึงข้า...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดัง
เมื่อกล่าว จบเว่ยชางหลางก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ขยับตัวขึ้นไปนั่งพิงพนักเตียงแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า แต่ฝ่ามือหนาที่กอบกุมข้อมือเล็กของนางเอาไว้กลับไม่ยอมคลายออกแม้แต่น้อย ซ้ำยังออกแรงรั้งเบาๆ ให้นางต้องขยับเข้าไปนั่งชิดริมขอบเตียงมากยิ่งขึ้น“ท่านอ๋อง...” ซูอี้จินกล่าวทักท้วง“ขออนุญาตท่านอ๋อง!” ทันใดนั้น เสียงของโม่เฉินดังก้องขัดจังหวะขึ้นจากหน้าประตูห้อง“ข้าน้อยนำยามาส่งขอรับ”เว่ยชางหลางขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นโดยที่ยังไม่ลืมตา ซูอี้จินเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากแทน “เข้ามาเถอะ โม่เฉิน”บานประตูถูกผลักเปิดออก โม่เฉินสาวเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็วพร้อมกับถาดไม้ที่มีชามยาต้มควันกรุ่นสีดำสนิทวางอยู่ กลิ่นขมปร่าของสมุนไพรลอยแตะจมูกทันทียามที่องครักษ์หนุ่มเดินเข้ามาใกล้“ยาต้มจากหมอหลวงขอรับท่านอ๋อง” โม่เฉินรายงานเสียงนอบน้อม“หมอหลวงกำชับว่าต้องดื่มตอนที่ยังอุ่นจัด เพื่อช่วยสะกดไอเย็นของพิษกู่เหมันต์ที่หลงเหลืออยู่ให้สงบลง เชิญท่านอ๋องดื่มยา”ความเงียบคือคำตอบเดียวที่ได้รับ เว่ย
เว่ยชางหลางไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้าช้าๆ พยายามปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดขาวไร้สีเลือด บัดนี้กลับมีริ้วแดงจางๆ ปรากฏขึ้นเล็กน้อย“ข้า จะกลับไปพักผ่อน” เว่ยชางหลางเอ่ยเสียงขาดห้วง เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับหดหายไปจนหมดสิ้น ร่างสูงใหญ่โงนเงนจนเกือบจะล้มลงซูอี้จินขยับเข้าไปรับร่างของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ แขนของนางโอบรอบเอวสอบของเขาไว้เพื่อช่วยพยุงเขาไว้อีกครั้ง ความร้อนจากกายของนางปะทะกับความเย็นที่ยังหลงเหลืออยู่บนผิวของเขาเสียงพูดคุยและความเคลื่อนไหวภายในห้อง ทำให้โม่เฉินที่ยืนอารักขาอยู่ด้านนอกเกิดความกังวล ด้วยความเป็นห่วงอาการของเจ้านาย เขาจึงผลักประตูพรวดพราดเข้ามาทันที"ท่านอ๋อง!"ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้องครักษ์หนุ่มถึงกับชะงักฝีเท้า ร่างสูงใหญ่ของนายตนกำลังเอนซบอยู่ในอ้อมกอดของซูอี้จินอย่างแนบชิด ถึงกระนั้น เมื่อเห็นเจ้านายมีท่าทีอ่อนระทวย โม่เฉินก็รีบก้าวเข้าไปหมายจะรับช่วงประคองร่างหนาหนักนั้นแทนสตรีที่ดูบอบบางทว่ายังไม่ทันที่มือขององครักษ์จะแตะถูกตัว เว่ยชางหลางที่กำลังหลับตาซึมซับความอบอุ่นจากร่างนุ่มนวลกลับตวัดสายตาขึ้น เขาไม
ค่ำคืนที่สามนับจากได้รับจดหมาย ท้องฟ้ามืดกลับสว่างไสวไปด้วยแสงจันทร์วันเพ็ญ เมฆหนาทึบลอยตัวต่ำก็มิอาจบดบังความงามของพระจันทร์ในคืนนี้ได้ ซูอี้จินในอาภรณ์สีเรียบพรางตัวกลมกลืนไปกับเงาไม้ นางยืนรอเพียงอึดใจ รถม้าปริศนาที่สร้างจากไม้เนื้อดำก็แล่นมาจอดเทียบพาหนะคันนี้ดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงความน่าเกรงขาม จุดเด่นเพียงสิ่งเดียวคือโคมไฟหยกขาวลายกิเลนเหยียบเมฆาที่แกว่งไกวอยู่ด้านหน้า ซูอี้จินก้าวขึ้นรถม้า ปล่อยให้มันพานางฝ่าความมืดมิดไปจนถึงจุดหมายยามก้าวลงจากรถม้า บรรยากาศหน้าจวนเว่ยอ๋องเงียบสงัดและกดดันอย่างประหลาด ทว่าเบื้องหน้านั้นกลับมีร่างของชายหนุ่มคุ้นตาขยับออกมาจากเงามืด โม่เฉินองครักษ์คนสนิทของเว่ยชางหลาง มารอรับนางตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วโม่เฉินโค้งคำนับเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะนำทางนางไปยังทางลับที่ซ่อนอยู่ บรรยากาศในจวนอ๋องคืนนี้เงียบสงัดกว่าทุกครั้งเมื่อบานประตูของห้องลับเปิดออก ไอเย็นยะเยือกก็ปะทะร่างซูอี้จินในทันที เว่ยชางหลางนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง บนกายมีเพียงกางเกงขายาวสีเข้มตัวเดียว เผยให้เห็นท่อนบนเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนและรอยแผลเป็นจางๆ หลายแห่งทว่า
ขณะที่บรรยากาศการพูดคุยระหว่างซูอี้จินและจื่อเซี่ยกำลังจริงจังอยู่นั้นพลันบังเกิดเสียงลมแหวกอากาศดังหวีดหวิวขึ้นเหนือศีรษะอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเงาสีขาวขนาดมหึมาที่โฉบลงมาจากท้องฟ้า ก่อนจะกางกรงเล็บเหล็กตะครุบลงบนคอนไม้ที่นางสั่งช่างทำเป็นพิเศษไว้ที่ระเบียงเรือนฟุ่บ!จื่อเซี่ยสะดุ้งสุดตัว ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณ “ว้าย!”ซูอี้จินกลับเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคย แววตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“อ้าวเสวี่ย วันนี้เจ้ามาเร็วนะ” นางเอ่ยทักทายเหยี่ยวหิมะยักษ์ตัวนั้นอย่างสนิทสนมเจ้าวิหคสง่างามเอียงคอ ดวงตาสีอำพันคมกริบของมันจ้องมองมาที่นางนิ่ง มันมีขนาดตัวใหญ่กว่าเหยี่ยวทั่วไปเกือบเท่าตัว ขนสีขาวราวปุยหิมะสะอาดสะอ้านบ่งบอกถึงการได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ท่าทางองอาจของมันสมกับที่เป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเว่ยอ๋องผู้เป็นเจ้านายของมันระยะหลังมานี้ อ้าวเสวี่ยกลายเป็นแขกประจำของเรือนหว่านเฟิง มันมักจะบินมาหานางแทบทุกสองสามวัน แรกๆ จื่อเซี่ยและบ่าวคนอื่นในเรือนต่างก็หวาดกลัวเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้แต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนปฏิบัติต่อมันอย่างอ่อนโยน ทั้งยังสั
เรือนหว่านเฟิง สกุลซู...ภายในห้องที่เงียบสงัดและปิดสนิทอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ซูอี้จินนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งเตี้ยกลางห้อง นางหลับตาพริ้ม สองมือวางประสานกันที่หน้าตัก กึ่งกลางฝ่ามือปรากฏกลุ่มก้อนพลังสีส้มแดงหมุนวนเป็นลูกกลมขนาดเท่าผลท้อที่ส่องสว่างเรืองรองคลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ซ่านออกจากร่างของนางอย่างสม่ำเสมอ จนอุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นอย่างรู้สึกได้ แต่กลับไม่รู้สึกร้อนอบอ้าว ตรงกันข้าม มันเป็นความอบอุ่นที่คุ้นเคยและเปี่ยมด้วยพลังชีวิตนางโคจรพลังปราณอัคคีไปตามเส้นลมปราณทั่วร่างอย่างเชื่องช้าและมั่นคง หากเป็นเมื่อเดือนก่อน การทำเช่นนี้นานเพียงหนึ่งก้านธูปก็ทำให้นางเหงื่อโทรมกายและเหนื่อยหอบจนแทบลุกไม่ขึ้นแล้วทว่าบัดนี้ นางสามารถควบคุมปราณอัคคีได้ดั่งใจนึก ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย พลังปราณที่เคยแข็งกร้าวดุดัน บัดนี้กลับสงบนิ่งประดุจสายน้ำ มันไหลเวียนอย่างราบรื่น และเป็นไปตามที่นางนึกคิดไว้ทุกอย่าง เรียกได้ว่าการฝึกของนางสำเร็จไปอีกขั้นซูอี้จินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของนางสาดประกายคมกล้าชั่ววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม ลูกไฟในฝ่ามือค่อยๆ หรี่แสงลงและส
เว่ยชางหลางหยิบเอกสารที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้อ่านมัน เขาใช้มันเคาะเบาๆ กับฝ่ามืออีกข้างราวกับกำลังนับจังหวะของแผนการที่กำลังดำเนินไป“จื่อเซียน เจ้าลองคิดดูให้ดีๆ สตรีที่ยังไม่ออกเรือนในแคว้นต้าเว่ยของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกนางคืออะไร? สิ่งที่สามารถชี้เป็นชี้ตายอนาคตของพวกนางได้”กู้จื่อเซียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างลังเล“ชื่อเสียงเกียรติยศ?”“ถูกต้อง” เว่ยชางหลางแค่นหัวเราะในลำคอ“ชื่อเสียงเกียรติยศ ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการสตรีทุกคนในแคว้นนี้ไว้ ไม่ว่าจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย และตอนนี้ โซ่ตรวนของซูอี้จินก็ได้ถูกผูกติดเข้ากับชื่อของข้าเรียบร้อยแล้ว”แววตาของกู้จื่อเซียนฉายแววสับสน ก่อนที่ความเข้าใจระลอกหนึ่งจะซัดเข้ามาในความคิด เขาอ้าปากค้างเล็กน้อย“อย่าบอกนะว่า แผนของเจ้าคือ...”“ต่อจากนี้ไป จะมีบุรุษหน้าไหนในเมืองหลวงที่จะกล้าเข้าใกล้นางอีก?”เว่ยชางหลางกล่าวต่อ







