ตอที่4 เมิน
เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่กำลังสนทนากันอยู่ต่างรีบหันไปมอง ก่อนจะแอบจัดอาภรณ์และทรงผมให้เรียบร้อย หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นเดินเข้ามาในชุดสีฟ้าเข้มปักลวดลายมังกรบนเนื้อผ้าไหมชั้นดี เรือนผมดำขลับเกล้าอย่างประณีต ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวหยก ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ สาว ๆ ในงานต่างพากันเหลือบมองอย่างไม่อาจห้ามใจ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เซี่ยเหมยลี่ชำเหลืองมององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋น แวบหนึ่ง เขาช่างหล่อเหลาอ่อนโยนสมกับเป็นชายในฝันของเหล่าหญิงสาว ตามในนิยายที่ตนเองนั้นเป็นผู้สร้างขึ้นมาเลย ไม่!… นางจะหลงไปกับใบหน้าอันงดงามนั้นเหมือนเซี่ยเหมยลี่ในอดีตไม่ได้ นางต้องเชิดและเมินเขาเข้าไว้เพราะนี่คือทางรอดจากจุดจบที่แสนจะเวทนา นางรีบเก็บสีหน้าแววตาและปรับท่าทางให้ดูสง่างามไม่ใยดีเขาอีก องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นที่กำลังรับการถวายพระพรจากเหล่าคุณหนูเขาเผลอหันไปสบตากับเซี่ยเหมยลี่พอดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงัก คือแววตาของนางไม่ได้เต็มไปด้วยความหลงใหลหรือคาดหวังดังแต่ก่อน หากแต่เป็นแววตาเฉยเมย เย็นชา ริมฝีปากของเขาเม้มแน่นขึ้นเล็กน้อย ความสงสัยแฝงขึ้นมาในใจ เหตุใดนางถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้? ในอดีตทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว เซี่ยเหมยลี่มักจะรีบเข้ามาใกล้ พยายามดึงดูดความสนใจจากเขาด้วยคำพูดและกิริยาเอาแต่ใจ แต่นี้กลับเป็นครั้งแรกที่นางไม่แม้แต่จะสนใจ องค์หญิงหลิงซูเดินตรงเข้าไปหาพี่ชายของตนเองด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “พี่รอง” หลี่จิ้งอวิ๋นหันมามองน้องสาวต่างมารดาของตน เขาเผยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยขึ้น “สวนดอกเหมยของเจ้างามยิ่งนัก” “แล้วมีแม่นางในตระกูลไหนถูกใจท่านหรือไม่” องค์หญิงโน้มตัวเข้ามากระซิบพี่ชายของตนเอง เพราะนางตั้งใจจัดงานนี้ขึ้นเพื่อให้พี่ชายทั้งสองของตนเองได้พบปะกับเหล่าสาวงามในตระกูลขุนนาง องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกวาดสายตามองเหล่าสาวงามแล้วหันมาหาน้องสาวตัวแสบ ก่อนจะยกมือใช้ปลายนิ้วเรียวแตะไปยังหน้าผากของนางด้วยความเอ็นดู “เจ้าเนี่ยนะ…” องค์หญิงหลิงซูเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “องค์รัชทายาทล่ะเพคะ ทำไมถึงยังไม่มา” “องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าเสด็จพ่ออยู่ เดี๋ยวคงมา…” “เจ้าค่ะ งั้นเข้าไปจิบชากัน” องค์หญิงหลิงซูเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินนำพี่ชายและเหล่าสาวงามจากตระกูลสูงศักดิ์ไปยังเรือนรับรองอันหรูหราที่เตรียมไว้ …. สะพานไม้โค้งทอดยาวเหนือสระบัว เป็นสะพานเชื่อมไปยังเรือนรับรอง ขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์รอบด้าน “อ๊ะ!” เสียงหวีดร้องดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ร่างของไป๋ซินอวี้ก็เสียหลักล่วงลงสู่สระบัว ความตกใจฉายชัดบนใบหน้าของทุกคน ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าสาวงาม เงาร่างสูงก็พุ่งเข้ามารวดเร็ว หลี่จิ้งอวิ๋นคว้าเอวของนางเอาไว้ ร่างของไป๋ซินอวี้แนบชิดอกกว้าง นางเงยหน้าขึ้นสบดวงตาคมเข้มของบุรุษที่ช่วยนางเอาไว้ ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ แค่เสี้ยวนาทีร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นก็ลอยพุ่งออกจากผิวน้ำและลงสู่พื้นดินอย่างสง่างามพร้อมกับร่างของไป๋ซินอวี้ในออมกอด ก่อนที่เขาจะผละตัวออกจากนางทันทีที่เท้าแตะพื้น “เดินระวังหน่อย” หลี่จิ้งอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเดินจากไป “พี่หญิง!” ไป๋ซิ่นเยว่วิ่งตรงเข้ามาหาพี่สาวของตนเองใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” “ข้าไม่เป็นไร” ไป๋ซิ่นเยว่จูงมือพี่สาวเดินตรงไปยังเซี่ยเหมยลี่พร้อมกับดวงตาเอาเรื่อง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง “เซี่ยเหมยลี่! ท่านผลักพี่ข้าทำไม!” เสียงของนางดังจนทุกคนในงาน หันมามอง สายตาของเหล่าหญิงสาวในตระกูลสูงศักดิ์เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และเริ่มมีเสียงซุบซิบขึ้นเบา ๆ เซี่ยเหมยลี่ชะงักไปเล็กน้อย นางงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะแท้จริงแล้วนางไม่ได้แตะต้องไป๋ซินอวี้เลยด้วยซ้ำ ไป๋ซินอวี้ลื่นพลัดตกลงไปเอง นางพยายามทบทวนเนื้อเรื่องในนิยายที่ตนเคยเขียน ในเรื่องเดิม เซี่ยเหมยลี่เป็นคนผลักไป๋ซินอวี้จริง ๆ เพราะอิจฉาที่วันนี้นางนั้นดูงดงามเป็นพิเศษและองค์หญิงหลิงซูยังให้ความสำคัญกับนางที่สุด แถมองค์ชายหลี่จิ้งอวิ๋นยังชายตามองนางด้วย แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ทำ แต่จะให้พูดออกไปว่า ‘ข้าไม่ได้ทำ’ งั้นหรือใครจะเชื่อนาง ไม่ว่าจะพูดอะไรไป ทุกคนล้วนรู้จักชื่อเสียงของเซี่ยเหมยลี่ ในฐานะสตรีเอาแต่ใจ เย่อหยิ่งและร้ายกาจที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น เซี่ยเหมยลี่สูดลมหายใจลึก แล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ นางรู้ดีว่าการเถียงออกไปตรง ๆ คงไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม อาจทำให้ตัวเองดูแย่กว่าเดิม นางปรายตามองไป๋ซิ่นเยว่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ “แม่นางไป๋ ท่านเห็นกับตาหรือว่าข้าผลักพี่สาวของท่าน” ไป๋ซิ่นเยว่ชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าเอ่ยเสียงแข็ง “ขะ…ข้าไม่เห็น แต่ทุกคนรู้ดีว่าท่านเกลียดพี่ข้า! จะเป็นใครไปได้นอกจากท่าน?” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากผู้คนรอบข้าง หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเซี่ยเหมยลี่ไม่เคยปิดบังความอิจฉาริษยาต่อ ไป๋ซินอวี้ เซี่ยเหมยลี่ยิ้มมุมปาก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแววขบขัน “เช่นนั้นหมายความว่า หากข้าไม่ชอบใคร ต่อให้เขาลื่นล้มลงเอง ก็มิใช่ความผิดของเขาแต่เป็นความผิดของข้าอย่างงั้นหรือ?” ไป๋ซิ่นเยว่หน้าเจือลงทันที คนรอบข้างเริ่มมองหน้ากัน บางคนเริ่มมีท่าทีลังเล เซี่ยเหมยลี่ถือโอกาสก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็น “พวกเราต่างเป็นสตรีสูงศักดิ์ หากจะกล่าวหาผู้อื่น ก็ควรมีหลักฐาน หาไม่แล้ว ข้าเองก็อาจกล่าวหาท่านกลับเช่นกัน ว่าท่านจงใจใส่ร้ายข้า” คำพูดของเซี่ยเหมยลี่ทำให้ไป๋ซิ่นเยว่หน้าซีดเผือก นางอ้าปากจะโต้กลับ แต่ก็พูดไม่ออก “พอเถอะ ไป๋ซิ่นเยว่ เจ้าก็อย่ากล่าวหาผู้อื่นโดยไร้หลักฐานนัก เรื่องนี้เราจะให้คนไปสอบถามบ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ หากมีหลักฐานว่าผู้ใดเป็นคนผิด เราค่อยว่ากันอีกที” องค์หญิงหลิงซูเอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อนางเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ตลอด ไป๋ซิ่นเยว่กำมือแน่น ขณะที่เซี่ยเหมยลี่เพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปยังเรือนรับรองอันหรู การกระทำของเซี่ยเหมยลี่ถูกจับตามองจากร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่ในเรือนรับรองชาย หลี่จิ้งอวิ๋นยกยิ้มมุมปากอย่างพึ่งพอใจ เขายกถ้วยชามาจิบอย่างอารมณ์ดี …… sdsจวนตระกูลไป๋ จวนตระกูลไป๋ ภายในห้องหนังสือ แสงโคมส่องกระทบชายสูงวัยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทร์หอม มือจับพู่กันลากลายอักษรบนกระดาษ เงาร่างบางของไป๋ซินอวี้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุถ้วยน้ำแกงไก่ “ท่านพ่อ ลูกต้มน้ำแกงมาให้ ท่านดื่มเถิดเจ้าค่ะ” แม่ทัพไป๋เหวินหลงละสายตาจากงานในมือ หันไปมองบุตรสาว แววตาฉายความอ่อนโยน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ” ไป๋ซินอวี้ก้มศีรษะรับ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไก่ลงบนโต๊ะ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านพ่อ หากลูกอยากเข้าร่วมกองทัพด้วย ท่านจะยินยอมหรือไม่” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ “เจ้าคือสตรี แม้จะใจกล้าหาญ แต่มิอาจอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ได้หรอก” ไป๋ซินอวี้จ้องมองผู้เป็นบิดา แววตาแน่วแน่ “แต่ลูกอยากองอาจสง่างามกลางสนามรบเช่นเดียวท่าน!” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ดึงตราแม่ทัพออกมาวางบนโต๊ะ “หากเจ้าปรารถนาจะควบคุมกองทัพ ก็มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือทหารทั้งปวง” ไป๋ซินอวี้มองตราแม่ทัพที่สะท้อนแสงตะเกียง น
เกิดอะไรขึ้นจวนตระกูลเซี่ยภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ไหวไปตามสายลม เซี่ยเหมยลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางรู้สึกถึงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ในอากาศ นางกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หอมอันคุ้นเคย“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างยินดี ลี่จิ่นถือถ้วยยาเดินเข้ามา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจเซี่ยเหมยลี่หันไปมองลี่จิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“ลี่จิ่น…ข้ากลับมาได้อย่างไร?”ลี่จิ่นนั่งลงข้างเตียง ยื่นถ้วยยาให้ก่อนจะตอบ“คุณชายใหญ่เป็นผู้พาท่านกลับมาเจ้าค่ะ”เซี่ยเหมยลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน“แล้วองค์รัชทายาทเล่า? เขาอยู่ที่ใด”ลี่จิ่นอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“องค์รัชทายาทเสด็จเข้าวังหลวงไปปราบกบฏแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตาของเซี่ยเหมยลี่เบิกกว้าง นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูห้อง วิ่งพรวดออกไป“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”ลี่จิ่นร้องเรียกไล่หลัง แต่ไม่อาจหยุดยั้งร่างของนางได้ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไป…ณ วังหลวงกลิ่นคาวเลือดอวลคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกอ
ตอนที่32 หลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ2ณ วังหลวงตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟยภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตร หลินกุ้ยเฟยยืนอยู่กลางห้องในอาภรณ์แพรไหมล้ำค่า เส้นผมดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างประณีต แววตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น แม่นมคนสนิทรีบก้าวเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือ หลินกุ้ยเฟยรับมาเปิดอ่าน สายตาของนาง พลันริมฝีปากเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมานางหันไปเหลือบสายตามองไปยังร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นบุตรชายของตนที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าให้แม่นมคนสนิทเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดหลินกุ้ยเฟยก้าวเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดไหวไปตามสายลม….ณ ตำหนักของฮ่องเต้หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามพร้อมกับเหล่าทหารที่ตนเองฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้ในการนี้ประกายคมดาบสะท้อนแสงวูบวาบ สังหารผู้คนที่ขว้างทางนางโดยไร้ความปรานี เสียงร่ำให้กรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ ร่างขององค์รักที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักล้มลงราวใบไม้ล่วงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวจากการก่อกบฏในครั้งนี้ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ นางยกมือขึ้นเบา ๆ เหล่าทหารที่ต
ตอนที่ 28 สนมหลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ1 ณ วังหลวง ตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟย แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาจาง ๆ ลงบนผืนพรมลายวิจิตรงดงาม ภายในตำหนักอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจาง พระสนมหลินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเรียวจับเข็มปักลวดลายลงบนผ้าเช็ดหน้าเนื้อดี เส้นไหมสีทองร้อยเรียงกันเป็นลวดลายหงส์ทอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทก็ก้าวเข้ามา ค้อมกายลงพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคารพ “องค์ชายรองยังคงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก บัดนี้ล่วงเลยไปสองชั่วยามแล้วเพคะ” มือที่กำลังปักเข็มชะงักไปครู่หนึ่ง พระสนมหลินกุ้ยเฟยปรายตามองด้ายทองที่พันปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขารอต่อไป” นางวางผ้าปักลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อยหรือยัง” แม่นมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้ายื่นกระดาษแผ่นเล็กออกมา หลินกุ้ยเฟยรับมา คลี่ออกอ่านเนื้อความบนกระดาษก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมา …. จวนตระกูลไป๋ภายในของไป๋ซินอวี้สายลมเย็นพัดโชยกระทบผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ภายในห้องเงียบสงบ จนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ไป๋ซินอวี้นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะไม้
ฮ่องเต้ถูกวางยาณ วังหลวงภายในตำหนักบรรทมบรรยากาศเยียบเย็นราวลมวสันต์ที่ไร้ไออุ่น ฮ่องเต้ทรงบรรทมอยู่บนเตียง ร่างกายนิ่งสนิทราวไร้ลมหายใจ มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ม่านบางไหวกระเพื่อมเมื่อร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หลินกุ้ยเฟยประดับอาภรณ์งามสง่า ดวงตาคู่งามนั้นแฝงไปด้วยประกายเย้ยหยันนางเดินมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงร่างไร้สติใต้ฤทธิ์ยาที่นางมอบให้หลินกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเต็มไปแฝงไปด้วยความโกรธแค้นในครั้งอดีตอันแสนขมขื่น“ฝ่าบาท…ทรงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปเถิดเพคะ อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็ทรงจะได้ลงไปพบกับนางในนรกแล้วเพคะ”หลินกุ้ยเฟยหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังฝ่ามือขาวผ่อง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขมขื่น พลันคิดย้อนไปในครั้งอดีต เมื่อยังคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ใสซื่อไร้เดียงสานางกับเขาเคยเป็นดั่งเงาแห่งกันและกัน ครั้งหนึ่งเคยร่วมผ่านความเป็นความตาย นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทั้งสองรักมั่นในกันและกัน
ใต้น้ำตกก่อนจะแทรกมือใหญ่เข้าไปยังจุดอ่อนไหวกลางกาย นิ้วยาวแตะสัมผัสกับกลีบเกสรที่เริ่มเยิ้มด้วยหยาดน้ำรัก ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา นางสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วเรียวบดคลึงติ่งเกสรที่เต้นระริกจากอารมณ์อันเร่าร้อนเสียงครางหวานแว่วกังวาน มือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลังของเขาแน่น หลี่หานเซียนบดขยี่ติ่งเกสรจนหยาดน้ำรักเอ่อล้นออกมาจากร่างบาง เซี่ยเหมยลี่แอ่นสะโพกขึ้นลงรับสัมผัสนั้นอย่างหลงใหล สะโพกมนกระตุกเบา ๆ ขณะที่เสียงครวญครางยังดังไม่ขาดสายหลี่หานเซียนเลื่อนมือใหญ่ไปจับเรียวขางาม ก่อนจะยกขึ้น แล้วค่อย ๆ ใช้แก่นกายแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่เต็มที่แล้วถูกไถไปมากับร่องกลีบเกสรที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำรัก สร้างความเสียวซ่านให้นางจนเผลอครางออกมา“อา…องค์รัชทายาท”เสียงครางหวานเรียกกระเส่า ร่างบางบิดเร้าอย่างต้องการ การเติมเต็มจนแทบไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หลี่หานเซียนขบกรามแน่น ก่อนจะค่อยกดสะโพกสอดแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างช้า ๆ จนสุดลำร่างของทั้งสองแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานของนางดังประสานกับเสียงครางต่ำของเขาร่างบางกอดรัดเขาแน่นขึ้น ขณะที่หลี่หานเซียนเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างเชื่องช้า