ตอนที่5ใครเป็นคนวางยา
ภายในเรือนรับรองที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ในสวนลอยอ้อยอิ่งมาตามสายลม เหล่าบรรดาสาวงามจากตระกูลสูงศักดิ์นั่งกันอย่างเป็นระเบียบ เหล่าคุณหนูต่างหัวเราะพูดคุยกันเบา ๆ ในขณะที่สาวใช้เดินเข้ามาเติมชาอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นชาดอกเหมยอบอวลไปทั่ว “ชาขององค์หญิงสามช่างหอมละมุนยิ่งนัก มิทราบว่าใช้ใบชาจากที่ใดหรือเจ้าค่ะ” ไป๋ซินอวี้เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พลางยกถ้วยชามาจิบอย่างสง่างาม องค์หญิงหลิงซูโบกพัดเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เป็นชาเฉพาะที่นำเข้ามาจากแคว้นหนานเจียง พวกเจ้าลองชิมดูเถิด” สิ้นเสียงองค์หญิงหลิงซู เหล่าสาวในตระกูลสูงศักดิ์ก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อลิ้มลองรสชาติ ขณะที่บรรยากาศยังอบอวลไปด้วยความผ่อนคลาย ไป๋ซินอวี้ที่นั่งจิบชาอย่างอารมณ์ดี จู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายตนเอง “อึก…!” เสียงสะอื้นในลำคอดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นางกุมท้องแน่น ใบหน้าซีดเผือกอย่างรวดเร็ว ดวงตาหวานสั่นระริก “พะ…พี่หญิง ท่านเป็นอะไร?” ไป๋ซิ่นเยว่ที่นั่งข้าง ๆ รีบขยับตัวเข้าประคองพี่สาวด้วยสีหน้าตื่นตกใจ “ข้า…อึก!” ไป๋ซินอวี้ยังพูดไม่ทันจบ ร่างบางก็กระตุกเฮือก ก่อนที่นางจะอาเจียนเป็นเลือดออกมาเปื้อนชายกระโปรงของตน เสียงหวีดร้องดังขึ้นทั่วเรือนรับรอง เหล่าคุณหนูต่างพากันถอยห่างด้วยความตกใจ บางคนถึงกับทำถ้วยชาหล่นจากมือ เซี่ยเหมยลี่เองก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะวางถ้วยชาลงช้า ๆ พลันครุ่นคิดในนิยายนั้นคนทำคือ เซี่ยเหมยลี่ผู้โง่เขลา แม้จะวางยาได้สำเร็จแต่กลับทิ้งหลักฐานไว้มากมายจนคนสืบได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดคนที่ออกมาปกป้องนางก็คือ ลี่จิ่น สาวใช้คนสนิทของตนเอง เพราะเซี่ยเหมยลี่นั้นซื้อตัวลี่จิ่นมาจากหอนางโรมที่ลุงและป้าพาไปขายด้วยวัยเพียงเก้าขวบ และยังช่วยทำศพให้บิดาของนางที่ป่วยด้วยโรคร้าย ตั้งแต่นั้นมาลี่จิ่นจึงพักดีต่อผู้มีพระคุณและสาบานว่าจะตอบแทนนางด้วยชีวิต แต่ครั้งนี้นางไม่ได้เป็นคนลงมือ แล้วใครล่ะใครกันที่เป็นคนทำ “เลือด! นางอาเจียนเป็นเลือด!” ไป๋ซิ่นเยว่กรีดร้องเสียงดัง ทำเอาเซี่ยเหมยลี่หลุดจากการจมปักในความคิดของตน ก่อนจะได้สติ “เรียกหมอหลวงเร็วเข้า!” องค์หญิงหลิงซูที่ประทับอยู่ด้านในลุกพรวดขึ้น เสียงของนางเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ขณะที่บ่าวรับใช้รีบวิ่งวุ่นเพื่อไปตามหมอหลวง บรรยากาศในเรือนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เซี่ยเหมยลี่กวาดสายตามองอย่างเงียบงัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของเคราะห์ร้ายของ เซี่ยเหมยลี่ในอดีต แต่ในครั้งนี้เป็นใครกันนะ นิยายของเธอได้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง เซี่ยเหมยลี่ลุกขึ้นเดินตรงไปหาไป๋ซินอวี้ ถ้าตามในนิยาย พิษนี้ก็คือ ‘หยกต้องห้าม’ เซี่ยเหมยลี่นั่งลงก่อนจะยื่นมือเรียวไปจับข้อมือของไป๋ซินอวี้เพื่อจับดูชีพจร แล้วเงยหน้าสำรวจใบหน้าที่เต็มไปด้วยออร่าเมื่อสักครู่ บัดนี้ดูหม่นหมองจนเห็นได้ชัด เซี่ยเหมยลี่ยกมือเรียวดึงปิ่นปักผมที่ทำมาจากเงินแท้จากมวยผมของตนเอง ก่อนจะจุ่มลงไปในถ้วยชาของไป๋ซินอวี้ ปลายปิ่นเงินนั้นเปลี่ยนเป็นสีดำทันที องค์หญิงหลิงซูเดินตรงมาดูอาการของไป๋ซินอวี้ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “นางเป็นอย่างไรบ้าง” “นางถูกพิษ เพคะ” “พิษหรือ ใครชั่งกล้า” เสียงขององค์ชายหลี่จิ้งอวิ๋นดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้ามาพร้อมเหล่าทหารองค์รัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ห้ามผู้ใดออกจากเรือนรับรองนี้จนกว่าจะหาตัวคนร้ายได้” …. เสียงฝีเท้าของหมอหลวงดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูจะเปิดออกพร้อมกับเงาของชายชราผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องรับรองใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างของไป๋ซินอวี้ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง หมอหลวงค้อมตัวให้เหล่าขุนนาง และองค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋น ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง มือเหยี่ยวย่นแต่มั่นคงแตะลงบนข้อมือของไป๋ซินอวี้เพื่อจับชีพจร ดวงตาแหลมคมหรี่ลงเล็กน้อย ขณะจดจ่ออยู่กับจังหวะของชีพจรที่เต้นผิดปกติ จากนั้นเขาใช้นิ้วแหวกริมฝีปากของไป๋ซินอวี้ออก ก่อนจะเพ่งมองคราบเลือดที่ยังติดอยู่มุมปาก หลังจากตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง หมอหลวงก็ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงหนักและเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณหนูไป๋ถูกยาพิษ…พิษชนิดนี้จะออกฤทธิ์เร็วแต่ยังไม่ร้ายแรงถึงชีวิต โชคดีที่ร่างกายของคุณหนูไป๋นั้นแข็งแรง พอจะต้านพิษไว้ได้บ้าง” “พิษชนิดใดกัน?” องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “พิษหยกต้องห้าม พิษชนิดนี้นั้นไร้สีไร้กลิ่นแต่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งพ่ะย่ะคะ” หมอหลวงพูดจบก็เดินตรงไปหาองค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋น ก่อนจะกระซิบเสียงเบาอยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายตาของเหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์และบ่าวรับใช้ที่ถูกกักตัวอยู่ในเรือนรอผลตรวจสอบ องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นเมื่อรับฟังสิ่งที่หมอหลวงบอกแล้วก็พยักหน้าตอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ไปนำน้ำสะอาดและผงหยกขาวมา” …… sdsจวนตระกูลไป๋ จวนตระกูลไป๋ ภายในห้องหนังสือ แสงโคมส่องกระทบชายสูงวัยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทร์หอม มือจับพู่กันลากลายอักษรบนกระดาษ เงาร่างบางของไป๋ซินอวี้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุถ้วยน้ำแกงไก่ “ท่านพ่อ ลูกต้มน้ำแกงมาให้ ท่านดื่มเถิดเจ้าค่ะ” แม่ทัพไป๋เหวินหลงละสายตาจากงานในมือ หันไปมองบุตรสาว แววตาฉายความอ่อนโยน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ” ไป๋ซินอวี้ก้มศีรษะรับ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไก่ลงบนโต๊ะ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านพ่อ หากลูกอยากเข้าร่วมกองทัพด้วย ท่านจะยินยอมหรือไม่” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ “เจ้าคือสตรี แม้จะใจกล้าหาญ แต่มิอาจอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ได้หรอก” ไป๋ซินอวี้จ้องมองผู้เป็นบิดา แววตาแน่วแน่ “แต่ลูกอยากองอาจสง่างามกลางสนามรบเช่นเดียวท่าน!” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ดึงตราแม่ทัพออกมาวางบนโต๊ะ “หากเจ้าปรารถนาจะควบคุมกองทัพ ก็มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือทหารทั้งปวง” ไป๋ซินอวี้มองตราแม่ทัพที่สะท้อนแสงตะเกียง น
เกิดอะไรขึ้นจวนตระกูลเซี่ยภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ไหวไปตามสายลม เซี่ยเหมยลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางรู้สึกถึงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ในอากาศ นางกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หอมอันคุ้นเคย“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างยินดี ลี่จิ่นถือถ้วยยาเดินเข้ามา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจเซี่ยเหมยลี่หันไปมองลี่จิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“ลี่จิ่น…ข้ากลับมาได้อย่างไร?”ลี่จิ่นนั่งลงข้างเตียง ยื่นถ้วยยาให้ก่อนจะตอบ“คุณชายใหญ่เป็นผู้พาท่านกลับมาเจ้าค่ะ”เซี่ยเหมยลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน“แล้วองค์รัชทายาทเล่า? เขาอยู่ที่ใด”ลี่จิ่นอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“องค์รัชทายาทเสด็จเข้าวังหลวงไปปราบกบฏแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตาของเซี่ยเหมยลี่เบิกกว้าง นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูห้อง วิ่งพรวดออกไป“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”ลี่จิ่นร้องเรียกไล่หลัง แต่ไม่อาจหยุดยั้งร่างของนางได้ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไป…ณ วังหลวงกลิ่นคาวเลือดอวลคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกอ
ตอนที่32 หลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ2ณ วังหลวงตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟยภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตร หลินกุ้ยเฟยยืนอยู่กลางห้องในอาภรณ์แพรไหมล้ำค่า เส้นผมดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างประณีต แววตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น แม่นมคนสนิทรีบก้าวเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือ หลินกุ้ยเฟยรับมาเปิดอ่าน สายตาของนาง พลันริมฝีปากเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมานางหันไปเหลือบสายตามองไปยังร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นบุตรชายของตนที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าให้แม่นมคนสนิทเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดหลินกุ้ยเฟยก้าวเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดไหวไปตามสายลม….ณ ตำหนักของฮ่องเต้หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามพร้อมกับเหล่าทหารที่ตนเองฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้ในการนี้ประกายคมดาบสะท้อนแสงวูบวาบ สังหารผู้คนที่ขว้างทางนางโดยไร้ความปรานี เสียงร่ำให้กรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ ร่างขององค์รักที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักล้มลงราวใบไม้ล่วงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวจากการก่อกบฏในครั้งนี้ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ นางยกมือขึ้นเบา ๆ เหล่าทหารที่ต
ตอนที่ 28 สนมหลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ1 ณ วังหลวง ตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟย แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาจาง ๆ ลงบนผืนพรมลายวิจิตรงดงาม ภายในตำหนักอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจาง พระสนมหลินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเรียวจับเข็มปักลวดลายลงบนผ้าเช็ดหน้าเนื้อดี เส้นไหมสีทองร้อยเรียงกันเป็นลวดลายหงส์ทอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทก็ก้าวเข้ามา ค้อมกายลงพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคารพ “องค์ชายรองยังคงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก บัดนี้ล่วงเลยไปสองชั่วยามแล้วเพคะ” มือที่กำลังปักเข็มชะงักไปครู่หนึ่ง พระสนมหลินกุ้ยเฟยปรายตามองด้ายทองที่พันปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขารอต่อไป” นางวางผ้าปักลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อยหรือยัง” แม่นมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้ายื่นกระดาษแผ่นเล็กออกมา หลินกุ้ยเฟยรับมา คลี่ออกอ่านเนื้อความบนกระดาษก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมา …. จวนตระกูลไป๋ภายในของไป๋ซินอวี้สายลมเย็นพัดโชยกระทบผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ภายในห้องเงียบสงบ จนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ไป๋ซินอวี้นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะไม้
ฮ่องเต้ถูกวางยาณ วังหลวงภายในตำหนักบรรทมบรรยากาศเยียบเย็นราวลมวสันต์ที่ไร้ไออุ่น ฮ่องเต้ทรงบรรทมอยู่บนเตียง ร่างกายนิ่งสนิทราวไร้ลมหายใจ มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ม่านบางไหวกระเพื่อมเมื่อร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หลินกุ้ยเฟยประดับอาภรณ์งามสง่า ดวงตาคู่งามนั้นแฝงไปด้วยประกายเย้ยหยันนางเดินมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงร่างไร้สติใต้ฤทธิ์ยาที่นางมอบให้หลินกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเต็มไปแฝงไปด้วยความโกรธแค้นในครั้งอดีตอันแสนขมขื่น“ฝ่าบาท…ทรงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปเถิดเพคะ อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็ทรงจะได้ลงไปพบกับนางในนรกแล้วเพคะ”หลินกุ้ยเฟยหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังฝ่ามือขาวผ่อง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขมขื่น พลันคิดย้อนไปในครั้งอดีต เมื่อยังคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ใสซื่อไร้เดียงสานางกับเขาเคยเป็นดั่งเงาแห่งกันและกัน ครั้งหนึ่งเคยร่วมผ่านความเป็นความตาย นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทั้งสองรักมั่นในกันและกัน
ใต้น้ำตกก่อนจะแทรกมือใหญ่เข้าไปยังจุดอ่อนไหวกลางกาย นิ้วยาวแตะสัมผัสกับกลีบเกสรที่เริ่มเยิ้มด้วยหยาดน้ำรัก ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา นางสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วเรียวบดคลึงติ่งเกสรที่เต้นระริกจากอารมณ์อันเร่าร้อนเสียงครางหวานแว่วกังวาน มือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลังของเขาแน่น หลี่หานเซียนบดขยี่ติ่งเกสรจนหยาดน้ำรักเอ่อล้นออกมาจากร่างบาง เซี่ยเหมยลี่แอ่นสะโพกขึ้นลงรับสัมผัสนั้นอย่างหลงใหล สะโพกมนกระตุกเบา ๆ ขณะที่เสียงครวญครางยังดังไม่ขาดสายหลี่หานเซียนเลื่อนมือใหญ่ไปจับเรียวขางาม ก่อนจะยกขึ้น แล้วค่อย ๆ ใช้แก่นกายแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่เต็มที่แล้วถูกไถไปมากับร่องกลีบเกสรที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำรัก สร้างความเสียวซ่านให้นางจนเผลอครางออกมา“อา…องค์รัชทายาท”เสียงครางหวานเรียกกระเส่า ร่างบางบิดเร้าอย่างต้องการ การเติมเต็มจนแทบไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หลี่หานเซียนขบกรามแน่น ก่อนจะค่อยกดสะโพกสอดแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างช้า ๆ จนสุดลำร่างของทั้งสองแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานของนางดังประสานกับเสียงครางต่ำของเขาร่างบางกอดรัดเขาแน่นขึ้น ขณะที่หลี่หานเซียนเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างเชื่องช้า