مشاركة

บทที่ 10

แสงอรุณแรกเริ่มเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าเหล่านกกาพากันบินออกจากรัง ไป๋เสวี่ยผู้กำลังนอนหลับอย่างสบายรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าท้องของตนเป็นอย่างมาก

ผีซิว!! ช่วยด้วย! ข้าถูกผีอำ

สัตว์เทพตัวน้อยผงกหัวของตนมองไปทางสหายผู้นอนหาความเรียบร้อยไม่เจอ

ข้าไม่เห็นเจอตัวอะไรอย่างที่เจ้าว่า เจ้าคงละเมอแล้วละ

ไม่ได้ละเมอสักหน่อยแต่ว่าเหมือนตอนนี้ข้าสบายดีขึ้นแล้ว เด็กหญิงพูดพร้อมกับค่อย ๆ ลืมตาตื่น

“เหวอ!” นางร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

อะไรของเจ้า สัตว์เทพอ้าปากหาวสื่อสารกลับไปอย่างเกียจคร้าน

หัวใจจะวายตายแล้ว เจ้านั่นแหละยื่นหน้าเข้ามาใกล้ข้าทำไม อีกทั้งยังอ้าปากอีกข้าก็นึกว่าตัวเองจะโดนกินนะสิ ไป๋เสวี่ยตอบโต้พลางยกมือลูบอกของตนป้อย ๆ

เหอะ ข้าไม่นอนต่อแล้ว ว่าแต่เจ้าคิดจะทำอย่างไรเรื่องของคนป่าพวกนั้น สัตว์เทพสีทองกำลังจะผละไปทางหน้าต่างเอ่ยถาม

ข้าตั้งใจจะปรึกษาพ่อกับปู่เช้านี่แหละ ว่าแต่เจ้าจะไปไหน เด็กหญิงพูดพร้อมกับถามออกมาในคราวเดียวยามเมื่อเห็นสหายพุ่งตัวออกไปทางหน้าต่าง

ข้าจะไปสำรวจภูเขาอีกลูก

ระวังตัวด้วยนะ!! ไป๋เสวี่ยได้แต่ตะโกนไล่หลังแม้นางรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถทำอันตรายสหายสัตว์เทพได้ก็ตาม

ในขณะที่นางกำลังเตรียมตัวลุกจากเตียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก่อนตามมาด้วยร่างกายบอบบางของเสี่ยวทู่

“คุณหนูตื่นแล้ว เดี๋ยวบ่าวไปเอาน้ำมาให้นะเจ้าคะ ท่านจะได้ล้างหน้าล้างตา”

“ขอบใจมาก”

พ้นหลังบ่าวตัวน้อย ไป๋เสวี่ยก็ลุกขึ้นมาจัดเก็บที่หลับที่นอนของตนด้วยความเคยชินมาจากยุคปัจจุบัน

ทว่าในเรื่องที่นางคิดว่าไม่มีอะไรกระนั้นสำหรับบ่าวตัวเล็กที่มาเห็นว่าเครื่องนอนของผู้เป็นนายเก็บได้เรียบร้อยอย่างเป็นระเบียบน้ำตาของนางก็ไหลออกมาราวทำนบแตกทันที

“ฮือ ๆ คุณหนูบ่าวทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ ท่านถึงได้ทำกับบ่าวเช่นนี้” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกอดขาของไป๋เสวี่ยเอาไว้แน่น

“หา! ดะ...เดี๋ยวเสี่ยวทู่ข้าทำอันใด” ใบหน้าของไป๋เสวี่ยเต็มไปด้วยความมึนงง “ก็คุณหนูไม่เหลืองานให้บ่าวทำ เช่นนี้แสดงว่าท่านจะไล่ให้บ่าวออกไปจากเรือนใช่หรือไม่” น้ำตาของนางยังคงไหลอาบแก้ม

ไป๋เสวี่ยไม่สามารถหัวเราะหรือร้องไห้ได้เจ้าตัวจึงได้แต่ถอนใจ “ไม่ได้ไล่ เพียงแต่งานของเจ้าเองก็มีล้นมืออยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งใดทำเองได้ข้าย่อมทำเองอย่างนี้ไม่นับว่าดีหรอกหรือ ถือได้ว่าเป็นการประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว”

“จริงหรือเจ้าคะ” ใบหน้าเปรอะน้ำหูน้ำตาของคนถามเงยสบตากับนางเพื่อหาความจริง

“อืม ข้าจะปดไปใย”

หลังจากนายกับบ่าวเข้าใจกันดีทั้งสองคนก็เดินออกมาด้านนอกซึ่งในตอนนี้บ้านทั้งหลังค่อนข้างเงียบงัน

“ทุกคนไปไหนกันหมด” ไป๋เสวี่ยถามคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังตนต้อย ๆ

“นายท่านผู้เฒ่าขึ้นเขาไปกับคุณชายใหญ่ ส่วนคุณชายรองหลังจากดื่มยาเจ้าตัวก็อยู่แต่ภายในห้องนอน ข้าน้อยคิดว่าเขาน่าจะกำลังอ่านตำรา ทางด้านนายท่านไปที่ว่าการ ส่วนนายหญิงนางนำผ้าไปซักบริเวณลำธารเจ้าค่ะ”

“เฮ้อ! ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ แต่ก่อนอื่นไปดูน้องเล็กเสียหน่อยดีกว่า” เท้าของคนพูดหมุนกลับไปทางห้องของน้องชาย

เสียงเคาะประตูดังขึ้นและก่อนที่เจ้าของห้องจะอนุญาตประตูก็เปิดออกเสียแล้ว

“ท่านมีอะไรหรือขอรับ” ไป๋เทียนชำเลืองมองก่อนที่จะนั่งอ่านตำราตรงหน้าต่อ

“เจ้ากำลังอ่านอันใด” คนเป็นพี่ชะโงกใบหน้าของตนมองไปที่หน้าตัวอักษรเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบในม้วนไม้ไผ่ด้วยความสนใจ

“ที่นี่ยังไม่มีกระดาษเหรอ” คำถามนี้ทำให้น้องชายมองนางด้วยสีหน้าฉงน

“กระดาษคือสิ่งใด” เขาวางม้วนไม้ไผ่ลงบนโต๊ะมองพี่สาวนิ่งอย่างต้องการคำตอบ

“กระดาษก็คือสิ่งที่เราสามารถบันทึกข้อความหรือจะวาดรูปลงไปก็ย่อมได้เวลาพกไปไหนก็จะสะดวกกว่าม้วนไม้ไผ่ ว่าแต่ตัวอักษรที่เจ้าอ่านเรียกว่าอะไร” ไป๋เสวี่ยตอบพร้อมกันนั้นนางก็ได้ถามสิ่งที่ตนสงสัย

“อักษรต้าจวน เรื่องนี้ท่านก็ลืมอย่างนั้นหรือ” ใจของเด็กชายอดที่จะสงสารคนเป็นพี่ไม่ได้แต่แล้วเขาก็เก็บความคิดคืนกลับมา

“ไม่ใช่เสียทีเดียวเพียงแต่ข้าคิดว่ามันค่อนข้างอ่านยากแต่ไม่ใช่ว่าอ่านไม่ออก”

“ท่านอ่านออก” คนตัวเล็กกว่าย้อนทั้งนี้เป็นเพราะคนเป็นพี่ไม่เคยสนใจเรื่องศึกษาเล่าเรียน

“อืม ไม่เพียงแต่อ่านออกข้ายังเขียนได้ด้วยเจ้าอยากดูหรือไม่ และไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรนี้เท่านั้นนะข้ายังรู้จักตัวอักษรหลายแบบด้วยมีทั้งไข่ซู เจี๋ยนถี่จื้อ[1] ฝานถี่จื้อ[2]” คนเป็นพี่พูดไปโดยไม่ได้ดูสีหน้าคนฟัง

“ที่แห่งนั้นสอนท่านมาอย่างนั้นหรือแล้วท่านสามารถนำมาสอนคนอื่นต่อได้หรือไม่ข้าอยากเรียนรู้บ้าง” ท่าทางกระตือรือร้นของเขาทำให้ไป๋เสวี่ยอดที่จะนำมือไปยีผมของเขาไม่ได้

“ผมข้ายุ่งหมดแล้ว” ใบหน้าของไป๋เทียนบูดบึ้ง

“ข้าเกล้าให้ใหม่ก็ได้นี่ รับรองว่าเจ้าจะเหมือนคุณชายน้อยคนหนึ่งทีเดียว” นางไม่พูดเปล่าเพราะได้มองหาหวีเพื่อจะนำมาเกล้าผมให้กับเขา เมื่อเห็นซี่ไม้ไผ่ห่าง ๆ ขนาดเล็กนางก็นำมาหวีให้น้องชายของตน

“ไป๋เทียนผมของเจ้าเหตุใดเหนียวถึงเพียงนี้ ข้าว่าเจ้าควรไปล้างผมสักหน่อยดีหรือไม่” ไป๋เสวี่ยพูดไปพลางหวีผมให้น้องชายอย่างไม่รังเกียจ

“ขะ..ข้า” คนตัวเล็กพยายามหลบเลี่ยงไม่อยากให้พี่สาวเกล้าผมให้ “เจ้าอย่าบอกว่าไม่ชอบสระผมนะ”

“สระผมอันใด ข้ารู้จักแต่ล้างผม” คนตัวเล็กพูดเสียงห้วน

“ความหมายของข้าก็หมายถึงแบบนั้นแหละ เจ้าตามข้ามาดีกว่า” คนเป็นพี่ปล่อยผมยาวสยายถึงกลางหลังของเขาลงพร้อมกันนั้นเจ้าตัวยังลากเขาออกมาจากห้องด้วย

โชคดีที่ว่าเท้าของเด็กน้อยอาการดีขึ้นมากหาไม่การที่คนเป็นพี่ลากออกมาแบบนี้เจ้าตัวคงส่งเสียงร้องโอดโอยไปแล้ว

“เสี่ยวทู่ เจ้าช่วยไปต้มน้ำให้ข้าได้หรือไม่” ไป๋เสวี่ยพาน้องชายมานั่งยังข้างเรือนครัวที่มีโอ่งดินเผาตั้งอยู่

“ได้เจ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ท่านจะให้บ่าวนำน้ำข้าวมาให้ด้วยหรือไม่เจ้าคะ”

“เอามาด้วยก็ดีผมของน้องสามจะได้เงางาม”

ไป๋เสวี่ยได้นำแชมพูสระผม จากยุคของตนที่เชื่อมอยู่กับผีซิวออกมาโดยที่คนเป็นน้องได้แต่อ้าปากตกตะลึงตาค้างกับการกระทำของนาง

“พี่รอง! ทะ..ท่านเป็นใครกันแน่” เสียงของเขาสั่นเช่นเดียวกับนิ้วของตนที่ชี้สิ่งของที่ตนไม่เคยเห็น

“เป็นปีศาจอย่างไรเล่า ฮี่ ฮี่” ไป๋เสวี่ยแสร้งเอาผมปิดหน้าปิดตาหัวเราะแหลมสูงหลอกเขา ไป๋เทียนหาได้กลัวอีกทั้งยังมองนางราวกับตัวประหลาดก็ไม่ปาน

“ไม่สนุกเลยทำไมเจ้าไม่กลัวล่ะ อีกอย่างข้าไม่ใช่บอกเจ้าไปแล้วหรือ” ไป๋เสวี่ยตีหน้าใสซื่อดุจว่าตนไม่ได้ทำสิ่งใดผิด

“บอกอันใดของท่าน” คนตัวเล็กยิ่งรู้สึกว่านับวันเขาคล้ายจะยิ่งโง่เขลาลงทุกวันในยามสนทนากับพี่สาวต่างแม่

ไป๋เสวี่ยหัวเราะเสียงดัง “ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว ของพวกนี้ก็มาจากที่แห่งนั้นนั่นแหละ แต่มันก็มีวันหมดนะแต่เจ้าไม่ต้องห่วงเพราะข้าทำเป็นเพียงแต่ต้องใช้เวลาหาวัสดุสักหน่อย”

“ที่แห่งนั้นวิเศษมากเลยหรือ” ใจของเด็กน้อยรู้สึกเปรี้ยวขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามเช่นนี้

“จะนับว่าวิเศษทั้งหมดก็ไม่ได้ จะไม่นับว่าแย่ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ถ้าหากเทียบกับบ้านเมืองที่มีสงครามอย่างตอนนี้ที่แห่งนั้นนับว่าดีกว่าเป็นอย่างมาก”

ไป๋เทียนคล้ายฟังเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ เจ้าตัวจึงได้สรุปว่าหากที่นี่ไม่มีสงครามก็น่าจะเป็นสถานที่ ที่ดีเหมือนกัน

“เจ้าก้มหัวลงอีกหน่อยสิ ข้าสระไม่ถนัด”

“ข้าก้มจนเมื่อยแล้วนะขอรับ”

“ก้มลงไปอีกแล้วอย่าลืมหลับตาล่ะ ไม่อย่างนั้นหากแชมพูเข้าตาจะแสบมาก” ไป๋เสวี่ยไม่วายกล่าวเตือน

สิ่งของเหล่านี้เป็นของใช้ส่วนตัวของเธอที่ซื้อเอาไว้ก่อนจากโลกใบนั้นมารวมถึงยังมีเงินและของมีค่าเองก็ติดตัวมาด้วยแม้ว่าพอเปลี่ยนเป็นเงินของโลกนี้จะไม่มากมายนักก็ตาม

ก็นะใครใช้ให้ของเก่ายิ่งโบราณยิ่งมีราคาแพงกันล่ะ เจ้าตัวคิด

ช่วงสายของวันไป๋เสวี่ยก็ต้องประหลาดใจที่คนในครอบครัวยังไม่มีใครกลับเรือน

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

“ท่านหมายถึงอะไรหรือขอรับ” ไป๋เทียนที่ถูกคนเป็นพี่จับสระผมและเกล้าผมเรียบร้อยถามหลังได้ยินคำพูดของคนที่นั่งฝึกตัวอักษรหน้ากระบะทรายข้างกัน

“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกว่าบรรยากาศแปลก ๆ คล้ายกับว่าคลื่นลมสงบก่อนพายุจะมาอย่างไรอย่างนั้น” เด็กหญิงแหงนหน้ามองท้องฟ้าตอบน้องชายเสียงเบา

“ข้าหาได้เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด”

[1] อักษรจีนตัวย่อที่เขียนง่ายขึ้น

[2] อักษรจีนแบบเก่าแบบเต็มตัว
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status