Beranda / วาย / ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi) / บทที่ 2 จัดการตน

Share

บทที่ 2 จัดการตน

last update Tanggal publikasi: 2025-08-25 19:42:37

เมื่อรู้หนทางที่จะต้องไปจากเด็กหนุ่มนามว่าไท่จู ในคราแรกจ้าวเสี่ยวหมิงคิดเพียงว่าตนเองจะต้องไปเยือนยังเรือนอาศัยเจ้าของร่างนี้ให้ได้เสียก่อน ทว่าเสียงครวญครางในกระเพาะกลับดังประท้วงไม่หยุดหย่อน ชวนให้เขาต้องเลือกที่จะหันเหไปทางโรงครัวเสียอย่างนั้น

จ้าวเสี่ยวหมิงในร่างของหลิวมู่เหยียนเยื้องย่างอยู่เพียงลำพัง แม้พยายามหลบเลี่ยงผู้คนด้วยการแอบอยู่ในเงาร่มไม้ใหญ่ ทว่าก็มิอาจพ้นสายตาหลายคู่ที่มองมาอย่างดูแคลน

สองขายาวก้าวสลับกันด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย เขาเดินไปด้านหน้าด้วยจังหวะสบายๆ เพียงไม่นานก็มาถึงเรือนหลังเล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ตามคำบอกเล่าของเด็กชายผู้นั้นได้กล่าวมา

เสียงมีดสับกระทบกับเขียงไม้สลับกับเสียงเคี่ยวน้ำแกงในหม้อดังก้องอยู่ภายใน บวกกับกลิ่นอบอวลฟุ้งกระจายลอยเข้ามาปะทะกับจมูก ความหอมหวนชวนน้ำลายไหลเรียกให้เขาจำต้องเดินตามกลิ่นเหล่านั้นไปอย่างคนสติเลื่อนลอย

“อา…หอมจัง”

จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบายามก้าวขาเข้ามาถึงหน้าโรงครัวที่เปิดโล่งไว้ กลิ่นหอมอบอวลเรียกร้องเสียงครวญครางในกระเพาะมากขึ้นเป็นทบทวี เขายืนเกาะขอบประตูทางเข้าแล้วโผล่ใบหน้าเข้าไปเพียงแค่ครึ่งซีก

ภาพที่เห็นคือสตรีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนอุดมไปด้วยเนื้อหนังเป็นชั้นๆ ไม่ต่างจากไหสุรา ยืนจัดการกับสำรับอาหารมื้อเที่ยงอยู่เพียงแค่สองนาง

โดยสตรีนางหนึ่งนั้นกำลังเคี่ยวน้ำแกงอยู่หน้าเตาถ่าน เหงื่อกาฬไหลซึมเปียกชุ่มตามเสื้อผ้าสีขาวตุ่น ไอความร้อนจากหม้อใบใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นมาวนเวียนอยู่โดยรอบสตรีผู้นั้นราวกับซาลาเปาที่อยู่ในไห ส่วนอีกนางนั้นกำลังจัดข้าวปลาอาหารที่ทำเสร็จแล้วลงบนสำรับอย่างมีระเบียบอย่างขะมักเขม้นไม่สนใจสิ่งใด โดยที่ทั้งสองคนไม่มีผู้ใดเอ่ยคำออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

จ้าวเสี่ยวหมิงยืนเฝ้ามองอยู่ตรงปากทางเข้าครู่ใหญ่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองภายในไปมาก็เหลือบไปเห็นหมั่นโถวราวสิบกว่าลูกถูกวางอยู่ในจานบนโต๊ะเก่าๆ ข้างประตู

เช่นนั้น จ้าวเสี่ยวหมิงจึงลอบมองดูสตรีทั้งสองนางอีกหน เมื่อสบโอกาสที่ทั้งสองยืนหันหลัง เขาจึงฉวยจังหวะนี้แอบย่องเข้าไปหยิบหมั่นโถวลูกใหญ่นั้นขึ้นมา บุรุษหนุ่มเหลือบไปมองแม่ครัวที่ยืนก้มหน้าอยู่หน้าเตาถ่าน แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าขอไปก่อนละนะ” กล่าวจบเขาก็เอาหมั่นโถวในมือเข้าปากตน

ทว่ายังไม่ทันที่หมั่นโถวลูกนั้นจะทันได้เข้าปากดี ก็มีมืออวบอ้วนเข้ามาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้เสียก่อนจะได้ทำอันใด ก่อนเจ้าของมือดังกล่าวจะเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิพึงใจ “คุณชายสามจะทำอันใดเจ้าคะ”

ยามได้ยินเสียงเข้มๆ กับท่าทางของสตรีผู้นั้นที่กระทำใส่ รวมไปถึงมืออวบใหญ่ของแม่ครัว ที่กำลังกุมข้อมือของเขาเอาไว้จนมิด ซึ่งมาพร้อมกับแรงบีบ ที่สามารถป่นกระดูกให้กลายเป็นผุยผงได้เพียงแค่ออกแรง

มาถึงตรงนี้เมื่อถูกกระทำใส่ จ้าวเสี่ยวหมิงก็พึงตระหนักได้ว่า หากตนยังชักช้าคงมิได้กินของดีๆ

ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงค่อยๆ เงยหน้าสบมองคนข้างกาย ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ก็กินไงขอรับ...กินน่ะขอรับ...พี่สาวสุดสวยก็เห็นอยู่นี่ว่าข้าจะเอาหมั่นโถวลูกนี้เข้าปาก ยังจะมาถามอะไรไม่เข้าท่าอีกนะขอรับ” ก่อนจะพยายามยื้อเอาหมั่นโถวในมือเข้าปากตน

แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใดก็ไร้ผล ด้วยลำแขนที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูก ไร้แรงแม้ยามขยับกาย เรี่ยวแรงต่างๆ ก็หามีไม่

ด้วยเหตุที่ตนนั้นหิวข้าวจนหน้ามืดตาลาย ไหนเลยจะสู้ท่อนแขนอวบใหญ่ที่เต็มไปด้วยพละกำลังมากมายของสตรีผู้นี้ได้อย่างไร หากมิใช้กำลังภายในของตนก็คงมิแคล้วถูกแย่งกลับไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงทำได้เพียงผรุสวาทภายในใจ ‘ข้าหิวจะตายอยู่แล้วให้ข้ากินเสียทีเถอะ ข้าไม่มีจะแรงไปสู้กับพวกเจ้าหรอก’

จ้าวเสี่ยวหมิงจึงจำต้องออกแรงเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งส่วน เพื่อยื้อข้อมือของตนเอาไว้ เพราะหากหมั่นโถวนี้หลุดมือไปคงไม่มีอะไรลงกระเพาะอย่างมิต้องคาดเดา

ผู้หนึ่งยื้อแย่งกลับไป อีกผู้หนึ่งต้องการรั้งเอาไว้ ทั้งสองจึงยื้อยุดฉุดกระชากขนมลูกนั้นอยู่นาน สุดท้ายจ้าวเสี่ยวหมิงจึงใช้มืออีกข้างที่ยังว่าง ยกขึ้นมาคว้าหมั่นโถวอีกลูกที่อยู่บนจานแทน แต่ก็ไม่พ้นถูกมืออวบใหญ่ของสตรีอีกคนยื้อแย่งอีกหน

“ไม่ได้นะเจ้าคะของพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่านกิน”

เสียงตวาดดังลั่นอย่างคนเริ่มมีโทสะจากสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายตน มาพร้อมกับการใช้มือพยายามรวบตัวของบุรุษร่างกายสกปรกผู้นี้เอาไว้ให้อยู่ เพื่อไม่ให้หนีไปไหนไกล

แต่มีหรือคนอย่างจ้าวเสี่ยวหมิงจะยอมให้ถูกจัดการได้โดยง่าย เขาจึงเบี่ยงกายหลบฝ่ามืออวบใหญ่ของทั้งสองที่พยายามจะเข้ามาจับอย่างจ้าละหวั่น แล้วกระโดดขึ้นมายืนบนตั่งไม้ ก่อนจะชูหมั่นโถวในมือขึ้นมาตรงหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเพ่งมองไปยังของในมือตน สลับกับใบหน้ากลมใหญ่ไม่ต่างจากจันทร์เต็มดวงอย่างฉงน “ไม่ได้มีไว้ให้ข้ากินแล้วมีให้ผู้ใดกันล่ะ”

“หมั่นโถวจานนี้นายท่านเอาไว้ต้อนรับแขกนะเจ้าคะ”

‘อ๋อของตาเฒ่าหยางผู้นั้นสินะ

ยามได้ยินดังนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันสบถขึ้นมาในใจ แล้วมองขนมในมือตนเองอีกหน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคออกไปด้วยท่าทีเริงร่า “ไม่เป็นไรหรอกน่าแค่ลูกสองลูก เงินในกระเป๋านายท่านของเจ้าคงไม่สะเทือนหรอกกระมัง” มือข้างหนึ่งโบกไปมา ก่อนจะฉวยจังหวะที่สตรีทั้งสองกำลังพลั้งเผลอยัดหมั่นโถวเข้าปากตน

สตรีอวบอ้วนคนหนึ่งก็ตวาดเสียงดังลั่น “เอ๊ะ คุณชายสามข้าบอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิเจ้าคะ” ก่อนจะปรี่เข้าไปหาหลิวมู่เหยียนที่ยืนอยู่บนตั่งไม้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นท่าทางดังกล่าวจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเบี่ยงกาย แล้วปล่อยหมั่นโถวอีกลูกในมือของตนให้ร่วงหล่นลงไปบนพื้นสกปรกอย่างไม่แยแส จากนั้นจึงทำทีเป็นส่งเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูก แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจ “ไม่เอาหมั่นโถวลูกนี้แล้วก็ได้”

เป็นเหตุให้สตรีร่างอวบอ้วนทั้งสองต้องรีบพาร่างกายอวบๆ เข้าไปตะครุบหมั่นโถวลูกดังกล่าวเอาไว้ ในยามนั้นเขาจึงฉวยจังหวะที่ทั้งสองนางมัวแต่ถลันเข้าไปตะครุบหมั่นโถวลูกดังกล่าว พุ่งเข้าไปคว้าหมั่นโถวลูกใหม่ในจานแทน ก่อนจะหนีขึ้นไปอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางเรือน แล้วจัดการยัดหมั่นโถวทั้งสองลูกเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว 

แต่ด้วยความรีบร้อนที่จะยัดเข้าปากตน รวมไปถึงไม่มีน้ำแกงคอยนำส่ง หมั่นโถวที่ทำมาจากแป้งแห้งๆ จึงติดคอเสียอย่างนั้น จะกลืนก็ไม่ได้ จะคายก็ไม่ออก ลมหายใจสะดุดอึดอัดจนมิอาจกลั้น ใบหน้าขาวซีดเริ่มเปลี่ยนเป็นประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวคล้ำ ก่อนจะรีบยกกำปั้นขึ้นมาทุบอกตนอย่างแรง หมายจะให้ของที่ติดอยู่ลำคอไหลลงกระเพาะไป

ซึ่งการกระทำดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะอย่างชอบใจของสตรีทั้งสองนางได้เป็นอย่างดี “ฮ่าฮ่าฮ่า บ่าวบอกท่านแล้วว่าอย่ากินอย่ากิน สุดท้ายก็จุกจนได้” ก่อนดวงตาเล็กหยีจะมองไปยังบุรุษหนุ่มด้วยความทุเรศปนสมเพชเสียเต็มประดา

เมื่อสบโอกาสสตรีนางหนึ่งจึงฉวยจังหวะที่จ้าวเสี่ยวหมิงพลาดท่า ปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่หมายจะจับเขามาลงโทษให้สาแก่ใจ ทว่าด้วยน้ำหนักตัวที่มีมากเกินไป เป็นเหตุให้โต๊ะไม้เก่าๆ สั่นคลอนไปมา เสียงไม้ลั่นดัง ‘เปรี๊ยะ’ ปริแตกแทรกเข้ามา

ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงฉวยโอกาสในขณะที่ขาโต๊ะกำลังจะหัก กระโดดลงไปคว้าถ้วยเปล่า แล้วพุ่งตัวไปที่หน้าเตา ก่อนจะตักน้ำแกงร้อนๆ ในหม้อเคี่ยวลงถ้วยใบเล็กด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย เหลือทิ้งไว้เพียงสตรีร่างอวบอ้วนนั่งตัวสั่นอยู่บนโต๊ะไม้ที่โงนเงนไปมา และเพียงไม่นานขาไม้เก่าๆ ข้างนั้นก็หักลง ก่อนทุกอย่างจะพังครืนลงมา

จ้าวเสี่ยวหมิงเหลือบหางตามองไปยังร่างอวบอ้วนที่นอนเกลือกกลิ้งกับสำรับอาหาร เศษผักเศษเนื้อกระจายเกลื่อนกลาด เปรอะเปื้อนใบหน้ากลมใหญ่ราวกับหมูในคอก เสียงกรีดร้องโหยหวนเรียกให้บุรุษหนุ่มยกยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนจะหันไปสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตน

กลิ่นหอมพวยพุ่งแตะปลายจมูก เรียกให้จ้าวเสี่ยวหมิงผู้หิวโซและกระหายรีบซดน้ำแกงถ้วยนั้นจนลืมไปเสียสนิทว่ามันเพิ่งถูกตักออกมาจากหม้อเคี่ยวที่ร้อนดังไฟสุม ยามสัมผัสน้ำแกงสีใสเรียวลิ้นก็ถูกลวกเสียจนรู้สึกได้ถึงความร้อนแล่นฉิวไปทั่วร่างกาย

“ไอหยา...ร้อนๆ”

จ้าวเสี่ยวหมิงสบถเสียงเบาอย่างมิพึงใจ พลางใช้มือข้างที่ว่างอยู่พัดปลายลิ้นที่ถูกลวกไปมา ก่อนจะผงกหัวขึ้นมาเป่าน้ำแกงถ้วยนั้นให้เย็นลง

ยามเมื่อน้ำแกงถ้วยนั้นหมดลง เขาจึงเหลือบหางตามองสตรีทั้งสองคนอีกหน ภาพที่เห็นในคลองจักษุ คือสตรีนางหนึ่งนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นกระดานจะลุกก็ลุกไม่ขึ้น ได้แต่ร้องโอดโอยอยู่เช่นนั้น ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังช่วยพยุงร่างอวบอ้วนที่กลิ้งหลุนๆ ให้ลุกขึ้นมาอย่างลำบาก

เมื่อได้เห็นภาพดังกล่าวริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะขอรับพี่สาวคนสวย” กล่าวจบก็หมุนกายกลับ ก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าประตู แต่ก็ไม่ลืมคว้าเอาหมั่นโถวอีกลูกหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือตน แล้วย่างเท้าออกไป

หลังออกมาจากโรงครัว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงยัดหมั่นโถวอีกลูกที่คว้าได้เมื่อครู่นี้เก็บไว้ในสาบเสื้อตน ทว่าเขาก้าวเท้าไปด้านหน้าได้ไม่เท่าไรก็มีเสียงกรีดร้องและความวุ่นวายไล่ตามหลังมา

บุรุษหนุ่มจึงเหลียวใบหน้าหันกลับไปมองยังด้านหลังอีกหน ภาพที่สะท้อนให้เห็นคือบ่าวรับใช้สองสามคนกำลังช่วยกันลากแม่ครัวที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่ในโรงครัวออกมาด้วยความลำบาก

ยามได้เห็นภาพดังกล่าว ริมฝีปากบางพลันยกยิ้มอย่างพึงใจ แล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ถ้าพวกเจ้าไม่หวงอาหารพวกนั้นกับข้า ก็ไม่มีทางเป็นเช่นนี้หรอกกระมัง”

สิ้นคำจ้าวเสี่ยวหมิงเยื้องย่างต่อไปตามทางเดินอย่างอารมณ์ดี เมื่อท้องอิ่มเรี่ยวแรงที่หดหายพลันกลับคืน ฝ่ามือมิได้สั่นระริกเฉกเช่นครั้งที่เข้ามาสิงสู่ในร่างนี้ใหม่ๆ เช่นนั้นแล้ว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงลองเดินลมปราณภายใน ก็ตระหนักได้ถึงการไหลเวียนที่น่าพึงใจ ถึงแม้กำลังกายจะยังมิสู้ดี แต่ทำได้เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอ

ขาทั้งสองข้างก้าวย่างไปด้านหน้าต่อด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ไม่ทันไรก็มาถึงเรือนนอนของหลิวมู่เหยียนตามคำบอกเล่าของเด็กชาย 

ภาพตรงหน้าคือเรือนหลังเก่าสภาพทรุดโทรม มีเพียงเสาไม้ผุๆ ไม่กี่ต้นคอยค้ำจุนหลังคามิให้ร่วงหล่น ทุกๆ อย่างล้วนแลดูปราศจากการทำนุบำรุงมาอย่างยาวนาน

ตามผนังและเพดานอุดมไปด้วยคราบตะกรันสีดำคล้ำของเชื้อรา แน่นขนัดจนมิอาจหาเนื้อจริงของเนื้อไม้ได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว ในยามที่ก้าวเดินเข้าไปย่ำอยู่ภายในเรือนหลังนี้ กลิ่นเหม็นอับไม่พึงประสงค์ก็ลอยขึ้นมาปะทะเข้ากับปลายจมูกทุกครั้งยามสูดดม

“เรือนของเจ้าจะเก่าเกินไปหน่อยแล้วกระมัง”

จ้าวเสี่ยวหมิงบ่นอิดออดออกมาเบาๆ ในยามที่เห็นสภาพเรือนนอนของเจ้าของร่าง เขายืนนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่นานก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมาเท้าเอว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมาอย่างถ้วนถี่

สิ่งที่เห็นนอกจากเรือนโทรมๆ หลังนี้ ตามพื้นดินยังมีวัชพืชขึ้นอยู่มากมาย แต่แล้วสายตาพลันสะดุดตรงแปลงดอกโบตั๋นสีขาวกอใหญ่ กลิ่นหอมขจรฟุ้งมาถึงจุดที่ตนยืน และมีเพียงส่วนนี้เท่านั้นที่ถูกดูแลรักษาเป็นอย่างดี 

แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอันใดต่อ ก็มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านข้างตน “คุณชายสามกลับมาแล้วรึขอรับ บ่าวเป็นห่วงแทบแย่ เมื่อวานเจ้าจูเล่ยใช้งานข้าจนไปดูแลท่านมิได้เลยขอรับ”

จ้าวเสี่ยวหมิงจึงผินใบหน้ามองไปยังเสียงดังกล่าว ภาพที่เห็นมีเพียงบุรุษหนุ่มร่างกายผ่ายผอมผ่านลมหนาวมาราวสิบหกปี กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ข้างๆ ตน เด็กหนุ่มผู้นี้สวมอาภรณ์สีเทามอๆ ยับยู่ยี่ ใบหน้าขาวซีดมีรอยเขียวช้ำให้เห็นประปราย

เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงในร่างหลิวมู่เหยียน จึงเอ่ยออกไปว่า “เจ้า เอ่อ...” แต่ก็ต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ ด้วยเหตุที่ว่าตนเองนั้นไม่ได้รู้ชื่อของคนที่อยู่ในสกุล ความทรงจำในครั้งที่เจ้าของร่างนี้มีชีวิตอยู่ ก็มิได้ถูกถ่ายทอดให้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำ

และยามได้หวนคิดทีไรก็เป็นอันต้องเงยหน้าขึ้นไปบนท้องนภา แล้วส่งสายตาปะหลับปะเหลือกไปให้เสียอีกหน ก่อนจะบ่นออกมาแผ่วเบาอย่างลืมตน “เฮาหนี่จะส่งข้ามาทั้งที กลับไม่ให้ความทรงจำเก่าของร่างนี้ให้ข้ากลับมาด้วยเล่า”

ส่วนทางด้านของบ่าวรับใช้ เมื่อได้เห็นท่าทางที่แปลกประหลาดของผู้เป็นนาย ฉืออ้ายที่นั่งก้มหน้าอยู่ก็เป็นต้องเงยขึ้นมาสบมองบุรุษร่างกายผ่ายผอมที่อยู่ตรงหน้าตนอย่างมิอาจเข้าใจ เขาเอียงคอมองใบหน้าขาวซีดอยู่พักใหญ่ ก็เห็นเพียงคุณชายสามของสกุลกำลังมองกลับมาที่ตนเองด้วยท่าทีแปลกๆ มิอาจคาดเดา

ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่นพึมพำเบาๆ เหมือนคุยกับใครบางคนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา หรือจะเป็นเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นเข้าหากันสลับคลาย แล้วไหนจะตาที่หรี่ลงคล้ายกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ 

จนฉืออ้ายมองหลิวมู่เหยียนก็อดคิดไม่ตกแล้วพึมพำออกมา “คุณชายสามเป็นอันใดเหตุใดจึงไม่เรียกชื่อข้า” ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายอีกเพียงหน

ภาพที่เห็นมีเพียงรอยเขียวช้ำที่ฝากฝังอยู่บนใบหน้าขาวซีดอยู่มากมาย ในใจพลันร้อนรุ่มวูบโหวงอย่างประหลาด โทสะในอกก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จนมือทั้งสองข้างกำแน่นสลับคลายอย่างลืมตน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคเสียงเบาออกมา “คุณชายสามเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ คนพวกนั้นทำอะไรท่านหรือไม่ขอรับ”

เมื่อยามได้เห็นท่าทางของบ่าวรับใช้ข้างกาย จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยออกไป “เจ้าชื่ออะไร” ก่อนจะสบมองใบหน้าขาวซีดของคนที่อยู่เบื้องหน้าตนอย่างใช้ความคิด

“ทะ…ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ เหตุใดท่านถึงจำชื่อบ่าวมิได้” ฉืออ้ายตอบกลับเสียงดังลั่นอย่างตกใจ ยามได้ยินคำเอ่ยจากปากของผู้เป็นนาย นัยน์ตาสีเทาสั่นระริกวูบไหวอย่างมิอาจเข้าใจในคำถามที่เอ่ยมา ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปเกาะขาหลิวมู่เหยียนไว้ด้วยอารมณ์ที่หวาดหวั่น แล้วกล่าวเสียงสั่นออกมา “คนพวกนั้นทำอันใดท่านบอกบ่าว…บอกบ่าวมานะขอรับ”

เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงถึงกับต้องรีบยอบกายลง แล้วเอามือตะครุบปิดริมฝีปากของบุรุษตรงหน้า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ เงียบหน่อยสิ ประเดี๋ยวใครได้ยินเข้าว่าข้าความจำไม่ดี ก็เอาไปโพนทะนากลั่นแกล้งข้าอีกปะไร” ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาไปมาอย่างระวัง แล้วเอ่ยเสียงเบาแทบจะกระซิบว่า “ข้าเพียงแต่ถูกพี่ชายซัดฝ่ามือใส่มาน่ะ หัวไปกระแทกกับผนังจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาความจำข้าเลยหลงๆ ลืมๆ อย่างที่เห็น”

ในครานั้นเองฉืออ้ายก็เบิกตาโพลงอย่างตกใจ ก่อนจะหันใบหน้าไปสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยแววตาสั่นระริกอยู่ภายใน ที่ตนนั้นมิสามารถปกป้องคนผู้นี้จากภยันตรายที่ย่างกรายเข้ามาได้แม้เพียงนิด

ทว่ายังไม่ทันที่ฉืออ้ายจะทำการอันใดต่อ จ้าวเสี่ยวหมิงก็เอ่ยออกมาเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ทีนี้เจ้าเข้าใจข้าหรือไม่เหตุใดข้าถึงถามเช่นนั้น” ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างราวกับว่าสิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นหาใช่เรื่องสำคัญอะไร

ไม่มีเสียงตอบรับจากบ่าวรับใช้ มีเพียงการพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงค่อยๆ คลายฝ่ามือที่ปิดริมฝีปากเอาไว้ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เอาล่ะทีนี้เจ้าบอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าชื่ออะไร”

“บ่าวชื่อฉืออ้ายขอรับ”

“เป็นชื่อที่ดี” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวลูกที่เก็บไว้ข้างในสาบเสื้อตนออกมายื่นให้ “อะข้าให้เจ้า” กล่าวเพียงแค่นั้น ก็หยัดกายลุกขึ้นยืน

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองรอบกายวูบหนึ่งก่อนย่างเท้าเข้าไปในเรือนของตน แต่ก็ไม่ลืมผินใบหน้าหันกลับมามองบุรุษหนุ่มผู้เป็นบ่าวรับใช้ ที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่ตรงเฉลียงอีกหน แล้วกล่าวออกมา “ประเดี๋ยวเจ้ากินเสร็จแล้วช่วยเตรียมน้ำให้ข้าที ข้าอยากอาบน้ำเสียหน่อย”

“ได้ขอรับ” 

ฉืออ้ายเอ่ยรับคำอย่างดีใจ หลังจากเรียกคืนสติของตนกลับมาได้  ใบหน้าก็มีสีเรื่อขึ้นมาบางๆ เมื่อได้รับขนมจากผู้เป็นนาย จากนั้นจึงรีบยัดหมั่นโถวลูกใหญ่เข้าปากตน แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างไม่รั้งรอ สองขารีบก้าวเดินเข้าไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบภายในเรือน

หลังจากสั่งการบ่าวรับใช้แล้ว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดสายตาไปมาสำรวจภายในอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ไร้ซึ่งฟูกนอน กับข้าวของเครื่องใช้โทรมๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือหีบเก็บเสื้อผ้าก็มีสภาพทรุดโทรมไม่ต่างกัน ในใจรู้ได้ว่าคนผู้นี้ช่างทุกข์ยากลำบากมากเสียกว่าที่คิดไว้ 

“เจ้าทนทุกข์อยู่เช่นนี้มานับสิบหกปีได้อย่างไร นี่น่ะหรือคุณชายสามแห่งสกุลที่โด่งดัง” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ ยามได้เห็นความเป็นอยู่ของเจ้าของร่างที่แร้นแค้นเสียยิ่งกว่าคนรับใช้ในสกุล “ถ้าในอดีตข้ารู้เรื่องของเจ้าเร็วกว่านี้เสียหน่อย ชีวิตเจ้าคงได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่เอาเถอะจอมมารผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าในตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากเจ้าเท่าใดนัก”

กล่าวเพียงแค่นั้น เขาก็กวาดสายตาไปมา แล้วเดินไปยังหีบเสื้อผ้าที่ถูกวางอยู่ข้างๆ ผนัง ก่อนจะเปิดมันอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นมีเพียงเสื้อผ้าเปื่อยบอบบางเพียงไม่กี่ชุด กับบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกทำขึ้นด้วยแผ่นหวงจือ[1] เก่าๆ ถูกเก็บไว้ภายใน

ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเลือกที่จะหยิบบันทึกเล่มดังกล่าวขึ้นมา แต่ทว่าพอเปิดออกมาก็เป็นอันต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอีกหนยามได้เห็นตัวอักษรที่ถูกคัดเอาไว้อยู่ภายใน

แผ่นหวงจือนั่นทั้งสกปรก บวมพองจากความชื้น และเต็มไปด้วยคราบเชื้อราสะสมทำให้ตัวอักษรต่างๆ ที่ถูกตวัดลงเสียหาย จึงมิอาจอ่านเป็นคำได้เลยสักตัว

บุรุษหนุ่มจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นอยู่นานแล้วสบถออกมาว่า “มารดาเถอะ ข้าอ่านลายมือของคนผู้นี้ไม่ออกเขาเขียนอะไรเอาไว้กัน” ก่อนจะวางบันทึกเล่มเก่าคร่ำคร่าลงไปในหีบตามเดิม

“คุณชายสามน้ำได้ที่แล้วขอรับ”

ทว่ายังไม่ทันที่จะทำการใดต่อ ฉืออ้ายก็ตะโกนขึ้นมาเสียก่อน จ้าวเสี่ยวหมิงเลิกสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “เช่นนั้นรึ ดียิ่ง” จากนั้นจึงเยื้องย่างไปยังแปลงดอกโบตั๋นที่อยู่ด้านนอกเรือน

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองแปลงดอกไม้ที่ควรคุ้นเคย เขาได้แต่นึกสงสัยว่าเหตุใดมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ถูกดูแลมาอย่างดี ให้ระลึกถึงดอกไม้ชนิดนี้ที่เคยออกดอกบานสีขาวสะพรั่งมากมายบนเขาเทียนหราน อันเป็นที่ตั้งของสำนักวิชาที่ตนนั้นเคยศึกษาเล่าเรียนเมื่อครั้งยังเยาว์วัยจึงมาปรากฏอยู่เรือนนี้ได้

แต่กระนั้นไม่ว่าจะขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสรุปกับตนเองอย่างมักง่ายว่าเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ จากนั้นยื่นมือไปเก็บดอกไม้สีขาวมาสามสี่ดอก ก่อนกลับเข้าไปด้านในโดยมิได้สนใจอีก

บุรุษหนุ่มเยื้องย่างไปยังถังอาบน้ำที่บ่าวรับใช้เตรียมไว้ให้ในท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ก่อนจะนำดอกไม้ที่เก็บมาได้โรยลงถังอาบน้ำ แล้วหันไปเอ่ยกับบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ กาย ด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ประเดี๋ยวเจ้าช่วยสางผมหาเหาให้ข้าที”

“ขอรับ”

“รบกวนเจ้าแล้ว”

จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาเบาๆ ยามที่ตนนั้นกำลังหย่อนกายลงในถังน้ำที่มีไอร้อนพวกพุ่งออกมาบางๆ บุรุษหนุ่มเอนหลังแนบกับถังใบใหญ่ แล้วเงยหน้าเอาศีรษะพาดกับขอบถัง เพื่อให้บ่าวรับใช้ช่วยสางผมง่ายขึ้นอีกนิด

หลังจากที่ร่างหลิวมู่เหยียนนั่งลงไปในถังน้ำเพียงครู่เดียว มือข้างหนึ่งของบ่าวจึงค่อยๆ ใช้หวีสางเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวกระเซิงยุ่งเหยิงของผู้เป็นนายอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานฉืออ้ายก็เอ่ยออกมาเบาๆ ว่า “คุณชายสามข้าหาได้ตัวหนึ่งแล้วขอรับ” ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่หยิบสัตว์ดูดเลือดตัวน้อยออกมาจากหนังศีรษะของคนตรงหน้าอย่างเบามือ “ให้ข้าฆ่ามันทิ้งเลยไหมขอรับ”

“ฆ่ามันทิ้งเสียสิเจ้าจะเก็บมันไว้ดูดเลือดเจ้าหรืออย่างไร”

“ได้ขอรับ”

กล่าวจบฉืออ้ายก็ค่อยๆ บรรจงวางสัตว์ตัวน้อยลงบนขอบถังไม้อย่างเบามือ ก่อนจะใช้เล็บมือเตรียมบดขยี้มันลงไป ทว่ายังมิทันที่จะได้ทำอันใดกับสัตว์ตัวเล็กดูดเลือดดี เจ้าเหาตัวน้อยก็พลันกระโดดหนีขึ้นมาบนศีรษะของตนเสียอย่างนั้น 

บุรุษหนุ่มพยายามเบี่ยงศีรษะหนีอย่างสุดกำลัง เขาใช้มือปัดป้องไปมาแต่ก็มิอาจหลบพ้นไปได้ จนเป็นเหตุให้เหาตัวนั้นกระโดดขึ้นมาหลบภัยอยู่บนศีรษะเขาแทน

ในครานั้นฉืออ้ายจึงโพล่งเสียงสั่นอย่างตกใจ “คุณชายขอรับเหามันกระโดดใส่หัวบ่าวแล้วขอรับ” สองขาวิ่งพล่านไปมาขวักไขว่ ในใจกู่ร้องว่าแย่แล้ว ก่อนใช้มือทั้งสองข้างขึ้นมาสางผมตนอย่างลืมตัว “บ่าวควรทำเช่นไรดีขอรับคุณชายสาม มันขึ้นมาอยู่บนหัวบ่าวแล้วขอรับ”

ยามได้เห็นกิริยาของคนรับใช้ที่กระทำออกมาอย่างเกินพอดี จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสบถเบาๆ “ให้มันได้อย่างนี้สิ” ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองบุรุษที่อยู่ด้านหลัง พลันกลอกสายตาขึ้นลงอยู่สองครั้งอย่างระอา แล้วเอ่ยออกมาว่า “ประเดี๋ยวเจ้าไปหาอะไรมาคลุมผมเจ้าเสีย แล้วพอหาให้ข้าเสร็จ เจ้าค่อยไปเอาชู่[2] มาหมักผมเจ้าไว้”

“บ่าวจะไม่เป็นเหาจริงๆ นะขอรับ”

“ไม่เป็นหรอกน่า ถ้าเจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วยังไม่หายข้าจะช่วยเจ้าหาเอง” จ้าวเสี่ยวหมิงตอบกลับเสียงเข้ม แล้วส่ายศีรษะไปมาอย่างระอายามได้เห็นท่าทางที่ตื่นกลัวของบ่าวรับใช้ข้างกายตน “แล้วก็มาหาให้ข้าต่อเสีย อย่าได้ช้า เวลาไม่คอยท่า”

“ดะ...ได้ขอรับ” กล่าวจบฉืออ้ายก็ทำการสางผมให้ผู้เป็นนายต่อไปอย่างเบามือ 

เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงของน้ำในถังยังคงดังกระทบผิวกายเป็นระลอกๆ จ้าวเสี่ยวหมิงไล่สายตามองดูเรือนร่างตนอีกหน แม้จะมีรอยฟกช้ำมากพอดู แต่ผิวกายของหลิวมู่เหยียนผู้นี้นั้น กลับเนียนละเอียดยิ่งกว่าอิสตรี

ผิวขาวซีดราวซากศพ เหมือนไม่เคยผ่านม่านแดดมานานแรมปี ไร้ความสดใสและความเข้มแข็งของบุรุษเพศอย่างสิ้นเชิง ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันทอดถอนใจอย่างระอากับร่างใหม่ที่ตนได้รับมาในยามนี้ ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาได้คล้ายกับร่างเก่าตน

ในร่างเก่านั้นแม้จะไม่ได้หล่อเหลาปานเทพบุตร หรือขึ้นชื่อว่ารูปงามเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า[3] แต่ตัวตนของเขาก็หาใช่บุรุษหน้าตาอัปลักษณ์ที่ผู้คนจะมาดูแคลนได้เสียเมื่อไร ใบหน้าได้รูปหล่อเหลาคมคาย ซ้ำยังร่างกายที่สมส่วนดุจชายชาตรี ไม่ว่าไปแห่งหนไหนก็มีสตรีมากมายต่างหมายปอง

แล้วดูข้าตอนนี้สิสภาพน่าสมเพชยิ่งกว่าอะไรดี นี่น่ะหรือจอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า

จ้าวเสี่ยวหมิงผรุสวาทในใจอย่างนึกขันกับสิ่งที่ตนได้รับมาในยามนี้ ไม่ว่าจะร่างกายบอบบางเสียยิ่งกว่าอิสตรี ไหนจะที่ไม่อาจใช้พลังปราณมากมายได้ในคราเดียว แถมยังมีกำลังกายที่แม้แต่ลมหวนเบาๆ ก็อาจจะโดนเป่ากระเด็น

ท้ายที่สุดจ้าวเสี่ยวหมิงก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไป “ฉืออ้าย”

“ขอรับคุณชายสาม”

“ในอดีตข้าเคยฝึกวรยุทธ์หรือไม่ เหตุใดร่างกายข้าถึงได้กลายเป็นเช่นนี้”

“ท่านเคยฝึกยุทธ์อยู่ขอรับตั้งแต่สมัยอายุได้สามขวบปี” ฉืออ้ายเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ยามได้ยินคำถามที่คนตรงหน้ามิเคยเอ่ยออกมา มือที่ใช้สางผมพลันสั่นระริกไปมาอย่างมิอาจควบคุม “แต่พอมารดาของท่านจากไปทุกๆ อย่างก็เปลี่ยนไปขอรับ หนำซ้ำท่านยังโดนโจรถ่อยที่ลอบเข้ามาในเรือนตอนหลังมารดาท่านสิ้นไปไม่นานทำร้ายทะลวงจุดรวมลมปราณจนมิอาจรวมตันเถียนได้อย่างเช่นเดิมน่ะขอรับ”

“มารดาข้าจากไปตั้งแต่เมื่อไรหรือ”

“ตอนท่านอายุได้ห้าขวบปีขอรับ นางสิ้นใจเพราะ...เพราะ...” คำพูดของฉืออ้ายพลันสะดุดอยู่ตรงนั้นและน้ำเสียงก็ค่อยๆหายลงไปในลำคอ

เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมออกมา “มารดาข้าสิ้นเพราะเหตุใดฉืออ้ายพูดออกมาให้หมด” เขาหันกายไปเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ด้านหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาสีเทาที่สั่นระริกและอ่อนกำลัง ก่อนจะเอ่ยเสียงดังออกไปอีกเพียงครั้งเพื่อย้ำคำถามที่เอ่ยไป “ข้าบอกให้เจ้าพูดมิได้ยินหรือฉืออ้าย”

“มารดาของท่านสิ้นใจเพราะถูกตีจนตาย เหตุเกิดจากไป๋หลิวกับพ่อบ้านชูอ้างว่าเห็นมารดาของท่านคบชู้สมสู่ชายขอรับ”

“แล้วท่านพ่อก็เชื่อพวกเขาเช่นนั้นรึ”

“ในคราแรกนายท่านหาได้เชื่อเรื่องพวกนี้ไม่ แต่มีอยู่วันหนึ่งที่นายท่านเห็นเหมยอี๋เหนียงลักลอบคุยกับชายอื่นขอรับ พอนำตัวมาสอบสวนเหมยอี๋เหนียงก็เอาแต่เงียบมิยอมเอ่ยถึงชายผู้นั้นเลย นายท่านพลันบันดาลโทสะจึงสั่งโบยร้อยไม้ขอรับ หลังจากนั้นเหมยอี๋เหนียงก็นอนซมเพราะพิษไข้และสิ้นใจตายขอรับ” ฉืออ้ายกล่าวเสียงสั่น เขาก้มใบหน้าลงซ่อนสีหน้ายากจะกล่าวของตน มือทั้งสองกำแน่นสลับคลายอย่างมิพอใจ แล้วเอ่ยออกมา “แต่ข้าไม่มีทางเชื่อแน่ขอรับ สตรีที่รักนายท่านอย่างหมดหัวใจและอ่อนโยนถึงเพียงนั้น ทั้งยังคอยทำธุระทุกอย่างให้ลับๆ แบบมิเคยขอสิ่งใดตอบแทน แล้วสตรีอย่างนางจะมีชายอื่นได้อย่างไรเล่าขอรับ”

“เช่นนั้นหรอกรึมิน่าล่ะผู้คนถึงได้รังเกียจข้าผู้นี้นักหนา” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าอาบน้ำพอแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าช่วยเตรียมชุดให้ข้าด้วย”

“ขอรับ” ฉืออ้ายเอ่ยรับคำ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมายืนอีกหน มือทั้งสองข้างปาดหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยออกมาด้วยความคับแค้นใจอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปยังหีบเก่าๆ ในเรือนนอน

“คุณชายสาม”

ทว่าในขณะที่จ้าวเสี่ยวหมิงกำลังแต่งกายอยู่นั้น ก็มีเสียงของบุรุษวัยกลางคนดังแทรกเข้ามาเสียก่อน ก่อนเจ้าของเสียงดังกล่าวจะเดินเข้ามาในเรือนอย่างคนไร้มารยาท

ชายผู้นี้สวมใส่แพรพรรณสีเทาเข้มแม้จะมิอาจเทียบกับบรรดาคุณชายในสกุลนี้ได้แต่ก็ถือว่าเป็นผ้าเนื้อดี จ้าวเสี่ยวหมิงจึงคาดว่าคนผู้นี้คงจะรั้งตำแหน่งพ่อบ้านในสกุลนี้อย่างมิต้องคาดเดาให้เสียกำลัง 

เมื่อย่างเท้าเข้ามา นัยน์ตาสีดำขลับคมปลาบทอประกายก็มองมาที่จ้าวเสี่ยวหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยาบคาย แล้วเอ่ยเสียงเรียบออกมา “นายท่านเรียกท่านไปพบ”

สิ้นเสียงของบุรุษวัยกลางคน แม้จะดูคล้ายมิมีอะไรอยู่ภายใน แต่คนอย่างจ้าวเสี่ยวหมิงมีหรือจะแยกไม่ออกว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างแจ่มชัดเพียงใด

บุรุษร่างกายซูบผอมจึงเอ่ยเสียงเย็นโต้ตอบกลับไป “เช่นนั้นรึ” ก่อนเจ้าตัวจะจ้องเขม็งมองไปยังร่างของผู้บุกรุกเข้ามาในเรือนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างดูแคลนเฉกเช่นเดียวกัน “สักประเดี๋ยวข้าจะเข้าไป”

เป็นเหตุให้พ่อบ้านชู ชูเจียหง ใบหน้าพลันหม่นคล้ำลงหลายส่วนอย่างมิใคร่พอใจ ยามได้เห็นกิริยาที่หลิวมู่เหยียนปฏิบัติต่อหน้า เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิอาจระงับโทสะในใจว่า “บังอาจนักเจ้าเป็นใครแล้วข้าเป็นใคร เหตุใดทำตัวสามหาวเช่นนี้”

“ข้าเป็นใครแล้วเจ้าเป็นใคร ไยท่านถึงได้ถามข้าเช่นนี้เล่าท่านพ่อบ้าน” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยทวนประโยคเสียงเย็นแล้วแค่นหัวเราะอย่างบางเบากับคำถามของบุรุษตรงหน้า จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบออกมา “เจ้าไม่มีตามองรึอย่างไร ถึงมองไม่เห็นว่าข้าคือใครแล้วเจ้าคือใคร”

“สามหาวนัก”

“เช่นนั้นรึ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มเหมือนไม่ยิ้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพลันสว่างวาบขึ้นมาครู่เดียว แล้วปรายหางตามองไปยังชูเจียหงด้วยฉายแววมิใคร่พอใจ “เจ้าก็รู้ดีนี่ว่าข้านั้นสามหาว แล้วเจ้าจะมาเอ่ยทวนประโยคซ้ำๆ ด้วยเหตุใดเล่า”

“นี่เจ้า”

“หุบปาก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างใจเย็น นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งไปยังพ่อบ้านมิมีคลาย รังสีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวของหลิวมู่เหยียนอย่างมิอาจควบคุมได้ สองขาก้าวเข้าไปใกล้บุรุษวัยกลางคนด้วยท่าทีที่คุกคามเป็นเหตุให้คนถูกสายตานั้นเล่นงานพลันเข่าอ่อนอย่างมิรู้ที่มา เหงื่อกาฬไหลซึมตามหน้าผากและไรผม ก่อนจะก้าวถอยหลังราวกับถูกคุกคามอย่างลืมตัว

“อย่าเข้ามานะ คอยดูเถอะเจ้าทำเช่นนี้กับข้าเจ้าได้โดนโบยเป็นแน่”

“แล้วข้าจะรอ” กล่าวจบบุรุษหนุ่มสะบัดแขนเสื้อแล้วย่างเท้ากลับมาด้านใน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบออกไป “ฉืออ้ายส่งแขก”

“ได้ขอรับ” ฉืออ้ายรับคำเสียงเบา ก่อนจะย่างเท้าไปทำหน้าที่ของตนด้วยสีหน้ามิสู้ดี

[1] แผ่นหวงจือ 黄纸 คือกระดาษเหลือง กระดาษที่คนจีนสมัยโบราณใช้เขียนตำราหรือจดบันทึกต่างๆ นั้น สีของกระดาษได้มาจากการย้อมด้วยน้ำคั้นจากต้นหวงป้อ黄檗 (หรือหวงไป่ 黄柏) พืชสมุนไพรจีนที่ให้สีเหลือง และน้ำคั้นมีคุณสมบัติสำคัญในการป้องกันแมลงกัดแทะกระดาษ

[2]ชู่ (醋) คือน้ำส้มสายชูจีนที่มีอดีตมายาวนาน ในบันทึกวิชาการ ฉีหมินเย่าซู(齊民要術)ได้กล่าวไว้ถึงน้ำส้มสายชูจีนและได้บันทึกขั้นตอนของการหมักน้ำส้มสายชูอย่างละเอียด ตามข้อมูลประวัติศาสตร์ซานซีเป็นแหล่งกำเนิดของการหมักน้ำส้มสายชูของจีน จึงเป็นที่น่าเข้าใจได้ว่าน้ำส้มสายชูนี้  คำว่า “น้ำส้ม” มาจากรสชาติที่เปรี้ยว และคำว่า “สายชู” น่าจะมาจากแหล่งกำเนิดคือ “ซานซี” หรือ “ซานชู่” จนมาเป็นคำว่า “น้ำส้มซานชู่” หรือ น้ำส้มสายชูนั่นเอง 

[3]แม้ไม่ได้ฉายางามหนึ่งในใต้หล้า แต่จ้าวเสี่ยวหมิงเดิมเคยถูกขนานนามว่าบุรุษโลหิต เพราะเดินทางไปไหนก็เกิดเหตุหญิงสาวเลือดกำเดาไหลที่นั่น มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายเป็นที่ห้าในยุทภพ มีเรือนกายสมส่วนองอาจสมชายและเป็นที่หมายปองของสตรีน้อยใหญ่ในใต้หล้า 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 33 สงบสุขหวนคืน

    “คุณชายใหญ่มาทางนี้”เสียงสะท้อนในอกดังก้องในมโนสำนึกตน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า ก็เห็นเป็นภาพในอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์วัย กำลังวิ่งเล่นรอบแปลงดอกโบตั๋นกับดรุณีน้อยนางหนึ่ง เพราะมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ชวนให้คิดถึงมารดาผู้ถูกเหล่าเซียนทั้งหลายรังแกจนจากไปเหม๋ยตงหม่าคือนามของเขา ผู้ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ตระกูลเหม๋ย ส่วนเหม๋ยยี่เถียนนั้นเกิดจากอนุภรรยาผู้ที่เคยเป็นบ่าวรับใช้ ที่แสนจะต่ำต้อยแต่ทว่าเหม๋ยยี่เถียนนั้นกลับมีร่างกายแข็งแรงกว่าดรุณีทั่วไป ด้วยพละกำลังอันมหาศาลนี้ จึงต้องวิ่งร่ามาปกป้องตนเองเสมอมา ส่วนตนเองนั้นที่อ่อนแอกว่า จึงต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองของน้องสาวผู้นี้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งๆ ที่เป็นคุณชายใหญ่ของสกุลกลับถูกดูแคลนว่าไร้ซึ่งความสามารถไม่หยุดหย่อน ทั้งจากบิดา ถูกติฉินนินทาแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ภายในเรือน แต่กระนั้นเขากลับได้รับความรักจากน้องสาวต่างมารดาผู้นี้เสมอมา มีเพียงเขาเท่านั้นที่คิดว่าเหม๋ยยี่เถียนเสแสร้งมาเอาใจและแล้วภาพเบื้องหน้าจะแปรเปลี่ยนไป เป็นภาพของเหม๋ยยี่เถียนผู้เป็นน้องสาวต่างมารดา กำลังกางมือเข้าปกป้องตนเองจากเหล่า

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 32 ศึกสุดท้าย

    “ไม่ได้ขอรับ ต่อให้เป็นอาจารย์ ต่อให้ข้าขึ้นชื่อว่าอกตัญญู ข้าก็มิอาจปลดตรวนให้ท่านได้”เสียงของหลิวห้าวเหลียงยังคงดังก้องในมโนสำนึกของตนไม่จางหาย หลังจากที่กลับออกมาเขาก็ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนฟูกนอนในเรือนตน ตรวนสองสายยังคงพันวนอยู่รอบกายมิได้ถูกปลดออกไป ด้วยเหตุที่ว่าราวหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา เมื่อตนเองเดินทางกลับมาถึงสำนักหลิวสุ่ย ก็เร่งฝีเท้าเดินทางมุ่งหน้ามาหาหลิวห้าวเหลียงโดยมิได้กระทำสิ่งอื่นใด เพื่อให้ช่วยปลดโซ่ตรวนที่พันอยู่รอบกาย ทว่ากลับถูกลูกศิษย์ของตนปฏิเสธเสียอย่างนั้น ซ้ำยังถูกห้ามมิให้ออกไปไหน ถูกบ่าวไพร่คอยจับตามองในเมื่อร้องขอก็แล้ว อ้อนวอนก็ทำไปแล้ว หรือแม้แต่ออกคำสั่ง สุดท้ายหลิวห้าวเหลียงก็มิยอมปลดปล่อยตนออกไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงนั่งนิ่งคิดอย่างใคร่ครวญอยู่หลายตลบ แล้วเอ่ยพึมพำออกมา “เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้เล่นพิเรนทร์อะไร มิรู้หรืออย่างไรว่าผลที่ตามมามันจะเป็นเช่นไร” เอ่ยเพียงแค่นั้นก็คว้าเอาเยวี่ยกวงขึ้นมาไว้ในมือ จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วลอบออกไป ไปหาหลิวซูหยวน ผู้เป็นบิดาเจ้าของร่างนี้แทนเมื่อเข้าไปถึงเรือนของหลิวซูหยวน จ้าวเสี่ยวหมิงก็ไม่รอช้าที่เ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 31 ตามติด

    รัชศกเสวียนหลีที่ 77 ปีวอกธาตุทอง ไป๋ลู่[1]กลางป่าอั้นฉิงรอยต่อระหว่างเขาหัวซานและที่ตั้งของสำนักหานเสียงเกือกม้ากระทบกับผืนดิน จ้าวเสี่ยวหมิงกุมบังเหียนม้าพ่วงพีตัวใหญ่ควบตะบึงติดตาม หยางหยุนเหลียง ที่ยังคงควบม้าอยู่ไม่ไกล แล้วร้องตะโกนออกมา “พี่หยางท่านหยุดบัดเดี๋ยวนี้รู้หรือไม่ว่าข้าตามหาท่านมานานเพียงใดแล้ว” ก่อนจะใช้ขาหนีบท้องม้า แล้วควบทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็วหลายเดือนมานี้จ้าวเสี่ยวหมิงไล่ตามติดหยางหยุนเหลียงไม่หยุดหย่อน พอเข้าใกล้ตัวทีไร หยางหยุนเหลียงก็จะเตลิดหนีหายไปเสียทุกครั้ง ราวกับหลอกล่อให้วิ่งไล่จับ แต่พอใกล้ถึงตัวกลับหนีหายไปจ้าวเสี่ยวหมิงควบม้าพ่วงพีตัวใหญ่ เข้ามาในเขตป่าอั้นฉิง ตามหนทางราบเรียบราวกับมีคนมาถอนหญ้าคอยท่าไว้ ตามผืนดินเต็มไปด้วยเศษดินแห้งๆ แต่ทว่ากลับละเอียดราวกับเม็ดทราย แวดล้อมไปด้วยไม้ใหญ่นานาพรรณเขาควบม้าไล่ตามหยางหยุนเหลียงเข้ามาได้เพียงครู่เดียว ก็พบกับม้าสีขาวปลอดตัวหนึ่งถูกล่ามขวางหนทางไว้ จ้าวเสี่ยวหมิงจึงชะลอฝีเท้าม้าลง ก่อนจะกระโดดลงมาจากหลังม้าแต่รู้เสียที่ไหนว่าหยางหยุนเหลียงที่คอยจังหวะนี้ ใช้ดัชนีวายุร่อนระบำ ดีดลูกหินใส่หลังม้าของจ้

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 30 วิญญาณดวงสุดท้าย

    กล่าวมาถึงชิงเสี่ยวหม่าเมื่อต้องล่าถอยกลับมายังวังมาร ก็เจ็บหนักอยู่มิใช่น้อย จำต้องใช้เวลานอนพักรักษากายอยู่ราวสามวัน อาการจึงทุเลาลง และในวันนี้เมื่อร่างกายกลับมาเป็นปกติ เขาจึงนั่งมองคนโทเก็บวิญญาณที่ได้ไปรวบรวมวิญญาณของผู้บำเพ็ญตนในพิธีไล่ล่า ที่ตั้งอยู่อย่างสงบนิ่ง ภายในห้องสูบวิญญาณมาหลายวัน ด้วยแววตาเรียบเฉยทว่ากลับมีความพลุ่งพล่านร้อนรนอยู่ภายในด้วยเหตุที่ว่าชิงเสี่ยวหม่า มิอาจสูบวิญญาณเหล่านี้เข้าไปกายตนได้ เพราะต้องรอให้ได้ดวงวิญญาณดวงสุดท้ายที่ตนจักต้องไปไล่ล่ามาให้ครบเสียก่อนดวงวิญญาณที่มีเพียงสายเลือดบริสุทธิ์ของสกุลในตำนานเท่านั้นที่จะต้องเฟ้นหามา สายเลือดของสกุลหยางผู้มีสายปราณหยางวิ่งวนอยู่ภายในร่างกาย ดวงวิญญาณดวงสุดท้ายที่ตนจักต้องช่วงชิงมา และเวลาที่จักต้องดึงดวงวิญญาณนี้ออกมา คือในคืนวันเพ็ญเดือนแปดที่กำลังจะย่างกรายเข้ามาในอีกไม่ถึงหนึ่งขวบปีอีกทั้งยังมียังมีสิ่งที่ตนต้องตามหา นั่นคือหน้าสุดท้ายของคัมภีร์เดียรถีย์วิชาที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะพลิกแผ่นดินหาเพียงใดก็ยังมิอาจพบเจอ เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะต้องสืบเสาะให้ได้เสียก่อนพิธีกรรมการสูบดวงวิญญาณครั้งสุดท้ายจะเริ่มต

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 29 หยินหยางประสานกาย

    หยางหยุนเหลียงเหยียบเวหาก้าวทะยานไปยังทิศทางที่จ้าวเสี่ยวหมิงหนีไป นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองไปมาจนทั่ว ภาพที่สะท้อนให้เห็นมีเพียงยอดไม้นานาพรรณ แผ่กิ่งก้านออกมาปกคลุมทั่วทั้งผืนป่าทว่าหากได้เพ่งมองดูอย่างถ้วนถี่ลึกลงไปถึงผืนแผ่นดิน ก็จะเห็นซากศพของนักพรตที่เพิ่งจะฝึกฝนระดับขั้นต้น ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับเหล่าปีศาจจากวังมาร ทุกๆ ร่างต่างนอนแน่นิ่งไม่ไหวติ่งอย่างเดียวดาย มีเพียงผู้เหลือรอดค่อยๆ ออกตามหาร่างไร้ชีวิตของสหายตนเมื่อพบหนึ่งศพหยางหยุนเหลียงก็จุดพลุไฟบอกตำแหน่งเสียหนึ่งลูก ก่อนจะก้าวทะยานตามหาหลิวมู่เหยียนต่อไป เขาค้นหาทั้งผืนป่ากว้างใหญ่จนทั่ว แต่ก็ยังไม่เจอแม้เพียงเศษเส้นผมผ่านนานจนดวงตะวันคล้ายจะลาลับขอบฟ้า หิมะจึงค่อยๆ โปรยปรายลงมาอย่างบางเบา ในครานั้นเองสายตาของหยางหยุนเหลียงก็ไปสะดุดอยู่ตรงผาน้ำตก ที่มีไอเย็นแผ่ปกคลุมออกมา ด้วยเหตุที่เขาจำได้ว่าในยามเช้าตอนตนผ่านหนทางเส้นนี้มา น้ำตกสายนี้ยังไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย มีไอความอบอุ่นคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นยามช่วงต้นเหมันต์ฤดู ที่มีหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุม ยังมิอาจแช่แข็งน้ำตกสายนี้ได้ทว่าในยามนี้กลับมีไอเย็นจัดแผ่ปกคลุมอยู่

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 28 ปะทะ

    หลังจากวันนั้นผ่านไปเพียงแค่สองวันหลิวเยี่ยเฟยก็มาขอเดินทางกลับไปยังสำนักหลิว เมื่อเห็นว่ามิมีส่วนใดเสียหาย หยางซิวอวี่ที่เพิ่งเดินทางกลับมา จึงอนุญาตให้กลับไปอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ ด้วยความที่ว่าการบุกเข้ามาช่วงชิงกระบี่เยวี่ยกวงในวันนั้น มิมีผู้ใดปริปากบอกเจ้าสำนักหยางสักครึ่งคำ เมื่อหลิวเยี่ยเฟยเดินทางกลับไป วันเวลาก็ยังดำเนินต่อไปไม่มีหยุดพัก จากวันคือเปลี่ยนผันเป็นเดือน จากเดือนล่วงเลยเป็นแรมปี จ้าวเสี่ยวหมิงยังคงพำนักอยู่ที่สำนักหยางเจียนแห่งนี้ แม้จะมีผู้คนลอบเข้ามาแย่งชิงกระบี่ ก็จะถูกหยางซิวอวี่หรือหยางหยุนเหลียงไล่กลับไป โดยที่จ้าวเสี่ยวหมิงมิได้ออกแรงเสียเท่าไรจนกระทั่งสามปีพ้นผ่านไป ไร้ซึ่งผู้รุกรานใดๆ ย่างกรายเข้ามา แม้กระทั่งจอมมารฝูหมิงก็ยังมิยื่นมือเข้ามาช่วงชิงกระบี่คืนกลับไป ความสัมพันธ์ฉันท์สหายของหลิวมู่เหยียนและหยางหยุนเหลียงนั้นก็ยังคงดำเนินไปอย่างมิเป็นระเบียบ ดูคลายลิ้นกับฟันที่จะบังเอิญกระทบกันยามใด ย่อมมิอาจเลี่ยงการปะทะคารมเป็นครั้งคราวผ่านมาสามขวบปี ตบะฌานของหยางหยุนเหลียงก็ก้าวกระโดดไปไกลถึงระดับเจ็ด ไร้ซึ่งผู้ใดยากจะต่อกร ส่วนทางด้านจ้าวเสี่ยวหมิงนั้น ด

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 4 การพานพบที่ไม่สู้ดี

    บริเวณลานฝึกยุทธ์แห่งที่สามของสกุลหลิว บรรยากาศโดยรอบคล้ายกลายเป็นเพียงสวนหิน เงียบสงบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน เหล่าบรรดาบุรุษและสตรีวัยแรกรุ่นราวสิบกว่าชีวิต แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้นต่างยืนนิ่งไม่ไหวติ่งราวกับหุ่นไม้ไผ่ ลมหายใจติดขัดคล้ายกับจะมีไข้ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาใดอ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 3 สาบกลิ่นปีศาจ

    แม้จะมีความพึงพอใจเล็กๆ ที่ผู้เป็นนายปฏิบัติตนต่อบุรุษวัยกลางคนผู้นี้อย่างมิเกรงกลัวสิ่งใด ทว่าในใจของฉืออ้ายก็ยังมิอาจคลายความกังวลด้วยเหตุที่ว่าพ่อบ้านชูผู้นี้แม้จะมิใช่คนที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่อะไร แต่ก็เป็นถึงญาติผู้พี่ของชูอี๋เหนียง อนุภรรยาที่มีอำนาจมากที่สุดในเรือนหลัง ย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 1 สกุลหลิว

    ห้าเดือนต่อมา…รัชศกเสวียนหลีที่ 73 ปีมะโรงธาตุไฟฤดูจิงเจ๋อ[1] ยามไฮ่[2]“ข้าไม่ไหวแล้ว…ได้โปรดพี่รอง” บุรุษหนุ่มร่างกายซูบผอมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบสั่น มือทั้งสองข้างเกาะขาชายร่างสูงมิยอมคลาย ใบหน้าเขียวช้ำขะมุกขะมอมเต็มไปด้วยคราบโคลนและเหงื่อไคล เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวกระเซิงยุ่งเหยิงไม่ต่างจากว

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทนำ ความตายที่ปรารถนา

    รัชศกเสวียนหลี[1] ที่ 72 ปีเถาะธาตุไม้ความตาย…แท้จริงแล้วก็มีเพียงเท่านี้จ้าวเสี่ยวหมิงยืนมองร่างของตนเอง ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกกลางเตียงสี่เสา ท่ามกลางเปลวไฟสีดำทะมึน ลามเลียแผดเผาทีละนิด อย่างเหนื่อยหน่ายด้วยเหตุที่ว่าตนเองนั้น จงใจปลิดชีพด้วยการถอดดวงจิตออกมา เพื่อเดินทางไปยังปรโลกเพียงลำพัง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status