เมื่อรู้หนทางที่จะต้องไปจากเด็กหนุ่มนามว่าไท่จู ในคราแรกจ้าวเสี่ยวหมิงคิดเพียงว่าตนเองจะต้องไปเยือนยังเรือนอาศัยเจ้าของร่างนี้ให้ได้เสียก่อน ทว่าเสียงครวญครางในกระเพาะกลับดังประท้วงไม่หยุดหย่อน ชวนให้เขาต้องเลือกที่จะหันเหไปทางโรงครัวเสียอย่างนั้น
จ้าวเสี่ยวหมิงในร่างของหลิวมู่เหยียนเยื้องย่างอยู่เพียงลำพัง แม้พยายามหลบเลี่ยงผู้คนด้วยการแอบอยู่ในเงาร่มไม้ใหญ่ ทว่าก็มิอาจพ้นสายตาหลายคู่ที่มองมาอย่างดูแคลน
สองขายาวก้าวสลับกันด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย เขาเดินไปด้านหน้าด้วยจังหวะสบายๆ เพียงไม่นานก็มาถึงเรือนหลังเล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ตามคำบอกเล่าของเด็กชายผู้นั้นได้กล่าวมา
เสียงมีดสับกระทบกับเขียงไม้สลับกับเสียงเคี่ยวน้ำแกงในหม้อดังก้องอยู่ภายใน บวกกับกลิ่นอบอวลฟุ้งกระจายลอยเข้ามาปะทะกับจมูก ความหอมหวนชวนน้ำลายไหลเรียกให้เขาจำต้องเดินตามกลิ่นเหล่านั้นไปอย่างคนสติเลื่อนลอย
“อา…หอมจัง”
จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบายามก้าวขาเข้ามาถึงหน้าโรงครัวที่เปิดโล่งไว้ กลิ่นหอมอบอวลเรียกร้องเสียงครวญครางในกระเพาะมากขึ้นเป็นทบทวี เขายืนเกาะขอบประตูทางเข้าแล้วโผล่ใบหน้าเข้าไปเพียงแค่ครึ่งซีก
ภาพที่เห็นคือสตรีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนอุดมไปด้วยเนื้อหนังเป็นชั้นๆ ไม่ต่างจากไหสุรา ยืนจัดการกับสำรับอาหารมื้อเที่ยงอยู่เพียงแค่สองนาง
โดยสตรีนางหนึ่งนั้นกำลังเคี่ยวน้ำแกงอยู่หน้าเตาถ่าน เหงื่อกาฬไหลซึมเปียกชุ่มตามเสื้อผ้าสีขาวตุ่น ไอความร้อนจากหม้อใบใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นมาวนเวียนอยู่โดยรอบสตรีผู้นั้นราวกับซาลาเปาที่อยู่ในไห ส่วนอีกนางนั้นกำลังจัดข้าวปลาอาหารที่ทำเสร็จแล้วลงบนสำรับอย่างมีระเบียบอย่างขะมักเขม้นไม่สนใจสิ่งใด โดยที่ทั้งสองคนไม่มีผู้ใดเอ่ยคำออกมาแม้เพียงครึ่งคำ
จ้าวเสี่ยวหมิงยืนเฝ้ามองอยู่ตรงปากทางเข้าครู่ใหญ่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองภายในไปมาก็เหลือบไปเห็นหมั่นโถวราวสิบกว่าลูกถูกวางอยู่ในจานบนโต๊ะเก่าๆ ข้างประตู
เช่นนั้น จ้าวเสี่ยวหมิงจึงลอบมองดูสตรีทั้งสองนางอีกหน เมื่อสบโอกาสที่ทั้งสองยืนหันหลัง เขาจึงฉวยจังหวะนี้แอบย่องเข้าไปหยิบหมั่นโถวลูกใหญ่นั้นขึ้นมา บุรุษหนุ่มเหลือบไปมองแม่ครัวที่ยืนก้มหน้าอยู่หน้าเตาถ่าน แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าขอไปก่อนละนะ” กล่าวจบเขาก็เอาหมั่นโถวในมือเข้าปากตน
ทว่ายังไม่ทันที่หมั่นโถวลูกนั้นจะทันได้เข้าปากดี ก็มีมืออวบอ้วนเข้ามาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้เสียก่อนจะได้ทำอันใด ก่อนเจ้าของมือดังกล่าวจะเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิพึงใจ “คุณชายสามจะทำอันใดเจ้าคะ”
ยามได้ยินเสียงเข้มๆ กับท่าทางของสตรีผู้นั้นที่กระทำใส่ รวมไปถึงมืออวบใหญ่ของแม่ครัว ที่กำลังกุมข้อมือของเขาเอาไว้จนมิด ซึ่งมาพร้อมกับแรงบีบ ที่สามารถป่นกระดูกให้กลายเป็นผุยผงได้เพียงแค่ออกแรง
มาถึงตรงนี้เมื่อถูกกระทำใส่ จ้าวเสี่ยวหมิงก็พึงตระหนักได้ว่า หากตนยังชักช้าคงมิได้กินของดีๆ
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงค่อยๆ เงยหน้าสบมองคนข้างกาย ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ก็กินไงขอรับ...กินน่ะขอรับ...พี่สาวสุดสวยก็เห็นอยู่นี่ว่าข้าจะเอาหมั่นโถวลูกนี้เข้าปาก ยังจะมาถามอะไรไม่เข้าท่าอีกนะขอรับ” ก่อนจะพยายามยื้อเอาหมั่นโถวในมือเข้าปากตน
แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใดก็ไร้ผล ด้วยลำแขนที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูก ไร้แรงแม้ยามขยับกาย เรี่ยวแรงต่างๆ ก็หามีไม่
ด้วยเหตุที่ตนนั้นหิวข้าวจนหน้ามืดตาลาย ไหนเลยจะสู้ท่อนแขนอวบใหญ่ที่เต็มไปด้วยพละกำลังมากมายของสตรีผู้นี้ได้อย่างไร หากมิใช้กำลังภายในของตนก็คงมิแคล้วถูกแย่งกลับไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงทำได้เพียงผรุสวาทภายในใจ ‘ข้าหิวจะตายอยู่แล้วให้ข้ากินเสียทีเถอะ ข้าไม่มีจะแรงไปสู้กับพวกเจ้าหรอก’
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงจำต้องออกแรงเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งส่วน เพื่อยื้อข้อมือของตนเอาไว้ เพราะหากหมั่นโถวนี้หลุดมือไปคงไม่มีอะไรลงกระเพาะอย่างมิต้องคาดเดา
ผู้หนึ่งยื้อแย่งกลับไป อีกผู้หนึ่งต้องการรั้งเอาไว้ ทั้งสองจึงยื้อยุดฉุดกระชากขนมลูกนั้นอยู่นาน สุดท้ายจ้าวเสี่ยวหมิงจึงใช้มืออีกข้างที่ยังว่าง ยกขึ้นมาคว้าหมั่นโถวอีกลูกที่อยู่บนจานแทน แต่ก็ไม่พ้นถูกมืออวบใหญ่ของสตรีอีกคนยื้อแย่งอีกหน
“ไม่ได้นะเจ้าคะของพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่านกิน”
เสียงตวาดดังลั่นอย่างคนเริ่มมีโทสะจากสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายตน มาพร้อมกับการใช้มือพยายามรวบตัวของบุรุษร่างกายสกปรกผู้นี้เอาไว้ให้อยู่ เพื่อไม่ให้หนีไปไหนไกล
แต่มีหรือคนอย่างจ้าวเสี่ยวหมิงจะยอมให้ถูกจัดการได้โดยง่าย เขาจึงเบี่ยงกายหลบฝ่ามืออวบใหญ่ของทั้งสองที่พยายามจะเข้ามาจับอย่างจ้าละหวั่น แล้วกระโดดขึ้นมายืนบนตั่งไม้ ก่อนจะชูหมั่นโถวในมือขึ้นมาตรงหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเพ่งมองไปยังของในมือตน สลับกับใบหน้ากลมใหญ่ไม่ต่างจากจันทร์เต็มดวงอย่างฉงน “ไม่ได้มีไว้ให้ข้ากินแล้วมีให้ผู้ใดกันล่ะ”
“หมั่นโถวจานนี้นายท่านเอาไว้ต้อนรับแขกนะเจ้าคะ”
‘อ๋อของตาเฒ่าหยางผู้นั้นสินะ’
ยามได้ยินดังนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันสบถขึ้นมาในใจ แล้วมองขนมในมือตนเองอีกหน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคออกไปด้วยท่าทีเริงร่า “ไม่เป็นไรหรอกน่าแค่ลูกสองลูก เงินในกระเป๋านายท่านของเจ้าคงไม่สะเทือนหรอกกระมัง” มือข้างหนึ่งโบกไปมา ก่อนจะฉวยจังหวะที่สตรีทั้งสองกำลังพลั้งเผลอยัดหมั่นโถวเข้าปากตน
สตรีอวบอ้วนคนหนึ่งก็ตวาดเสียงดังลั่น “เอ๊ะ คุณชายสามข้าบอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิเจ้าคะ” ก่อนจะปรี่เข้าไปหาหลิวมู่เหยียนที่ยืนอยู่บนตั่งไม้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทางดังกล่าวจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเบี่ยงกาย แล้วปล่อยหมั่นโถวอีกลูกในมือของตนให้ร่วงหล่นลงไปบนพื้นสกปรกอย่างไม่แยแส จากนั้นจึงทำทีเป็นส่งเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูก แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจ “ไม่เอาหมั่นโถวลูกนี้แล้วก็ได้”
เป็นเหตุให้สตรีร่างอวบอ้วนทั้งสองต้องรีบพาร่างกายอวบๆ เข้าไปตะครุบหมั่นโถวลูกดังกล่าวเอาไว้ ในยามนั้นเขาจึงฉวยจังหวะที่ทั้งสองนางมัวแต่ถลันเข้าไปตะครุบหมั่นโถวลูกดังกล่าว พุ่งเข้าไปคว้าหมั่นโถวลูกใหม่ในจานแทน ก่อนจะหนีขึ้นไปอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางเรือน แล้วจัดการยัดหมั่นโถวทั้งสองลูกเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยความรีบร้อนที่จะยัดเข้าปากตน รวมไปถึงไม่มีน้ำแกงคอยนำส่ง หมั่นโถวที่ทำมาจากแป้งแห้งๆ จึงติดคอเสียอย่างนั้น จะกลืนก็ไม่ได้ จะคายก็ไม่ออก ลมหายใจสะดุดอึดอัดจนมิอาจกลั้น ใบหน้าขาวซีดเริ่มเปลี่ยนเป็นประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวคล้ำ ก่อนจะรีบยกกำปั้นขึ้นมาทุบอกตนอย่างแรง หมายจะให้ของที่ติดอยู่ลำคอไหลลงกระเพาะไป
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะอย่างชอบใจของสตรีทั้งสองนางได้เป็นอย่างดี “ฮ่าฮ่าฮ่า บ่าวบอกท่านแล้วว่าอย่ากินอย่ากิน สุดท้ายก็จุกจนได้” ก่อนดวงตาเล็กหยีจะมองไปยังบุรุษหนุ่มด้วยความทุเรศปนสมเพชเสียเต็มประดา
เมื่อสบโอกาสสตรีนางหนึ่งจึงฉวยจังหวะที่จ้าวเสี่ยวหมิงพลาดท่า ปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่หมายจะจับเขามาลงโทษให้สาแก่ใจ ทว่าด้วยน้ำหนักตัวที่มีมากเกินไป เป็นเหตุให้โต๊ะไม้เก่าๆ สั่นคลอนไปมา เสียงไม้ลั่นดัง ‘เปรี๊ยะ’ ปริแตกแทรกเข้ามา
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงฉวยโอกาสในขณะที่ขาโต๊ะกำลังจะหัก กระโดดลงไปคว้าถ้วยเปล่า แล้วพุ่งตัวไปที่หน้าเตา ก่อนจะตักน้ำแกงร้อนๆ ในหม้อเคี่ยวลงถ้วยใบเล็กด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย เหลือทิ้งไว้เพียงสตรีร่างอวบอ้วนนั่งตัวสั่นอยู่บนโต๊ะไม้ที่โงนเงนไปมา และเพียงไม่นานขาไม้เก่าๆ ข้างนั้นก็หักลง ก่อนทุกอย่างจะพังครืนลงมา
จ้าวเสี่ยวหมิงเหลือบหางตามองไปยังร่างอวบอ้วนที่นอนเกลือกกลิ้งกับสำรับอาหาร เศษผักเศษเนื้อกระจายเกลื่อนกลาด เปรอะเปื้อนใบหน้ากลมใหญ่ราวกับหมูในคอก เสียงกรีดร้องโหยหวนเรียกให้บุรุษหนุ่มยกยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนจะหันไปสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตน
กลิ่นหอมพวยพุ่งแตะปลายจมูก เรียกให้จ้าวเสี่ยวหมิงผู้หิวโซและกระหายรีบซดน้ำแกงถ้วยนั้นจนลืมไปเสียสนิทว่ามันเพิ่งถูกตักออกมาจากหม้อเคี่ยวที่ร้อนดังไฟสุม ยามสัมผัสน้ำแกงสีใสเรียวลิ้นก็ถูกลวกเสียจนรู้สึกได้ถึงความร้อนแล่นฉิวไปทั่วร่างกาย
“ไอหยา...ร้อนๆ”
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถเสียงเบาอย่างมิพึงใจ พลางใช้มือข้างที่ว่างอยู่พัดปลายลิ้นที่ถูกลวกไปมา ก่อนจะผงกหัวขึ้นมาเป่าน้ำแกงถ้วยนั้นให้เย็นลง
ยามเมื่อน้ำแกงถ้วยนั้นหมดลง เขาจึงเหลือบหางตามองสตรีทั้งสองคนอีกหน ภาพที่เห็นในคลองจักษุ คือสตรีนางหนึ่งนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นกระดานจะลุกก็ลุกไม่ขึ้น ได้แต่ร้องโอดโอยอยู่เช่นนั้น ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังช่วยพยุงร่างอวบอ้วนที่กลิ้งหลุนๆ ให้ลุกขึ้นมาอย่างลำบาก
เมื่อได้เห็นภาพดังกล่าวริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะขอรับพี่สาวคนสวย” กล่าวจบก็หมุนกายกลับ ก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าประตู แต่ก็ไม่ลืมคว้าเอาหมั่นโถวอีกลูกหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือตน แล้วย่างเท้าออกไป
หลังออกมาจากโรงครัว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงยัดหมั่นโถวอีกลูกที่คว้าได้เมื่อครู่นี้เก็บไว้ในสาบเสื้อตน ทว่าเขาก้าวเท้าไปด้านหน้าได้ไม่เท่าไรก็มีเสียงกรีดร้องและความวุ่นวายไล่ตามหลังมา
บุรุษหนุ่มจึงเหลียวใบหน้าหันกลับไปมองยังด้านหลังอีกหน ภาพที่สะท้อนให้เห็นคือบ่าวรับใช้สองสามคนกำลังช่วยกันลากแม่ครัวที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่ในโรงครัวออกมาด้วยความลำบาก
ยามได้เห็นภาพดังกล่าว ริมฝีปากบางพลันยกยิ้มอย่างพึงใจ แล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ถ้าพวกเจ้าไม่หวงอาหารพวกนั้นกับข้า ก็ไม่มีทางเป็นเช่นนี้หรอกกระมัง”
สิ้นคำจ้าวเสี่ยวหมิงเยื้องย่างต่อไปตามทางเดินอย่างอารมณ์ดี เมื่อท้องอิ่มเรี่ยวแรงที่หดหายพลันกลับคืน ฝ่ามือมิได้สั่นระริกเฉกเช่นครั้งที่เข้ามาสิงสู่ในร่างนี้ใหม่ๆ เช่นนั้นแล้ว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงลองเดินลมปราณภายใน ก็ตระหนักได้ถึงการไหลเวียนที่น่าพึงใจ ถึงแม้กำลังกายจะยังมิสู้ดี แต่ทำได้เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอ
ขาทั้งสองข้างก้าวย่างไปด้านหน้าต่อด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ไม่ทันไรก็มาถึงเรือนนอนของหลิวมู่เหยียนตามคำบอกเล่าของเด็กชาย
ภาพตรงหน้าคือเรือนหลังเก่าสภาพทรุดโทรม มีเพียงเสาไม้ผุๆ ไม่กี่ต้นคอยค้ำจุนหลังคามิให้ร่วงหล่น ทุกๆ อย่างล้วนแลดูปราศจากการทำนุบำรุงมาอย่างยาวนาน
ตามผนังและเพดานอุดมไปด้วยคราบตะกรันสีดำคล้ำของเชื้อรา แน่นขนัดจนมิอาจหาเนื้อจริงของเนื้อไม้ได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว ในยามที่ก้าวเดินเข้าไปย่ำอยู่ภายในเรือนหลังนี้ กลิ่นเหม็นอับไม่พึงประสงค์ก็ลอยขึ้นมาปะทะเข้ากับปลายจมูกทุกครั้งยามสูดดม
“เรือนของเจ้าจะเก่าเกินไปหน่อยแล้วกระมัง”
จ้าวเสี่ยวหมิงบ่นอิดออดออกมาเบาๆ ในยามที่เห็นสภาพเรือนนอนของเจ้าของร่าง เขายืนนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่นานก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมาเท้าเอว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมาอย่างถ้วนถี่
สิ่งที่เห็นนอกจากเรือนโทรมๆ หลังนี้ ตามพื้นดินยังมีวัชพืชขึ้นอยู่มากมาย แต่แล้วสายตาพลันสะดุดตรงแปลงดอกโบตั๋นสีขาวกอใหญ่ กลิ่นหอมขจรฟุ้งมาถึงจุดที่ตนยืน และมีเพียงส่วนนี้เท่านั้นที่ถูกดูแลรักษาเป็นอย่างดี
แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอันใดต่อ ก็มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านข้างตน “คุณชายสามกลับมาแล้วรึขอรับ บ่าวเป็นห่วงแทบแย่ เมื่อวานเจ้าจูเล่ยใช้งานข้าจนไปดูแลท่านมิได้เลยขอรับ”
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงผินใบหน้ามองไปยังเสียงดังกล่าว ภาพที่เห็นมีเพียงบุรุษหนุ่มร่างกายผ่ายผอมผ่านลมหนาวมาราวสิบหกปี กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ข้างๆ ตน เด็กหนุ่มผู้นี้สวมอาภรณ์สีเทามอๆ ยับยู่ยี่ ใบหน้าขาวซีดมีรอยเขียวช้ำให้เห็นประปราย
เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงในร่างหลิวมู่เหยียน จึงเอ่ยออกไปว่า “เจ้า เอ่อ...” แต่ก็ต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ ด้วยเหตุที่ว่าตนเองนั้นไม่ได้รู้ชื่อของคนที่อยู่ในสกุล ความทรงจำในครั้งที่เจ้าของร่างนี้มีชีวิตอยู่ ก็มิได้ถูกถ่ายทอดให้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำ
และยามได้หวนคิดทีไรก็เป็นอันต้องเงยหน้าขึ้นไปบนท้องนภา แล้วส่งสายตาปะหลับปะเหลือกไปให้เสียอีกหน ก่อนจะบ่นออกมาแผ่วเบาอย่างลืมตน “เฮาหนี่จะส่งข้ามาทั้งที กลับไม่ให้ความทรงจำเก่าของร่างนี้ให้ข้ากลับมาด้วยเล่า”
ส่วนทางด้านของบ่าวรับใช้ เมื่อได้เห็นท่าทางที่แปลกประหลาดของผู้เป็นนาย ฉืออ้ายที่นั่งก้มหน้าอยู่ก็เป็นต้องเงยขึ้นมาสบมองบุรุษร่างกายผ่ายผอมที่อยู่ตรงหน้าตนอย่างมิอาจเข้าใจ เขาเอียงคอมองใบหน้าขาวซีดอยู่พักใหญ่ ก็เห็นเพียงคุณชายสามของสกุลกำลังมองกลับมาที่ตนเองด้วยท่าทีแปลกๆ มิอาจคาดเดา
ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่นพึมพำเบาๆ เหมือนคุยกับใครบางคนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา หรือจะเป็นเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นเข้าหากันสลับคลาย แล้วไหนจะตาที่หรี่ลงคล้ายกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ
จนฉืออ้ายมองหลิวมู่เหยียนก็อดคิดไม่ตกแล้วพึมพำออกมา “คุณชายสามเป็นอันใดเหตุใดจึงไม่เรียกชื่อข้า” ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายอีกเพียงหน
ภาพที่เห็นมีเพียงรอยเขียวช้ำที่ฝากฝังอยู่บนใบหน้าขาวซีดอยู่มากมาย ในใจพลันร้อนรุ่มวูบโหวงอย่างประหลาด โทสะในอกก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จนมือทั้งสองข้างกำแน่นสลับคลายอย่างลืมตน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคเสียงเบาออกมา “คุณชายสามเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ คนพวกนั้นทำอะไรท่านหรือไม่ขอรับ”
เมื่อยามได้เห็นท่าทางของบ่าวรับใช้ข้างกาย จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยออกไป “เจ้าชื่ออะไร” ก่อนจะสบมองใบหน้าขาวซีดของคนที่อยู่เบื้องหน้าตนอย่างใช้ความคิด
“ทะ…ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ เหตุใดท่านถึงจำชื่อบ่าวมิได้” ฉืออ้ายตอบกลับเสียงดังลั่นอย่างตกใจ ยามได้ยินคำเอ่ยจากปากของผู้เป็นนาย นัยน์ตาสีเทาสั่นระริกวูบไหวอย่างมิอาจเข้าใจในคำถามที่เอ่ยมา ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปเกาะขาหลิวมู่เหยียนไว้ด้วยอารมณ์ที่หวาดหวั่น แล้วกล่าวเสียงสั่นออกมา “คนพวกนั้นทำอันใดท่านบอกบ่าว…บอกบ่าวมานะขอรับ”
เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงถึงกับต้องรีบยอบกายลง แล้วเอามือตะครุบปิดริมฝีปากของบุรุษตรงหน้า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ เงียบหน่อยสิ ประเดี๋ยวใครได้ยินเข้าว่าข้าความจำไม่ดี ก็เอาไปโพนทะนากลั่นแกล้งข้าอีกปะไร” ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาไปมาอย่างระวัง แล้วเอ่ยเสียงเบาแทบจะกระซิบว่า “ข้าเพียงแต่ถูกพี่ชายซัดฝ่ามือใส่มาน่ะ หัวไปกระแทกกับผนังจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาความจำข้าเลยหลงๆ ลืมๆ อย่างที่เห็น”
ในครานั้นเองฉืออ้ายก็เบิกตาโพลงอย่างตกใจ ก่อนจะหันใบหน้าไปสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยแววตาสั่นระริกอยู่ภายใน ที่ตนนั้นมิสามารถปกป้องคนผู้นี้จากภยันตรายที่ย่างกรายเข้ามาได้แม้เพียงนิด
ทว่ายังไม่ทันที่ฉืออ้ายจะทำการอันใดต่อ จ้าวเสี่ยวหมิงก็เอ่ยออกมาเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ทีนี้เจ้าเข้าใจข้าหรือไม่เหตุใดข้าถึงถามเช่นนั้น” ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างราวกับว่าสิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นหาใช่เรื่องสำคัญอะไร
ไม่มีเสียงตอบรับจากบ่าวรับใช้ มีเพียงการพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงค่อยๆ คลายฝ่ามือที่ปิดริมฝีปากเอาไว้ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เอาล่ะทีนี้เจ้าบอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าชื่ออะไร”
“บ่าวชื่อฉืออ้ายขอรับ”
“เป็นชื่อที่ดี” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวลูกที่เก็บไว้ข้างในสาบเสื้อตนออกมายื่นให้ “อะข้าให้เจ้า” กล่าวเพียงแค่นั้น ก็หยัดกายลุกขึ้นยืน
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองรอบกายวูบหนึ่งก่อนย่างเท้าเข้าไปในเรือนของตน แต่ก็ไม่ลืมผินใบหน้าหันกลับมามองบุรุษหนุ่มผู้เป็นบ่าวรับใช้ ที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่ตรงเฉลียงอีกหน แล้วกล่าวออกมา “ประเดี๋ยวเจ้ากินเสร็จแล้วช่วยเตรียมน้ำให้ข้าที ข้าอยากอาบน้ำเสียหน่อย”
“ได้ขอรับ”
ฉืออ้ายเอ่ยรับคำอย่างดีใจ หลังจากเรียกคืนสติของตนกลับมาได้ ใบหน้าก็มีสีเรื่อขึ้นมาบางๆ เมื่อได้รับขนมจากผู้เป็นนาย จากนั้นจึงรีบยัดหมั่นโถวลูกใหญ่เข้าปากตน แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างไม่รั้งรอ สองขารีบก้าวเดินเข้าไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบภายในเรือน
หลังจากสั่งการบ่าวรับใช้แล้ว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดสายตาไปมาสำรวจภายในอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ไร้ซึ่งฟูกนอน กับข้าวของเครื่องใช้โทรมๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือหีบเก็บเสื้อผ้าก็มีสภาพทรุดโทรมไม่ต่างกัน ในใจรู้ได้ว่าคนผู้นี้ช่างทุกข์ยากลำบากมากเสียกว่าที่คิดไว้
“เจ้าทนทุกข์อยู่เช่นนี้มานับสิบหกปีได้อย่างไร นี่น่ะหรือคุณชายสามแห่งสกุลที่โด่งดัง” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ ยามได้เห็นความเป็นอยู่ของเจ้าของร่างที่แร้นแค้นเสียยิ่งกว่าคนรับใช้ในสกุล “ถ้าในอดีตข้ารู้เรื่องของเจ้าเร็วกว่านี้เสียหน่อย ชีวิตเจ้าคงได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่เอาเถอะจอมมารผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าในตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากเจ้าเท่าใดนัก”
กล่าวเพียงแค่นั้น เขาก็กวาดสายตาไปมา แล้วเดินไปยังหีบเสื้อผ้าที่ถูกวางอยู่ข้างๆ ผนัง ก่อนจะเปิดมันอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นมีเพียงเสื้อผ้าเปื่อยบอบบางเพียงไม่กี่ชุด กับบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกทำขึ้นด้วยแผ่นหวงจือ[1] เก่าๆ ถูกเก็บไว้ภายใน
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเลือกที่จะหยิบบันทึกเล่มดังกล่าวขึ้นมา แต่ทว่าพอเปิดออกมาก็เป็นอันต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอีกหนยามได้เห็นตัวอักษรที่ถูกคัดเอาไว้อยู่ภายใน
แผ่นหวงจือนั่นทั้งสกปรก บวมพองจากความชื้น และเต็มไปด้วยคราบเชื้อราสะสมทำให้ตัวอักษรต่างๆ ที่ถูกตวัดลงเสียหาย จึงมิอาจอ่านเป็นคำได้เลยสักตัว
บุรุษหนุ่มจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นอยู่นานแล้วสบถออกมาว่า “มารดาเถอะ ข้าอ่านลายมือของคนผู้นี้ไม่ออกเขาเขียนอะไรเอาไว้กัน” ก่อนจะวางบันทึกเล่มเก่าคร่ำคร่าลงไปในหีบตามเดิม
“คุณชายสามน้ำได้ที่แล้วขอรับ”
ทว่ายังไม่ทันที่จะทำการใดต่อ ฉืออ้ายก็ตะโกนขึ้นมาเสียก่อน จ้าวเสี่ยวหมิงเลิกสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “เช่นนั้นรึ ดียิ่ง” จากนั้นจึงเยื้องย่างไปยังแปลงดอกโบตั๋นที่อยู่ด้านนอกเรือน
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองแปลงดอกไม้ที่ควรคุ้นเคย เขาได้แต่นึกสงสัยว่าเหตุใดมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ถูกดูแลมาอย่างดี ให้ระลึกถึงดอกไม้ชนิดนี้ที่เคยออกดอกบานสีขาวสะพรั่งมากมายบนเขาเทียนหราน อันเป็นที่ตั้งของสำนักวิชาที่ตนนั้นเคยศึกษาเล่าเรียนเมื่อครั้งยังเยาว์วัยจึงมาปรากฏอยู่เรือนนี้ได้
แต่กระนั้นไม่ว่าจะขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสรุปกับตนเองอย่างมักง่ายว่าเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ จากนั้นยื่นมือไปเก็บดอกไม้สีขาวมาสามสี่ดอก ก่อนกลับเข้าไปด้านในโดยมิได้สนใจอีก
บุรุษหนุ่มเยื้องย่างไปยังถังอาบน้ำที่บ่าวรับใช้เตรียมไว้ให้ในท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ก่อนจะนำดอกไม้ที่เก็บมาได้โรยลงถังอาบน้ำ แล้วหันไปเอ่ยกับบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ กาย ด้วยน้ำเสียงเริงร่า “ประเดี๋ยวเจ้าช่วยสางผมหาเหาให้ข้าที”
“ขอรับ”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาเบาๆ ยามที่ตนนั้นกำลังหย่อนกายลงในถังน้ำที่มีไอร้อนพวกพุ่งออกมาบางๆ บุรุษหนุ่มเอนหลังแนบกับถังใบใหญ่ แล้วเงยหน้าเอาศีรษะพาดกับขอบถัง เพื่อให้บ่าวรับใช้ช่วยสางผมง่ายขึ้นอีกนิด
หลังจากที่ร่างหลิวมู่เหยียนนั่งลงไปในถังน้ำเพียงครู่เดียว มือข้างหนึ่งของบ่าวจึงค่อยๆ ใช้หวีสางเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวกระเซิงยุ่งเหยิงของผู้เป็นนายอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานฉืออ้ายก็เอ่ยออกมาเบาๆ ว่า “คุณชายสามข้าหาได้ตัวหนึ่งแล้วขอรับ” ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่หยิบสัตว์ดูดเลือดตัวน้อยออกมาจากหนังศีรษะของคนตรงหน้าอย่างเบามือ “ให้ข้าฆ่ามันทิ้งเลยไหมขอรับ”
“ฆ่ามันทิ้งเสียสิเจ้าจะเก็บมันไว้ดูดเลือดเจ้าหรืออย่างไร”
“ได้ขอรับ”
กล่าวจบฉืออ้ายก็ค่อยๆ บรรจงวางสัตว์ตัวน้อยลงบนขอบถังไม้อย่างเบามือ ก่อนจะใช้เล็บมือเตรียมบดขยี้มันลงไป ทว่ายังมิทันที่จะได้ทำอันใดกับสัตว์ตัวเล็กดูดเลือดดี เจ้าเหาตัวน้อยก็พลันกระโดดหนีขึ้นมาบนศีรษะของตนเสียอย่างนั้น
บุรุษหนุ่มพยายามเบี่ยงศีรษะหนีอย่างสุดกำลัง เขาใช้มือปัดป้องไปมาแต่ก็มิอาจหลบพ้นไปได้ จนเป็นเหตุให้เหาตัวนั้นกระโดดขึ้นมาหลบภัยอยู่บนศีรษะเขาแทน
ในครานั้นฉืออ้ายจึงโพล่งเสียงสั่นอย่างตกใจ “คุณชายขอรับเหามันกระโดดใส่หัวบ่าวแล้วขอรับ” สองขาวิ่งพล่านไปมาขวักไขว่ ในใจกู่ร้องว่าแย่แล้ว ก่อนใช้มือทั้งสองข้างขึ้นมาสางผมตนอย่างลืมตัว “บ่าวควรทำเช่นไรดีขอรับคุณชายสาม มันขึ้นมาอยู่บนหัวบ่าวแล้วขอรับ”
ยามได้เห็นกิริยาของคนรับใช้ที่กระทำออกมาอย่างเกินพอดี จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสบถเบาๆ “ให้มันได้อย่างนี้สิ” ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองบุรุษที่อยู่ด้านหลัง พลันกลอกสายตาขึ้นลงอยู่สองครั้งอย่างระอา แล้วเอ่ยออกมาว่า “ประเดี๋ยวเจ้าไปหาอะไรมาคลุมผมเจ้าเสีย แล้วพอหาให้ข้าเสร็จ เจ้าค่อยไปเอาชู่[2] มาหมักผมเจ้าไว้”
“บ่าวจะไม่เป็นเหาจริงๆ นะขอรับ”
“ไม่เป็นหรอกน่า ถ้าเจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วยังไม่หายข้าจะช่วยเจ้าหาเอง” จ้าวเสี่ยวหมิงตอบกลับเสียงเข้ม แล้วส่ายศีรษะไปมาอย่างระอายามได้เห็นท่าทางที่ตื่นกลัวของบ่าวรับใช้ข้างกายตน “แล้วก็มาหาให้ข้าต่อเสีย อย่าได้ช้า เวลาไม่คอยท่า”
“ดะ...ได้ขอรับ” กล่าวจบฉืออ้ายก็ทำการสางผมให้ผู้เป็นนายต่อไปอย่างเบามือ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงของน้ำในถังยังคงดังกระทบผิวกายเป็นระลอกๆ จ้าวเสี่ยวหมิงไล่สายตามองดูเรือนร่างตนอีกหน แม้จะมีรอยฟกช้ำมากพอดู แต่ผิวกายของหลิวมู่เหยียนผู้นี้นั้น กลับเนียนละเอียดยิ่งกว่าอิสตรี
ผิวขาวซีดราวซากศพ เหมือนไม่เคยผ่านม่านแดดมานานแรมปี ไร้ความสดใสและความเข้มแข็งของบุรุษเพศอย่างสิ้นเชิง ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันทอดถอนใจอย่างระอากับร่างใหม่ที่ตนได้รับมาในยามนี้ ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาได้คล้ายกับร่างเก่าตน
ในร่างเก่านั้นแม้จะไม่ได้หล่อเหลาปานเทพบุตร หรือขึ้นชื่อว่ารูปงามเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า[3] แต่ตัวตนของเขาก็หาใช่บุรุษหน้าตาอัปลักษณ์ที่ผู้คนจะมาดูแคลนได้เสียเมื่อไร ใบหน้าได้รูปหล่อเหลาคมคาย ซ้ำยังร่างกายที่สมส่วนดุจชายชาตรี ไม่ว่าไปแห่งหนไหนก็มีสตรีมากมายต่างหมายปอง
แล้วดูข้าตอนนี้สิสภาพน่าสมเพชยิ่งกว่าอะไรดี นี่น่ะหรือจอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า
จ้าวเสี่ยวหมิงผรุสวาทในใจอย่างนึกขันกับสิ่งที่ตนได้รับมาในยามนี้ ไม่ว่าจะร่างกายบอบบางเสียยิ่งกว่าอิสตรี ไหนจะที่ไม่อาจใช้พลังปราณมากมายได้ในคราเดียว แถมยังมีกำลังกายที่แม้แต่ลมหวนเบาๆ ก็อาจจะโดนเป่ากระเด็น
ท้ายที่สุดจ้าวเสี่ยวหมิงก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไป “ฉืออ้าย”
“ขอรับคุณชายสาม”
“ในอดีตข้าเคยฝึกวรยุทธ์หรือไม่ เหตุใดร่างกายข้าถึงได้กลายเป็นเช่นนี้”
“ท่านเคยฝึกยุทธ์อยู่ขอรับตั้งแต่สมัยอายุได้สามขวบปี” ฉืออ้ายเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ยามได้ยินคำถามที่คนตรงหน้ามิเคยเอ่ยออกมา มือที่ใช้สางผมพลันสั่นระริกไปมาอย่างมิอาจควบคุม “แต่พอมารดาของท่านจากไปทุกๆ อย่างก็เปลี่ยนไปขอรับ หนำซ้ำท่านยังโดนโจรถ่อยที่ลอบเข้ามาในเรือนตอนหลังมารดาท่านสิ้นไปไม่นานทำร้ายทะลวงจุดรวมลมปราณจนมิอาจรวมตันเถียนได้อย่างเช่นเดิมน่ะขอรับ”
“มารดาข้าจากไปตั้งแต่เมื่อไรหรือ”
“ตอนท่านอายุได้ห้าขวบปีขอรับ นางสิ้นใจเพราะ...เพราะ...” คำพูดของฉืออ้ายพลันสะดุดอยู่ตรงนั้นและน้ำเสียงก็ค่อยๆหายลงไปในลำคอ
เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมออกมา “มารดาข้าสิ้นเพราะเหตุใดฉืออ้ายพูดออกมาให้หมด” เขาหันกายไปเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ด้านหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาสีเทาที่สั่นระริกและอ่อนกำลัง ก่อนจะเอ่ยเสียงดังออกไปอีกเพียงครั้งเพื่อย้ำคำถามที่เอ่ยไป “ข้าบอกให้เจ้าพูดมิได้ยินหรือฉืออ้าย”
“มารดาของท่านสิ้นใจเพราะถูกตีจนตาย เหตุเกิดจากไป๋หลิวกับพ่อบ้านชูอ้างว่าเห็นมารดาของท่านคบชู้สมสู่ชายขอรับ”
“แล้วท่านพ่อก็เชื่อพวกเขาเช่นนั้นรึ”
“ในคราแรกนายท่านหาได้เชื่อเรื่องพวกนี้ไม่ แต่มีอยู่วันหนึ่งที่นายท่านเห็นเหมยอี๋เหนียงลักลอบคุยกับชายอื่นขอรับ พอนำตัวมาสอบสวนเหมยอี๋เหนียงก็เอาแต่เงียบมิยอมเอ่ยถึงชายผู้นั้นเลย นายท่านพลันบันดาลโทสะจึงสั่งโบยร้อยไม้ขอรับ หลังจากนั้นเหมยอี๋เหนียงก็นอนซมเพราะพิษไข้และสิ้นใจตายขอรับ” ฉืออ้ายกล่าวเสียงสั่น เขาก้มใบหน้าลงซ่อนสีหน้ายากจะกล่าวของตน มือทั้งสองกำแน่นสลับคลายอย่างมิพอใจ แล้วเอ่ยออกมา “แต่ข้าไม่มีทางเชื่อแน่ขอรับ สตรีที่รักนายท่านอย่างหมดหัวใจและอ่อนโยนถึงเพียงนั้น ทั้งยังคอยทำธุระทุกอย่างให้ลับๆ แบบมิเคยขอสิ่งใดตอบแทน แล้วสตรีอย่างนางจะมีชายอื่นได้อย่างไรเล่าขอรับ”
“เช่นนั้นหรอกรึมิน่าล่ะผู้คนถึงได้รังเกียจข้าผู้นี้นักหนา” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าอาบน้ำพอแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าช่วยเตรียมชุดให้ข้าด้วย”
“ขอรับ” ฉืออ้ายเอ่ยรับคำ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมายืนอีกหน มือทั้งสองข้างปาดหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยออกมาด้วยความคับแค้นใจอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปยังหีบเก่าๆ ในเรือนนอน
“คุณชายสาม”
ทว่าในขณะที่จ้าวเสี่ยวหมิงกำลังแต่งกายอยู่นั้น ก็มีเสียงของบุรุษวัยกลางคนดังแทรกเข้ามาเสียก่อน ก่อนเจ้าของเสียงดังกล่าวจะเดินเข้ามาในเรือนอย่างคนไร้มารยาท
ชายผู้นี้สวมใส่แพรพรรณสีเทาเข้มแม้จะมิอาจเทียบกับบรรดาคุณชายในสกุลนี้ได้แต่ก็ถือว่าเป็นผ้าเนื้อดี จ้าวเสี่ยวหมิงจึงคาดว่าคนผู้นี้คงจะรั้งตำแหน่งพ่อบ้านในสกุลนี้อย่างมิต้องคาดเดาให้เสียกำลัง
เมื่อย่างเท้าเข้ามา นัยน์ตาสีดำขลับคมปลาบทอประกายก็มองมาที่จ้าวเสี่ยวหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยาบคาย แล้วเอ่ยเสียงเรียบออกมา “นายท่านเรียกท่านไปพบ”
สิ้นเสียงของบุรุษวัยกลางคน แม้จะดูคล้ายมิมีอะไรอยู่ภายใน แต่คนอย่างจ้าวเสี่ยวหมิงมีหรือจะแยกไม่ออกว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างแจ่มชัดเพียงใด
บุรุษร่างกายซูบผอมจึงเอ่ยเสียงเย็นโต้ตอบกลับไป “เช่นนั้นรึ” ก่อนเจ้าตัวจะจ้องเขม็งมองไปยังร่างของผู้บุกรุกเข้ามาในเรือนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างดูแคลนเฉกเช่นเดียวกัน “สักประเดี๋ยวข้าจะเข้าไป”
เป็นเหตุให้พ่อบ้านชู ชูเจียหง ใบหน้าพลันหม่นคล้ำลงหลายส่วนอย่างมิใคร่พอใจ ยามได้เห็นกิริยาที่หลิวมู่เหยียนปฏิบัติต่อหน้า เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิอาจระงับโทสะในใจว่า “บังอาจนักเจ้าเป็นใครแล้วข้าเป็นใคร เหตุใดทำตัวสามหาวเช่นนี้”
“ข้าเป็นใครแล้วเจ้าเป็นใคร ไยท่านถึงได้ถามข้าเช่นนี้เล่าท่านพ่อบ้าน” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยทวนประโยคเสียงเย็นแล้วแค่นหัวเราะอย่างบางเบากับคำถามของบุรุษตรงหน้า จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบออกมา “เจ้าไม่มีตามองรึอย่างไร ถึงมองไม่เห็นว่าข้าคือใครแล้วเจ้าคือใคร”
“สามหาวนัก”
“เช่นนั้นรึ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มเหมือนไม่ยิ้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพลันสว่างวาบขึ้นมาครู่เดียว แล้วปรายหางตามองไปยังชูเจียหงด้วยฉายแววมิใคร่พอใจ “เจ้าก็รู้ดีนี่ว่าข้านั้นสามหาว แล้วเจ้าจะมาเอ่ยทวนประโยคซ้ำๆ ด้วยเหตุใดเล่า”
“นี่เจ้า”
“หุบปาก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างใจเย็น นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งไปยังพ่อบ้านมิมีคลาย รังสีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวของหลิวมู่เหยียนอย่างมิอาจควบคุมได้ สองขาก้าวเข้าไปใกล้บุรุษวัยกลางคนด้วยท่าทีที่คุกคามเป็นเหตุให้คนถูกสายตานั้นเล่นงานพลันเข่าอ่อนอย่างมิรู้ที่มา เหงื่อกาฬไหลซึมตามหน้าผากและไรผม ก่อนจะก้าวถอยหลังราวกับถูกคุกคามอย่างลืมตัว
“อย่าเข้ามานะ คอยดูเถอะเจ้าทำเช่นนี้กับข้าเจ้าได้โดนโบยเป็นแน่”
“แล้วข้าจะรอ” กล่าวจบบุรุษหนุ่มสะบัดแขนเสื้อแล้วย่างเท้ากลับมาด้านใน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบออกไป “ฉืออ้ายส่งแขก”
“ได้ขอรับ” ฉืออ้ายรับคำเสียงเบา ก่อนจะย่างเท้าไปทำหน้าที่ของตนด้วยสีหน้ามิสู้ดี
[1] แผ่นหวงจือ 黄纸 คือกระดาษเหลือง กระดาษที่คนจีนสมัยโบราณใช้เขียนตำราหรือจดบันทึกต่างๆ นั้น สีของกระดาษได้มาจากการย้อมด้วยน้ำคั้นจากต้นหวงป้อ黄檗 (หรือหวงไป่ 黄柏) พืชสมุนไพรจีนที่ให้สีเหลือง และน้ำคั้นมีคุณสมบัติสำคัญในการป้องกันแมลงกัดแทะกระดาษ
[2]ชู่ (醋) คือน้ำส้มสายชูจีนที่มีอดีตมายาวนาน ในบันทึกวิชาการ ฉีหมินเย่าซู(齊民要術)ได้กล่าวไว้ถึงน้ำส้มสายชูจีนและได้บันทึกขั้นตอนของการหมักน้ำส้มสายชูอย่างละเอียด ตามข้อมูลประวัติศาสตร์ซานซีเป็นแหล่งกำเนิดของการหมักน้ำส้มสายชูของจีน จึงเป็นที่น่าเข้าใจได้ว่าน้ำส้มสายชูนี้ คำว่า “น้ำส้ม” มาจากรสชาติที่เปรี้ยว และคำว่า “สายชู” น่าจะมาจากแหล่งกำเนิดคือ “ซานซี” หรือ “ซานชู่” จนมาเป็นคำว่า “น้ำส้มซานชู่” หรือ น้ำส้มสายชูนั่นเอง
[3]แม้ไม่ได้ฉายางามหนึ่งในใต้หล้า แต่จ้าวเสี่ยวหมิงเดิมเคยถูกขนานนามว่าบุรุษโลหิต เพราะเดินทางไปไหนก็เกิดเหตุหญิงสาวเลือดกำเดาไหลที่นั่น มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายเป็นที่ห้าในยุทภพ มีเรือนกายสมส่วนองอาจสมชายและเป็นที่หมายปองของสตรีน้อยใหญ่ในใต้หล้า
ปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ
35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ
ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท