로그인รอยยิ้มของวังหลวงแคว้นซี คือองค์ชายสิบที่ถูกถวายตัวเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นที่เรืองอำนาจอย่างแคว้นเหยา ส่งมอบมาให้สวามิภักดิ์แด่องค์รัชทายาท ‘หวังซีเอ่อ’ เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม แต่มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่ารอยยิ้มของ ‘อู๋เสี่ยวหวา' นั้นมีให้องค์รัชทายาทเพียงผู้เดียวเท่านั้น ท่ามกลางวันเวลาอันแสนสงบสุข ฮ่องเต้กลับสละราชบัลลังก์ ส่งไม้ต่อยกตำแหน่งให้หวังซีเอ่อก้าวขึ้นรับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบนับแต่ขึ้นครองราชย์ ซีเอ่อตั้งปณิธานว่าจะครองแผ่นดินโดยความชอบธรรม แต่เมื่อพรหมลิขิตให้พระชายาองค์ชายต่างแคว้นเข้ามามีอิทธิพลในการตัดสินใจต่าง ๆ จึงถูกตราหน้าข้อหาเป็นกบฏถึงขั้นประหารชีวิตโดยไร้ความเป็นธรรมในการไต่สวน ตาชั่งเมตตาธรรมอันเด็ดเดี่ยวของหวังซีเอ่อก็เริ่มเอนเอียงทันที
더 보기ส่วนผู้บัญชาการทางทหารส่วนใหญ่หลุบตาก้มหน้า ไม่กล้ามองหน้าจงถานไถหมิง คนที่พวกเขาเคารพรัก ช่างน่าผิดหวัง ไม่รู้จะเอาหน้าไปสู้ยังไง หลังจากนิ่งเงียบครู่หนึ่ง หวังซีเอ่อจึงสอบถามความคิดเห็นของจงถานไถหมิงสหายเก่าโดยระมัดระวังยิ่งหลังจากรู้ว่า‘จงถานไถหมิงไตร่ตรองการก่อกบฏครั้งนี้มาดีแล้ว มิอาจโต้แย้งหาข้อแก้ต่างให้รอดได้อีก’จึงเห็นด้วยกับพวกเขา พระราชทานโทษประหารเก้าชั่วโคตร ผู้ที่กระทำผิดน้อยกว่าก็ถอดถอนเป็นสามัญชน รวมทั้งเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อแซ่เดิม จงถานไถหมิงคิดว่าคำถามของฮ่องเต้เกินความจำเป็นบางส่วน นับแต่อัครเสนาบดีว่าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ตามแต่โบราณมา“การจะตัดสินโทษผู้ใด มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่ต้องตัดสินใจเอง กษัตริย์ทรงต้องเด็ดเดี่ยวไม่เอนเอียง คำสั่งกษัตริย์ถือว่าเป็นที่หนึ่ง ตรัสแล้วไม่สามารถคืนคำ...” หวังซีเอ่อเพียงยิ้มกล่าวต่อ“แม่ทัพใหญ่จงกล่าวถูกต้อง” หวังซีเอ่อแสดงชัดว่าเห็นพ้องต่อคําพูดของจงถานไถหมิง “ในใจข้ามีข้อสงสัย ขอท่านแม่ทัพตอบอธิบาย”“ฝ่าบาทโปรดตรัส”“ถ้าเจ้าต้องโทษประหารตัดหัวเสียบประจาน แล้วฮองเฮาของเจ้า อยากให้นางตายตามไปหรือไม่”“ไม่พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมขอบัง
พิธีสถาปนาราชวงศ์ใหม่ถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เหล่าขุนนางทุกฝ่ายแต่งกายจัดเต็มพิธีการ ประชาราษฎร์ทุกคนต่างมายืนล้อมนอกวังหลวงเพื่อชมการแต่งตั้งฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ใหม่ โดยมีจวิ้นอ๋องเฒ่าไห่หมิงหรา และ พระชายาไป๋ฟานเหนียนเป็นผู้ใหญ่นำพิธีการเวลาฤกษ์มงคลถูกจัดขึ้นในเวลาเที่ยงวัน พระอาทิตย์เลยดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษ พิธีดูเหมือนจะไปได้ดี แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะเกิดการปฏิวัติขึ้น หวังซีเอ่อและอู๋เสี่ยวหวานั้นมาถึงแคว้นเหยาชุนแล้ว โดยมีชินอ๋องจูไปรับที่ท่าเรือเมืองควานเหลียง และได้รับกองกำลังสนับสนุนจากใต้เท้าเฉินมาช่วยเสริมทัพพร้อมกับทหารแคว้นซีเป่ยจำนวนหนึ่ง เพื่อหวนคืนสู่บัลลังก์อันชอบธรรมเมื่อกำลังจะถึงเวลาที่จงถานไถหมิงและเจียวหวงกำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรในฐานะฮ่องเต้และฮองเฮาก็ต้องหยุดชะงัก เป็นเสียงของขันทีผู้หนึ่ง เป็นเสี่ยวสี่จื่อที่หายตัวไปตั้งแต่เช้ามืดและจงถานไถหมิงตามหาไม่พบ บัดนี้ได้เห็นเขาล้มลุกคลุกคลานกลิ้งมาหลุน ๆ จนหยุดตรงหน้าราชพิธี“เป็นบ่าวทำไม่ถูก! บ่าวสมควรตาย!” เสี่ยวสี่จื่อคุกเข่ากับพื้น เป็นแส้หนังที่หวดขึ้นเหนือหัวของอู๋เสี่ยวหวาที่กระทำอุกอาจลงแส้เฆี
“หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกจากกัน แต่อีกฝ่ายนั้นชอบอีกฝ่าย” จงถานไถหมิงเสริมอีกหนึ่งประโยค“เป็นความชอบแบบที่เหมือนบุรุษชอบรักสตรี”“อึ้ก! แค่กแค่ก!” เจียวหวงสําลัก จงถานไถหมิงยังไม่เคยเห็นเจียวหวงหลุดกิริยามาก่อนผุดลุกขึ้น ให้ฮวาหลันหยิบผ้าเช็ดหน้ามา“ไม่...ไม่ต้อง” เจียวหวงยังคงหอบหน้าแดงก่ำ ฝึกกระบี่เมื่อครู่ยังไม่หายใจรวนขนาดนี้เลยนะ“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเจียวหวง” จงถานไถหมิงถามอย่างเป็นห่วง “สําลักผลไม้ตากแห้งงั้นหรือ”“เปล่าเจ้าค่ะ แค่ตกใจ ท่านแม่ทัพยกเรื่องความรักบุรุษสตรีขึ้นมา เสวนาถือว่าแปลกเจ้าค่ะ”แม้เจียวหวงรู้ว่าต้องมีสักวันที่จงถานไถหมิงรู้จักสิ่งเหล่านี้ วันหนึ่งที่เขาเข้าใจ ‘ความรัก’ นั่นเท่ากับเกิดใจหวั่นไหวกับใครสักคน ทว่าเจียวหวงไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ จงถานไถหมิงแสดงท่าทีแบบรู้แจ้งแก่ใจ ทั้งยังปลอบเจียวหวง“หวงเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย เบื้อใบ้ไปชั่วขณะ หรือเจ้ามองข้าผิดไป” เจียวหวงรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของจงถานไถหมิงเปลี่ยนจากบุรุษเย็นชาหาสนใจใคร่รักสตรีรูปงามโดดเด่น ส่วนตัวเขานั้นไม่เพียงแต่เคยสู้รบยังคุ้นเคยไปมาหาสู่กับชาวยุทธ์ จงถานไถหมิงจึงรู้จักเรื่องพวกนั้นนา
โคมไฟสว่างไสวแขวนห้อยสูง แสงเทียนเหลืองแกมส้มให้แสงสว่างครอบคลุมลานสวนของตำหนักสนมเสียนเฟยประหนึ่งม่านโปร่งสีเหลืองคฤหาสน์แห่งนี้ห่างจากวังหลวงจะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล สวนและสิ่งก่อสร้างลอกเลียนรูปแบบซูรวมมียี่สิบห้องพัก หลังคาเชิงชายกิเลนทองสัมฤทธิ์กระดกเชิดสูงเป็นสัญลักษณ์แทนความรุ่งโรจน์รุ่งเรือง เมื่อสายลมยามค่ำโชยแผ่วยังสามารถได้ยินเสียงกระดิ่งลมด้านล่างชายคาดังเสนาะเพราะพริ้งชวนให้สดชื่นรื่นใจจะมีต้นไม้เยอะมากกว่าตำหนักอื่นเป็นพิเศษโดยเฉพาะต้นกุ้ยเหม่ยขวับ!เสียงคมกระบี่แหวกลมเด็ดขาดว่องไว เกิดประกายแสงทองจุดเล็กพร่างตาประหนึ่งดาราทองจํานวนนับไม่ถ้วนกะพริบวิบวับกลางท้องนภายามราตรี พร้อมกันนั้นร่างผู้ถือกระบี่เหินแฉลบวนเวียนในสวนเบาดุจนกนางแอ่น“เจียวหวง เจ้าอยู่นี่เอง”เสียงเรียกอันคุ้นเคยจู่ ๆ ก็ดังขึ้นมา ทําให้การร่ายกระบี่สะดุดหยุดชั่วขณะ เจียวหวงพลิกตัวลงจากบนหลังคามาอยู่ข้างหน้าคนผู้นั้นอย่างแผ่วเบา“ฝ่าบาท?! ทรงมาได้อย่างไรเพคะ” นี่เป็นครั้งที่สองอีกฝ่ายมาเยือนตำหนักเหม่ยกุ้ยของนาง เจียวหวงแปลกใจพอสมควรคุกเข่าลงเสียงดังตุบ“สนมเสียนเฟยน้อมรับเสด็จ ขอทรงพระเจร
อาจจะรู้สึกผิดที่ต้องให้ฮองเฮามานอนในที่ทุรกันดาร ในถ้ำที่อับชื้นเพียงมีกองไฟที่ให้ความอบอุ่น พอประทังไม่ให้อู๋เสี่ยวหวาล้มป่วยได้ หลังการขอคืนดี ทั้งสองคนกลับมาปรองดองรักกันดั่งเดิม หวังซีเอ่อก็ได้วางแผนจะกลับแคว้นเหยาเพื่อทวงคืนบัลลังก์ของเขาคืนจากไห่หมิงหราจวิ้นอ๋อง มารเฒ่าที่กล้ายึดครองอำนาจ แล
“อ๊ะ ๆ อ๊าาาาาา!!”ท่ามกลางเสียงพิรุณที่โหมกระหน่ำ ค่ำคืนนี้ยังไม่จบลง อู๋เสี่ยวหวามัวเมาในการขับเคลื่อนอันเต็มไปด้วยท่วงทำนอง หวังซีเอ่อถอนออกฉับพลันกว่าครึ่ง อู๋เสี่ยวหวายังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรตัวก็ถูกยกลอย มือทั้งสองของหวังซีเอ่อจับเอวของเขาไว้มั่น หันร่างบอบบางกลับมา เปลี่ยนท่าเป็นเผชิญหน้าก
“ฮองเฮา...ผ่อนคลายอีกหน่อย ชิบ... แน่นจริง!” หวังซีเอ่อขมวดคิ้วพรมจูบคอของอู๋เสี่ยวหวาเป็นเชิงปลอบพลางอดกลั้นต่อความรู้สึกตื่นเต้นจากการถูกรัดแน่น พร้อมทั้งค่อย ๆ ดันเข้าอย่างเชื่องช้าเป็นอย่างมาก“ฮือ...ท่านพี่...ยัง...ยังไม่ได้อีกหรือ? มันแข็ง เจ็บจัง...อ๊ะ!” อู๋เสี่ยวหวาแกว่งเท้าสองสามที แต่เพรา
อู๋เสี่ยวหวาตากฝนจนเปียกโชก เงยหน้าท้าทายอำนาจอย่างโกรธแค้น ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ถูกใส่ความ คนรักก็ตามืดบอดโง่เขลาไร้ปัญญา เชื่อได้กระทั่งหลักฐานปลอมที่จัดฉากใส่ร้ายเขา อู๋เสี่ยวหวาไม่ยอมรับตะเบ็งเสียงสาปแช่งหวังซีเอ่อที่โง่เกินจะบรรยาย พูดแข่งกับเสียงสายพิรุณที่ตกกรรโชก มองหน้าของคนรักที่หักหลังไม





