หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทาง
เป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดง
ความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม
“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้า
ทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัว
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เพื่อให้ตนสามารถเดินไปเสมอกับบุรุษผู้สวมแพรพรรณสีขาวเนื้อดีที่จ้ำเท้าพรวดๆ เยื้องย่างนำอยู่ด้านหน้าตน แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล “ไร้ซึ่งเสียงแม้กระทั่งสัตว์น้อยใหญ่ที่ควรมีเช่นนี้ ท่านมิรู้สึกว่ามันประหลาดบ้างหรือขอรับ”
“…”
ไร้เสียงตอบกลับมาจากบุรุษผู้สวมแพรพรรณสีขาวเนื้อดี มีเพียงนัยน์ตาสีดำสนิทเพ่งมองไปยังด้านหน้าอย่างมิอาจคาดเดา ก่อนเจ้าตัวจะยกฝ่ามือขึ้นมาเพียงข้างแล้วชะงักงันฝีเท้าไว้เพียงแค่นั้น จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังด้านหน้าท่ามกลางความมืดมิดโดยมิเอ่ยอะไรออกมาแม้เพียงครึ่งคำ
เมื่อเห็นดังนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงมองออกไปตามนิ้วชี้ของหยางหยุนเหลียง ภาพที่เห็นในคลองจักษุคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล บรรยากาศชวนอึดอัดน่าวิงเวียนเสียนี่กระไร ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า เป็นเหตุให้รับรู้ได้ถึงความกดดันบางอย่างแทรกผ่านเข้ามา
เขาพึงตระหนักได้อย่างทันท่วงทีว่า ความผิดแปลกที่บังเกิดขึ้นมานั้น คงมาจากหมู่บ้านข้างหน้านี้อย่างไม่ต้องคาดเดา เมื่อคิดได้เช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงหันใบหน้าไปสบมองสหายร่วมเดินทางข้างกาย แล้วเอ่ยเสียงเบาออกมา “ท่านว่าอย่างไรเล่า”
“วันนี้ไม่มีที่พักที่ไหนแล้ว คงต้องหาโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านนั้นพักสักคืน”
“พี่สามหยางแน่ใจแล้วหรือขอรับ ว่าจะย่างเท้าเข้าไปในค่ำคืนนี้จริงๆ”
“เรื่องนั้นข้าย่อมรู้สึกได้ไม่ต่างจากเจ้า” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเรียบ แล้วผินใบหน้าหันไปสบมองคนข้างกายด้วยแววตาเรียบเฉยอย่างรู้ทันว่าสิ่งที่ตนสัมผัสได้นั้นหลิวมู่เหยียนดรุณน้อยผู้นี้ก็รับรู้ได้ไม่ด้อยไปกว่าเขา ก่อนจะกล่าวเสียงเบาแบบสงวนท่าที “แต่ถ้าหากเราไม่เข้าไปที่นั่นแล้วจัดการทุกอย่างให้สิ้นเสีย เกรงว่าทั้งข้าและเจ้าคงจักต้องตายอย่างอนาถอยู่ในห้วงมิตินี้เสียแล้วกระมัง”
เห…เจ้าหนูผู้นี้จิตสัมผัสไวเช่นนี้เชียวรึ จริงๆ แล้วเจ้าหนูผู้นี้มิใช่ฝึกตบะฌานได้ระดับสามหรอกหรืออย่างไร น่าสนใจ... น่าสนใจยิ่งนัก
จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยชื่นชมในใจ เขาสบมองใบหน้าบุรุษข้างกายด้วยแววตาเป็นประกาย เมื่อพบเจอผู้ที่มีความสามารถมากกว่าระดับตบะฌานและมีพลังปราณอยู่เหนือกว่าระดับที่ฝึกฝน ช่างยาวนานเหลือเกินที่เขามิได้พบปะผู้คนที่ซ่อนคมในฝักเฉกเช่นบุรุษข้างกาย เขาจึงเผลอยกยิ้มอย่างพึงใจก่อนจะกล่าวออกไปว่า “หากเป็นเช่นนั้น ก็สุดแล้วแต่พี่สามหยางจะจัดการเถอะขอรับ”
สิ้นเสียงของหลิวมู่เหยียน ทั้งสองจึงย่างเท้าเข้าไปยังหมู่บ้านด้านหน้าอย่างไม่เร่งร้อน ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็เดินมาถึงหน้าหมู่บ้านพอดิบพอดี กลิ่นคลื่นเหียนแปลกประหลาดปะทะเข้าจมูกแบบทันท่วงที จนจ้าวเสี่ยวหมิงรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเสียอย่างนั้น เขาจึงกวาดสายตาไปมาอย่างระวัง แต่ก็ยังมิเห็นมีสิ่งใดที่ผิดแปลกไป
เมื่อก้าวย่างเข้ามาด้านในของหมู่บ้าน ภาพที่เห็นคือผู้คนมากมายเดินกันให้ขวักไขว่ สีหน้าซีดเซียวราวกับซากศพเดินได้ ไม่มีผู้ใดเปล่งเสียงหรือพูดคุยกันแม้เพียงครึ่งคำ
หยางหยุนเหลียงชะงักฝีเท้าแล้วกวาดตาไปมาเพียงครู่เดียวก็ย่างเท้าต่อไป ทั้งสองเยื้องย่างมาถึงเกือบท้ายหมู่บ้านก็พบกับโรงเตี๊ยมเล็กๆ สภาพกลางเก่ากลางใหม่ตั้งอยู่ ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของผู้คนภายใน
จ้าวเสี่ยวหมิงกวาดตามองโดยรอบเคหสถานแห่งนี้ไปมา ก่อนจะตัดสินใจเยื้องย่างเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นในคลองจักษุชวนให้อดีตจอมมารเช่นเขาถึงกับขนลุกชัน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกโพลงอย่างตกใจเสียอย่างนั้น เลือดในกายเย็นเฉียบจนไม่อาจต้านได้
เพราะสิ่งที่เห็นนั้นคือภาพแขวนตามฝาผนัง มันเป็นภาพที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดของภูตผีที่ล่องลอยอยู่ในเวหา หรือจะเป็นดวงวิญญาณมากมายลอยพุ่งเบียดเสียดกันออกมา และทุกๆ ภาพล้วนเคยผ่านสายตาเขามาด้วยกันจนต้องสบถออกมา เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเคยถูกนำไปสะกดไว้ที่วังมาร
‘ที่นี่คือที่ใด เหตุใดถึงมีของเหล่านี้ได้ ของที่ภพของมวลมนุษย์ไม่สมควรจะมี’
เพราะเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนกัดกินจิตวิญญาณภายในร่าง หาใช่ของดีที่ควรนำมาแขวนตามบ้านเรือน เพียงไม่นานหลังยืนนิ่งงันตะลึงค้างก็มีดรุณน้อยนายหนึ่งยืนอยู่ด้านในประตูที่เปิดโล่งเอาไว้กำลังก้มหัวต้อนรับทั้งสองเป็นอย่างดีพร้อมกับเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมา “เชิญคุณชายทั้งสอง” ก่อนจะเงยใบหน้าซีดเซียวราวกับภูตผีขึ้นมา
“ข้าต้องการที่พักหนึ่งห้อง” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเรียบออกมา ก่อนจะกวาดสายตาไปมาอย่างระวัง มือข้างหนึ่งกระชับกระบี่ข้างกายเอาไว้อย่างมาดมั่นมิยอมเปิดช่องโหว่ใดๆ
เพียงไม่นานหลังจากนั้น ก็มีบุรุษวัยกลางคนมายืนตรงหน้า ใบหน้าซีดเซียวซูบตอบราวกับถูกโรคภัยกัดกินตามร่างกาย มีเพียงชุดที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีซีดห่มกาย เขาเปล่งเสียงแหบพร่าสั่นเครือออกมา “เชิญคุณชายทั้งสองขอรับ” ก่อนจะเดินนำขึ้นไปยังเรือนพักด้านบน
เมื่อก้าวขาเข้ามาในห้องพัก จ้าวเสี่ยวหมิงก็ได้กลิ่นสาบสางบางอย่างลอยปะทะเข้ามาในจมูกจนความรู้สึกคลื่นเหียนวิงเวียนถาโถมเข้ามาอย่างมิอาจต้าน เขากวาดสายตาไปมาก็เห็นโต๊ะและตั่งไม้ตั้งอย่างเป็นระเบียบอยู่ด้านในจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเดินโต๋เต๋เข้าไปด้านในอย่างไร้เรี่ยวแรง พลันเมื่อเห็นบุรุษวัยกลางคนเยื้องย่างออกประตูไป เขาจึงหย่อนก้นลงบนตั่งอย่างอ่อนแรง แล้วเอาใบหน้าซบลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียอย่างนั้น จากนั้นพลิกใบหน้าหันไปมองสหายร่วมทางที่กำลังกวาดสายตาไปมาเพื่อสำรวจภายในก่อนจะกล่าวออกมา “หมู่บ้านนี้คือสิ่งใดกัน หากไม่รักษาระดับพลังปราณในกายให้คงที่ คงโดนสูบวิญญาณออกไปตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นแน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหยุนเหลียงจึงหันมาสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วเอ่ยเสียงเบาออกมาว่า “จากที่ข้าลองตรวจตราดู ที่นี่คงจะเป็นหมู่บ้านกลืนวิญญาณที่เขาร่ำลือกันเสียแล้วกระมัง ไม่นึกฝันว่าจักได้มาเจอกับตนเอง” กล่าวเพียงแค่นั้นเขาก็เบือนหน้าหนีหันไปมองอย่างอื่นแทน “และผู้คนส่วนใหญ่ที่หลงเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ล้วนเป็นอันต้องถูกเซ่นสังเวยให้แก่มัน”
“แล้วหนทางที่จะออกไปเล่าขอรับ ท่านรู้หรือไม่”
“ข้าไม่รู้ เพราะที่ข้าเคยได้ยินมีเพียงเรื่องเล่าสืบกันมา มิเคยพบเจอผู้คนที่รอดจากดินแดนแห่งนี้แม้แต่คนเดียว”
“เป็นเช่นนั้นหรือขอรับ” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางไม่คงที่เพราะยังรู้สึกวิงเวียนคลื่นเหียนอยู่ในที แล้วเดินโต๋เต๋ไปที่ขอบหน้าต่าง พลางเลิกม่านเก่าคร่ำคร่าสีซีดขึ้นเพียงนิด ก่อนจะมองออกไปยังภายนอกอย่างเหม่อลอย
ภาพที่เห็นมาเพียงผู้คนเดินสวนกันไปมา แต่ทุกท่วงท่ากลับเอื่อยเฉื่อยไร้ชีวิตชีวาเสียนี่กระไร “มีเรื่องเล่ามาให้ได้ยินเช่นนี้ ย่อมต้องเคยมีผู้ที่หลุดออกไปแล้วมาเล่าสู่กันฟังนะขอรับ แต่ผู้คนเหล่านั้นทำเช่นไร พวกเราคงต้องสืบหาดู”
“จริงของเจ้า แต่จะสืบอย่างไรนั้นคงต้องหาวิธี”
“เรื่องนั้นไม่ยากขอรับ ในเมื่อท่านบอกว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านกลืนวิญญาณ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มยังจับจ้องตามผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลงหลายส่วน “หากเป็นเช่นนั้นที่ทั้งข้าและท่านถูกดึงเข้ามาในห้วงมิตินี้ ด้วยก็เพราะเจ้าพวกนั้นคงต้องการดวงวิญญาณ ด้วยเหตุนี้จะต้องดาหน้ามากันเองแน่ขอรับ พวกคนตายที่มาหาคนเป็นเพื่อช่วงชิงดวงวิญญาณไป” กล่าวจบก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วประสานตรงท้ายทอยเอาไว้ ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงใจที่คิดแผนการนี้ได้ขึ้นมา
“เท่าที่ข้าลอบมองดูตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในหมู่บ้าน ผู้คนส่วนมากที่เยื้องย่างอย่างกันขวักไขว่อย่างไร้ซึ่งชีวิตชีวาล้วนเป็นบุรุษ หาพบสตรีสักนางไม่” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเบา หลังได้ยินคำกล่าวของหลิวมู่เหยียนเข้ามาในรูหู แม้จะเห็นด้วยกับแผนการที่ว่าอยู่หลายส่วน ทว่ายังมีบางอย่างที่ขัดแย้งอยู่ในใจ เขาจึงหยัดกายลุกยืนขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วเยื้องย่างไปยังหน้าต่างพลางยกมือเลิกผ้าม่านเพียงนิดดูบ้าง นัยน์ตาสีดำสนิทมองออกไปยังลานกว้างด้านนอกโรงเตี๊ยมอย่างคิดไม่ตก “ความผิดแปลกที่แยกไม่ได้เช่นนี้เจ้าคิดว่าอย่างไร”
เมื่อได้ยินคนข้างกายเอ่ยออกมา จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกล่าวพึมพำต่อไปว่า “ข้าก็รู้สึกได้ไม่ต่างกับท่านหรอก พี่สามหยาง หมู่บ้านนี้มีแต่บุรุษ สตรีสักนางก็มิโผล่ออกมาให้เห็น แต่บุรุษเหล่านั้นที่เยื้องย่างตามหนทางกลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา” ก่อนเจ้าตัวจะจับจ้องมองกลับไปยังพื้นเบื้องล่าง ภาพที่เห็นยังมีเพียงเหล่าบุรุษหลายสิบชีวิตเดินกันให้ขวักไขว่ แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากหุ่นภูตผีที่ถูกควบคุมอีกที
คงจะมีใครสักคนที่มีพลังสูงส่งอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เป็นแน่
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถภายในใจ แล้วจึงหันใบหน้าไปสบมองสหายร่วมเดินทางที่เป็นเพียงดรุณผู้ผ่านม่านฝนมาเพียงสิบแปดปีอย่างใช้ความคิด ภาพที่เห็นในคลองจักษุคือผู้บำเพ็ญตนฝึกฝนตบะฌานถึงช่วงระดับสามและกำลังจะเตรียมตัวก้าวข้ามระดับต้นกำเนิดอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
หากเขากล่าวสิ่งใดมิบังควรออกไปเกินพอดี ก็เกรงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้คนผู้นี้จนไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยในยามคับขัน แม้หยางหยุนเหลียงจะเคร่งครัดในบทเรียนและฝึกฝนตรากตรำมามากกว่าผู้คนในรุ่นเดียวกันเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงดรุณน้อยที่ยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน[1]ด้วยเหตุนี้จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มเหมือนไม่ยิ้มว่า “เรื่องนี้ข้าเองก็ยังไม่กระจ่างเช่นเดียวกันกับท่านนะขอรับ”
หยางหยุนเหลียงได้ยินคำเอ่ยอย่างแห้งแล้งจากบุรุษข้างกายก็ทอดถอนลมหายใจพรืดใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “หากเป็นเช่นนั้นก็ใช้วิธีอย่างที่เจ้าว่าเถอะ ถ้าหากเราไปเค้นถามจากผู้คนไร้ซึ่งชีวิตเหล่านั้นก็คงมิได้สิ่งใดกลับมา” เอ่ยเพียงเท่านั้น เขาก็หมุนกายหันกลับเข้ามาด้านในห้อง แล้วเยื้องย่างมานั่งที่ตั่งตามเดิม
“หากท่านมั่นใจแล้วว่าจะทำตามในสิ่งที่ข้าเอ่ย ตัวข้าที่ไม่ค่อยมีวรยุทธ์จะเป็นตัวล่อให้เองนะขอรับ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาอย่างเริงร่า ใบหน้าซีดเซียวฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่ตนนั้นไม่ต้องมาลับฝีปากหาวิธีให้ยุ่งยากไปกว่านี้กับสหายร่วมเดินทาง
“ไม่ได้”
“เหตุใดเล่าขอรับ”
“ตัวเจ้าที่ไม่ชำนาญวรยุทธ์จะป้องกันตัวได้อย่างไร ตัวข้าที่เป็นคนฝึกวิชาให้เจ้าไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น”
“เรื่องนั้นหาใช่ปัญหานะขอรับ แม้พลังภายในของข้าจะอ่อนด้อย แต่ความคล่องแคล่วของข้านั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวแล้วบิดซ้ายบิดขวาไปมา เสียงกระดูกลั่นดัง ‘กร็อบๆ แกรบๆ’ แทรกเข้ามา ก่อนเจ้าตัวจะเดินมานั่งบนตั่งไม้ด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายบ้าง
“มันหาใช่เรื่องที่สมควรหรอกกระมัง มิติที่ทั้งเจ้าและข้าหลงเข้ามามิใช่เรื่องเล่นๆ ไอความแค้นค่อนข้างรุนแรง ข้าจักเป็นตัวล่อให้เอง”
‘เห…เจ้าหนูผู้นี้ช่างดื้อด้านเสียจริง’
จ้าวเสี่ยวหมิงผรุสวาทภายในใจ ยามได้เห็นกิริยาที่ไม่ยอมแพ้ของสหายร่วมเดินทาง ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้อาวุโสเช่นเขาควรออกหน้ารับภยันตรายเหล่านี้เสียมากกว่า แต่จะเอ่ยได้อย่างไรในเมื่อยามนี้ตัวตนของเขานั้นเป็นเพียงดรุณน้อยที่ผ่านม่านฝนมาเพียงสิบหกปี
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงนั่งนิ่งอยู่กับที่เพียงครู่ใหญ่ก็เงยหน้าฉีกยิ้มกว้างเมื่อคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ภายในใจ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงเข้าไว้ “แล้วถ้าท่านเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ข้าที่ไร้วรยุทธ์คงช่วยท่านได้มิทันการ เอาแบบนี้ดีไหมขอรับ ข้าจักแสร้งนอนหลับแล้วให้ท่านยืนแอบอยู่ที่มุมลับสายตาดีหรือไม่ หากข้าพลาดพลั้งขึ้นมาท่านค่อยช่วยข้าก็มิสายเกินไป”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหยุนเหลียงก็คร้านที่จะต่อฝีปากด้วยอีกหน หากโต้เถียงกันไปมาคงไม่แคล้วที่จะพลาดท่าเสียให้กับศัตรู ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มกัดกินผืนฟ้าเร่งเร้าเข้ามาทุกขณะ เขาจึงทำได้เพียงแค่ทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างระอาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หากเจ้ายืนกรานเช่นนั้นข้าก็ไม่อาจขัดได้ คงลำบากเจ้าแล้ว”
เมื่อหยางหยุนเหลียงเลิกที่จะต่อฝีปากด้วย จ้าวเสี่ยวหมิงจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงใจ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ที่เหลือข้าขอรบกวนท่านด้วยนะขอรับ” กล่าวจบก็ยกมือประสานกันไว้ด้านหน้าแล้วโค้งคารวะพอเป็นพิธี
“อืม”
สิ้นเสียงของหยางหยุนเหลียง ทั้งสองก็นำของกินที่ติดตัวมายัดลงกระเพาะอย่างรวดเร็ว เมื่อท้องอิ่มเลือดในกายพลันฉีดพล่าน การเดินลมปราณจึงไม่ติดขัดเหมือนครั้งยามหิวโหย
แม้เขาจะโคจรพลังปราณในกายได้ไม่สะดวกดั่งครั้งเก่าก่อน ก็ยังถือว่าไม่ต้องเป็นภาระของผู้ใด ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอนกายลงบนเตียงไม้ แล้วดึงผ้าผืนใหญ่ขึ้นมาห่มกาย ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า
ส่วนทางด้านหยางหยุนเหลียง เมื่อเห็นว่าบุรุษร่างกายผ่ายผอมนอนนิ่งไม่ไหวติ่งจึงเร้นกายหลบหายเข้าไปในที่ลับสายตา เพียงไม่นานเมื่อความมืดมิดเริ่มปกคลุมบนผืนแผ่นฟ้า ไอทมิฬที่เต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างจึงแผ่กำจายออกมา
เสียงอื้ออึงของสัตว์เดรัจฉานร้องระงมดังกึกก้องทุกหย่อมหญ้า ความกดดันบางอย่างค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ ในครานั้นเองหยางหยุนเหลียงจึงกระชับกระบี่ในมือไว้อย่างมาดมั่น นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องไปที่ร่างของบุรุษที่นอนอยู่บนเตียง
เพียงไม่นานก็บังเกิดเสียงเดินเอี๊ยดอ๊าดบนแผ่นไม้กระดานอย่างบางเบา ก่อนจะปรากฏเรือนร่างของสตรีผู้หนึ่งเปิดประตูเข้ามา เยื้องย่างไปทางหลิวมู่เหยียนที่นอนอยู่บนเตียงไม้ด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวและแช่มช้าเพียงลำพัง
ยามเช้ามีเพียงบุรุษไร้ชีวิตชีวาเดินกันให้ขวักไขว่ แต่ยามเย็นผู้ที่เยื้องย่างเข้ามาหากลับเป็นสตรีเสียนี่ สถานที่แห่งนี้คือสิ่งใดกัน
หยางหยุนเหลียงสบถออกมาภายในใจ หลังจากได้เห็นสตรีผู้หนึ่งปรากฏกาย เขาจับกระบี่ข้างกายอย่างมาดมั่น นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องอย่างระวัง เพียงไม่นานก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างจนมิอาจระงับเหงื่อกาฬที่ไหลซึมออกมา
ส่วนทางด้านสตรีนิรนาม เมื่อสาวเท้าเข้ามาใกล้เตียงไม้ที่ตั้งอยู่ริมห้อง นางกลับพบบุรุษเพียงผู้เดียวนอนอยู่ลำพัง หาใช่สองคนดั่งคำบอกเล่าจากชายเจ้าของโรงเตี๊ยมไม่ คิดได้เช่นนั้นในใจพลันบังเกิดความกังวลและสงสัย แม้ตัวนางจะจำแลงกายได้คล้ายมนุษย์มากเพียงใดก็มิอาจจับหาจิตวิญญาณของผู้อื่นได้เฉกเช่นปีศาจชั้นสูงผู้เป็นนาย
ในครานั้นนางจึงกวาดสายตาไปมาอย่างระวัง แต่ก็มิอาจพบเห็นบุรุษอีกคนแม้แต่เงา จากนั้นจึงผินใบหน้าหันมาสบมองเรือนร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่กลางเตียงไม้แล้วเผลอสำรวจเครื่องหน้าอย่างลืมตัว
ใบหน้าซีดเซียวมีร่องรอยเขียวช้ำจากการทุบตีปรากฏอย่างบางเบา หากตัดส่วนฟกช้ำนี้ออกไป บุรุษผู้นี้ค่อนข้างมีรูปหน้าสง่าอยู่หลายส่วน เรียวคิ้วเข้มกับดวงตาที่ปิดสนิทรับกับเครื่องหน้าทุกอย่างพอดิบพอดี แม้ร่างกายจะซูบผอมบอบบางไปหน่อย แต่ก็น่าจับมาเชยชม
และในขณะที่นางปีศาจจำแลงกำลังใช้สายตาสำรวจมองร่างกายตนเองอยู่นั้น จ้าวเสี่ยวหมิงก็รับรู้และสัมผัสได้เช่นกัน เขาจึงเผยอเปลือกตาขึ้นเพียงนิดเพื่อลอบมองดูกิริยา
ภาพที่เห็นในคลองจักษุคือโฉมสะคราญอายุราวๆ สิบหกขวบปี ผู้มีใบหน้าหวานซึ้ง นัยน์ตาสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก ริมฝีปากรูปกระจับเรียวเล็กกำลังยกยิ้มที่มุมปากอย่างบางเบา ช่วยให้นางผู้นี้งามหยดย้อยขึ้นไปอีกเป็นทบทวี สวมอาภรณ์ที่ทำจากผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อน แต่ก็มิอาจกลบกลิ่นอายปีศาจภายในกายได้
กลิ่นสาบสางที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าปีศาจจึงลอยปะทะจมูกเป็นระลอกๆ จนเริ่มรู้สึกคันคะเยออยู่ภายใน จ้าวเสี่ยวหมิงพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเหล่านั้นไว้อย่างสุดกำลัง
เมื่อนางปีศาจจำแลงกายย่างเท้าเข้ามาใกล้ นางเอื้อมมือหมายจะเข้าไปเลิกผ้าห่มคลุมกายเขาให้เปิดออก ทว่าจู่ๆ เจ้าของร่างที่นอนอยู่บนเตียงไม้ก็กระตุกดิ้นเร้าๆ เสียอย่างนั้น ความตกตะลึงบังเกิดขึ้นมาอย่างทันควัน
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงฉวยจังหวะคว้าท่อนแขนเรียวเล็กของสตรีตรงหน้าเอาไว้ เปลือกตาพลันขยับเปิดออกกว้างอย่างตั้งใจแล้วทำหน้าตาตื่นตกใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงแสร้งให้สั่นออกมา “ไอ้หยา…แม่นางเหตุใดถึงเข้ามาในห้องข้าได้เล่าขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้นนางปีศาจจำแลงจึงคืนสติกลับมา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกังวานใสว่า “เรียนคุณชายพอดีอวิ๋นเอ๋อได้ยินเสียงท่านนอนดิ้นทุรนทุรายกระสับกระส่าย จึงเปิดเข้ามาโดยพลการเจ้าค่ะ”
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงหยัดกายลุกขึ้นนั่ง มือข้างที่จับท่อนแขนขาวยังมิยอมคลาย เขาสำรวจตรวจมองสตรีข้างกายอย่างถ้วนถี่ ในใจพึงตระหนักได้ว่าปีศาจน้องนางผู้นี้ช่างแปลงกายได้แนบเนียนเสียนี่กระไร ทว่าถึงแม้จะแนบเนียนเพียงใดแต่ก็ยังเป็นปีศาจระดับล่างที่ไม่อาจกลบกลิ่นกายของตน
ครานั้นเองจ้าวเสี่ยวหมิงจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่า “หวา…ข้านึกว่าจะมีสาวงามมาหลงเสน่ห์ข้าแล้วเสียอีก” ก่อนจะหันไปสบมองสตรีข้างกายด้วยแววตาพราวระยับอย่างซุกซน เพราะเขารู้ดีว่าร้อยทั้งร้อยสตรีที่เข้าหาบุรุษในยามวิกาลเช่นนี้ ต่อให้เป็นปีศาจจำแลงกายก็คงมิได้มาเพียงบอกกล่าวเป็นห่วงเรื่องที่ตนนอนดิ้นเพียงอย่างเดียว เขาจึงหว่านล้อมต่อไป “เลยแอบย่องมาหาข้าเช่นนี้น่ะขอรับ”
“…”
เมื่อเห็นว่าสตรีผู้นี้ไม่แม้แต่จะขยับร่างกาย จ้าวเสี่ยวหมิงจึงไม่ปล่อยให้เหยื่อตัวน้อยหลุดลอดออกไป เขาจึงฉวยจังหวะพุ่งเข้าใส่โอบเอวหญิงสาวไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่ใสก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งเชยปลายคางของนางเอาไว้อย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยออกมา “อย่างไรเล่าขอรับ แม่นางบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านเข้ามาหาข้าเพราะเหตุใด”
“ขะ…ข้า”
‘เห…นี่ข้ายังมิทันได้ทำอันใดเลย เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า แล้วข้าจะไปต่อได้อย่างไร’
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถภายในใจ เขาลอบกลอกสายตาขึ้นลงอย่างระอา เมื่อหญิงสาวในอ้อมแขนเพียงถูกเขาชิดใกล้เล่นหูเล่นตาด้วยเพียงนิดก็พลันอ่อนระทวยไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเสียอย่างนั้น ก่อนจะถามย้ำด้วยน้ำเสียงแหบกระเส่าออกไป “ว่าอย่างไรเล่าขอรับ ที่แม่นางเข้ามาหาข้าคงมิใช่เพียงแค่มาดูว่าข้านอนดิ้นใช่หรือไม่”
“ขะ...ข้าเพียงจะมาเชิญพวกท่านไปร่วมดื่มกับนายหญิงผู้นำหมู่บ้านเจ้าค่ะ แต่เห็นว่าคุณชายหลับอยู่จึงมิกล้ารบกวน”
“ฮะฮ้า...งั้นดีเลย ในเมื่อตอนนี้ข้าก็มิได้หลับ และกำลังอยากดื่มอยู่สักจอกสองจอกอยู่พอดี” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะปล่อยมือของตนออกจากร่างกายของสตรีข้างกาย แล้วประสานมือกันไว้ที่ด้านหน้าตน จากนั้นจึงก้มหน้าลงพอเป็นพิธี “ได้โปรดแม่นางนำทางด้วย”
“แล้วสหายที่ร่วมเดินทางมากับท่านอยู่หนใดเจ้าคะ ตั้งแต่ข้าเข้ามาก็มิเห็นแม้เพียงเงา”
“ช่างเขาเถิดขอรับ บุรุษผู้นั้นแม้แต่เหล้าสักจอกก็อาจจะดื่มไม่เป็น ข้ามีเพียงแม่นางอยู่ข้างกายแล้วก็หาได้ต้องการสิ่งใดไม่” กล่าวจบจ้าวเสี่ยวหมิงก็ขยิบตาให้หญิงสาวเสียหนึ่งที แล้วผายมือไปยังประตูห้องด้วยท่าทางสุขุม “แม่นางก่อนขอรับ”
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะคุณชาย”
กล่าวจบนางปีศาจจำแลงก็หมุนกายกลับหลังหันแล้วเยื้องย่างออกจากห้องมา โดยมิทันได้เห็นเลยว่าจ้าวเสี่ยวหมิงที่เดินตามตนอยู่นั้น กำลังผงกศีรษะลงเพื่อส่งสัญญาณไปให้กับสหายร่วมเดินทางที่หลบซ่อนตัวตนอยู่ในความมืดมิดยามราตรี
ส่วนทางด้านหยางหยุนเหลียงที่เร้นกายหลบซ่อนตัวตนในที่ลับสายตา ยามได้ยินคำกล่าวว่าหางตาก็พลันกระตุกยิกอย่างมิชอบใจ เขากำกระบี่ในมืออย่างแนบแน่นราวกับใช้ระบายความรู้สึกอัดอั้นลงไป แล้วสบถเสียงเบาออกมา “ใครว่าข้าอ่อนหัด” ก่อนจะสำรวมกิริยาแล้วสะกดข่มโทสะของตนเอาไว้ ค่อยๆ ย่างเท้าตามทั้งสองไปอย่างแผ่วเบา
นางปีศาจจำแลงนำจ้าวเสี่ยวหมิงเยื้องย่างออกจากโรงเตี๊ยมที่พำนัก ก่อนจะพาลัดเลาะตามบ้านเรือนของผู้คน หลบเลี่ยงที่ชุมชนมายังชายป่าด้านหลังของหมู่บ้าน
บรรยากาศโดยรอบชวนให้รับรู้ถึงความกดดันอันมิอาจหยั่งถึง ความเงียบแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้าทั้งที่ก่อนหน้าเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เขายังได้ยินเสียงของสัตว์เดรัจฉานร้องให้ระงม
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจึงกวาดมองไปมาอย่างถ้วนถี่ ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาสะกิดสตรีข้างกาย เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างไร้ซึ่งความหวาดหวั่นทว่าภายในใจนั้นกลับกำลังวิตกกังวล “นายหญิงของแม่นางพำนักอยู่ไกลยิ่งนัก มิเกรงกลัวพวกโจรป่ามาดักปล้นเอาหรือขอรับ”
“นายหญิงของข้านั้นร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เข้าใกล้ผู้คนหมู่มากมิได้ มิเช่นนั้นอาจติดโรคภัยได้ง่ายเจ้าค่ะ นายหญิงจึงมาปลูกเรือนไว้ในป่าด้านใน” ปีศาจจำแลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกังวานใส ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วกล่าวประโยคต่อไป “ได้ออกมาไกลถึงเพียงนี้ ต้องลำบากคุณชายแล้ว”
“อย่าได้เกรงใจ อย่างไรเสียเพื่อแม่นางแล้ว ต่อให้ต้องใช้ขาสองข้างนี้ก้าวไปไกลสักเพียงใดข้าก็ยอมขอรับ” กล่าวเพียงแค่นั้นจ้าวเสี่ยวหมิงก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ชิดเคียงข้างหญิงงามผู้จำแลงกาย “เพียงแค่มีแม่นางอยู่ข้างๆ กาย ข้าก็พร้อมที่จักไปทุกที่มิมีเบื่อหน่าย”
สิ้นเสียงของจ้าวเสี่ยวหมิงใบหน้าของสตรีข้างกายก็ถูกประดับด้วยริ้วสีชมพูระเรื่อแต่งแต้มข้างแก้มนวล ยืนก้มหน้างุดอายม้วนเสียตรงนั้น
ส่วนทางด้านหยางหยุนเหลียงที่อยู่บนยอดไม้ใหญ่ในที่ลับสายตา หลังจากได้เห็นหลิวมู่เหยียนหยอดคำหวานเล่นหูเล่นตามิมีว่างเว้น ก็สบถพึมพำออกมาออกมาอย่างระอา “หว่านเสน่ห์ไปทั่วเสียจริง”
ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย หากข้าไม่ทำเช่นนี้ยามเกิดภัยข้าก็มิอาจพึ่งพาใครได้
จ้าวเสี่ยวหมิงนึกอยู่ภายใน ยามได้เห็นกิริยาของนางปีศาจจำแลงข้างกายที่กำลังตกหลุมพรางของเขาอย่างง่ายดาย ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างพึงใจ ก่อนรอยยิ้มดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนไปเป็นยิ้มผยองที่เยียบเย็นแล้วกล่าวอย่างเร่งเร้าเมื่อเห็นว่านางมิยอมขยับกาย “ข้าว่ารีบเร่งฝีเท้ากันเถอะขอรับ นายหญิงของแม่นางคงรอนานแล้ว”
เมื่อครองสติกลับมาได้ นางปีศาจจำแลงกายจึงรีบกล่าวออกมา “ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย” ก่อนจะก้มศีรษะลงมาเพื่อขออภัยพอเป็นพิธี แล้วเงยหน้าขึ้นผายมือเข้าไปยังภายในป่ารกชัฏด้านใน “เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” กล่าวจบนางซึ่งทำหน้าที่ผู้นำทางจึงเดินนำหลิวมู่เหยียนไปยังที่พำนักของผู้เป็นนาย
เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูปทั้งสองก็สาวเท้ามาถึงเรือนหลังหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าลึกด้านในเพียงลำพัง บรรยากาศโดยรอบชวนให้รู้สึกอึดอัดและวิงเวียนราวกับถูกดูดกลืนกำลัง ทว่ากลิ่นสาบสางของปีศาจร้ายนั้นกลับมิมีเผยออกมา
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพึงตระหนักได้ว่าผู้เป็นนายของปีศาจจำแลงนางนี้จิตวิญญาณคงอยู่ในระดับที่สูง เขาจึงเดินลมปราณภายในจากหนึ่งในสิบส่วนขึ้นเป็นสอง ก่อนจะสาวเท้าตามนางปีศาจจำแลงเข้าไปยังเรือนด้านใน
เมื่อเข้ามาได้ตามความสว่างของโคมไฟที่ประดับอยู่ตามเสา ภาพที่เห็นในคลองจักษุคือแท่นบูชาขนาดคนขึ้นไปนอนได้ ด้านหน้ามีกระถางธูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทั้งสองสิ่งนี้ถูกวางเอาไว้อยู่ชิดข้างผนัง ทว่าในยามนั้นเขาก็เลือกที่จะทำเป็นมิเห็นเสียอย่างนั้น ก่อนจะเดินตามสตรีผู้นำทางไปด้านใน
กลิ่นหอมกำจายของมวลบุปผาแผ่ออกมายามได้ก้าวผ่านหน้าห้องห้องหนึ่ง ทว่าตนเองนั้นกลับถูกพามายังเรือนรับรองที่อยู่ห่างกันไม่ไกล ภายในเรือนหลังนี้มีโต๊ะไม้ตัวใหญ่และตั่งไม้วางอยู่เรียงรายหลายตัว บนโต๊ะมีสำรับถ้วยชาวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ มีบานหน้าต่างเปิดโล่งเอาไว้ราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใดย่างกรายเข้ามาในยามวิกาล
เพียงไม่นานจ้าวเสี่ยวหมิงก็ถูกเชิญให้มายังด้านใน เขาเลือกหย่อนก้นลงไปบนตั่งไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบานหน้าต่างเสียเท่าไร ชั่วอึดใจเดียวก็มีถ้วยชาถูกนำมาวางตรงหน้า ก่อนนางปีศาจจำแลงจะเอื้อนเอ่ยประโยคออกมา “นี่เป็นชาพุทราที่นายหญิงของข้าทำขึ้นเอง เชิญคุณชายเชิญดื่มดับกระหาย” กล่าวจบสตรีข้างกายก็ค่อยๆ รินชาลงถ้วยอย่างคล่องแคล่ว “คุณชายรอที่นี่สักครู่นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจักไปตามนายหญิงมาพบนะเจ้าคะ”
“อืม”
จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยตอบเพียงแค่นั้น นางปีศาจจำแลงก็นำกาน้ำชาไปเก็บ ก่อนจะเยื้องย่างออกจากเรือนรับรองไป ชั่วอึดใจเดียวก็ได้ยินเสียงของสตรีผู้นั้นเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เรียนนายหญิงข้าได้พาคุณชายแขกของหมู่บ้านมาตามคำเชิญของท่านแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงค่อยๆ หยัดกายลุกจากตั่งไม้ แล้วย่างเท้ามาที่บานประตูด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมาอย่างระวัง หูทั้งสองข้างสดับฟังเสียงดังกล่าวอย่างตั้งใจ ในใจพึงตระหนักได้ว่าเรือนหลังนี้แม้จะใหญ่โตเพียงใด แต่ก็มีคนพำนักอยู่เพียงแค่สองคน
เพียงไม่นานหลังจากที่นางปีศาจจำแลงเอ่ยออกไปก็มีเสียงใสกังวานของสตรีกล่าวตอบกลับมาจากด้านหลังของบานประตู “เช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะตอนนี้ข้าให้เขาเข้ารอที่เรือนรับรองแล้วเจ้าค่ะ”
“อวิ๋นเอ๋อเจ้าเข้ามาหาข้าทีสิ”
“เจ้าค่ะนายหญิง”
สิ้นจากประโยคนี้ก็มีเสียงบานประตูถูกเปิดและปิดลงอย่างเบามือ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องครวญครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดล่องลอยออกมาอย่างแผ่วเบา
ทว่าถึงแม้จะบางเบาเพียงใด บุรุษเฉกเช่นจ้าวเสี่ยวหมิงที่มีหูดีไม่เหมือนชาวบ้านเขาก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางเหล่านั้นอย่างแจ่มชัดดังก้องกังวานในรูหู
ด้วยเหตุนี้จ้าวเสี่ยวหมิงจึงตระหนักได้ว่า ปีศาจจำแลงนางนี้คงโดนสตรีที่อยู่ภายในเรือนหลังนั้นลงโทษอย่างไม่ต้องคาดเดา และเหตุที่ว่านั้นคงไม่พ้นที่พาตนเองได้มาที่แห่งนี้โดยมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ แทนที่จะถูกพามาอย่างคนที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์
รอได้ครู่ใหญ่ก็มีคนเสียงฝีเท้าเดินออกมา ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรีบกระวีกระวาดกลับไปนั่งลงที่เก่าตามเดิม แล้วแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดมาก่อนหน้า
ทว่าสิ่งที่เข้ามาในห้องหาใช่นางปีศาจจำแลงที่เคยนำทางเขามาไม่ แต่กลับเป็นโฉมสะคราญผู้มีใบหน้าหวานซึ้งสวมใส่แพรพรรณสีฟ้าอ่อนเนื้อดี กำลังเยื้องย่างมาอย่างสำรวมกิริยา แลดูอายุราว ๆ สิบเก้าขวบปี ริมฝีปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อกำลังยกยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากอย่างบางเบา เพิ่มเสน่ห์ยั่วเย้าให้กับผู้พบเห็นได้อย่างไม่ต้องคาดเดา
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพึงตระหนักได้ว่า สตรีผู้เข้ามาใหม่ผู้นี้คงถูกฝึกอบรมมาไม่น้อยท่าทางกิริยาราวกับสตรีผู้สูงศักดิ์ และหากลองวัดระดับตบะฌานการฝึกฝนนั้นคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าชูเจียหงปีศาจจำแลงในสกุลหลิวเสียด้วยซ้ำไป เนื่องจากที่เขามิอาจสัมผัสกลิ่นสาบปีศาจได้อย่างที่ควรจะเป็น
ในครานั้นเองเลือดในกายพลันฉีดพล่าน ความกังวลบางอย่างเริ่มกัดกินเข้ามาในห้วงของจิตใจ มือทั้งสองเผลอกำแน่นสลับคลายอย่างลืมตัว
ทว่ากิริยาดังกล่าวก็ถูกปลุกด้วยน้ำเสียงกังวานใส “คารวะคุณชาย เหมิงเอ๋อปล่อยให้รอนานเช่นนี้เป็นการเสียมารยาทนัก”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันได้สติคืนกลับมา เขาจึงสำรวมกิริยาแล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนก่อนโค้งคารวะพอเป็นพิธี “คารวะคุณหนู อย่าได้เกรงใจขอรับ อย่างไรเสียตัวข้านั้นก็หาได้รีบร้อนจักไปที่ใด”
“ขอบคุณคุณชายที่เมตตา” สตรีผู้นั้นเอ่ยพึมพำออกมา ก่อนจะผินใบหน้ามาสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยแววตาอ่อนโยน “วันนี้ที่ข้าเชิญท่านมาในยามดึกเช่นนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า อย่าได้เกรงใจ ตัวข้านั้นเป็นเพียงนักเดินทางเร่ร่อนพเนจร เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งใต้หล้า ได้สตรีสูงศักดิ์เช่นแม่นางลงมาต้อนรับด้วยตนเองย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี”
“หากเป็นเช่นนั้นขอเชิญคุณชายร่วมดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกสองจอกนะเจ้าคะ” กล่าวจบถางอี้เหมิงก็ผินใบหน้าไปทางด้านประตูแล้วเอ่ยออกมา “อวิ๋นเอ๋อ รินสุรา”
สิ้นเสียงของถางอี้เหมิง นางปีศาจจำแลงตัวน้อยก็ถือกาสุราเดินเข้ามา ทว่าสายตาของนางกลับมองมาทางหลิวมู่เหยียนด้วยแววตาเศร้า ก่อนจะผินใบหน้าหันไปสบมองผู้เป็นนาย แล้วรินสุราลงในจอกอย่างชำนาญ และเมื่อสุราถูกเติมจนเต็มจอกสุรานางก็ยกกาสุราขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินถอยห่างออกไป
เมื่อเห็นท่าทางผิดแปลกไป จ้าวเสี่ยวหมิงก็อ้าปากกำลังจะเอ่ยเสียงเรียกนางปีศาจจำแลงเพื่อถามไถ่ แต่ทว่ากลับถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงกังวานใสของสตรีข้างกาย
“เชิญคุณชาย”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงยกจอกสุราขึ้นมาจ่อริมฝีปากเอาไว้ ยามเมื่อสุราภายในจอกไหลผ่านริมฝีปากเข้าไป ด้วยรสสัมผัสที่คุ้นเคยมาอย่างยาวนานของสุราอู่เหลียงเย่ชนิดนี้เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงรู้ได้ทันท่วงทีว่ามีบางอย่างถูกเจือจางอยู่ภายใน
เขาจึงทำทีเป็นร่างกายอ่อนระทวยสิ้นเรี่ยวแรงยามสุราเข้าปากไป แล้วซบใบหน้าลงบนโต๊ะไม้แสร้งทำท่าคล้ายจะหลับใหล ก่อนจะแอบพ่นสุราออกจากปากตน จอกสุราในมือพลันร่วงหล่นกระทบพื้นจนบังเกิดเสียงดัง
[1] - กวาน (冠) คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เพื่อเป็นเครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติเป็นรัดเกล้าที่จะสวมครอบมวยผม ถือเป็นสัญลักษณ์บอกสถานะ เพราะจำกัดเฉพาะชนชั้นสูงมียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้น มีลำดับชั้นต่างกันไปตามรูปแบบของ “กวาน” และจะใช้ใส่แต่เฉพาะในพิธีการสำคัญเท่านั้น อาทิ ได้รับแต่งตั้งเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
- ในอดีตนับแต่สมัย ราชวงศ์โจว (1066 – 256ปีก่อน ค.ศ.) เป็นต้นมา เด็กชายเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็ม ก็จะมีพิธีสวมกวาน เรียกว่า “จี๋กวาน (及冠)” แต่ก็จะมีบางที่อายุ 16 ปีก็เข้าพิธีนี้ได้แล้ว ซึ่งการสวมกวานจะมี 3 ครั้ง 3 แบบด้วยกันครั้งแรกเรียก “สือเจีย(始加)” เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าได้บรรลุนิติภาวะโตเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิและอำนาจในการปกครองคนขั้นต้นแล้ว แต่ก็อย่าหลงลืมตน ยังต้องปรับปรุงพัฒนาตนให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ครั้งที่สอง “ไจ้เจีย(再加)” ทำเพื่อหวังให้ชายหนุ่มมีความราบรื่นอย่างมั่นคงในหน้าที่การงาน และครั้งที่สาม “ซานเจีย( 三加)” เพื่อบอกว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสามารถเข้าร่วมงานพิธีการต่างๆ ได้แล้วปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ
35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ
ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท