Masukร่างทรงเสน่ห์ถูกอุ้มเข้ามาในห้องพักกว้างในยามเช้าตรู่ ภายในเรือนรับรองของตระกูลหยางเงียบสงบ ด้วยเป็นความชอบส่วนตัวของชายหนุ่ม
ถึงจะดำรงตำแหน่งท่านแม่ทัพประจำหัวเมืองทางทิศใต้ของแคว้นเจ้า แต่หยางอี้คังไม่นิยมความพลุกพล่าน ดังนั้นหน้าประตูเรือนจึงมีเพียงทหารยามไม่กี่คน ส่วนด้านในบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้ก็มีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ
เมื่อถูกโยนลงบนเตียง ซูกุ้ยฟางก็ก้มหน้าด้วยไม่กล้าสู้สายตาคมๆ ของหยางอี้คัง ดวงตาสีดำวาววับคู่นั้นเหมือนดาบยักษ์เล่มใหญ่ที่มองร่างกายนางทีไรก็คล้ายถูกทิ่มแทงจนได้บาดเจ็บ
ยามนี้นางรู้แล้วว่า ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด กระนั้นยังนับว่ามันเดินตามแผนที่ร่างงามนี้ตั้งใจให้เป็นไปตั้งแต่แรก
ผิดแต่ชายที่นางอยากให้มาช่วยแต่เดิมคือ เกาจื้อเฉิง อ๋องเจ็ด จากแคว้นเจ้า หาใช่บุรุษผู้นิยมทำเตียงหักแม่ทัพหยาง ชายที่แสนดุดันปากร้าย ซึ่งสตรีทั่วหล้าอยากเอาหูหนีจากเขา และยังมีประวัติชวนให้ขนลุก ด้วยสตรีสามนางที่เคยร่วมเตียงกับเขา ต่างสิ้นใจลาโลกหลังจากเสร็จกิจจากการอุ่นเตียงกับชายหนุ่ม!
หยางอี้คังส่ายหน้าระอาหญิงงาม ซึ่งนางเอาแต่หลับตานิ่งๆ อยู่บนเตียงหลังใหญ่ คราแรกเขาไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ดวงตากลมโตสีน้ำตาลสดใส และดวงหน้าขาวอมสีชมพูระเรื่อ รวมถึงริมฝีปากเป็นกระจับสวยบาดใจ ถึงดึงดูดให้เขาหาเรื่องทำให้ตัวเองต้องปวดหัวได้ตลอด
ชายหนุ่มคำรามฮึ่มออกมาคราหนึ่ง ทั้งโมโหตัวเองและยังนึกตำหนิสตรีโฉมงามอยู่ในใจ
“หากเกียจคร้านนัก จงทำตัวเยี่ยงหมูต่อไปเถิด สตรีแซ่ซู!”
ได้ยินน้ำเสียงประชดประชันทุ้มๆ ของชายหนุ่ม นางก็อยากกรี๊ดให้ลั่น แต่ยามนี้ดูเหมือนรอบกายผิดแผกจากที่เคยรู้เห็น และบุรุษร่างกายสูงใหญ่ยังแผ่รัศมีความโหดร้ายออกมาจนนางมิกล้าเคลื่อนไหวร่างกาย เขาคงเป็นจอมมารในคราบของเทพเซียนผู้หล่อเหลา
“กุ้ยฟางจะระวังไม่ทำให้ท่านขุ่นเคืองใจ” นางเปล่งเสียงกล้าๆ กลัวๆ ออกไป อีกทั้งยังจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้ ทว่าในหัวก็ไม่ได้ถึงกับว่างเปล่าเสียทีเดียว
“ฮึ ยามนี้เจ้าหาใช่สตรีสูงศักดิ์ เมื่อบิดาส่งมอบให้แก่บ้านอื่น เจ้าย่อมเป็นสมบัติของชายที่ได้ครอบครอง”
ซูกุ้ยฟางน้ำตาตกใน เหตุใดหยางอี้คังถึงอำมหิตเพียงนี้
“เข้าใจที่ข้ากล่าวหรือไม่”
หญิงงามพยักหน้ารับน้อยๆ ยามนี้แม้แต่การสูดลมหายใจเข้าออกนางจำต้องพึงระวังให้มาก กลัวเขาบีบคอนางให้ตายก่อนที่จะได้อุ่นเตียงอย่างร้อนเร่าด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามเรื่องราวที่นางได้อ่านก่อนทะลุมิติมายังโลกโบราณ และต้องขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้นางสามารถสื่อสารภาษาในโลกนี้ได้ ซึ่งนอกจากพูดแล้วนางยังอ่านและเขียนได้ดีจนน่าประหลาดใจ
“สิ่งที่เจ้ากระทำ คิดหรือว่าข้าไม่แจ้งใจ สตรีตระกูลซูคิดแต่จะใช้ความงามล่อลวงผู้อื่น นี่คงโชคดีที่เป็นข้าที่หลงเข้าไปติดกับดักเจ้า หาใช่ชายหน้าโง่ผู้อื่นที่ซื้อเจ้ามาในราคาเท่าบ๊ะจ่างหนึ่งลูก! แถมยังต้องเปลืองแรงฆ่าคนไปอีกหลายสิบชีวิต กว่าจะหอบหิ้วมาถึงเรือน!”
หยางอี้คังบ่นต่ออีกยาวเหยียด นางอยากหาผ้าไปอุดปากเขาเสีย แต่พอคิดว่าตนตกอยู่ในกำมือเขาเช่นนี้ แถมยังมีหนังสือลงนามไว้เสร็จสรรพ ซูกุ้ยฟางคงต้องฝืนทนไปก่อน นางต้องรักษาชีวิตเอาไว้ ส่วนความบริสุทธิ์ ซูกุ้ยฟางคงมิอาจปกป้อง แต่ถึงอย่างนั้นร่างที่นางอาศัยอยู่ก็เป็นของผู้อื่น แถมเป็นหญิงงามที่ร้อยปีจะถือกำเนิดมาบนโลกมนุษย์
ดังนั้นนางจึงต้องใช้เรือนร่างอันทรงเสน่ห์มัดใจชายชาตรีผู้นี้ ด้วยข้อความที่นางจำได้ก่อนสิ้นลมหายใจคือ ‘สตรีนามว่าซูกุ้ยฟาง จะเป็นผู้ให้กำเนิดบุตรชายหัวปีท้ายปีแก่แม่ทัพหนุ่มผู้มีนัยน์ตาประดุจพญาอินทรี’
และตอนนี้ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปตามเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้
*********************
ยามเช้าในวันเดียวกัน หยางอี้คังทั้งเพลียและหงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเรียกหาสุราจากอาเปี่ยว ซึ่งเป็นทั้งคนสนิทและลูกพี่ลูกน้องของเขา
หยางอี้คังสอบถามอีกฝ่ายเสียงเครียดว่าเกิดเหตุผิดพลาดได้อย่างไร อันที่จริงสตรีที่เขาควรพบหน้าคือม่านลั่วลั่ว หญิงสาวที่เขากับนางมีสัญญาใจไว้ต่อกัน
หยางอี้คังขบกรามแน่น เขานัดม่านลั่วลั่วไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวในเวลายามเหม่า (คือ 05.00 - 06.59 น.) หลังจากที่ฝ่ายหญิงตั้งใจออกมาเที่ยวเทศกาลสำคัญของเมือง นางกับเขามีข้อตกลงกันไว้เมื่อครั้งเยาว์วัย
แต่ที่ผ่านมาหยางอี้คังกรำศึกหนัก อีกทั้งได้รับรางวัลมากมายทั้งเงินทอง ชื่อเสียง รวมถึงสาวงามจากหัวเมืองต่างๆ ที่เขาออกไปช่วยศึกสงคราม กระทั่งเขาช่วยให้หญิงงามเหล่านั้นมีที่ทางของตนและได้พบชีวิตใหม่เพราะไม่ต้องการให้มีเรื่องเศร้าใดๆ เกิดขึ้นอีกบนสังเวียนรักของเขาอีก
กระนั้นยังมีสตรีหลายนางที่ต้องการหลับนอนกับเขา แต่หยางอี้คังประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า เขาต้องการเลือกสตรีเพียงหนึ่งเดียวมาเป็นหยางฮูหยินด้วยตนเอง และนั่นย่อมหมายถึง เขาอยากทำตามความปรารถนาที่เคยให้ไว้กับม่านลั่วลั่ว
หยางอี้คังใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนึกถึงถ้อยคำที่เคยกล่าวกับหญิงในดวงใจเมื่อหนึ่งปีก่อน
“ข้ากับเจ้าควรเกี่ยวดองกันเสีย หลังจากที่เราทั้งคู่ต่างครองตัวเป็นโสดมาหลายปี”
ในขณะนั้นหยางอี้คังอายุได้ยี่สิบแปดปี ส่วนม่านลั่วลั่วอายุย่างยี่สิบแล้ว นับว่าสมควรแก่การครองคู่ พวกเขารู้จักกันตั้งแต่เด็ก จากการที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากบิดาของนาง เมื่อครั้งถูกจับกุมในข้อหาขโมยเมล็ดถั่ว แปะก๊วย และกุนเชียง เพื่อนำไปให้มารดาทำบ๊ะจ่างสำหรับให้บิดากินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะสิ้นใจ
“ยามนี้ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แต่ข้ามิอาจนิยมเป็นฮูหยินที่ต้องทนอยู่อย่างเดียวดาย หากสามีออกศึกในแดนไกล และถึงแม้ท่านต้องการมีฮูหยินเพียงคนเดียว แต่ภายภาคหน้าใครจะล่วงรู้ ในเมื่อตำแหน่งแม่ทัพอันทรงเกียรติจำเป็นต้องมีหลังบ้านคอยสนับสนุนเพื่อให้รากฐานมั่นคง และกฎ ‘สามภรรยาสี่อนุ’ ยังเป็นเรื่องที่ผู้ชายตระกูลหยางพึงปฏิบัติเรื่อยมา และไหนจะยังเมียบ่าวอีก เพียงแค่ได้ยินข้าก็หวั่นใจ”
ม่านลั่วลั่วมองชายหนุ่มรูปงาม นางรู้ดี เขามีชื่อเสียงเป็นที่โจษขานว่าดาบใหญ่และมักทำขาเตียงหัก แม้สองสามปีให้หลังเขาจะเลิกข้องเกี่ยวกับสตรีนางใด แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงเล่นๆ หากมันคือความจริงที่หญิงสาวทั่วหล้าเกือบร้อยชีวิตประจักษ์มาแล้ว
“แต่ข้ามิได้พึงใจต่อสตรีใด ถึงเชยชมอยู่บ้าง กระนั้นก็ไม่อาจตบแต่งเข้าสกุลหยาง ซึ่งมันต่างจากเจ้า ลั่วลั่ว”
“ยามนี้ท่านก็พูดได้ ผู้ชายมักปากหวานยามเกี้ยวสตรี เมื่อได้อุ่นเตียงแล้วย่อมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ!”
“ลั่วลั่ว เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นไร” หยางอี้คังตัดพ้อ น้ำเสียงเขายังคงนิ่ง หากสีหน้าดูเศร้าลง เกือบสองปีแล้วที่เขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรีอื่น คือหลังเกิดเหตุร้ายมีหญิงสาวเสียชีวิตหลังเสร็จสมกับเขา และนั่นทำให้เขาเปลี่ยนตัวเองใหม่ รวมถึงอยากสานสัมพันธ์กับม่านลั่วลั่วเสียที
หญิงสาวยิ้มจางๆ และตอบตามความรู้สึกจากใจ
“แม่ทัพหยาง ท่านกับข้ายังมีเวลาตัดสินใจอีกนาน อย่าเพิ่งเร่งรัดเลย อีกอย่างศึกทางเหนือ ท่านยังต้องไปช่วยองค์ชายเกาสะสางอยู่มิใช่หรือ เช่นนั้นอย่าเสียเวลาเอาเรื่องของข้ามาคิดให้หนักหัวจะดีกว่า สตรีผู้นี้หากพึงใจสิ่งใด ย่อมไม่ต้องพูดจาให้เสียเวลา” ม่านลั่วลั่วบอกใบ้ชายหนุ่ม และหวังให้เขาเข้าใจว่านางเอาใจออกหากจากเขาเนิ่นนาน ไม่ใช่เพราะสิ้นรัก แต่สำหรับนาง ยุทธภพกว้างใหญ่ยังมีหลายสถานที่ซึ่งอยากออกไปผจญภัย
หยวนหยวนมองเหลียงเซียนซี ในวันนี้เขามีสวี่หยางซิน อยู่ใกล้ๆ ทว่าสภาพชายหนุ่ม ค่อนข้างไร้ราศี อีกทั้งการถูกน้องสาวและมารดาวางยาตั้งแต่เด็กส่งผลมาจนทุกวันนี้ สมองเขาได้รับการกระทบกระเทือน ขาข้างหนึ่งก็อ่อนเปลี้ยไม่ใคร่จะมีแรง “ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันก่อนที่ข้าจะสิ้นใจ อี๋เหนียงสี่” หยวนหยวนพยักหน้าให้อีกฝ่าย และเอ่ยว่า “การมาเมืองหลวงครั้งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้ายของข้า ดังนั้นหลายสิ่งที่ติดค้างกัน ขอให้ฝ่าบาทอภัยด้วย” “ไม่เลย เป็นเราที่ทำผิดต่ออี๋เหนียง รวมถึงฮองเฮา” เหลียงเซียนซีกล่าว และเอื้อมมือไปหาสวี่หยางซิน “ฝ่าบาท ชีวิตข้ากับพี่สาวลิขิตไว้เช่นนี้ อีกอย่างวันนี้นับว่าเป็นวันดี ที่ข้ากับนางได้อยู่พร้อมหน้า อย่าได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้ทุกข์ใจเลย” สวี่หยางซินตัดทุกปัญหาออก สำหรับนางชีวิตในวังหลวงอาจไม่ใช่สิ่งที่เลือกตั้งแต่แรก กระนั้นก็ได้ดูแลคนที่นางรัก ทั้งยังเห็นบุตรชายของพี่สาวเติบโต ส่วนตัวนางเป็นคนที่มีกรรม เพราะอดีตถูกจางเจิ้นกับสวี่อี้เฟยวางยาจนไม่อาจมีบุตร ดังนั้นจึงเข้าใจหัวอกของเหลียงเซียนซีดี ทั้งคู่ต่างมีปมในใจ ชีวิตที่ได้ใช้ร่วมก
สามเดือนต่อมา หยวนหยวนมองคนที่อยู่ปลายเตียง ยามนี้นางเริ่มแพ้ท้องหนัก และเส้าเฟิงสรรหาอาหารเลิศรส ทั้งของคาว หวานกับผลไม้มาให้นาง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคอยเอาอกเอาใจ ราวกับต้องการชดเชยความผิดในหลายปีที่ได้กระทำต่อนาง “พี่เส้า อีกไม่นานข้าคงต้องกลายเป็นแม่หมูที่เอาแต่นั่งกินนอนกินเป็นแน่ ให้ข้าได้ดูแลท่านบ้างเถิด” “อาหยวนที่เจ้ายอมตั้งครรภ์ให้บุรุษผู้นี้ นับว่าประเสริฐแล้ว ไฉนต้องลงแรงทำสิ่งอื่น” “มิได้ สามีภรรยากันต้องใส่ใจ และผ่อนปรนสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งของอีกฝ่าย” เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้น ก็เหมือนเป็นการเปิดทางแก่เส้าเฟิง “นับว่าดี... ศรีภรรยาอย่างอาหยวน เข้าใจข้าคนมือหยาบตีนหยาบอย่างที่สุด” กล่าวจบ มือใหญ่ๆ ที่นวดปลายเท้าหยุดออกแรง ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่หยวนหยวนซ่านสยิวใจ “พี่เส้าจะทำสิ่งใด” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายพราวระยับ และเขาเอ่ยว่า “เป็นทาสรับใช้ฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า” เมื่อเขากล่าวจบ ริมฝีปากชื้นจัดก็แนบลงที่หลังเท้าของหยวนหยวน จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมจางๆ หลังจากที่นางอาบน้ำนมแพะอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม
และด้วยความแค้นที่สะสม ทั้งได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธหลายปี สวี่อี้เฟยจึงเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ เป็นดาบเขากวางที่มีความคมกริบ “ข้าเรียนรู้มันมานาน เพื่อใช้สังหารเจ้าโดยเฉพาะ” เมื่อเอ่ยด้วยความแค้นจบ สวี่อี้เฟยก็พุ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกหลี่ซางถีบกระเด็นไปไกล แต่นางยังสามารถพ่นเข็มเงินในปากใส่ผู้อื่น แล้วทะยานกลับมาหาหยวนหยวน ขณะเดียวกันหลี่ซางต้องรับมืออีกหลายสิบชีวิตที่จู่โจมเขาอย่างลอบกัด จึงไม่อาจป้องกันภัยแก่หยวนหยวน “ไหนล่ะ... ใครจะมาช่วยเจ้า ฝ่ายฮ่องเต้คงนอนป่วย ป่านนี้ชีวิตก็ไม่อาจรักษา ส่วนเจ้า... อย่าหวังว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าเลย” สวี่อี้เฟยเอ่ยจบก็ใช้กระบวนท่าประหลาดล้ำ พร้อมบ่ายหน้าพาดาบเขากวางเข้ามาเล่นงานหยวนหยวน กระทั่งความคมของมันบาดหัวไหล่ขวาหยวนหยวนสำเร็จ “เจ้าจะทรมานกว่านี้ เพราะดาบเขากวางอาบพิษ และข้ายังจะเฉือนเนื้อเจ้าให้ขาดรุ่งริ่งด้วย!” คำขู่ดังกล่าวไม่เกินเลยสักนิด หยวนหยวนกระอักเลือดกองโต และเป็นเสี้ยวอึดใจนั้น นางซัดมีดบินออกไป และปักเข้าที่ลำคอสวี่อี้เฟย “บัดซบ! ข้าจะฆ่าให้ตายเดี๋ยวนี้!” ไม่ทันที่สวี่อี้เฟยจะรวบ
เจิ้งถงมองมารดาของเขา และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด กระทั่งในช่วงเวลาที่เดินอยู่บนแนวกำแพงสูง เพื่อไปใช้ช่องทางลับที่จะออกจากประตูวังหลวงทางด้านหลัง ยามนั้นมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว “คุ้มกันรัชทายาทและพระสนม!” เสียงที่ดังอย่างดุดัน ไม่ใช่ใครหากเป็นหลี่ซาง ซึ่งกลายมาเป็นองครักษ์นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีองครักษ์เงาอีกสองคนที่เผยตัวให้เห็นในยามมีเรื่องฉุกเฉิน “พวกเจ้าชอบเล่นซ่อนแอบกับข้าเสมอใช่หรือไม่” เจิ้งถงเอ่ยกับองครักษ์เงาที่อยู่ในวัยหนุ่มน้อย ทั้งคู่คือเสี่ยวปิงและเสี่ยวหวิน ลูกชายบุญธรรมเส้าเฟิง “ลูกเจิ้ง มาหลบตรงนี้!” หยวนหยวนร้องบอก แม้รู้ว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์ช่วยนางกับลูกชายได้ แต่การไม่ประมาทย่อมดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เหล่าชายชุดดำเพิ่มจำนวนมากเป็นสองเท่าตัว รวมถึงขันที และนางกำนัลที่ติดตามหยวนหยวนก็แปรพักตร์ พวกเขาเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา ความโกลาหล และตึงเครียดเกิดอยู่ราวๆ ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปดับ จากนั้นเหม่ยเหนียงก็เผยตัวอยู่บนหอสูงอีกฝากหนึ่ง นางเตรียมสั่งพลธนูที่ดักซุ่มอยู่สังหารหยวนหยวนกับเจิ้งถง “ฮิๆ ๆ เจ้านี่ เมื่อไหร่ถึงจะตา
คืนนี้ฝนตกหนักเหลือเกิน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมแจ้งชัดว่ามีพายุหนักพัดเข้าเมืองหลวง “ข้าไม่ไหว แม่นมหลัว หมอหลวงมาถึงหรือยัง” หยวนหยวนว่า และนางตัวร้อนเป็นอาการของคนมีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ศีรษะก็ปวดตุบๆ อยู่ตลอด “พระสนม...หมอหลวงกำลังเดินทางมา ผิดแต่ยามนี้ มีสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปบ้าง” “เจ้าหมายถึง...” “ข่าวว่า องค์หญิงเก้ากับราชบุตรเขยสับเปลี่ยนทหารหลายกองในวังหลวง ดูท่าอาจมีความไม่ชอบมาพากล” “เมื่อสามวันก่อนที่ตลาดเกิดการจราจร ที่หอกระจายข่าว และสำนักศึกษาหลายแห่งก็ถูกเผา...” หยวนหยวนทบทวนควาทรงจำของตน เรื่องนี้เซี่ยงอี่เป็นคนมารายงาน “บ่าวคาดว่า คงไม่ใช่แค่นั้น บางทีอาจถึงขั้นมีการก่อกบฏ!” เซี่ยงอี่ขยายความเพิ่ม และสิ่งที่หยวนหยวนรับรู้ไม่ได้เกินจริง ที่ทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้ ล้วนเป็นฝ่ายอินปั๋วส่งเสริมให้เหม่ยเหนียงกับสามีนางกระทำแผนร้ายสำเร็จ และราชบุตรเขย ก็คือองค์ชายผู้มาจากแคว้นจื่อ เขาเพิ่งเกี่ยวดองกับเหม่ยเหนียงเมื่อปลายปีก่อน และยามนี้ได้รวบรวมกำลัง และคิดแย่งชิงบัลลังก์จากเหลียงเซียน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้ นางไม่กล้าขยับไปไหน พอฟ้ามืด ข้างนอกมีเสียงสัตว์น่ากลัว ทั้งหมาป่า เสียงแมลงชวนหลอน นอกจากนั้นเป็นเสียงนกร้องราวกับภูตผีปีศาจ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ แม่นางน้อยจำต้องอยู่เงียบๆ พร้อมกินของที่คนพวกนั้นทิ้งไว้ให้ ทว่าพอกินจนหมดกลับทำให้สลบไปเกือบสองวันสองคืน! “แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าถึงแต่งตัวเป็นชาย” นายพรานถามย้ำอีกหน เด็กหญิงไม่อาจตอบ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนที่เลี้ยงดูนางอย่างลับๆ เรียกนางว่า คุณชายน้อย เสี่ยวปา ชื่อที่ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป “หยวนเอ๋อร์...เจ้าจำสิ่งใดได้หรือไม่” แม้เติบโตเป็นดรุณีใบหน้างดงามแล้ว แต่นายพรานมักถามเช่นนี้ ทว่าหยวนหยวนกลับส่ายหน้า ภาพอดีตรางเลือน นางละม้ายว่าตนอยู่ในห้องแคบๆ บางคราได้ออกไปวิ่งเล่นที่สวน เมื่อออกจากพื้นที่ส่วนตัว นางในวัยเด็กจะถูกจับแต่งตัวเป็นชาย มีคนคอยดูแลอยู่สองคน พวกนางเป็นสตรี มักสวมหมวกตาข่ายปกปิดใบหน้า หยวนหยวนส่ายหน้าช้าๆ นางไม่ลงเหลือสิ่งใดติดค้างในหัว จึงตอบนายพรานว่า “ข้า รู้แต่วันนี้ เป็นลูกท่านพ่อ นายพรานผู้ยิ่งใหญ่” อีกฝ่ายได้ย







