เมื่อองค์ชายถังมู่เหรินถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับองค์หญิงจ้าวซีเฟย การอยู่ร่วมจวนเดียวกันเหมือนอยู่บนเกาะภูเขาน้ำแข็งอีกฝ่ายเย็นชา อีกฝ่ายไร้หัวใจ แล้วทั้งคู่จะลงเอยกันได้เช่นไร... "เจ้ากล้าคบชู้งั้นหรือ เจ้าเป็นพระชายาข้า แต่พาชายอื่นเข้ามาในตำหนัก ตอนที่ข้าไม่อยู่งั้นหรือ" "ความคิดท่านมันสกปรกเหมือนปากท่าน พี่เยว่เทียนแค่มาเยี่ยมข้าก็เพียงเท่านั้น พวกข้าบริสุทธิ์ใจ ไม่เหมือนท่าน กับท่านหญิงเหมยซูหนี่ว์ของท่านหรอก" "ต่อปากต่อคำ เจ้ารู้จักคำว่า กาลเทศะ ให้เกียรติสามีบ้างหรือไม่ องค์หญิง" "แล้วท่านเล่า รู้จักคำว่าให้เกียรติสตรี บ้างหรือไม่ การกล่าวที่ไร้ซึ่งหลักฐาน วิญญูชนเข้าไม่ทำกันเพคะ" "เจ้าจะยั่วโมโหข้างั้นหรือ ต่อไปห้ามให้เขา เข้ามาเหยียบในตำหนักข้าอีก" "พระองค์ช่างไม่มีเหตุผล ขอตัวเพคะ" "เจ้าจะไปไหน ใครอนุญาตให้เจ้าไป" "พระองค์ สำรวมกิริยาด้วย ปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้" "ดูท่า ข้าคงต้องทำหน้าที่สามี เจ้าจะได้เลิกยั่วผู้ชายคนอื่นไปทั่วเสียที" "หยาบคาย ต่ำช้า ท่านปล่อยข้านะ หยุดนะ ไม่.....
Lihat lebih banyakแคว้นชิงโจว
ท้องพระโรง : ประชุมเช้า
“แคว้นเยี่ยน ส่งจดหมายแสดงเจตจำนงค์ ประสงค์ที่จะเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น โดยการยกองค์หญิงให้มาแต่งงานกับองค์ชายแคว้นชิงโจวของเรา ขุนนางทั้งหลาย เรื่องนี้ พวกท่านมีความเห็นประการใด”
“ทูลฝ่าบาท แคว้นเยี่ยนเป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีเขตติดต่อกับแคว้นซูเล่อ ที่มีอำนาจพอๆ กับเรา เป็นการดีที่จะสานสัมพันธไมตรี พ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีกรมกลาโหมกราบบังคมทูลความเห็นแก่ฮ่องเต้
“ทูลฝ่าบาท แคว้นเยี่ยนนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารล้วนสมบูรณ์ อีกทั้งชายแดนยังมีปราการน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแคว้นชิงโจวของเรา หากมีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือเวลามีภัยพิบัติพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีกรมโยธากราบบังคมทูล
“อืม เราก็เห็นด้วยกับพวกท่าน ซึ่งพอคิดๆ ดูแล้ว เรามีแต่ได้ มากกว่าเสีย”
“พระบารมีฝ่าบาทแผ่ไปกว้างไกล ทุกแคว้นต่างอยากผูกมิตรพ่ะย่ะค่ะ”
ราชเลขาทูลสำทับ ฮ่องเต้ถังจินพยักหน้าช้าๆ
“ถ้าอย่างนั้น พวกท่านเห็นว่า ผู้ใดเหมาะสมที่จะเข้าพิธีสมรสในครั้งนี้”
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน และเป็นเสนาบดีกรมกลาโหม ซึ่งก้าวออกมาเพื่อทูลความเห็น
“กระหม่อมเห็นว่า ชินอ๋อง องค์ชายถังมู่เหริน ถึงวัยที่เหมาะสมจะแต่งงานในเวลานี้ที่สุดพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากชินอ๋องเชี่ยวชาญการศึก และมักจะไปประจำการที่ค่ายทหารแถบชายแดนเสมอ คุ้นเคยทั้งภูมิศาสตร์ และประชาชน หากชินอ๋องอภิเษกครั้งนี้ ถือว่าเหมาะสมกว่าผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าขุนนางล้วนพยักหน้าเห็นด้วยกับเสนาบดีกลาโหม
“ชินอ๋องอย่างนั้นหรือ แต่ตอนนี้เขาทำศึกอยู่ที่ชายแดนเหนือ ไม่ได้ปรึกษาเขา เกรงว่า ….”
“ฝ่าบาท ที่พระองค์ทำ เพราะหวังดีกับชินอ๋อง เพื่อความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดิน ข้าพระองค์คิดว่า เรื่องนี้ ชินอ๋อง ไม่น่าจะขัดข้องพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ถ้าอย่างนั้น ตกลงตามนี้ ออกราชโองการ พระราชทานอภิเษกให้ชินอ๋องแต่งกับองค์หญิงแค้วนเยี่ยนเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี”
ชายแดนเหนือ
“พระราชโองการมา”
“ชินอ๋อง องค์ชายถังมู่เหริน รับราชโองการ”
ถังมู่เหริน ชินอ๋องแห่งแคว้นชิงโจว พระราชโอรสคนที่ 2 ของฮ่องเต้ถังจิ้นหรง แคว้นชิงโจว เชี่ยวชาญการรบ และทำศึกสงคราม ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจทางการทหาร โหดเหี้ยม เถรตรง ยุติธรรม หากถอดชุดเกราะออก เขาถือว่าเป็นองค์ชายที่รูปงามคนหนึ่ง ผิวขาว ละเอียดราวสตรี สูง หน้าตาได้สัดส่วน รูปร่างกำยำเนื่องจากเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ และเป็นแม่ทัพดูแลไพร่พลฝั่งชายแดนทางเหนือ
“แต่งงานงั้นหรือ เรื่องบ้าอะไรกัน เว่ยอี เอาผ้ามา”
ถังมู่เหรินลุกขึ้นจากอ่าง รูปร่างเขาที่ดูกำยำยามโดนน้ำช่างน่ามองนัก หน้าอกและกล้ามที่เป็นมัดๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน อาจจะทำให้ผู้พบเห็นไม่อาจละสายตาได้เลย
เว่ยอีสวมเสื้อคลุมให้เขา ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องอาบน้ำมาแต่งชุดลำลอง
“เว่ยอี เจ้าไปเมืองเยี่ยนกับข้า”
“ท่านอ๋อง ท่านจะไปสืบข่าวของว่าที่พระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“จู่ๆ ก็มีราชโองการให้ข้าแต่งงาน ก่อนหน้านั้นก็ยกเลิกงานแต่งข้ากับบุตรีเจ้ากรมคลัง ข้าอุตส่าห์หนีมาชายแดน ยังไม่พ้นราชโองการแต่งงานบ้าๆ นี่อีก ข้าจะไปดูเสียหน่อย ว่าคนที่จะมาเป็นว่าที่พระชายาที่จะแต่งกับข้า เป็นคนเช่นไร”
“ท่านอ๋อง ท่านคงไม่คิดที่จะ หนีการอภิเษกใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“หึ หนีจากอีกคน ก็เจออีกคนอยู่ดีมิใช่หรือ สู้แต่งให้จบๆ ไป จะได้ไม่ต้องประทานใครมาให้ข้าอีก”
แคว้นเยี่ยน : เมืองเหยียน
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ข้าได้ข่าวว่าองค์หญิงจะเสด็จผ่านทางนี้ นางจะเดินทางไปสักการะที่วัดกวนอิมบนเขา หากเราดักรอที่โรงเตี๊ยมนี้ อาจจะเจอนางพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี งั้นเจ้าไปจองห้องพักก่อน ข้าจะเดินดูแถวนี้หน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมืองเหยียน ถือเป็นเมืองที่ติดชายแดนด้านเหนือที่ถังมู่เหรินดูแลอยู่ การเดินทางจึงใช้เวลาไม่นาน การค้าขายที่นี่ เน้นพวกเครื่องนุ่งห่ม ผ้าไหม เครื่องประดับเงิน ทับทิม และพลอยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นภูเขาสูง แหล่งทรัพยาการจึงมีมาก และอากาศก็หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่จะปลูกพืชเมืองหนาวเป็นหลัก
ถังมู่เหรินเดินดูความคึกคักของตลาดอย่างเพลิดเพลิน เขาหวังว่าจะไม่มีสงคราม เพื่อให้ทุกคนที่นี่มีความสุขเช่นนี้ไปตลอด ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส การค้าขายคึกคัก ใต้หล้าร่มเย็น เขาแวะดูกำไรหยกขาว พลางนึกไปถึงสตรีที่เขาเคยหมั้นหมายเมื่อครั้งก่อน
ชิงอี้เหนียง บุตรีเสนาบดีกรมคลัง นางชอบสวมเครื่องประดับสวยงาม และทุกครั้งที่เขากลับจากชายแดน มักจะซื้อไปฝากนางเสมอ จนกระทั่งปีกลาย ที่นางบอกเขาว่า นางต้องเข้าพิธีอภิเษกเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท นางอ้างว่าเขาไม่สนใจนาง และให้ความมั่นคงกับชีวิตนางไม่ได้ เขาออกสนามรบตลอดเวลา แต่นางต้องการคนที่รัก และดูแลเอาใจใส่นางใกล้ๆ ตัว ทำให้นางมอบใจให้กับพี่ชายแท้ๆ ของเขาเพราะความใกล้ชิดที่ทั้งคู่มักจะพบเจอกันในงานพิธีสำคัญต่างๆ ในวังหลวง เขามองกำไรหยกนั้นอย่างใจลอย และวางมันลง หันกลับจะเดินออกไป เขาไม่ทันระวัง จึงทำให้ชนกับสตรีนางหนึ่งซึ่งเดินผ่านเขา
“โอ๊ะ ขออภัยแม่นาง ข้าเดินไม่ระวัง”
เขาคว้าแขนเสื้อนางได้ก่อนที่นางจะล้มลง นางสวมชุดสีขาว สวมเครื่องประดับบนศีรษะ แต่นางใช้ผ้าสีขาวปิดตั้งแต่จมูกลงมาถึงคาง แต่ตาของนางกลับสวยยิ่งนัก
“ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่ทันระวัง ขอบคุณ”
“ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า”
สตรีที่มาด้วยกันถาม
“ข้าไม่เป็นไร รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน”
นางย่อคำนับเข้าอย่างนอบน้อมและเดินจากไป เขามองตามพวกนางไป พวกนางดูรีบเร่ง เขาไม่ทันจะเอ่ยอะไรมาก นางก็ไปเสียแล้ว ถังมู่เหรินกำลังจะออกจากที่นั่น เท้าเขาก็เกิดไปเหยียบอะไรสักอย่างจนเขาต้องก้มมอง
เป็นถุงหอมห้อยป้ายหยกอันหนึ่ง ดูประณีตและกลิ่นหอมพิเศษยิ่งนัก เขาหันกลับไป แต่พวกนางก็ไปไกลจนเขาตามไม่ทันเสียแล้ว เขาจึงหยิบถุงหอมนั้น และเดินกลับโรงเตี๊ยม เว่ยอีรอเขาอยู่
“ท่านอ๋อง เห็นว่าขบวนขององค์หญิง จะมาพักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมนี้ ก่อนขึ้นเขาเช้าวันพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจองห้องไว้แล้ว เป็นห้องพักใกล้ๆ กับห้องพักขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ"
“ดี ข้าหิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน”
เขานั่งอยู่ไม่นาน ดูเหมือนคณะขององค์หญิงจะมาถึงพอดี นางสวมชุดสีส้ม ตกแต่งเครื่องประดับงดงามบนศีรษะ ท่าทางหยิ่งยโสไม่เป็นมิตร แต่ต้องยอมรับว่านางเป็นสตรีที่ดูงดงามยิ่งนัก
“ท่านอ๋อง นั่นองค์หญิงจ้าวซีเหมย ว่าที่พระชายาของพระองค์”
ชินอ๋องมองนางอย่างพินิจ กิริยามารยาทก็เหมือนหญิงสูงศักดิ์ทั่วไป แค่สายตาดูไม่ค่อยเป็นมิตร ดูยโสโอหังมากไปหน่อย ท่าทางจะเอาแต่ใจตัวเอง
“นี่ชาอะไรกัน ไปหาชาที่ดีกว่านี้มาให้ข้า”
นางปัดกาชาหล่นแตกเกลื่อนพื้น นางกำนัลต่างตกใจ รวมถึงคนงานในร้าน
“องค์หญิงเพคะ ที่นี่คือโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในย่านนี้ก่อนออกนอกเมืองแล้วเพคะ ขออภัยองค์หญิงโปรดอภัย...”
“เพี๊ยะ”
นางตบนางกำนัล นางรีบคุกเข่าขออภัย
“หุบปาก ข้าแค่อยากกินชาที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่จืดชืดอย่างน้ำล้างจานเช่นนี้ ไปหามาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“เพคะองค์หญิง บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
นางกำนัลอีกสองคนรีบพานางไปจัดหาอาหารใหม่มาให้นาง จ้าวซีเหมยทำท่าหงุดหงิดอยู่ที่โต๊ะ
"ทำไมข้าต้องแต่งกับนาง สตรีไร้มารยาท หลงตัวเอง เย่อหยิ่งแบบนี้ นั่นไม่ใช่สตรีที่ข้าต้องการ"
“ท่านอ๋อง เบาเสียงลงหน่อยพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวนางได้ยิน”
“ช่างน่ารังเกียจ……….”
“องค์หญิง นี่เจ้า….”“หากท่านยอมตกลง ตราแม่ทัพสองอันนี้ จะเป็นของท่าน”องค์รัชทายาทมองป้ายทองในมือของนาง นั่นคือป้ายสั่งการกองทัพของเซี่ยหนาน มีอันเล็กกับอันใหญ่“หรือว่าท่าน ยังอาลัยอาวรณ์น้องชายต่างมารดาอยู่อย่างนั้นหรือ องค์ชาย คิดการใหญ่อย่าได้มีสัมพันธ์กับผู้ใดให้มากนัก แม้แต่พี่น้อง ท่านก็ต้องยอมเสียสละ เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ว่าอย่างไร”องค์รัชทายาทมีสีหน้าลังเลอยู่เล็กน้อย นี่เขายังมีจิตใจห้วงหนึ่งที่ยังห่วงพี่น้องอยู่ เขาไม่เคยคิดจะทำร้ายพี่น้อง หากไม่จำเป็น เขาคิดเพียงแค่ข่มขู่ให้เสด็จพ่อสละราชบัลลังก์ และยึดอำนาจทางการทหารของชินอ๋องเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะฆ่าเขา ถึงจะส่งคนไปฆ่าชินอ๋อง แต่ก็ไม่ได้อยากลงมือเอง“เหตุใดต้องฆ่าเขา เจ้าต้องการแค่ชีวิตของพระชายามิใช่หรือ เจ้าไม่ได้รักเขาหรอกหรือ”“รัก หึ ข้าน่ะหรือ ถึงข้าจะรัก แล้วเช่นไรล่ะ ตอนนี้ข้าเป็นพระชายาของท่าน เป็นว่าที่ฮองเฮาในอนาคตอันใกล้ แล้วข้าจะเก็บเขาไว้ทำไม ในเมื่อเขาไม่เคยคิดมีใจให้กับข้าเลย ท่านอย่าลืมสิ ว่าใครเป็นผู้ที่ทำให้ท่านอับอาย อย่าลืมว่าใคร เป็นคนบีบให้ท่าน แต่งงานกับสตรีเช่นข้า ทั้งๆ ที่เขารู้อยู่แล้ว ว่าข้
วันนี้ในวังหลวงคึกคักมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ประตูเข้าวังหลวง ยาวมาถึงลานพระราชพิธี ทั่วทั้งพระตำหนักบูรพา และท้องพระโรง ต่างประดับและตกแต่งด้วยดอกไม้และโคมมงคลสีแดง ทั่วทั้งวังหลวง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวันพิธีมงคลสมรสขององค์รัชทายาทและองค์หญิงแคว้นเซี่ยหนานรถม้าของชินอ๋องค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่วังหลวง แม้แต่รถม้าของเหล่าบรรดาแขกทั้งเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนาง ต่างก็ประดับประดาด้วยผ้ามงคลสีแดงทุกๆ คัน ซีเฟยเห็นลานพระราชพิธีที่ปูผ้าแดงนี้ แล้วนึกย้อนไปถึงวันที่นางมาถึงที่นี่เป็นวันแรก วันนั้นทั้งรู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัว เหงาและโดดเดี่ยว และไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองแต่วันนี้ ที่นางได้เข้ามาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับมือคู่นี้ ที่จับนางและเดินเข้าท้องพระโรงไปพร้อมกัน กลับอบอุ่นยิ่งนัก เขาคือคนรักของนาง เป็นทั้งพระสวามี ครอบครัว และชีวิตที่เหลือของนาง วันนี้นางไม่โดดเดี่ยวอีกและ เมื่อหันไปมองหน้าเขา และเขาก็ส่งยิ้มบางๆ มาให้นาง“เฟยเฟย เจ้าคิดอะไรอยู่งั้นหรือ กำลังคิดเรื่องเดียวกันกับข้าหรือไม่”“พระองค์คิดเรื่องใดเล่าเพคะ”“ข้าคิดถึงวันที่มารับตัวเจ้าที่นี่ วันแรกที่เราได้พบกัน นึกแล้ว เวลาช่างเ
“ท่านอา แบบนี้มันจะไม่……”“แม่ทัพน้อย เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก มีชินอ๋องอยู่เบื้องหลัง เจ้ายังกลัวอะไรอีก”“เรื่องนี้ หากทำเช่นนั้นจริง เท่ากับว่าขาดวินัยทหารอย่างรุนแรง หากท่านพ่อข้ารู้เข้า ข้าคงถูกโบยตามกฏของกองทัพแน่เลยเจ้าค่ะ”“แม่ทัพน้อยไม่ต้องเป็นห่วงไป เราแค่ ………”เมื่ออีอีได้ฟังจนจบ นางก็เริ่มเข้าใจ จากสายตาที่ลังเล กลับกลายมาเป็นสายตาที่มั่นใจมากขึ้น“ท่านอา ข้าจะรับหน้าที่ดูแลกองทัพนี้ อย่างเต็มความสามารถเพคะ”“ดีมาก เจ้าเข้าใจแล้วนะ ตอนนี้ เราก็แค่รอเวลาเท่านั้น”“เวลาอะไรหรือเจ้าคะ” อีอีถามอย่างใคร่รู้“เวลารวบแหอย่างไรล่ะ”ชินอ๋องมองหน้าอาจารย์อา ที่กำลังยิ้มและโบกพัดอย่างสบายอารมณ์“ท่านอาขอรับ ข้าอยากจะเห็นกองทัพนั่นกับตา ข้าจะไปดูได้หรือไม่ขอรับ”“ได้สิ เราจะไปกันคืนนี้เลย กลางคืน น่าจะมีอะไรที่น่าดูมากกว่าตอนกลางวัน”“อาจารย์อาเจ้าคะ ท่านหมายความว่า พวกเขา เคลื่อนพลช่วงกลางคืน”“ลูกกวางน้อย ฉลาดขึ้นแล้วนี่ ถูกต้อง พวกเจ้าจะได้ดูด้วยว่า กองกำลังคร่าวๆ ของเขา มีเท่าใดกันแน่ แต่เราคงต้องพรางตัวกันหน่อย เอาล่ะ ตอนนี้ต้องกินให้อิ่มก่อนแล้วแยกย้าย ค่อยไปเจอกันอีกที่ท
“พี่รอง ท่านอา พวกท่านไปที่ใดกันมา แล้วกองทัพที่ว่านั่นอยู่ที่ใดกัน”“วัดร้างต้าเทียน น้องสี่ เจ้าจำได้หรือไม่ วัดร้างนั่น ถูกเผาไปเมื่อหลายปีก่อน”“ข้าย่อมจำได้ เหตุไฟไหม้ครั้งนั้น คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมาย ถึงกับมีข่าวลือออกมาว่ายังมีวิญญาณที่ยังไม่รู้ตัวว่าตายเดินเพ่นพ่านอยู่แถวนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้ในบริเวณนั้นอีกเลย ที่แห่งนั้นจึงได้รกร้างไม่มีใครกล้าอยู่อาศัย เป็นเมืองบังหมด ใครหลงเข้าไปในป่านั่น ไม่เคยมีใครได้กลับออกมาแต่ข้าจำได้ว่าเคยส่งคนไปสำรวจแล้ว ที่นั่นมีแต่วัดร้างและป่าทึบ และถึงจะมีถนนเข้าไป แต่ก็ไม่น่าจะมีที่โล่งกว้างถึงขนาดตั้งกองทัพที่เล็ดลอดสายตาข้าไปได้นะขอรับ”“เขาฉลาดมาก เขาใช้ความรกร้างนั่น บังตาพวกเราไว้ เรื่องข่าวลือ ก็คงจะเป็นเขาอีกเช่นกันที่ปล่อยออกมา เพื่อไม่ให้คนข้างนอกเข้าไปใกล้ๆ แถวนั้น หลายปีมานี้ ที่ตรงนั้นจึงได้รกร้าง เป็นป่าที่ว่างเปล่า หากใครเผลอเข้าไป หากเข้าเจอก็จะฆ่าทิ้งทันที จึงไม่มีใครได้กลับออกมาอย่างไรล่ะ ฆ่าคนโดยไม่ผิดกฏหมาย เพราะใช้ข่าวลือช่วยกระพือเรื่องนี้ จึงไม่มีใครคิดจะสืบสวนต่อ เป็นแผนที่ฉลาดมาก”“เรื่องผีสางน่ะ มีเอาไว้เพื่
จวนชินอ๋องเช้าวันนี้ อ๋องจ้าวมาพบซีเฟยที่จวนอ๋องตั้งแต่เช้า เพื่อแจ้งข่าวสำคัญ ว่าพวกเขาจำเป็นต้องกลับแคว้นเยี่ยนก่อนกำหนด เนื่องด้วยฮองเฮาทรงประชวรหนัก จ้าวซีเหมยที่เดิมทีไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้วจึงได้หาโอกาสกดดันให้พวกเขากลับเร็วขึ้น“เสด็จอาเพคะ พวกท่านจะไปกันเลยหรือเพคะ”“ใช่ ซีเฟย เรื่องนี้ค่อนข้างเร่งด่วน ฝ่าบาทส่งม้าเร็วเพื่อแจ้งข้าโดยเฉพาะ ข้าจึงรีบมาบอกเจ้าก่อนออกเดินทาง เจ้าไม่ต้องมาส่งพวกข้าหรอกนะ ปัญหาที่ซีเหมยสร้างเอาไว้มากมายนัก ข้าไม่อยากให้ท่านอ๋องกับเจ้าลำบากใจ”“เพคะเสด็จอา ถ้าอย่างนั้น เดินทางปลอดภัยนะเพคะ หม่อมฉันจะให้คนส่งเสบียงและของจำเป็นตามไปที่ขบวนรถพวกท่านเพคะ”“ฝากลาท่านอ๋องให้ข้าด้วย ก่อนออกจากวัง ข้าลาฝ่าบาทแล้ว พระองค์เข้าใจดี เจ้าไม่ต้องห่วง”“เพคะ เสด็จอา ดูแลตัวเองด้วยเพคะ”ซีเฟยเดินไปส่งจ้าวอีเหลียงที่รถม้าหน้าจวนอ๋อง เขามาคนเดียวกับทหารองครักษ์ สือเยว่เทียนไม่ได้มาด้วย ซีเฟยมองหาอย่างนึกสงสัย“เขาไม่ได้มาหรอก เขาบอกว่าหากเห็นหน้าเจ้า เขาจะตัดใจจากไปไม่ได้ จึงเลือกที่จะรออยู่หน้าประตูเมืองแทนน่ะ เอาล่ะ ซีเฟย หากพบกันคราวหน้า ข้าหวังจะได้ยินข่าวดีข
ซีเฟยและอีอีใช้มือยกขึ้นมาทาบปาก อนิจจา แผนร้ายที่นางคิดขึ้นมาเพื่อทำลายคนอื่น สุดท้ายแล้ว ย้อนกลับไปทำลายตัวเอง ทำลายแม้กระทั่งความบริสุทธิ์ของตัวเอง“แล้วแบบนี้ องค์รัชทายาท จะทรงทราบหรือไม่ว่านาง….เอ่อ…”อีอีถามแบบกระอักกระอ่วนใจ หากเป็นนาง คงไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก หากเจอเรื่องแบบนี้ สู้ตายไปจะดีกว่า“ถึงนางจะไม่บอก แต่คนฉลาดอย่างพี่ใหญ่ คงรู้ตั้งแต่ที่เห็นนางอยู่ในห้องกับชายคนนั้นแล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าพวกเขา จะทนรับสภาพกันได้แค่ไหน กับแผนการชั่วร้ายที่ร่วมมือกันกระทำขึ้นมาในครั้งนี้”“ข้าสอบถามชายชั่วนั่นแล้ว เจ้านั่นสารภาพหมดเปลือก ว่าตอนที่องค์รัชทายาทเข้าไปนั่น พวกเขา ทำกันมาเกือบสามรอบแล้ว”ทุกคนได้แต่เบือนหน้าหนี เรื่องแบบนี้ขนาดพูดคุยกันเพียงลำพังยังรู้สึกกระดากอาย แต่นี่ ……. อาจารย์อาเห็นท่าทีของพวกเขาแล้วก็นึกขำ จึงรีบพูดต่อ“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น พวกเจ้าฟังให้ดี ชายชั่วนั่นบอกข้าว่า นางไม่ได้เป็นสาวพรหมจรรย์ตั้งแต่แรกแล้ว”""อะไรนะ""เสียงดังจะโต๊ะอาหารสั่นเล็กน้อยเพราะความตกใจ เหลือเพียงแค่ผู้ที่กล่าวถ้อยคำนี้ออกมาที่ยังจิบชาได้ เหมือนบอกว่าคืนนี้ฝนจะตก“ใช
Komen