LOGINกลางดึกคืนนั้นพระจันทร์ส่องแสงนวลตา หญิงสาวที่ยามนี้เข้าใจทุกอย่างทีละน้อย และนางมั่นใจว่าตนทะลุมิติมาอยู่ในโลกโบราณนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งยังไม่รู้ชะตากรรมของตนว่าจะมีโอกาสหวนกลับคืนสู่โลกเดิมหรือไม่
ถึงหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างไม่คุ้นชิน แต่การใช้ชีวิตที่นี่ก็หาได้ลำบากจนเกินไป กระนั้นนางต้องพยายามทำให้ทุกอย่างเดินไปตามเรื่องราวแปดบรรทัดที่เคยอ่านผ่านตา
หลังผล็อยหลับไปได้สักพัก ร่างทรงเสน่ห์ก็สะดุ้งตื่น และสาเหตุมิใช่เกิดจากการเห็นภาพฝันร้ายที่วิ่งวนเพียงแค่ในหัว แต่ประเด็นสำคัญคือมือเรียวสวยไปสัมผัสเข้ากับบางสิ่งทั้งที่มันควรอยู่ในร่มผ้า ทว่าปลายนิ้วกลับแตะเข้ากับความนุ่มหยุ่นแทน!!
คราแรกเพียงสัมผัสใจเต้นระรัวแรง แน่ละ ถึงบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ราคี แต่นางที่จากโลกแห่งความจริงมาใช่ว่าจะไม่เคยเห็น ในเมื่อยุคสมัยของนาง หากอยากรู้อยากเห็นสิ่งใดเพียงเลื่อนหน้าจอมือถือลื่นปรื้ดๆ เลือดกำเดาก็แทบพุ่ง!
“เอ ไฉนมันถึงได้นุ่มนิ่ม...และอุ่นพิลึกดีแท้!”
นางว่า และยังมิวายขยับมือเลื่อนขึ้นไปเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจอีกนิด เมื่อสองสามคืนก่อนก็นอนร่วมเตียงกับหยางอี้คัง ดูเหมือนเขาจะหวงเนื้อหวงตัวยิ่งกว่านี้ เหตุใดคืนนี้กายแกร่งของเขาถึงได้ขยับมาชิดกัน แถมยังสร้างความหวิวไหวเป็นอย่างมากต่อหัวใจสาวด้วยการนอนกึ่งเปลือยกาย!
ครั้นนางเคลื่อนมือเรียวสวยเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ก็พบว่าแก่นกายของหยางอี้คังอ่อนตัวและมันอยู่ในฝัก มิใช่ดุ้นแข็งขันที่นางเคยเห็นในคลิปโป๊แนวจัดหนักจัดเต็ม!
ความรู้สึกดังกล่าวยากเกินบรรยายเป็นคำพูด หญิงสาวผู้เคยพบเห็นฉากมหัศจรรย์มาบ้างจากสื่อต่างๆ ในโลกเก่า ซึ่งยามนี้นางได้จับของจริง ทั้งที่เมื่อก่อนได้แต่จินตนาการถึง กระนั้นสิ่งนี้มันควรดุดันแข็งขันและผงาดล้ำท้าทายมือเรียวสวย แล้วเหตุใดความรู้สึกที่ได้รับกลับนุ่มนิ่มชวนให้รู้สึกเสียดายโดยแท้
กระนั้นนางต้องรีบดึงสติตนเองกลับ ด้วยมาอยู่ในร่างคุณหนูตกยากนามว่า ซูกุ้ยฟาง! ที่ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือจากชายผู้นี้ และเขากลายเป็นเจ้าชีวิตนาง ดังนั้นจะทำตัวเยี่ยงหญิงคณิกาได้อย่างไร ทว่าทั้งที่เตือนตัวเองอย่างนั้น มือนางยังซุกซนไม่หยุด
“โอ้ ข้าคือกุ้ยฟาง คุณหนูผู้อาภัพที่ถูกชายใจโฉดปากร้าย โยนเศษเงินซื้อมาเพื่อบำเรอกาม!” นางรำพึงรำพันปิ่มจะขาดใจ แต่ทั้งสิ้นล้วนแสร้งทำ
อึดใจต่อมา ชายหนุ่มพลิกมาทาบร่างเพรียวสมส่วน จมูกโด่งๆ ซุกไซ้ซอกคอระหงของนาง ก่อนที่หน้าอกกว้างจะเบียดชิดร่างหอมที่มีผิวกายนวลเนียน และอีกฝ่ายเบียดราวกับต้องการให้ร่างกายของทั้งคู่เป็นเนื้อเดียวกัน
ซูกุ้ยฟางนอนตัวแข็งทื่อ นางไม่รู้ว่าเขาละเมอหรือไม่ ทว่าในโลกโบราณนี้ ชายหญิงหากยังไม่ตบแต่งเป็นสามีภรรยาย่อมไม่ควรจะใกล้ชิดกัน
“ทะ ท่านแม่ทัพ” นางว่าและค่อยๆ ถอยตัวออกห่างเขา
“อื้อ...มาให้ข้าจูบเสียดีๆ” หยางอี้คังเอ่ยเสียงทุ้ม ทั้งที่หลับตาพริ้ม จากนั้นจึงพลิกร่างหนามาทับซูกุ้ยฟาง
“ไม่...ทะ ท่านทำเช่นนี้นับว่าไม่สมควร ผู้น้อยอึดอัด”
ซูกุ้ยฟางเอ่ยพร้อมลุ้นอย่างหนักว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด กระทั่งริมฝีปากสีสดของอีกฝ่ายจวนประกบลงมาที่ริมฝีปากนาง ดวงตาเรียวคมพลันลืมตาตื่น!
หยางอี้คังตกใจเล็กน้อย แต่เขารีบแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าด้วยการโยนความผิดให้สตรีโฉมงาม
“เหลวไหล! สตรีไร้ยางอาย เจ้ากำลังจะทำอะไรข้า”
ซูกุ้ยฟางอึ้งจัด ทั้งที่เมื่อครู่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าชายหนุ่มตั้งใจจูบนาง
“ก็ท่าน...”
“ข้า ข้าทำอะไรฮึ”
“เปล่าเจ้าค่ะ” นางโกรธจัด หากพยายามเล่นบทหญิงสาวสมองฝ่อ ด้วยรู้ว่าผู้ชายมักนิยมชมชอบสตรีที่มีกิริยาอ่อนหวานและไม่ประสีประสาเรื่องบนเตียง แน่ละ ไม่ว่ายุคสมัยใดผู้ชายก็ชอบสตรีเรียบร้อยเช่นนี้
“ก็ใช่น่ะซี ข้าเป็นชายชาตรี คิดหรือว่าจะล่วงเกินเจ้า อย่าได้ปั้นแต่งเรื่องชวนให้ขายหน้าเลยแม่นางซู!”
“แน่ละเจ้าค่ะ ท่านเป็นชายอกสามศอกจริงๆ”
นางว่าพลางมองไปยังเสื้อผ้าของหยางอี้คัง เขาไม่ได้สวมกางเกง มีแต่เสื้อคลุมที่สวมเอาไว้หลวมๆ และมันแบะกว้างเผยให้เห็นร่างกายทุกส่วนชัดเจน
ซึ่งคราแรกนางอยากเบือนหน้าไปทางอื่น หากสายตากลับจับจ้องไปยังเรือนกายและหน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อเรียงสวย ก่อนหยุดที่แท่งหยกของเขาที่นอนนิ่งอยู่ในฝัก มันงดงามมาก มากเสียจนซูกุ้ยฟางเผลอกลืนน้ำลายลงคอ!
“เหตุใดถึงไร้ยางอาย กล้ามองชายอื่นที่ไม่ใช่สามีเช่นนี้”
“ถึงยังไม่ได้เป็น แต่ท่านแม่ทัพก็นอนร่วมเตียงกับผู้น้อยแล้ว” นางโพล่งออกไป เรื่องนี้เป็นความจริงที่ทุกคนรู้
“นั่นเป็นเพราะข้าทำตามหนังสือซื้อขาย หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าโยนออกไปนอกห้องเสีย คนจะได้ป่าวประกาศว่าสตรีสกุลซูสวยแต่รูป หากไร้เสน่ห์ชวนให้ข้าอยากอุ่นเตียง”
ซูกุ้ยฟางโกรธจนแทบอยากฉีกเนื้อชายหนุ่มเป็นชิ้นๆ นางกับหยางอี้คังนอนร่วมเตียงมาสามคืน และเขาดูเหมือนจงใจกลั่นแกล้งนาง ราวกับอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่านางเป็นหญิงบำเรอของเขา เพื่อไม่ให้คนในเมืองไคหนานติดใจที่เขาซื้อนางมา แต่หญิงสาวก็เป็นเพียงเมียหลอกๆ เท่านั้น ในความจริงนางยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง และไม่ใช่สาเหตุอื่นใด ด้วยเรื่องนี้มันประจักษ์แก่สายตาซูกุ้ยฟาง แม่ทัพเตียงหักผู้นี้ แท้จริงแล้วดาบยักษ์ของเขาอ่อนปวกเปียกไร้น้ำยา!
“ท่านแม่ทัพซื้อผู้น้อยมาก็เพื่อต้องการให้รับใช้ เอ่อ เรื่องบนเตียง” ซูกุ้ยฟางเอ่ยกับเขาและสู้สายตาอย่างไม่เกรงกลัว
“ถูกต้อง”
“และท่านก็มีหนังสือซื้อขายตัวผู้น้อย”
“นั่นเป็นเรื่องที่เจ้ารู้ และคนทั้งเมืองไคหนานก็โจษขานไปทั่ว นางบำเรอสกุลซู!”
หญิงสาวกัดฟันกรอดๆ ชีวิตช่างอาภัพ ถูกซื้อตัวมาจากตลาดเพื่อบำเรอกามให้ชายผู้นี้ แต่เขากลับทำราวกับนางเป็นหมอนข้างที่อยากทิ้งขว้างเมื่อใดก็ได้
“ดังนั้นหน้าที่ผู้น้อยคือทำให้ท่านแม่ทัพผ่อนคลาย”
ซูกุ้ยฟางคนงามกล่าวเช่นนั้น โดยลืมไปว่านางควรสงวนท่าทีให้มากกว่านี้ ตระกูลซูยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง แต่สำหรับเมืองแห่งนี้ นางก็ไม่ต่างจากอาหารชั้นเลวที่หยางอี้คังไม่คิดอยากจะกลืนลงท้อง
“เฮอะ หลายชั่วยามก่อนยังร้องโอดโอย อยากหนีข้าใจจะขาด แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนใจ คิดอยากขึ้นคร่อมขวบขี่ข้า เป็นเช่นนี้เพราะเจ้ากลัวถูกส่งตัวไปที่อื่นกระมัง”
“โอ้ แม่ทัพหยาง...” นางเรียกขานเขา พลางใช้สมองคิดอย่างเร็วรี่ถึงทางออกที่ดีที่สุดในการเจรจากับหยางอี้คัง ซึ่งการจะมัดใจเขาคงมีทางเดียวเท่านั้น คือต้องอ่อนหวาน อ่อนโยน และพลีเรือนร่างงามแก่เขา ดังนั้นนิสัยแก่นเซี้ยวบ้าผู้ชายที่เคยมีและติดตัวมาจากโลกก่อน นางจำต้องเก็บเอาไว้ในก้นบึ้งหัวใจแบบสุดฤทธิ์
“ผู้น้อยคงเลอะเลือนไปชั่วขณะ ท่านจำมิได้หรือ หลังจากที่ท่านแม่ทัพหยุดรถม้า ณ เนินเขานิรนาม ได้มีกลุ่มโจรที่ประสงค์ร้ายบุกเข้ามาหมายชิงตัวผู้น้อย”
“เสียดายที่คนพวกมันฝีมือไม่เอาไหน มิเช่นนั้นคงชิงตัวเจ้าได้สำเร็จ น่าเสียใจจริงๆ” เขากล่าวพร้อมลอบยิ้มร้ายกาจ ใบหน้านั้นร้ายกาจนัก
“แต่นับว่าผู้น้อยยังมีบุญวาสนาที่ท่านแม่ทัพยังเหลียวแล ไม่ทอดทิ้งสตรีที่อับจนหนทางให้เผชิญชะตากรรมเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
หยางอี้คังมองดวงหน้างดงามของซูกุ้ยฟางผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา นางดูเศร้าสร้อยจนหัวใจแข็งกระด้างของเขาคล้ายจะอ่อนโยนลงเจ็ดส่วน กระนั้นเขากลับเลือกเอ่ยถ้อยคำร้ายกาจเพื่อไม่ให้นางได้ใจ
“ฮึ หากเจ้าต้องการเล่นบทนางจิ้งจอกร้อยเล่ห์เพื่อตบตาข้า บุรุษผู้นี้ก็พร้อมตอบสนองทุกอย่างแม่นางซู”
ซูกุ้ยฟางเจ็บกับคำพูดของบุรุษผู้เย็นชาและปากเสีย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อตอนนี้นางไม่อาจเอาหูหนีจากเขา จึงจำต้องตกเป็นทาสรักให้หยางอี้คังโขกสับ และมันคงดีกว่าถูกส่งต่อไปที่อื่น ซึ่งอาจเป็นหอคณิกาชั้นเลว หรือบ้านของชายหื่นกามสักคน
“ผู้น้อยอยากปรนนิบัติท่าน ให้โอกาสอีกสักครั้งได้หรือไม่แม่ทัพหยาง”
นางว่าพลางช้อนสายตาส่งให้เขา ตั้งใจทำให้หวานหยาดเยิ้ม พร้อมเผยอริมฝีปากอวบอิ่มเล็กน้อย และทำเสียงครางหวานกระเส่าคล้ายกลืนกินของเผ็ดร้อนเข้าไป
“ได้ไหมท่านแม่ทัพ ให้ผู้น้อยช่วยท่านผ่อนคลาย...”
“กล่าวได้ดี ในเมื่อข้าไม่ใช่ชายที่คิดเล็กคิดน้อยต่อสตรีโฉมงาม ไฉนจะไม่ยอมให้เจ้าทำหน้าที่อุ่นเตียง”
หยวนหยวนมองเหลียงเซียนซี ในวันนี้เขามีสวี่หยางซิน อยู่ใกล้ๆ ทว่าสภาพชายหนุ่ม ค่อนข้างไร้ราศี อีกทั้งการถูกน้องสาวและมารดาวางยาตั้งแต่เด็กส่งผลมาจนทุกวันนี้ สมองเขาได้รับการกระทบกระเทือน ขาข้างหนึ่งก็อ่อนเปลี้ยไม่ใคร่จะมีแรง “ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันก่อนที่ข้าจะสิ้นใจ อี๋เหนียงสี่” หยวนหยวนพยักหน้าให้อีกฝ่าย และเอ่ยว่า “การมาเมืองหลวงครั้งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้ายของข้า ดังนั้นหลายสิ่งที่ติดค้างกัน ขอให้ฝ่าบาทอภัยด้วย” “ไม่เลย เป็นเราที่ทำผิดต่ออี๋เหนียง รวมถึงฮองเฮา” เหลียงเซียนซีกล่าว และเอื้อมมือไปหาสวี่หยางซิน “ฝ่าบาท ชีวิตข้ากับพี่สาวลิขิตไว้เช่นนี้ อีกอย่างวันนี้นับว่าเป็นวันดี ที่ข้ากับนางได้อยู่พร้อมหน้า อย่าได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้ทุกข์ใจเลย” สวี่หยางซินตัดทุกปัญหาออก สำหรับนางชีวิตในวังหลวงอาจไม่ใช่สิ่งที่เลือกตั้งแต่แรก กระนั้นก็ได้ดูแลคนที่นางรัก ทั้งยังเห็นบุตรชายของพี่สาวเติบโต ส่วนตัวนางเป็นคนที่มีกรรม เพราะอดีตถูกจางเจิ้นกับสวี่อี้เฟยวางยาจนไม่อาจมีบุตร ดังนั้นจึงเข้าใจหัวอกของเหลียงเซียนซีดี ทั้งคู่ต่างมีปมในใจ ชีวิตที่ได้ใช้ร่วมก
สามเดือนต่อมา หยวนหยวนมองคนที่อยู่ปลายเตียง ยามนี้นางเริ่มแพ้ท้องหนัก และเส้าเฟิงสรรหาอาหารเลิศรส ทั้งของคาว หวานกับผลไม้มาให้นาง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคอยเอาอกเอาใจ ราวกับต้องการชดเชยความผิดในหลายปีที่ได้กระทำต่อนาง “พี่เส้า อีกไม่นานข้าคงต้องกลายเป็นแม่หมูที่เอาแต่นั่งกินนอนกินเป็นแน่ ให้ข้าได้ดูแลท่านบ้างเถิด” “อาหยวนที่เจ้ายอมตั้งครรภ์ให้บุรุษผู้นี้ นับว่าประเสริฐแล้ว ไฉนต้องลงแรงทำสิ่งอื่น” “มิได้ สามีภรรยากันต้องใส่ใจ และผ่อนปรนสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งของอีกฝ่าย” เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้น ก็เหมือนเป็นการเปิดทางแก่เส้าเฟิง “นับว่าดี... ศรีภรรยาอย่างอาหยวน เข้าใจข้าคนมือหยาบตีนหยาบอย่างที่สุด” กล่าวจบ มือใหญ่ๆ ที่นวดปลายเท้าหยุดออกแรง ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่หยวนหยวนซ่านสยิวใจ “พี่เส้าจะทำสิ่งใด” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายพราวระยับ และเขาเอ่ยว่า “เป็นทาสรับใช้ฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า” เมื่อเขากล่าวจบ ริมฝีปากชื้นจัดก็แนบลงที่หลังเท้าของหยวนหยวน จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมจางๆ หลังจากที่นางอาบน้ำนมแพะอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม
และด้วยความแค้นที่สะสม ทั้งได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธหลายปี สวี่อี้เฟยจึงเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ เป็นดาบเขากวางที่มีความคมกริบ “ข้าเรียนรู้มันมานาน เพื่อใช้สังหารเจ้าโดยเฉพาะ” เมื่อเอ่ยด้วยความแค้นจบ สวี่อี้เฟยก็พุ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกหลี่ซางถีบกระเด็นไปไกล แต่นางยังสามารถพ่นเข็มเงินในปากใส่ผู้อื่น แล้วทะยานกลับมาหาหยวนหยวน ขณะเดียวกันหลี่ซางต้องรับมืออีกหลายสิบชีวิตที่จู่โจมเขาอย่างลอบกัด จึงไม่อาจป้องกันภัยแก่หยวนหยวน “ไหนล่ะ... ใครจะมาช่วยเจ้า ฝ่ายฮ่องเต้คงนอนป่วย ป่านนี้ชีวิตก็ไม่อาจรักษา ส่วนเจ้า... อย่าหวังว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าเลย” สวี่อี้เฟยเอ่ยจบก็ใช้กระบวนท่าประหลาดล้ำ พร้อมบ่ายหน้าพาดาบเขากวางเข้ามาเล่นงานหยวนหยวน กระทั่งความคมของมันบาดหัวไหล่ขวาหยวนหยวนสำเร็จ “เจ้าจะทรมานกว่านี้ เพราะดาบเขากวางอาบพิษ และข้ายังจะเฉือนเนื้อเจ้าให้ขาดรุ่งริ่งด้วย!” คำขู่ดังกล่าวไม่เกินเลยสักนิด หยวนหยวนกระอักเลือดกองโต และเป็นเสี้ยวอึดใจนั้น นางซัดมีดบินออกไป และปักเข้าที่ลำคอสวี่อี้เฟย “บัดซบ! ข้าจะฆ่าให้ตายเดี๋ยวนี้!” ไม่ทันที่สวี่อี้เฟยจะรวบ
เจิ้งถงมองมารดาของเขา และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด กระทั่งในช่วงเวลาที่เดินอยู่บนแนวกำแพงสูง เพื่อไปใช้ช่องทางลับที่จะออกจากประตูวังหลวงทางด้านหลัง ยามนั้นมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว “คุ้มกันรัชทายาทและพระสนม!” เสียงที่ดังอย่างดุดัน ไม่ใช่ใครหากเป็นหลี่ซาง ซึ่งกลายมาเป็นองครักษ์นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีองครักษ์เงาอีกสองคนที่เผยตัวให้เห็นในยามมีเรื่องฉุกเฉิน “พวกเจ้าชอบเล่นซ่อนแอบกับข้าเสมอใช่หรือไม่” เจิ้งถงเอ่ยกับองครักษ์เงาที่อยู่ในวัยหนุ่มน้อย ทั้งคู่คือเสี่ยวปิงและเสี่ยวหวิน ลูกชายบุญธรรมเส้าเฟิง “ลูกเจิ้ง มาหลบตรงนี้!” หยวนหยวนร้องบอก แม้รู้ว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์ช่วยนางกับลูกชายได้ แต่การไม่ประมาทย่อมดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เหล่าชายชุดดำเพิ่มจำนวนมากเป็นสองเท่าตัว รวมถึงขันที และนางกำนัลที่ติดตามหยวนหยวนก็แปรพักตร์ พวกเขาเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา ความโกลาหล และตึงเครียดเกิดอยู่ราวๆ ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปดับ จากนั้นเหม่ยเหนียงก็เผยตัวอยู่บนหอสูงอีกฝากหนึ่ง นางเตรียมสั่งพลธนูที่ดักซุ่มอยู่สังหารหยวนหยวนกับเจิ้งถง “ฮิๆ ๆ เจ้านี่ เมื่อไหร่ถึงจะตา
คืนนี้ฝนตกหนักเหลือเกิน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมแจ้งชัดว่ามีพายุหนักพัดเข้าเมืองหลวง “ข้าไม่ไหว แม่นมหลัว หมอหลวงมาถึงหรือยัง” หยวนหยวนว่า และนางตัวร้อนเป็นอาการของคนมีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ศีรษะก็ปวดตุบๆ อยู่ตลอด “พระสนม...หมอหลวงกำลังเดินทางมา ผิดแต่ยามนี้ มีสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปบ้าง” “เจ้าหมายถึง...” “ข่าวว่า องค์หญิงเก้ากับราชบุตรเขยสับเปลี่ยนทหารหลายกองในวังหลวง ดูท่าอาจมีความไม่ชอบมาพากล” “เมื่อสามวันก่อนที่ตลาดเกิดการจราจร ที่หอกระจายข่าว และสำนักศึกษาหลายแห่งก็ถูกเผา...” หยวนหยวนทบทวนควาทรงจำของตน เรื่องนี้เซี่ยงอี่เป็นคนมารายงาน “บ่าวคาดว่า คงไม่ใช่แค่นั้น บางทีอาจถึงขั้นมีการก่อกบฏ!” เซี่ยงอี่ขยายความเพิ่ม และสิ่งที่หยวนหยวนรับรู้ไม่ได้เกินจริง ที่ทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้ ล้วนเป็นฝ่ายอินปั๋วส่งเสริมให้เหม่ยเหนียงกับสามีนางกระทำแผนร้ายสำเร็จ และราชบุตรเขย ก็คือองค์ชายผู้มาจากแคว้นจื่อ เขาเพิ่งเกี่ยวดองกับเหม่ยเหนียงเมื่อปลายปีก่อน และยามนี้ได้รวบรวมกำลัง และคิดแย่งชิงบัลลังก์จากเหลียงเซียน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้ นางไม่กล้าขยับไปไหน พอฟ้ามืด ข้างนอกมีเสียงสัตว์น่ากลัว ทั้งหมาป่า เสียงแมลงชวนหลอน นอกจากนั้นเป็นเสียงนกร้องราวกับภูตผีปีศาจ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ แม่นางน้อยจำต้องอยู่เงียบๆ พร้อมกินของที่คนพวกนั้นทิ้งไว้ให้ ทว่าพอกินจนหมดกลับทำให้สลบไปเกือบสองวันสองคืน! “แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าถึงแต่งตัวเป็นชาย” นายพรานถามย้ำอีกหน เด็กหญิงไม่อาจตอบ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนที่เลี้ยงดูนางอย่างลับๆ เรียกนางว่า คุณชายน้อย เสี่ยวปา ชื่อที่ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป “หยวนเอ๋อร์...เจ้าจำสิ่งใดได้หรือไม่” แม้เติบโตเป็นดรุณีใบหน้างดงามแล้ว แต่นายพรานมักถามเช่นนี้ ทว่าหยวนหยวนกลับส่ายหน้า ภาพอดีตรางเลือน นางละม้ายว่าตนอยู่ในห้องแคบๆ บางคราได้ออกไปวิ่งเล่นที่สวน เมื่อออกจากพื้นที่ส่วนตัว นางในวัยเด็กจะถูกจับแต่งตัวเป็นชาย มีคนคอยดูแลอยู่สองคน พวกนางเป็นสตรี มักสวมหมวกตาข่ายปกปิดใบหน้า หยวนหยวนส่ายหน้าช้าๆ นางไม่ลงเหลือสิ่งใดติดค้างในหัว จึงตอบนายพรานว่า “ข้า รู้แต่วันนี้ เป็นลูกท่านพ่อ นายพรานผู้ยิ่งใหญ่” อีกฝ่ายได้ย







