LOGINซูซี่/ซูซีหลาน ดูเหมือนแค่อกหักรักคุด สวรรค์คงคิดว่าเป็นบททดสอบที่ไม่มากพอ ดังนั้นจึงทำให้หญิงสาวต้องมีอันต้องไปโผล่ยังแคว้นฉิน ทั้งยังเป็นช่วงที่แคว้นฉินกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก ทำให้หญิงสาวจำต้องระวังทุกย่างก้าว ยิ่งในยามที่รู้จุดประสงค์ในการมายังเมืองหลวงของเฉินเซวีย นางก็บอกตัวเองว่าไม่ว่าอย่างไร นางก็จะพาเขาไปให้พ้นจากเรื่องวุ่นวายนี้ให้ได้ เฉินเซวีย ท่านหมอเฉินผู้เก่งกาจในด้านการรักษา เพราะบิดาของเขาต้องตายอย่างไร้ความเป็นธรรม อีกทั้งตัวเขากับมารดาก็ต้องระหกระเหิน โดยจำต้องทิ้งศพบิดาเอาไว้ในห้องลับภายในจวน ระหว่างทางกลับไปจัดการทุกอย่างให้ถูกต้อง เขากลับพบหญิงสาวปริศนาที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า และนางก็เปลี่ยนชะตาของเขาไปตลอดกาล
View Moreมือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ
“เอ่อ” เจียงอิ่นฮวาหน้าม้านไปเล็กน้อย นางค่อยๆ ยืนขึ้นแม้แต่น้ำตาที่บีบออกมาก็แห้งเหือดไปทันที หลงเหลือเอาไว้เพียงใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความอับอาย“ท่านบอกว่าไม่ได้ตั้งใจประกาศตัวว่าเป็นอดีตฮูหยินของท่านหมอเฉิน แต่เมื่อครู่มิใช่พูดออกมาจนสิ้นหรอกหรือ”“ข้า...” เจียงอิ่นฮวาเม้มปากก้มหน้า “ข้าเพียงอยากข
“เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายหญิง”“เจ้านำเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นไปให้นายท่าน อย่าลืมของพี่เกาด้วย ข้าเตรียมเนื้อตุ๋นเอาไว้ให้แล้ว เจ้านำไปที่ร้านให้นายท่านของเจ้ากินเป็นมื้อเที่ยง”“ขอรับนายหญิง”เสี่ยวลู่จื่อรีบออกไปหลังจากตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนอีกทางหนึ่งเว่ยอิงหลิวก็กำลังตรวจนับข้าวของ
“ที่ร้านมีเรื่องด่วนขอรับ หลงจู๊ให้ข้ารีบมาตามท่านกลับไป”เฉินเซวียมองไปยังโจวฮูหยิน เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเสียดาย “ฮูหยินข้าน้อยคงต้องเสียมารยาทแล้ว” ไม่พูดเปล่าเขากลับเดินอ้อมมาหาซูซีหลานที่เพิ่งจะหยิบตะเกียบนางกะพริบตามองเขา ก่อนมองไปยังอาหารละลานตาเสียของจริง!!!ลอบมองค้อนเฉินเซวียไปคราหนึ่ง
“ดูเหมือนตอนนี้ท่านจะเป็นที่รู้จักของผู้คนในเสียนหยางแล้ว”เฉินเซวียยิ้ม “เพราะแบบนี้ข้าจึงยิ่งต้องระมัดระวัง เรื่องในวันนี้ไม่ถือสาไม่ได้ ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่คุ้นเคยกับคนที่นี่ การที่โจวฮูหยินพาคนของข้าออกไปโดยไม่บอกกล่าว เรื่องนี้นับว่าเสียมารยาท ก่อนหน้านี้ข้าบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดวุ


















reviews