Mag-log inซูซี่/ซูซีหลาน ดูเหมือนแค่อกหักรักคุด สวรรค์คงคิดว่าเป็นบททดสอบที่ไม่มากพอ ดังนั้นจึงทำให้หญิงสาวต้องมีอันต้องไปโผล่ยังแคว้นฉิน ทั้งยังเป็นช่วงที่แคว้นฉินกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก ทำให้หญิงสาวจำต้องระวังทุกย่างก้าว ยิ่งในยามที่รู้จุดประสงค์ในการมายังเมืองหลวงของเฉินเซวีย นางก็บอกตัวเองว่าไม่ว่าอย่างไร นางก็จะพาเขาไปให้พ้นจากเรื่องวุ่นวายนี้ให้ได้ เฉินเซวีย ท่านหมอเฉินผู้เก่งกาจในด้านการรักษา เพราะบิดาของเขาต้องตายอย่างไร้ความเป็นธรรม อีกทั้งตัวเขากับมารดาก็ต้องระหกระเหิน โดยจำต้องทิ้งศพบิดาเอาไว้ในห้องลับภายในจวน ระหว่างทางกลับไปจัดการทุกอย่างให้ถูกต้อง เขากลับพบหญิงสาวปริศนาที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า และนางก็เปลี่ยนชะตาของเขาไปตลอดกาล
view moreเสียงเบรกดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องกึกก้องไปทั้งหุบเขา ภาพอันเลือนรางท่ามกลางสายฝน ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวใจในเพิ่มพูน
หัวใจที่เจ็บปวดยังคงแจ่มชัด หากแต่ความเจ็บปวดทางร่างกายชัดเจนกว่า เบื้องหน้าหลงเหลือไว้เพียงความสิ้นหวังที่วนเวียนมาทำร้ายหัวใจอันบอบช้ำ
ใครจะคาดคิดว่าดินเนอร์สุดโรแมนติค จะกลายมาเป็นฉากการเปิดโปงการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ ความทรงจำงดงามกลายเป็นเพียงภาพลวงตาและฝันตื่นหนึ่ง
ความจริงใจไม่อาจใช้หัวใจแลกมา เพราะสิ่งตอบแทนของความจริงใจครั้งนี้ กลับกลายมาเป็นความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด
‘หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่โง่งมอีกแล้ว’
เสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน ทั้งที่คบกับเขามามากกว่าหกปี แต่ตัวเธอกลับไม่รู้และไม่ระแคะระคาย กระทั่งถึงวันนี้ตกลงวางแผนจะแต่งงานกัน ทว่าทุกอย่างกลับพังทลายลง
เขามีคนอื่น...ที่สำคัญผู้หญิงอีกคนก็กำลังตั้งครรภ์
ดินเนอร์ท่ามกลางแสงจันทร์เหนือจุดชมวิวอันงดงาม กลายมาเป็นฉากสิ้นสุดของชีวิต เพราะเธอเองแท้ๆ ที่ไม่รักตัวเอง หากเธอรักตัวเองให้มาก ตั้งสติ และไม่ขับรถออกมาทั้งอย่างนั้น อุบัติเหตุคงไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้กว่าจะคิดได้ รถยนต์ที่ขับมาในขณะที่ฝนตกก็พุ่งเข้าชนขอบกั้นถนน
โลกนี้เธอเหลือตัวคนเดียว ยังโชคดีที่คงไม่มีใครเศร้าใจและร้องไห้ให้เธอมากนัก ‘ซูซี่เธอนี่มันโชคร้ายจริงๆ’
ประโยคนั้นเธอกำลังก่นด่าตัวเองในใจ ตอนที่รถกำลังพุ่งลงไปยังหุบเหวข้างถนน จุดชมวิวนี้อยู่เหนือสุดของยอดเขา ฝนตกหนักขนาดนี้ ถนนลื่นแต่เธอยังขับรถออกมาทั้งที่ไม่มีสติ แบบนี้ยังจะก่นด่าใครนอกจากตัวเอง
แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กถูกเหวี่ยง เข็มขัดนิรภัยรัดร่างเล็กกับเบาะแน่น ความเจ็บปวดจากการกระแทกมีมากมายเกินกว่าจะทานรับ
เสียงกระแทกระหว่างโลหะกับหินขนาดใหญ่ดังลั่นแสบแก้วหู ผสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเธอ
ตัวรถกระแทกกับต้นไม้กระเด็นกระดอน ทำให้กิ่งไม้ขนาดใหญ่แทงทะลุเข้ามาจากกระจก ความเจ็บร้าวทิ่มแทงเข้ามา ก่อนที่เข็มขัดนิรภัยจะขาดผึง ร่างเล็กกลิ้งลงไปกับตัวรถก่อนจะทะลุออกไปทางกระจกหน้าซึ่งแตกละเอียด
เมื่อไม่มีอะไรขวางกั้นร่างของเธอจึงลอยละลิ่วลงมาโดยไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว มองดูตัวรถที่ยังคงติดอยู่กับกิ่งไม้ ในขณะที่ร่างของตัวเธอเองกำลังตกลงมาจากที่สูง เสี้ยววินาทีนั้นได้แต่ถามตัวเองในใจ
‘จบสิ้นแล้วสินะ ฉันกำลังจะตาย’
เมืองหนานเฉิง แคว้นฉิน
ด้านหน้าจวนตระกูลจูอันมั่งคั่งร่ำรวย บ่าวไพร่กำลังช่วยกันขนของขึ้นไปวางด้านในรถม้าสองคัน คันหนึ่งสำหรับโดยสาร และอีกคันสำหรับขนสัมภาระ ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางไกล
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งสิบที่ตระกูลจูว่าจ้างมานั้นล้วนเป็นมือหนึ่ง ผู้ที่ก้าวออกมาคือบุรุษต่างวัยสองคน คนหนึ่งคือจูเซี่ย นายท่านตระกูลจูวัยห้าสิบห้า ส่วนอีกคือชายหนุ่มผู้มีท่าทีสุขุมวัยยี่สิบเก้า นามของเขาก็คือเฉินเซวีย
ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมเข้ม และบุคลิกที่นับว่าเป็นสุภาพชนของชายหนุ่ม ทำให้จูเซี่ยลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ลึกๆ แล้วเขาเคยคาดหวังให้เฉินเซวียแต่งบุตรสาวของเขาเป็นฮูหยิน ทว่าเขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มรุ่นลูกผู้นี้ มองพวกนางดังน้องสาวมาโดยตลอด
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เฉินเซวียเองก็เคยแต่งฮูหยิน แม้นับจากหลบเร้นออกมาจากเมืองหลวงจะไร้เงาของอีกฝ่าย หากแต่ตลอดหลายปีมานี้ สองแม่ลูกกลับไม่เคยเอ่ยถึงสะใภ้ผู้นั้นเลยสักครั้ง แม้จะเคยถามเป็นนัย หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงรอยยิ้มซึ่งไปไม่ถึงดวงตา
“ช่างน่าเสียดายที่เจ้าจะจากไป” จูเซี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย หลายปีที่ได้อยู่ร่วมกันเขาเองก็ทำใจว่าต้องมีวันนี้หากแต่ยังคงไม่อาจทำใจได้
“มีพบย่อมมีพลัดพราก มีวาสนาย่อมได้พานพบอีกครั้ง ท่านลุงข้าขอลา”
“เอาเถิด จะอย่างไรก็ส่งข่าวมาบ้าง หากไปถึงเมืองเสียนหยางมีสิ่งใดขาดเหลือ เจ้าจงอย่ารอช้ารีบส่งคนมาบอกข้า จากกันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไรจะได้พานพบ ข้าให้ทุกอย่างราบรื่นและลุล่วงไปด้วยดี”
เฉินเซวียค้อมกายคำนับจูเซี่ยอย่างนอบน้อม เมื่อขึ้นรถม้าออกมาจากเมืองหนานเฉิง ความทรงจำในวันวานก็ทำให้เขาต้องถอนหายใจ
ในปีนั้นเขาอายุได้ยี่สิบสี่ ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากบิดามาจนสิ้น หลังจากนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนหลอกลวงฉินฉื่อหวางตี้[1]ว่าจะแสวงหายาอายุวัฒนะมาถวาย หมอที่มีชื่อเสียงทั่วทั้งแคว้นฉินต่างถูกนำตัวเข้าวังหลวง
ครานั้นบางคนหายสาบสูญ บางคนกลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจ ซึ่งหนึ่งในคนที่กลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจก็คือบิดาของเขาเอง
“นายท่าน เรากำลังจะผ่านประตูเมืองหนานเฉิงแล้วขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อส่งเสียงบอกเขาเบาๆ
“อืม” เฉินเซวียยื่นมือไปเปิดม่านรถม้าขึ้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือกำแพงเมือง จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ “เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ดีใจหรือไม่จะได้ไปเที่ยวเมืองหลวงแล้ว”
“ไปเที่ยวหรือขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อมีท่าทีประหลาดใจ
“นายท่านมิใช่จะกลับบ้านเกิดหรอกหรือ หรือท่านเพียงไปที่นั่นชั่วคราว เราจะกลับมาที่หนานเฉิงใช่หรือไม่ขอรับ”
นายท่านของเขามิใคร่จะบอกจุดประสงค์ของตนบ่อยนัก อีกทั้งเขาเองก็ไม่อยากถาม ขอเพียงเขาได้ติดตามไปด้วย เรื่องอื่นเขาล้วนไม่แยแสและไม่คิดจะไถ่ถาม เพราะรู้ดีว่านายท่านของเขาปราดเปรื่องยิ่ง
“เจ้ามิใช่บอกว่าอยากไปเสียนหยางหรอกหรือ ที่นั่นเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉิน มิใช่ว่ามีข้าวของและเรื่องสนุกมากมายที่เจ้าอยากรู้อยากเห็นหรือไร”
“แต่...ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านนี่ขอรับ”
พูดจบก็เงียบเสียงลงเพราะนึกขึ้นได้ว่าบ้านเกิดของผู้เป็นนายนั้นหาใช่หนานเฉิงไม่
เฉินเซวียไม่โกรธกลับยิ้มออกมาที่มุมปาก เขาปล่อยม่านลงจากนั้นก็หลับตาพิงเบาะนุ่ม “นั่นสินะเจ้าพูดถูก ไม่ว่าที่ใดล้วนไม่เหมือนบ้าน”
[1] จิ๋นซีฮ่องเต้
มือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ





