Mag-log in
‘ลูก? มองเห็นแม่'
วิญญาณโปร่งแสงของหลินลู่เสียนหันเหมาจากชายวัยกลางคนที่เป็นสามีของเธอ ที่ตายจากกันนานกว่า 20 ปี มองไปยังบุตรสาวที่ไม่เคยได้เลี้ยงดูเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามเข้มแข็ง ‘พี่หยาง…ถิงเออร์’ ความปวดร้าวเสียใจราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากถาโถมเข้ามา สองแขนโปร่งแสงพยายามเอื้อมออกไปรั้งกอดสามีและลูก มีแต่ความว่างเปล่าในอ้อมแขน หลินลู่เสียนร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ แต่ไร้เสียงให้ใครได้ยิน พอเริ่มทำใจได้รู้ว่าลูกสาวมีความพิเศษสามารถมองเห็นพลังงานวิญญาณได้จากหยกจักรพรรดิ์สีแดงที่เธอสวมให้ก่อนตายตอนคลอดลูก “แม่คะหนูไม่ได้ยินเสียง แต่หนูสามารถอ่านปากได้ แม่มีอะไรจะพูดกับพ่อไหมคะ” ‘พี่หยางคิดถึงพี่จัง ที่รัก ไหนดูสิยิ่งอายุมากยิ่งคมสันหล่อเหลาสมเป็นสามีฉันจริง ๆ’ นิ้วชี้เรียวโปร่งแสงยื่นออกไปปัดผ่านปลายคางของสามี ยื่นหน้าไปหอมแก้มซ้ายขวา ไม่ได้สนใจสายตาบุตรสาวที่มองตาค้าง หลินลู่เสียนยักไหล่ข้างหนึ่ง ‘ช่วยไม่ได้นะ แม่คิดถึงพ่อ ไม่ได้เจอกันตั้ง 22 ปี ลูกก็ทนเอาหน่อย' จากนั้นความเกรงใจก็ไม่มีอยู่ในคำศัพท์ของเธอ ใช้ลูกสาวเป็นสื่อในการป้อยอสามี สลับกับให้ลูกสาวเล่าประสบการณ์ชีวิตหลังจากเธอตาย 'หลี่ซีซวนไอ้ลูกเต่าบัดซบ!’ วิญญาณคุณแม่สบถสาบานด้วยความเจ็บแค้น ไม่คิดว่าลูกสาวจะถูกหมอที่มาตีสนิทกับเธอในโรงพยาบาลลักพาตัวไปเลี้ยงทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ สามีก็หนีตายไปอยู่เซี่ยงก่าง ‘นังฟางผิง นังเพื่อนทรยศ คิดฮุบสมบัติตระกูลหลินงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!' เธอไม่คิดว่าสาเหตุการตายของตัวเองจะมีอะไรมากกว่าการโดนหญิงร้ายชายเลวผลักจนตกเลือดต้องคลอดก่อนกำหนด เธอถูกฆาตกรรมโดยเจตนา! พวกมันว่าจ้างพยาบาลสลับยาห้ามเลือดกับยาละลายลิ่มเลือด พอเลือดไม่หยุดไหลเธอจึงตกเลือดจนตายหลังคลอดลูก ฟางผิงและหลินอี้จวิน ฉันจะตามจองเวรแกไปทุกชาติฉันสาบาน! ดวงตาเมล็ดซิ่งกลมโตของหลินลู่เสียนยิ่งฟังยิ่งดุร้ายดำมืดด้วยโทสะแผดเผา อยากจะบีบคอหญิงชั่วชายโฉด แต่จนใจด้วยสองมือตอนนี้เป็นเพียงอากาศบางเบาในโลกใบนี้ ‘ตาแก่หยาง…อย่าได้คิดเอาคนไปถ่วงทะเลเชียว ทำอะไรคิดถึงลูกให้มาก’ หลินลู่เสียนรีบปรามสามีท่าทางดุร้ายเย่อหยิ่ง เพราะเห็นแววตากระหายเลือดอย่างไม่ปิดบัง ตานี่ ถ้าไม่ห้ามปรามคงคิดไปแก้แค้นให้เธอแบบที่ว่า หลินลู่เสียนมองสองพ่อลูกด้วยสายตาอ่อนโยน ‘ดีแล้ว ได้เจอทั้งสองคนก่อนจากไป' “คุณแม่… ใกล้จะได้เวลา…จากไปแล้ว” “ไม่ ไม่ ไม่!!!” “อย่าเพิ่งจากไปเลย! อยู่กับพี่กับลูกก่อน’ หลินลู่เสียนเหม่อมองสามีที่ร่ำร้องเรียกหาเธอด้วยสายตาเจ็บปวดอาวร เสียดายวาสนามีน้อย ได้รักกันเพียง 3 ปี ก็ต้องพรากจากกันชั่วชีวิตเสียแล้ว ‘แม่ฝากดูแลพ่อ ดูแลตัวเองให้ดีนะลูกรัก' ร่างโปร่งแสงค่อย ๆ บางเบาสลายไปราวกับหมอกควัน ‘ลาก่อน’ เฮือก! เปลือกตาบางใสวาวดุจไข่มุกกระพริบปริบ สมองยังคงงุนงงไม่มีสติรับรู้รอบตัว ในหูยังอื้ออึงเสียงภายนอกไม่ได้ผ่านเข้ามาในโสตประสาท ‘ที่นี่? ที่ไหนกัน?’ ไม่ใช่ว่าเธอตายไปแล้ว? เพิ่งจะบอกลาลูกสาวกับสามีแล้วก็ภาพตัด? หลินลู่เสียนค่อย ๆ กลอกตามองรอบตัว เพดานสีน้ำตาลขมุกขมัวที่อยู่ใกล้สายตา ไหนจะเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าไม่สบายตัว พรึ่บ! เธอลุกนั่งด้วยความตกใจ ตาโตเบิกกว้างหันมองรอบตัว พลางคิดว่าไหงโลกหลังความตายดูเหมือนรถไฟตู้นอน 2 ชั้น ตอนเธอเป็นยุวชนปัญญาชนที่ถูกส่งไปยังหมู่บ้านทงจิวขนาดนี้ “รอยขีด 3 ขีด วันที่ 3 ที่อยู่บนรถไฟ” ราวกับหนังภาพฉายซ้ำฉากเดิม หลินลู่เสียนทบทวนแล้วเหมือนนึกอะไรออก เธอรีบปีนลงจากที่นอนชั้นบน ตู้นอนแต่ละตู้มี 4 เตียงแบ่งเป็นบนล่าง ถ้าเปิดประตูเลื่อนนี้ออกไปก็จะเจอ… “จับหัวขโมยไว้! ไอ้หน้าแหลมเสื้อน้ำเงินมันล้วงกระเป๋า” พลั่ก! “โอ๊ย!” เรือนร่างบอบบางของเด็กสาวที่ก้าวขาออกมาจากตู้นอนปะทะเข้าร่างกายแข็ง ๆ สูงใหญ่อุดมมัดกล้ามของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้าอย่างจัง หลินลู่เสียนล้มทับลงบนตักแข็ง ที่คนด้านล่างเอาตัวมารองรับเธอไว้ ศอกเธอทิ่มลงข้างเอวของเขาจนเจ็บจุก ทำให้พลาดโอกาสที่เขาจะไล่จับหัวขโมยได้ทัน “เวรเอ๊ย! นี่ยัยบ้าเดินทะเล่อทะล่าออกมาทำไมเวลานี้วะ!” เสียงทุ้มแตกของเด็กหนุ่มตะคอกคนบนตัก คนอะไรไม่คิดรักหยกถนอมบุบผา อยู่ใกล้แค่นี้ตะโกนมาได้หูเกือบแตก… หลินลู่เสียนคิดอย่างมีน้ำโห รีบขยับลุกขึ้นยืน แสร้งไม่ทันระวังใช้หัวรองเท้าผ้าใบเหยียบบนข้อขาแข็งแรงไม่เบานัก จนคนโดนเหยียบอุทานออกมา “นี่เธอ!” ดวงตาดอกท้อมีเสน่ห์ของชายหนุ่มถลึงใส่ พอยืนได้มั่นคงดีแล้ว หลินลู่เสียนก็เหยียดหลังตรง ผมเผ้าที่กระเซิงปรกหน้าถูกเรียวนิ้วปัดออกจนเผยดวงหน้าหวานละมุนรูปไข่ จมูกเล็กเชิดปลาย เรียวปากอวบอิ่มแดงเรื่อรูปกระจับ ดวงตาเมล็ดซิ่งกลมโตกระจ่างใสแวววาว ชายบนพื้นนั่งอึ้งเบิกตามองค้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะจนต้องยกมือขึ้นลูบแผ่วเบา หลินลู่เสียนใจแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่ภายนอกเชิดคางเอามือเท้าเอวข้างหนึ่งอย่างถือดี ใช้สายตาเหลือบมองด้านล่าง “ชั้นทำไม คนจะไปห้องน้ำไม่ให้ออกจากห้องจะให้นั่งยองบนเตียงรึไง อีกอย่างนี่รถไฟไม่ใช่ทุ่งดอกไม้ให้นายมาวิ่งเล่น ชนคนไม่มีขอโทษสักคำ ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า ห๊ะ!” เด็กสาวตะโกนตอบโต้แววตาวาวราวกับแม่เสือ ขัดกับใบหน้างดงามอ่อนหวาน จนคนถูกต่อว่ามึนงง “ขอโทษ” ออกมาอย่างไม่รู้ตัว หลินลู่เสียนเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งด้วยใจเต้นแรง เกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้โผเข้ากอดคนหน้าหล่อคมเข้มที่ดูอ่อนเยาว์กว่าที่เห็นก่อนวิญญาณเธอจากมา ดวงตากลมมีร่องรอยอารมณ์พยายามกลั้นน้ำตาจนหางตาแดงเรื่อ ดูบอบบางน่าทนุถนอมขัดกับท่าทางแม่เสือเมื่อครู่ ‘หรือเธอจะเจ็บมาก แต่ทำเป็นเข้มแข็ง' ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกผิด เพราะพอเขายืนเต็มความสูงแล้วตัวเด็กสาวสูงแค่หัวไหล่เขาเท่านั้น “พี่จื้อหยางจับหัวขโมยได้แล้ว!” ก่อนทั้งสองจะได้ตอบโต้อะไรมากกว่านี้ มีเสียงตะโกนของเด็กหนุ่มอีกคนพร้อมตัวคนเดินมา เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกจื้อหยางอ้าปากแล้วหุบลง “อาเฉิง! ได้ของคืนรึยัง” เขารีบหันหน้าหนีเอามือเกาจมูกเก้อ ๆ ตะโกนเสียงดังกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลก ๆ มันมีทั้งอารมณ์ดีใจ โหยหาตีตื้นขึ้นมา ทั้งที่เขามั่นใจว่าไม่รู้จักหรือเห็นหน้าค่าตาเธอมาก่อน “ไป๋จื้อหยางแกจะไปคิดอะไรให้ปวดหัว คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ” …. เสียเมื่อไหร่!!! ไป๋จื้อหยาง ยืนมองเด็กสาวที่เขาชนบนรถไฟตาค้าง เกือบยกนิ้วชี้ใส่ เธอกำลังยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าหัวหน้ากองพลชุมชนหมู่บ้านทงจิว มีข้าวของกองใหญ่อยู่รอบตัวชนิดที่ต้องสงสัยว่าแบกมายังไงไหว 'บังเอิญขนาดนี้เลย' หลินลู่เสียนแอบมองเด็กหนุ่มคุ้นใจทางหางตา มุมปากยกยิ้มบางเบา ในเมื่อทุกอย่างเหมือนกับที่เธอจำได้ไม่มีผิดเพี้ยน นับว่านี่เป็นโอกาสดีที่เธอไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนมอบให้ แต่เธอเชื่อแล้วว่า… ตัวเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง “เหตุการณ์ทุกอย่างแม้แต่คำพูดยังเหมือนเดิมทุกคำ” เธอยังมีความทรงจำทั้งหมดจนถึงวันที่ตายจากไปเพียงลำพังในโรงพยาบาลอีก 5 ปีข้างหน้า ‘ในเมื่อฉันกลับมาแล้ว ชะตาร้ายที่ประสบในชีวิตก่อน ฉันจะแก้ไขมันเอง' แต่ก่อนอื่น…คงต้องต้อนหมาน้อยเข้ากรงเสียก่อน เธอแอบมองไปยังเด็กหนุ่มตัวโตอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ปะทะเข้ากับสายตาดอกท้อหวานที่ลอบมองมาอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองสะดุ้งรีบหันหนีใบหูร้อนผ่าว น่าอายชะมัด! จะทำเป็นยืนเชิด ๆ สวย ๆ ให้เขามาจีบเหมือนก่อนดี หรือควรแสดงท่าทีบ้างเพื่อกระตุ้น? เหมือนคิดสิ่งใดได้ ดวงตางามวาววาบมุมปากมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ไป๋จื่อหยาง…สามีที่รัก นายเสร็จฉันแน่!“ถิงถิงหลานปู่ ดูสิฉลาดเหมือนปู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”คนในห้องแทบจะกลอกลูกตาจนตากลับแล้ว กับปู่ที่หลงหลานขนาดหนักหลานเรอก็ว่า กินเก่ง เลี้ยงง่าย…หลานร้องงอแง ก็บอกเสียงดี โตขึ้นคงช่างพูด…แม้แต่หลานฉี่ใส่ฉือเหว่ยเฉิงยังบอกว่าหลานฉลาด…“ลุงไป๋ หลานฉี่ใส่ผมนี่มองจากมุมไหนถึงบอกว่าฉลาด” ฉือเหว่ยเฉิงพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองฮ่า ฮ่า ฮ่า“ฉลาดที่แค่ฉี่ใส่น่ะสิ ถ้าถ่ายหนักด้วยแสดงว่าชังน้ำหน้า” พ่อไป๋เยาะเย้ยแล้วหันมาเอากลองมาหลอกล่อหลานสาวเด็กทารกยังไม่ลืมตา เขาจึงเอาของเล่นที่มีเสียงมาหยอกล้อ“ตำรวจว่ายังไงบ้างคะ ผลตรวจสารเคมีในขวดยาออกหรือยัง” หลินลู่เสียนถามเรื่องที่เธออยากรู้ แต่เธอก็พอจะเดาออกว่ายาที่ฟางผิงสั่งให้คนสับเปลี่ยนคือยาอะไร“ผลออกแล้ว เป็นยาละลายลิ่มเลือด…”ไป๋จื้อหยางขบกราม เน้นเสียงทีละคำ ดวงตาสีดำคมมีประกายชิงชังเคียดแค้น ถ้าเขาไม่ให้คนคอยสะกดรอยฟางผิงคงไม่รู้ว่ามีคนจ้องจะเล่นงานภรรยาแถมคิดเล่นงานถึงตาย…พวกเขาเลยปล่อยให้พวกนั้นชะล่าใจ คอยให้คนที่สะกดรอยถ่ายรูปหลักฐานการนัดพบ การส่งมอบตัวยา และวางกับดักในวันที่ภรรยาคลอดเพราะเขาก็กะเอาให้ถึงตายเหมือนกัน…“จับได้ค่
ฝานเล่ยเป็นคนขับรถพาทุกคนมาโรงพยาบาล พ่อไป๋ยังไม่รู้ข่าวฉือเหว่ยเฉิงจึงเป็นคนไปโทรแจ้ง ลี่จวนหยิบบัตรคนไข้ไปติดต่อให้ข้อมูลผู้ป่วย“น้ำคร่ำยังไม่แตก แต่มีสัญญาณคลอดนะคะ ญาติติดต่อให้นอนห้องพักฟื้นก่อนได้เลยค่ะ เราจะยังไม่ย้ายคนไข้ไปห้องรอคลอดนะคะ”พยาบาลเวรเข้ามาตรวจอาการ ลงความเห็นว่ามีสัญญาณคลอดจึงให้ญาติไปทำตามขั้นตอน“โอ๊ย...เจ็บ เจ็บ โอ๊ย…”“ฮู่...ฮู่...ฮ่า… เสียน์เออร์หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจปกติ” ไป๋จื้อหยางนั่งช่วยกำกับภรรยาหายใจเพื่อลดอาการปวด“อ๊า...โอ๊ย...”ทุกครั้งที่หลินลู่เสียนร้องก็จิกนิ้วลงขยุ้มผมของสามีเขย่า ไป๋จื้อหยางครางเพราะความเจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เขาสงสารแม่ของลูกที่นอนทรมาน แล้วเขาช่วยอะไรไม่ได้“ลี่จวนเอากระเป๋าน้ำร้อนประคบหลังเสียนเออร์หน่อย”“คะ! ตายแล้ว…หนูลืมหยิบตะกร้าของมา มันอยู่ท้ายรถ”“เดี๋ยวไปเอาให้” ฝานเล่ยรีบวิ่งตัวปลิวออกไป“ว๊าย! สหาย...อย่าวิ่งตามทางเดิน!”พยาบาลที่เข็นรถเข็นก้มมองรายการยาร้องออกมาเพราะมีคนวิ่งสวนออกไปเกือบชนเธอเข้าท้องแรกส่วนใหญ่กว่าจะคลอดมักรอกันนานหลายชั่วโมง หลินลู่เสียนก็นอนปวดร้องครางตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ยังไม่มีท
ไม่มีคนทำแทนได้เลยเหรอคะ พวกเราต้องรีบเดินทางกลับน่ะค่ะ”หลินลี่จวนร้อนใจรีบสอบถามหาทางแก้เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างลำบากใจ ทำให้พอรู้แล้วว่าคงข้ามหน้าที่กันไม่ได้ การรับเอกสารเพื่อตรวจสอบต้องมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายงานคนเดียวเท่านั้น“ลี่จวนอย่าสร้างความลำบากใจให้เจ้าหน้าที่ ขอโทษแทนน้องสาวด้วยนะคะสหาย เธอยังเด็ก”หลินลู่เสียนยิ้มขอโทษเจ้าหน้าที่อย่างนุ่มนวล กิรอยามารยาทดูอ่อนหวานคนมองจึงมีสีหน้าที่ดีให้“ทางเราต้องขออภัยสหายหลินจริง ๆ ค่ะ เอาอย่างนี้ฉันให้เบอร์โทรศัพท์สหายไว้นัดเวลามาล่วงหน้าก็ได้ค่ะ”เจ้าหน้าที่แม้ทำอะไรไม่ได้แต่ก็พยายามช่วยคิดหาหนทางอื่น แต่ก็ทำได้เท่านี้เพราะพวกเธอก็ไม่มีอำนาจหน้าที่“ขอบคุณสหายมากค่ะ” รับเบอร์มาแล้วก็ส่งสัญญาณให้พากันกลับ ลี่จวนออกอาการฮึดฮัดหายใจแรงหน้าแดงเพราะโกรธปนสงสารพี่สาว เรียวปากก็สั่นเหมือนจะร้องไห้“ยัยบ๊อง ทำไมจะร้องแล้วล่ะ”“ฉันโมโหแทนพี่นี่คะ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เลยค่ะ เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะพี่ลู่เสียน”หลินลู่เสียนตบมือบนหลังมือลี่จวนเบา ๆ แล้วหยิกแก้มสาวน้อยหน้ามุ่ยจนแก้มป่องไปอีกที“เอาน่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเ
อาทิตย์ต่อมาหลินลู่เสียนพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้งหลังสอบเก็บคะแนน รอบนี้ทุกคนคัดค้านแบบหัวเด็ดตีนขาด เพราะหลินลู่เสียนที่ท้องเจ็ดเดือนท้องโตอุ้ยอ้ายเดินเหินลำบากแล้วไป ๆ มา ๆ ก็แพ้ให้ไม้ตายของคุณแม่“อึก…ฮึก…ทุกคนหาว่าฉันไม่รักลูก ไม่ดูแลลูกให้ดีใช่ไหม”คุณแม่ท้องโตน้ำตาคลอ หางตาแดงเรื่อ ปลายจมูกที่เชิดรั้นถูกสึชมพูอ่อนลามเลีย ก่อนหยาดน้ำตาจะค่อย ๆ กลั่นเป็นหยดไหลเป็นทางอาบแก้มอวบอิ่มเสียงสะอื้นจางแผ่วค่อย ๆ ดังขึ้น“ไม่ใช่นะ พวกเราแค่กลัวน้องกับลูกเป็นอันตราย ระยะทางก็ไกลเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป ไม่ร้องนะคนดี”“นั่งรถนาน ๆ เดี๋ยวเท้าจะบวมแล้วก็ปวดขาด้วยนะคะพี่ลู่เสียน”ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมยังไง คนท้องก็นั่งร้องไม่ปริปากต่อเป็นการดื้อเงียบ พ่อไป๋จึงต้องรับปากอนุญาตรถยนต์หงฉีสีดำจึงขับจากปักกิ่งมายังลั่วหยางสายลมอ่อนพัดพากลีบโบตั๋นหลากสีลูบไล้ข้างตัวรถ ตัวเมืองเก่าที่เคยเงียบเหงามีเสียงเคลื่อนย้ายข้าวของเข้าออก ผู้คนที่เคยห่างหายในความทรงจำพร่าเลือน เริ่มปรากฏเค้ารางคุ้นตา“รถของตระกูลไหนกัน ““พ่อ ผมอยากได้รถแบบนั้น”“เอ๊ะ! รถจอดหน้าบ้านตระกูลหลิน ไหนลุงรองหลินบอกว่าติดต่อยัยหนูหล
เช้าวันต่อมาไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยกลับโรงแรมหลังเสร็จเรื่อง หลินลู่เสียนให้ทั้งคู่พักผ่อนก่อนค่อยตื่นมาเล่าเรื่องหลังตื่น“หา! พี่เขย…สั่งจับคนไปถ่วงน้ำแบบนั้นเลยเหรอคะ”ป็อก…“จคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ได้ฆ่าแกง แค่จับโยนลงย้ำทั้งคนทั้งของ”ลี่จวนโดนพี่เขยดีดหน้าผากจนหน้าหงาย แรงที่ใช้ไม่เบา แม้แต่ฝานเล่ยยังไม่ห้าม แต่มองด้วยแววตาขบขันแทน“ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ พี่ลู่เสียนคะ เจ็บหนัาผาก” เด็กสาวหันไปออดอ้อนพี่สาวแทน“พี่หยางทำไมไม่ส่งตำรวจล่ะครับ” จุดนี้แหละที่ทุกคนไม่เข้าใจ“จากคำบอกเล่าของลูกน้อง ก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมเจ้าของโกดังข้อหาค้าของเถื่อน อาจจะมีนอกมีใน อย่าเอาหลักฐานไว้กับตัวดีกว่า ไม่อยากเสี่ยง”“ก็จริงนะ เกิดตำรวจต้องการป้ายสีเราก็แก้ต่างยากเพราะของก็อยู่ หากคนทำผิดให้ปากคำว่าเราจ้างมาอีกล่ะ”พวกเล่ห์กลเหล่านี้ในโลกธุรกิจการงานยังมีอีกมาก พวกเขาจึงต้องจดจำและระวังตัว“ส่วนเรื่องการรับงานรายย่อยพี่คุยกับน้าจ้าวคร่าว ๆ แล้ว เริ่มดำเนินการทันที”ในส่วนของบริษัทขนส่งไป๋จื้อหยางสั่งการม้วนเดียวจบ เหลือแค่การปฏิบัติและติดตามผล“งัันวันนี้เราไปดูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากัน อาเฉิงพี่จะให้น
วันต่อมา พอมีแนวทางธุรกิจใหม่ไม่มีใครคิดอยู่เซี่ยงก่างต่อ จึงแยกกับพ่อไป๋ย้อนกลับไปเสินเจิ้นขับรถจากเซียงก่างข้ามแดนมาไม่นานก็ถึงท่าเรือเสินเจิ้นแล้ว พวกเขาจึงเข้าไปโกดังท่าเรือของบริษัทก่อน“อาจินเป็นไง ซ่อมได้ไหม”“ยังเลยครับ อาการแบบนี้ผมไม่เคยเจอต้องค่อย ๆ ตรวจดูทีละส่วน”ด้านข้างรถบรรทุกคันหนึ่งมีกลุ่มคนงานยืนล้อมอยู่เกือบสิบคน ไป๋จื้อหยางได้ยินเสียงน้าจ้าวจากตรงกลางวงล้อมบทสนทนาพอจับใจความว่าทางนี้กำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก“น้าจ้าว เกิดอะไรขึ้นครับ” ไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยรีบเดินแหวกคนงานเข้าไป เห็นชายคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ส่องเครื่องยนต์ของรถบรรทุก“อาหยางมาถึงแล้วเหรอ รถคันนี้น่ะสิมันเกิดเสียขึ้นมาตอนนี้ช่างจินกำลังซ่อมอยู่ แต่วันนี้เรามีคิวต้องออกรถไปเฉิงตูช่วงบ่ายถ้าซ่อมไม่ทันมีปัญหาแน่”น้าจ้าวบอกสถานการณ์จบก็แนะนำเจ้าของบริษัทให้พนักงานขับรถรู้จัก พนักงานรุ่นแรกจะเป็นทหารผ่านศึกที่น้าสุ่ยแนะนำมา พวกนี้ค่อนข้างมีวินัยพวกที่รับมาใหม่รุ่นหลังมีอันธพาลกลับใจ พวกข้างถนนที่แก๊งถูกปราบปราม พวกนี้แม้งานจะไม่ผิดพลาดแต่ก็คุมยากมีกระทบกระทั่งเรื่องทัศนคติกับฝั่งทหารเก่าบ่อยครั้ง“ขอ







