LOGINจากทายาทพันล้านต้องกลายเป็นเพียงลูกสาวของชาวบ้านยากจนที่มีชีวิตแสนจะลำบาก แถมยังโดนคนในสกุลสายหลักคอยเอาเปรียบและรังแกไม่เคยได้รับความเป็นธรรม นางที่ไม่เคยยอมแพ้ให้กับใครมีหรือจะยอมโดน
View Moreกึก กึก กึก ติง ติง ติง!
“เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เครื่องบินเกิดตกหลุมอากาศ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดรัดเข็มขัดนิรภัยและนั่งประจำอยู่กับที่ของตนเองเพื่อความปลอดภัยดะ...”
วูบบ
ยังไม่ทันที่หลินหลินจะได้ฟังคำพูดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจบประโยค ทุกอย่างก็ดับวูบลงไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ
.
.
.
“โม่เอ๋อร์! โม่เอ๋อร์เจ้าได้ยินแม่หรือไม่ลูกรัก โม่เอ๋อร์ โม่เอ๋อร์...”
เสียงเรียกชื่อของใครบางคนดังขึ้นอย่างเลือนราง ข้าง ๆ หูของหลินหลิน มันเป็นเสียงที่ดูกระวนกระวายใจ ตกใจ เป็นห่วงและเต็มไปด้วยความรัก
เฮือก!!!
ในที่สุดเปลือกตาที่ปิดสนิทไร้หนทางที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งของเด็กสาวที่กำลังนอนหมดสติในอ้อมกอดของผู้เป็นมารดาก็กลับลืมตาพรึ่บขึ้นมา พร้อมกับอาการหายใจหอบเล็กน้อย
“อะ...เจ็บจัง”
หลินหลินเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งยกมือขึ้นจับไปที่บาดแผลตรงท้ายทอยของตนเองด้วยอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
“โม่เอ๋อร์ลูกแม่! ฮือ ๆ ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณที่ให้ลูกสาวของข้ากลับคืนมา อึก”
น้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความยินดีของ จ้าวฟาน ผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยเอ่ยขึ้น ทั้งที่ยังกอดรัดร่างของบุตรสาวคนเล็กของตนเองเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“อื้อ! ท่านแม่ลูกไม่เป็นอะไรแล้ว ท่านแม่ปล่อยข้าก่อนดีหรือไม่ข้ารู้สึกหายใจไม่ออกแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่ (วิญญาณหลินหลิน) เอ่ยบอกกับมารดาของตนหลังจากที่ถูกอีกฝ่ายกอดแน่นเสียจนรู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว
“โอ๊ะ! แม่ขอโทษด้วยลูก แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ลูกรัก?”
นางฟานซื่อเอ่ยถามบุตรสาวตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง พร้อมกันนั้นนางก็ยังใช้สายตามองสำรวจทั่วร่างกายของเด็กสาวเพื่อหาบาดแผล
“ท่านแม่ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบกลับพร้อมกับส่งรอยยิ้มบางเบาไปให้กับผู้เป็นมารดาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลงไป
“เช่นนั้นก็ลุกขึ้นไปทำงานบ้านเสีย อย่ามัวแต่มานั่งสำออยให้เสียเวลา!”
เพียงแค่จบคำพูดของเด็กสาว เสียงตะโกนอย่างฉุนเฉียวก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของพวกนางสองแม่ลูก
“พี่สะใภ้หลิว โม่เอ๋อร์นางบาดเจ็บไม่อาจฝืนทำงานบ้านต่อได้แล้วในวันนี้”
นางฟานซื่อเอ่ยกับนาง หลิวตาน พี่สะใภ้ใหญ่ของตนเองอย่างต้องการความเห็นใจจากอีกฝ่าย
“แต่สิ่งที่ข้าเห็นอยู่ในตอนนี้นางก็ดูสบายดีไม่ใช่หรืออย่างไร เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัวแทนนางรีบไสหัวไปทำงานได้แล้วอย่ามัวแต่ขี้เกียจ!”
นางหลิวซื่อ หรือ หลิวตาน สะใภ้คนโตของสกุลจ้าวสายหลัก หญิงวัยกลางคนอายุ 48 ปี ยังคงเอ่ยกับสองแม่ลูกอย่างไม่สนใจใยดีแม้แต่น้อย
“พี่สะใภ้หลิว ข้าขอร้องท่านละ ประเดี๋ยวข้าจะเป็นคนทำงานทั้งหมดเอง ข้าขอเพียงแค่ให้โม่เอ๋อร์ได้กลับไปนอนพักได้หรือไม่?”
นางฟานซื่อยังคงเอ่ยขอร้องพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนอย่างถึงที่สุด เพื่อให้บุตรสาวที่บาดเจ็บของนางได้กลับไปนอนพักที่บ้าน
“หึ เอาอย่างนั้นก็ได้ แล้ววันหลังอย่าให้ข้าเห็นอีกนะว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกอู้งานจนทำงานไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกให้สามีของข้าจัดการสั่งสอนพวกเจ้าทั้งครอบครัวเสีย!”
นางหลิวซื่อเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น นางก็สะบัดตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในบ้านในทันที โดยไม่คิดที่จะสนใจสองแม่ลูกสกุลจ้าวอีกต่อไป
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่ช่วยท่านทำงานให้เสร็จก่อนแล้วพวกเราจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนพร้อมกัน”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นว่านางหลิวซื่อเดินจากไปแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากผู้เป็นมารดาก็ทำให้เด็กสาวจำต้องทำตามอย่างขัดไม่ได้
“ไม่เป็นไร ลูกกลับบ้านไปพักผ่อนเถิด อย่าดื้อรั้นและทำให้แม่ต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้เลยนะลูกรัก”
“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะกลับไปพักตามที่ท่านแม่เอ่ยมานะเจ้าคะ แต่ท่านแม่อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปจนตัวเองไม่ไหวนะ”
จ้าวโม่เอ่ยกำชับกับมารดาทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนที่นางจะพาร่างอันบอบช้ำของตัวเองเดินกลับไปยังบ้านที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเพื่อพักผ่อนในทันที
หลังจากที่จ้าวโม่เดินตามเส้นทางกลับบ้านได้สักพักหนึ่ง ในที่สุดเด็กสาวก็มาหยุดลงที่หน้าบ้านโทรม ๆ หลังหนึ่งที่ในความทรงจำของเด็กสาวนั้นคือบ้านของพวกเขาสกุลจ้าวสายรอง
ใช่แล้ว ร่างที่หญิงสาวเข้ามาสวมอยู่ใหม่ในตอนนี้คือ จ้าวโม่ เด็กสาวอายุเพียงแค่ 11 หนาว จากสกุลจ้าวสายรอง ขึ้นชื่อว่าเป็นสายรองก็ย่อมต้องถูกสายหลักกดเอาไว้อย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
โดยครอบครัวของเด็กสาวนั้นมีด้วยกันทั้งหมดหกคนและนางก็คือลูกสาวคนเล็กของบ้าน ท่านตาของนางนั้นเป็นน้องชายของท่านตาใหญ่ที่เป็นผู้นำสกุลจ้าวสายหลัก
ส่วนมารดาของนางเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านตา ในความทรงจำของเด็กสาวจ้าวโม่ตามที่นางได้เห็นในตอนที่กำลังจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานั้นช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ครอบครัวของเด็กสาวนั้นมักจะถูกคนจากบ้านสายหลักคอยรังแกอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะมารดาของนางกับเจ้าของร่างเดิม
ทุกครั้งที่สามีและลูกชายทั้งสองของนางขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บิดาไปหาสมุนไพร นางกับบุตรสาวก็จะถูกนางหลิวซื่อพี่สะใภ้ใหญ่กับนางหมี่ซื่อพี่สะใภ้รองเรียกไปใช้ให้ทำงานบ้านอยู่ทุกวัน
นานวันเข้าเมื่อเด็กสาวเริ่มโตขึ้นอายุได้ 7 หนาวก็ถูกบุตรสาวทั้งสองของป้าสะใภ้ทุบตีระบายความโกรธ แต่เด็กสาวกลับไม่เคยเอ่ยปากบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนที่บ้านรู้เลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะกลัวคำขู่ของญาติผู้พี่ทั้งสองคนที่บอกว่าถ้านางกล้านำเรื่องนี้ไปบอกคนที่บ้าน พวกนางทั้งสองจะบอกให้บิดาของพวกตนจัดการกับครอบครัวของนางเสีย
ด้วยความเป็นเด็กและกลัวว่าตนเองจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ดังนั้นเด็กสาวจึงได้เก็บงำเรื่องที่ตนเองถูกญาติผู้พี่ทั้งสองรังแกมาโดยตลอด
พอนางฟานซื่อเอ่ยถามถึงบาดแผลตามตัวเด็กสาวก็บอกเพียงตนเองไม่ทันระวังหกล้มบ้าง โดยไม้ข่วนบ้าง ด้วยจ้าวโม่นั้นเป็นเด็กซุ่มซ่ามและขี้กลัว นางฟานซื่อจึงไม่ได้เอะใจเกี่ยวกับเรื่องแผลบนตัวของบุตรสาวคนเล็กแม้แต่น้อย
จนมาวันนี้ในขณะที่นางฟานซื่อเดินไปซักผ้าที่ลำธารอยู่นั้น จ้าวโม่ที่กำลังช่วยมารดาล้างถ้วยชามอยู่ที่หลังบ้านของบ้านสายหลักก็ถูกบุตรสาวของป้าสะใภ้ทั้งสองรุมรังแก
ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพลั้งมือผลักเด็กสาวจนล้มหงายหลังไปหัวฟาดเข้ากับเก้าอี้นั่งล้างจานที่ทำจากไม้เนื้อแข็งจนหมดสติและสิ้นใจตาย
เมื่อนางฟานซื่อกลับมาก็พบเพียงร่างของบุตรสาวที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ด้วยความตกใจนางฟานซื่อรีบทิ้งถังใส่ผ้าลงพื้นแล้วรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
นางรีบเขย่าเรียกร่างเล็กในอ้อมกอด ด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ ไม่นานร่างเล็กในอ้อมแขนก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ซึ่งก็คือตอนที่วิญญาณของหญิงสาวได้เข้ามาสวมร่างนี้แทนเด็กสาวจ้าวโม่แล้วนั่นเอง
กลับมาที่ปัจจุบัน ในตอนนี้จ้าวโม่กำลังยืนอึ้งกับสภาพบ้านที่ตนเองต้องมาอาศัยอยู่ด้วยความรู้สึกหดหู่ แลดูสิ้นหวังเป็นอย่างมาก
เพราะว่าบ้านของนางกับครอบครัวที่ใช้อาศัยอยู่ด้วยกันหกชีวิตตรงหน้าของนางในตอนนี้มันช่างไม่ต่างอะไรกับกระท่อมปลายนาที่นางเห็นบ่อย ๆ ในช่วงวัยเด็กที่ตนเองได้อาศัยอยู่กับท่านยายที่บ้านในต่างจังหวัด
ต่างกันก็เพียงแค่บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าและดูดีกว่าเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
‘นี่มันเกิดเรื่องพิสดารอะไรขึ้นกับนางกัน! มันไม่มีทางเป็นไปได้!
นางไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แม้แต่น้อย’
==========================================================================================
เปิดมาตอนแรกก็เจอตัวแม่กันเลยทีเดียว ยัยน้องจะไหวไหมคะนั่น มาเอาใจช่วยน้องกันเยอะ ๆ นะคะ
ผ่านมาแล้วกว่า 3 วัน หลังจากที่จ้าวโม่กลับมาจากจวนท่านเจ้าเมือง จ้าวโม่นั้นเร่งมือจัดการงานต่าง ๆ เป็นอย่างมากเพราะว่าในอีกสองวันนางกับพี่ชายทั้งสองจะต้องออกเดินทางไปยังแคว้นหาน เพื่อพบกับญาติฝั่งบิดาแล้วดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองของนางจึงได้วุ่นวายกันเป็นอย่างมากนั่นก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสามจะต้องฝากฝังงานต่าง ๆ ให้กับคนสนิทที่จะมาดูแลเรื่องต่อจากพวกนาง ในช่วงเวลาที่ทั้งสามคนเดินทางไปยังบ้านของท่านย่าแต่ก็ยังถือว่าสามพี่น้องได้จัดการเรื่องราวทุกอย่างลงได้ตามกำหนดการที่วางเอาไว้แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องออกเดินทางสามพี่น้องสกุลจ้าวจึงสามารถเดินทางได้อย่างสบายใจไร้กังวลเพราะที่บ้านยังมีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแลงานต่อให้ จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองใช้เวลาในการเดินทางไปยังแคว้นหานและพักอาศัยอยู่ที่จวนโหวเป็นเวลา 1 เดือนจากนั้นครอบครัวจ้าวทั้งหมดก็ได้เร่งเดินทางกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อจัดการเรื่องราวของโรงงานน้ำตาลที่ใกล้จะได้เวลาเปิดกิจการแล้วโดยตลอดเวลาที่จ้าวโม่ไปพักผ่อนที่บ้านของท่าย่านั้น นางก็ได้รับความเอ็นดูจากทุกคนในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่านางเป็นหลานสาวที่ผู
ในตอนนี้จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสอง ได้เข้ามาด้านในจวนของท่านเจ้าเมืองแล้ว และกำลังนั่งรอเจ้าของจวนอยู่ที่ห้องรับแขกกันอย่างเงียบ ๆและแล้วถังหมิงก็ได้มาถึงห้องรับแขกตามที่คนรับใช้ได้ไปแจ้งเขาว่าคุณหนูและคุณชายจากบ้านสกุลจ้าวมาขอเข้าพบโดยในครั้งนี้มีถังไท่เหวินติดตามมากับถังหมิงด้วย เพราะพวกเขาต้องการจะเห็นผลงานที่หญิงสาวทำออกมาได้“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมือง พี่ไท่เหวินเจ้าค่ะ”คำทักทายจากสามพี่น้องสกุลจ้าวที่ดูจะเหมือนกัน แต่กลับต่างกันตรงท้ายประโยคของหญิงสาวที่เอ่ยทักทายชายหนุ่มอีกคนในห้องทำให้สายตาของบุรุษที่เหลืออีกสามคนต้องหันไปมองยังใบหน้าของถังไท่เหวินอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความสงสัยโดยความสงสัยของถังหมิงนั้น แตกต่างกับพี่ชายทั้งสองของจ้าวโม่อย่างสิ้นเชิง เพราะความสงสัยคงชายวัยกลางคนก็คือว่า เขาทั้งสองไปสนิทกันจนเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ส่วนความสงสัยของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวนั้น คือบุราตรงหน้าผู้นี้เป็นใคร แล้วทำไมน้องสาวของพวกเขาถึงได้เอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนมเช่นนั้นได้กันและเหมือนถังไท่เหวินจะอ่านสายตาของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวออ
“พี่ใหญ่ พี่รองข้ามีอะไรจะให้พวกท่านได้ดูด้วยเจ้าค่ะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสอง เมื่อนางเดินมาหยุดลงตรงหน้าของชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“มีอะไรรึโม่เอ๋อร์”จ้าวจินฮ่าวเอ่ยถามน้องสาวกลับไป หลงจากที่หยุดมือจากการรีดน้ำอ้อยที่ทำอยู่ ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างของน้องสาวตนเอง“นี่อย่างไรเจ้าคะ น้ำตาลสกุลจ้าว ข้าทำมันออกมาสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ”“ว่าอย่างไรนะ!”ทันทีที่เอ่ยจบ จ้าวโม่ก็ได้ยกขวดโหลที่ใส่น้ำตาลก้อนเอาไว้ให้กับพี่ชายทั้งสองได้ดูอย่างชัด ๆส่วนชายหนุ่มทั้งสองเอง เมื่อได้ยินคำพูดบอกของน้องสาว ต่างก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมากและเมื่อพวกเขาได้เห็นโหลแก้ว ที่ภายในมีเจ้าน้ำตาลก้อนที่น้องสาวหยิบออกมาให้ดูดวงตาของพวกเขาทั้งสองก็เบิกกว้างขึ้นจนแทบจะทะลุออกมาจากเบ้าเสียให้ได้ด้วยความตกใจก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะรีบพุ่งตัวเข้ามาหาน้องสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล เพื่อจ้องมองดูเจ้าก้อนสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในโหลแก้วบนมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว“นะ นี่นะหรือคือน้ำตาลที่เจ้าทำออกมา ทำไมมันถึงมีรูปร่างที่ดูไม่เหมือนกับน้ำตาลที่พวกเราเคยพบเห็นเลยเล่า?”เมื่อจ้าวหยางได้เห็นน้ำตา
หลังจากที่จ้าวโม่ได้จัดการเรื่องที่ดินใหม่ หนังสือขึ้นทะเบียนและหนังสือสัญญาเสร็จจนครบเรียบร้อยแล้วหลายวันต่อมา จ้าวโม่ก็ได้สั่งงานให้พี่ใหญ่ของนางไปติดต่อนายช่าง ให้เข้าไปสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่บนที่ดินผืนใหม่ฝั่งเดียวกันกับบ้านพร้อมทั้งแบบภาพที่นางต้องการจะให้นายช่างสร้างออกมาให้ ส่วนที่ดินอีกผืนนางก็ได้สั่งให้คนงานเข้าไปปรับหน้าดิน และได้ลงมือปลูกต้นอ้อยจนเต็มให้แล้วเสร็จจนในที่สุด วันที่เครื่องรีดน้ำอ้อยที่นางได้สั่งทำในตัวเมืองหานเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ก็แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยค่าสั่งทำเครื่องรีดน้ำอ้อยของจ้าวโม่ในครั้งนี้ก็ถือว่าราคาแพงพอสมควร แต่เมื่อนางเห็นผลงานที่ได้มาก็แทบจะไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเครื่องรีดน้ำอ้อยของนางที่ได้รับมานั้น เหมือนกับแบบวาดที่นางได้มอบให้กับนายช่างที่รับทำราวกับแกะ แถมเขายังมีบริการนำมาส่งให้ถึงบ้านอีกด้วยวันนี้ก็ครบ 2 อาทิตย์ตามที่จ้าวโม่ให้กับเจ้าเมืองหานพอดี ดังนั้นในวันนี้จ้าวโม่จึงได้วางแผนที่จะทดลองทำน้ำตาลออกมาดูโดยมีลูกมือก็คือเสี่ยวหลาน และพี่ชายทั้งสองของนางนั่นเอง ที่ใช้คนน้อยเพราะนางต้องการทำออกมาในจำนวนที่ไม่มากนั
หญิงสาวร่างบาง สมส่วนในชุดสีฟ้าน้ำทะเล ปักลวดลายดอกโบตั๋นตรงชายกระโปรง ค่อย ๆ ก้าวลงจากรถม้าโดยมีสายตาของเหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าที่ว่าการจ้าวโม่เดินลงมาจากรถม้าของตนเอง ด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างคนที่รับการอบรมเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดีทำให้ชาวเมืองทั้งหลายคล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ก็ไม่ปาน นั
เวลาผ่านไปสักพัก จ้าวจินฮ่าวและจางติงก็ได้เดินกลับมายังรถม้าที่เป็นจุดนัดหมายของพวกเขากับเด็กสาว และพบว่าอีกฝ่ายเองก็ได้กลับมาถึงแล้ว ดังนั้นทั้งสี่คนจึงได้ขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนและทานอาหารกัน จนรุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือนพวกของจ้าวโม่ก็ได้เดินทางออกจากโรงเตี๊ยมกันตั้งแต
หลังจากที่จ้าวโม่จัดการเรื่องของผู้ติดตามทั้งสองของหลี่เจียมู่เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นจ้าวโม่ก็ตั้งใจว่าจะกลับไปพูดขอบคุณกับชายหนุ่มอีกครั้งอย่างเป็นทางการแต่เมื่อจ้าวโม่หันกลับไปที่ด้านหลังของตนเอง กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่างสูงของชายหนุ่มเสียแล้ว&ldq
ราคาที่จ้าวโม่เอ่ยขึ้นมานั้น สูงกว่าราคาที่อีกฝ่ายแนะนำอยู่ไม่น้อย นั่นจึงทำให้ถงเซาอดรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่เขาก็เอ่ยตอบตกลงในที่สุด“ได้ ตกลงตามนี้ ทางร้านของเราจะรับซื้อสูตรอาหารนี้ในราคา 400 ตำลึงทองตามที่เจ้าเสนอมา”เขาได้คิดไตร่ตรองดูดี ๆ แล้ว ก็พบว่าก






reviewsMore