Masukทหารที่ไปออกรบทยอยกลับบ้าน ข้าศึกแตกพ่าย กองทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ และได้รับรางวัลอย่างงามกันทั่วถึง หลิวเวินเซียนกลับเมืองจินหลิง การที่เขาไปออกรบนานถึงหกปีทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้รับประสบการณ์ชีวิตมากมาย
กลับมาครั้งนี้เขาหวังว่าจะปรับความเข้าใจกับหลี่อันหนิงใหม่และพร้อมเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับนางอย่างจริงจัง เมื่อก่อนแม้เขาจะหมางเมินต่อนาง ไม่เคยได้ปกป้องนางหรือแม้แต่วางท่าทีเย็นชาอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อได้ร่วมหอกันแล้วเขาก็ยอมรับสถานการณ์เหล่านั้นได้ ก่อนแต่งงานนางทำเรื่องเสื่อมเสียเอาไว้ เขาก็ไม่เคยออกหน้าแทนนางแต่นางก็ทำดีกับเขา เสียสละหลายอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาได้อ่านตำราเต็มที่ ทำอาหารห่อให้เขาไปกินที่สำนักศึกษา ไปส่งขึ้นรถม้าหรือแม้แต่จัดการธุระแทนยามที่เขาไม่อยู่ นั่นคือความทรงจำที่ดี ๆ ของนางที่เขาจดจำเอาไว้ในใจ ท่านแม่และคนตระกูลหลิวไม่ชอบนางแต่เมื่อแต่งงานกับแล้วเขาควรรับผิดชอบนำพาครอบครัวให้ก้าวไกลมากกว่านี้ เสียงเกือกม้าดังสะท้อนก้องไปตามลานหินของตระกูล ร่างสูงในชุดนักรบเปื้อนฝุ่นกลับจากสนามรบ หลิวเวินเซียนก้าวลงจากม้าด้วยความเหนื่อยล้าแต่ใจกลับเบิกบาน เขาเดินเข้าเรือนด้วยความคาดหวัง ทว่าเมื่อเปิดประตูเรือนออกมา กลับพบเพียงความเงียบงัน ไม่มีร่างหญิงสาวที่เคยรอเขาในยามค่ำ ไม่มีกลิ่นหอมของอาหารที่คุ้นเคย ไม่มีแม้เงาของใครเลย "อันหนิง" เขาเรียกเสียงเบา ๆ แต่คำตอบที่ได้มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามา เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นมารดาของเขา ที่ยืนกอดอกอยู่ตรงกรอบประตู แววตาเย็นชามองลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้ากลับมาแล้วรึ เซียนเอ๋อร์" เขารีบคำนับ "ขอรับ ท่านแม่ ข้ากลับมาจากชายแดนเรียบร้อย ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง" เขากวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามเสียงแผ่ว "อันหนิงอยู่ไหนขอรับ ทำไมข้าไม่เห็นนางเลย" คำถามนั้นทำให้มารดาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแผ่ว "อย่าพูดถึงนางอีกเลย" "หมายความว่าอย่างไรขอรับ" มารดาหันหน้าหนี เสียงพูดไม่ค่อยสบายใจนัก "ตั้งแต่เจ้าจากไป นางผู้นั้นก็เผยธาตุแท้ ขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ เอาแต่บ่นโทษโชคชะตา วันหนึ่งก็หายออกจากเรือนไปพร้อมกับชายแปลกหน้าในตลาด คนทั้งเมืองเห็นกับตา ข้าเองก็อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี" "เป็นไปได้อย่างไร" หลิวเวินเซียนสีหน้าเคร่งเครียด "นางทำเช่นนั้นจริงหรือ" "เจ้าจะเข้าข้างคนเช่นนั้นอีกหรือ" มารดาตวาดเสียงเฉียบ "ตั้งแต่วันแรกที่นางใช้เล่ห์เหลี่ยมจับเจ้า ข้าก็รู้ว่านางไม่มีวันจงรักภักดีต่อเจ้าได้จริง ดีที่นางหนีไปเอง ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องเป็นคนไล่ไปให้พ้นตระกูลหลิวเอง" เขาก้มหน้าลง มือกำแน่น ความสับสนและเจ็บปวดตีขึ้นในอก แม้นางเคยทำผิด แต่ก็มีช่วงเวลาที่อบอุ่นจริง ๆ ตอนที่นางตื่นเช้ามาทำข้าวต้มให้เขา ตอนที่นางนั่งรอจนเขาอ่านตำราเสร็จ เพื่อจะได้ยื่นน้ำชาให้ด้วยมือสั่น ๆ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะหนีไปกับชายอื่น ขณะนั้นเอง เสียงอีกคนดังขึ้นจากลานบ้าน หลิวเสียนหาว อาของเขาเดินเข้ามา สีหน้าสงบนิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย "เวินเซียน เจ้าเพิ่งกลับมา อย่าให้เรื่องสตรีต่ำช้านั่นทำให้เจ้าหลงทางอีก" เขากล่าวพลางยกมือแตะบ่าหลานชาย "ตอนนี้เจ้ามีชื่อเสียงจากการออกรบ กลับมาควรตั้งใจสอบเข้ารับราชการ อย่าได้มัวแต่คิดถึงคนที่ไม่คู่ควร" หลิวเวินเซียนเงยหน้าขึ้น "แต่ข้า..." "ไม่มีแต่" อาของเขาตัดบททันที "คนเช่นนาง เจ้าอย่าเสียใจเลยที่หลุดพ้นจากพันธนาการนั้นเสียที ข้าจะให้ท่านแม่เจ้าหาภรรยาที่สมฐานะมาให้เจ้าใหม่" มารดาพยักหน้าเห็นด้วยทันที "เจ้าควรได้สตรีดี ๆ ที่คู่ควร ไม่ใช่คนที่ทำให้เจ้าต้องอับอาย" หลิวเวินเซียนนิ่งเงียบอยู่นาน สายตาเขาเหม่อมองออกไปด้านนอกไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบแน่น ความรู้สึกระหว่างศรัทธาและสงสัยต่อสู้กันอย่างดุเดือดในใจ สุดท้ายเขาได้แต่พึมพำออกมา "หากเจ้าทรยศข้าจริง ข้าจะลืมเจ้าเสีย แต่หากไม่ ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม" สองเดือนต่อมา หลิวเวินเซียนเดินเข้าสู่ประตูสำนักศึกษา ด้วยใบหน้าสงบนิ่งในชุดนักเรียนใหม่ กลิ่นหมึกจากตำราที่เพิ่งเปิดอบอวลอยู่รอบตัว เขามุ่งมั่นตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมอดีตอันขมขื่นให้หมดสิ้น แต่โลกกลับไม่เคยปล่อยให้เขาอยู่สงบได้นานนัก เช้าวันนั้น ขณะที่เขานั่งจดตำราพร้อมเพื่อนนักเรียนอีกสองสามคน เสียงพูดคุยจากมุมหนึ่งของห้องเรียนดังแว่วเข้ามา "เฮ้อ น่าสงสารหญิงผู้นั้นจริง ๆ เจ้าว่าหรือไม่" "หญิงผู้ไหนหรือ" "ก็เมียของบัณฑิตหลิวผู้นั้นน่ะสิ จำได้ไหม คนที่เคยอยู่ในตระกูลหลิวเมื่อหกปีก่อน ตอนนี้ได้ข่าวว่าถูกขับออกจากบ้านพร้อมลูกชายตัวน้อย เคยไปอาศัยอยู่ศาลเจ้าร้าง แถมยังเห็นออกมาทำงานรับจ้างในตลาด" หลิวเวินเซียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลชะงักมือทันที ปลายพู่กันในมือแทบหยุดนิ่ง เขาเหลือบสายตาไปทางคนพวกนั้น แต่ไม่หันหน้าออกอาการ "ว่าอย่างไรนะ นางมีลูกชาย" "ก็ว่ากันว่าตั้งท้องหลังเขาออกรบ แต่พอคลอดได้ไม่กี่ปีก็ถูกแม่สามีขับไล่ ไม่รู้ว่าบัดนี้พักอยู่ที่ไหน บางคนเห็นนางกับเด็กชายไปทำงานที่โรงน้ำชาในเมืองฝั่งใต้ ข้าเองยังไม่แน่ใจนัก" หัวใจของหลิวเวินเซียนเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม คำพูดเหล่านั้นแทรกซึมเข้าไปในหูทุกคำ ลูกชายตัวน้อย ศาลเจ้าร้าง โรงน้ำชา เขาพยายามสงบสีหน้า แต่ความคิดในใจกลับสั่นคลอนจนแทบระเบิดออกมา "ลูก...ข้ามีลูกหรือ แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงไม่พูดอะไรเลย" เสียงหัวเราะเบา ๆ ของนักเรียนกลุ่มนั้นยังคงดังต่อ "ข้าคิดว่าเมียเขาหนีตามชายอื่นไปเสียอีก" "คนในตลาดเล่าว่านางขยันขันแข็ง ทำงานแลกเงินเลี้ยงลูกเอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะหนีไปกับชายอื่น หากเป็นเรื่องจริงเหตุใดไม่เคยมีใครพบเห็นชายคนนั้นเล่า หากเป็นข้าคงไม่ปล่อยให้นางไปนอนหนาวตามศาลเจ้าร้างหรอก แถมนางกับลูกยังผอมโซเหมืนคนอดอาหารมานาน" หลิวเวินเซียนสะดุดกับคำสุดท้ายนั้น ที่มันกระทบลึกในใจ "นางและลูกผอมโซ" เขาวางพู่กันลงบนโต๊ะช้า ๆ มือเริ่มสั่น ภาพในอดีตแวบเข้ามา หญิงสาวที่เคยยื่นข้าวต้มให้ยามเช้า ยิ้มอ่อนแม้ถูกตำหนิจากผู้ใหญ่ทุกวัน นางที่เงียบปากแต่ยังคงดูแลเขาแม้ไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว "อันหนิง" เขาพึมพำในลำคอ เสียงเบาแทบไม่ออกจากริมฝีปาก เขาพยายามจะกลับไปอักษรเขียนต่อแต่ไม่อาจมีสมาธิอีกต่อไป ในที่สุดเขาก็ลุกจากที่นั่ง เดินออกจากสำนักศึกษาโดยไม่รอฟังคำเรียกของอาจารย์ ค่ำวันนั้น หลิวเวินเซียนยืนอยู่หน้าต่างห้องพักของตนเอง มองแสงตะเกียงที่ไหวระริกตามแรงลม ในใจเขาปั่นป่วนราวพายุ "นางอยู่ที่ไหน นางมีลูกจริงหรือ หากลูกคนนั้นเป็นของข้า นางต้องลำบากเพียงใดในหกปีที่ผ่านมา" เขากำหมัดแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เคยพยายามกดทับไว้เริ่มเอ่อล้น ความรู้สึกที่เขาเคยคิดว่าลืมไปแล้ว กลับค่อย ๆ ฟื้นคืนมา "ข้าจะหาคำตอบด้วยตัวข้าเอง ไม่ว่าท่านแม่จะพูดว่าอย่างไร หากนางยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไปตามนางกลับมาให้ได้"หกเดือนผ่านไปที่จวนตระกูลหยาง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหารือกันที่ตระกูลหยางเรื่องของหยางเจียหรงและจ้าวหยางซิน "อีกไม่กี่เดือนเจียหรงก็จะย้ายกลับมาประจำที่เมืองหลวง พร้อมกับเลื่อนตำแหน่ง ข้ากับใต้เท้าหยางหารือกันแล้วว่าหลังจากนั้นก็ถึงเวลาเหมาะสม" หวังเฟิ่งเหยา มารดาหยางเจียหรงกล่าวขึ้นในมื้ออาหารค่ำ ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสองครอบครัว "ข้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ลูกเราสองฝ่ายก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว ควรรีบหน่อย" จ้าวฮูหยินไม่ขัดข้องเพราะนางกับสามีเคยหารือเรื่องนี้กันมาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นหัวข้อสนทนาหลักในครอบครัว เมื่อเห็นพ้องต้องกันจึงเริ่มดำเนินการตามประเพณี การจัดหาสินสอดของหมั้นของฝ่ายชายมีหวังเฟิ่งเหยาเป็นคนจัดการทั้งหมด ด้านฝั่งตระกูลจ้าวมีจ้าวฮูหยินเตรียมงานและเตรียมสินเดิมให้บุตรสาว หลังจากงานก่อสร้างที่เมืองจินหลิงเสร็จสิ้น หยางเจียหรงได้เลื่อนขั้นและประจำที่เมืองหลวง หลังจากนั้นอีกสามเดือนจึงมีพิธีแต่งงานของทั้งสองตระกูล หลิวเวินเซียน หลี่อันหนิงและคนอื่นในตระกูลหลิวได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงานนี้ในฐานะแขกผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง บรรยากาศงานมงคลเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นที่หาได้ยากนัก ภาย
ห้าวันต่อมาฮ่องเต้ส่งรองเจ้ากรมโยธาธิการไปที่จินหลิงเพื่อก่อสร้างสำนักศึกษาเพิ่ม เพราะตอนนี้เร่งขยายความเจริญไปสู่เมืองรองและเมืองจินหลิงคือเป้าหมายแรกเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเมืองอื่น ๆ แม้จะมีขุนนางร่วมเดินทางหลายคนแต่ยังขาดอีกหนึ่งคน เพราะขุนนางที่รับผิดชอบอีกคนอายุมากและมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ หยางเจียหรงจึงรับอาสาและได้รับอนุญาต หากสำนักศึกษาสร้างแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หยางเจียหรงที่อาสาไปเมืองรองอย่างจินหลิงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นการตอบแทนความเสียสละออกไปทำงานแทนขุนนางอีกคนที่อายุมากแล้ว "เจ้าสบายใจได้ งานทางนี้ข้ากับเจ้าหน้าที่อีกสามคนรับมือไหว สามารถทำแทนเจ้าได้" หลิวเวินเซียนกล่าวขึ้นขณะเดินออกมาจากท้องพระโรง "ขอบคุณใต้เท้าหลิวที่แบกรับหน้าที่แทน ข้าจะตั้งใจทำงานให้เสร็จไว ๆ ขอรับ" หลิวเวินเซียนยิ้มให้กำลังใจ เขาพอคาดเดาได้ว่าหยางเจียหรงอาสาไปจินหลิงเพราะเหตุใด เพื่อให้เขาได้สมหวังจึงเปิดทางให้อย่างเต็มใจ เมื่อถึงวันไปจินหลิงขบวนจากเมืองหลวงเดินทางกันแต่เช้า เดินทางราวสองชั่วยามก็ถึงจุดหมาย เมื่อไปถึงคณะขุนนางจากเมืองหลวงเริ่มประชุมวางแผนงานทันที "คืนนี้ที่จินหลิ
บ้านตระกูลหลิวที่เคยเต็มไปด้วยความทุกข์ในเมื่อก่อนค่อย ๆ มีเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ ความรักและความเอาใจใส่ของครอบครัวเล็ก ๆ ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสุขที่เรียบง่าย ถึงวันประกาศผลสอบ ทุกคนต่างตื่นเต้นไม่แพ้หลิวเวินเซียน "ดูประกาศผลสอบแล้ว ข้าจะรีบกลับมาขอรับ" เขาบอกคนในบ้านที่มาส่งขึ้นรถม้า "ข้ารับรองว่าเวินเซียนต้องสอบได้แน่" สหายที่ยืนรออยู่กล่าวกับทุกคน เสี่ยวหลานก็เดินเข้ามาอวยพรบิดาอย่างตื่นเต้น "ท่านพ่อรีบกลับมานะขอรับ เสี่ยวหลานมั่นใจว่าท่านพ่อทำได้" "แน่นอนพ่อจะรีบกลับมา เจ้าอยู่บ้านเชื่อฟังผู้ใหญ่ อย่าซนมากนัก" เขาพูดพลางลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ เด็กน้อยผงกศีรษะรับ เชื่อฟังบิดาสุดหัวใจ "ขอรับท่านพ่อ" รถม้าเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับความหวังของทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวหลิวเวินเซียน เมื่อมาถึง เหล่าบัณฑิตที่มาดูประกาศผลสอบต่างมุ่งหน้าไปที่ป้ายประกาศกันคับคั่ง หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงไม่ต่างจากเมื่อครั้งสอบ เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ รายชื่ออันดับต้น ๆ ก็ชัดเจนปรากฏแก่สายตา "ลำดับ…สาม…เจ้าสอบได้ลำดับที่สามจริงหรือ" สหายชี้มือไปที่รายชื่อลำดับที่สามพูดขึ้นอย่างยินดี หล
หลิวเวินเซียนนั่งอยู่หน้าห้องโถง ข้างกายมีหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลานนอนหลับอยู่ข้างมารดา หลี่อันหนิงมองไปรอบกายก่อนหยุดสายตาที่หลิวเวินเซียน จู่ ๆ นางก็ถามเรื่องในอดีตขึ้นมา "เมื่อก่อนข้าเคยยอมเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อจับท่านเป็นสามี แล้วท่านเล่ารู้อยู่แก่ใจเหตุใดไม่ปฏิเสธแล้วเอาความกับข้า" เขาก้มลงมองนาง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่แฝงความอ่อนโยน "ข้าจะปฏิเสธเจ้าทำไมกัน" ยิ่งเขาพูดอย่างนี้นางก็ยิ่งฉงนใจนัก "ก็ข้าทำเรื่องน่าอาย ท่านก็รู้ว่ามิใช่ความจริงแต่ไม่เห็นด่าข้า หรือต่อว่าข้าแรง ๆ" เขายิ้มมองนางสายตาเจ้าเล่ห์ "จะทำเช่นนั้นทำไมเล่า ในเมื่อข้าก็แอบชอบเจ้าเหมือนกัน" หลี่อันหนิงเบิกตากว้างขึ้น นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยรู้มาแต่แรก "ท่านว่าอย่างไรนะ" เขามองนางเหมือนเรื่องที่พูดเมื่อครู่มิได้น่าตื่นเต้น เพราะเขารู้สึกเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว "ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้า ความจริง ข้าแอบชอบเจ้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเจ้า เรื่องวันนั้น ข้าเองที่จงใจจะเดินผ่านเจ้า จะหาเรื่องคุยกับเจ้าให้ได้ แต่แล้วเจ้าก็เริ่มก่อนข้าเลยไม่ขัดข้อง" หลี่อันหนิงหน้าแดงเห่อร้อนทันที นางหน้าไม่อาย แล้วดูเขาสิกำลังส
หลิวจิ่นหงเดินทางกลับมาจากไปพบคู่ค้า เมื่อถึงบ้านก็พบกับบิดาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมรออยู่ "ท่านพ่อ มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือขอรับ" "หย่ากับเมิ่งฉีซะ นางทำความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจให้อภัย" หลิวจิ่นหงมึนงงกับการกระทำของบิดา ผู้เฒ่าหลิวจึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดซึ่งหลิวจิ่นหงคาดไม่ถึงสักเรื่อง "นางร้ายกาจถึงเพียงนั้นหรือขอรับ" "หากข้าไม่ส่งคนคอยสืบก็คงไม่รู้ความจริง เสียนหาวก็คงถูกนางปั่นหัว กลับมาคราวนี้เห็นทีต้องทบทวนกันใหม่" หลิวจิ่นหงจึงเขียนหนังสือหย่ากับเมิ่งฉี ให้เงินนางไปตั้งตัวก้อนหนึ่งตอบแทนที่เคยเลี้ยงดูหลิวเวินเซียนมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นสินน้ำใจครั้งสุดท้ายที่ตระกูลหลิวมอบให้นาง เมิ่งฉีกลับไปบ้านนอกด้วยความอับอาย เสียงล้อเลียนและสายตารังเกียจจากคนรอบข้างทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดทับทุกฝีก้าว "คนไร้คุณธรรมเช่นนี้ไม่น่าอยู่ในหมู่บ้านให้เป็นเสนียดเลย" คำพูดเหล่านั้นดังสะท้อนอยู่ในหัวของนาง แม้พยายามดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากรับนางทำงาน เงินที่ได้มาก็ใช้ไปทุกวัน ร่อยหรอลงทุกที ความลำบากซ้ำเติมความอับอายของนางให้มากขึ้นทุกวันที่ชีวิตดำเนินไป ทุกฝีก้าวที่เดินไปเหมื
วันต่อมา เมิ่งฉีเดินทางไปยังตระกูลจ้าวเพียงลำพัง คร่ำครวญในใจว่า "คราวนี้ข้าจะทำให้จ้าวหยางซินต้องตกลงแต่งงานกับเวินเซียนให้ได้" นางหมายมัดมือชกทั้งคู่หวังว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้หลี่อันหนิงไปให้พ้นจากตระกูลหลิว เมื่อมาถึงตระกูลจ้าว เมิ่งฉีพยายามพูดจาโน้มน้าวจ้าวหยางซินให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับตนเอง "หยางซิน เจ้าทั้งงดงามทั้งเพียบพร้อม หากได้แต่งเข้าตระกูลหลิว ต้องนำพาชื่อเสียงมาสู่ตนกับสองตระกูลได้อย่างดีแน่นอน" จ้าวหยางซินเพียงยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท "ท่านป้า มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ ถึงพูดเรื่องแต่งงานกับข้าเร็วนัก" เมิ่งฉีเอื้อมมือเรียวกุมมือของจ้าวหยางซินเอาไว้ "ป้าก็พูดมาตลอด เพียงแต่คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เจ้าสองคนควรแต่งงานกันได้แล้ว" แต่จ้าวหยางซินหน้าแดงด้วยความละอายใจ "งานแต่งงานตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวจะไม่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ" ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างมองหน้ากันที่จ้าวหยางซินตัดสินใจเช่นนั้น คำตอบนั้นทำให้เมิ่งฉีหน้าเสีย นางอ้าปากพูดไม่ทันจบแต่จ้าวหยางซินตั้งใจปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เพราะเหตุใดกัน เราตกลงกันแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเพิ่มสินสอดก็ได้หากเจ้าไม่พอใจ" ใต้เท้าจ้าวที่







