LOGINทหารที่ไปออกรบทยอยกลับบ้าน ข้าศึกแตกพ่าย กองทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ และได้รับรางวัลอย่างงามกันทั่วถึง หลิวเวินเซียนกลับเมืองจินหลิง การที่เขาไปออกรบนานถึงหกปีทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้รับประสบการณ์ชีวิตมากมาย
กลับมาครั้งนี้เขาหวังว่าจะปรับความเข้าใจกับหลี่อันหนิงใหม่และพร้อมเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับนางอย่างจริงจัง เมื่อก่อนแม้เขาจะหมางเมินต่อนาง ไม่เคยได้ปกป้องนางหรือแม้แต่วางท่าทีเย็นชาอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อได้ร่วมหอกันแล้วเขาก็ยอมรับสถานการณ์เหล่านั้นได้ ก่อนแต่งงานนางทำเรื่องเสื่อมเสียเอาไว้ เขาก็ไม่เคยออกหน้าแทนนางแต่นางก็ทำดีกับเขา เสียสละหลายอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาได้อ่านตำราเต็มที่ ทำอาหารห่อให้เขาไปกินที่สำนักศึกษา ไปส่งขึ้นรถม้าหรือแม้แต่จัดการธุระแทนยามที่เขาไม่อยู่ นั่นคือความทรงจำที่ดี ๆ ของนางที่เขาจดจำเอาไว้ในใจ ท่านแม่และคนตระกูลหลิวไม่ชอบนางแต่เมื่อแต่งงานกับแล้วเขาควรรับผิดชอบนำพาครอบครัวให้ก้าวไกลมากกว่านี้ เสียงเกือกม้าดังสะท้อนก้องไปตามลานหินของตระกูล ร่างสูงในชุดนักรบเปื้อนฝุ่นกลับจากสนามรบ หลิวเวินเซียนก้าวลงจากม้าด้วยความเหนื่อยล้าแต่ใจกลับเบิกบาน เขาเดินเข้าเรือนด้วยความคาดหวัง ทว่าเมื่อเปิดประตูเรือนออกมา กลับพบเพียงความเงียบงัน ไม่มีร่างหญิงสาวที่เคยรอเขาในยามค่ำ ไม่มีกลิ่นหอมของอาหารที่คุ้นเคย ไม่มีแม้เงาของใครเลย "อันหนิง" เขาเรียกเสียงเบา ๆ แต่คำตอบที่ได้มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามา เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นมารดาของเขา ที่ยืนกอดอกอยู่ตรงกรอบประตู แววตาเย็นชามองลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้ากลับมาแล้วรึ เซียนเอ๋อร์" เขารีบคำนับ "ขอรับ ท่านแม่ ข้ากลับมาจากชายแดนเรียบร้อย ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง" เขากวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามเสียงแผ่ว "อันหนิงอยู่ไหนขอรับ ทำไมข้าไม่เห็นนางเลย" คำถามนั้นทำให้มารดาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแผ่ว "อย่าพูดถึงนางอีกเลย" "หมายความว่าอย่างไรขอรับ" มารดาหันหน้าหนี เสียงพูดไม่ค่อยสบายใจนัก "ตั้งแต่เจ้าจากไป นางผู้นั้นก็เผยธาตุแท้ ขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ เอาแต่บ่นโทษโชคชะตา วันหนึ่งก็หายออกจากเรือนไปพร้อมกับชายแปลกหน้าในตลาด คนทั้งเมืองเห็นกับตา ข้าเองก็อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี" "เป็นไปได้อย่างไร" หลิวเวินเซียนสีหน้าเคร่งเครียด "นางทำเช่นนั้นจริงหรือ" "เจ้าจะเข้าข้างคนเช่นนั้นอีกหรือ" มารดาตวาดเสียงเฉียบ "ตั้งแต่วันแรกที่นางใช้เล่ห์เหลี่ยมจับเจ้า ข้าก็รู้ว่านางไม่มีวันจงรักภักดีต่อเจ้าได้จริง ดีที่นางหนีไปเอง ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องเป็นคนไล่ไปให้พ้นตระกูลหลิวเอง" เขาก้มหน้าลง มือกำแน่น ความสับสนและเจ็บปวดตีขึ้นในอก แม้นางเคยทำผิด แต่ก็มีช่วงเวลาที่อบอุ่นจริง ๆ ตอนที่นางตื่นเช้ามาทำข้าวต้มให้เขา ตอนที่นางนั่งรอจนเขาอ่านตำราเสร็จ เพื่อจะได้ยื่นน้ำชาให้ด้วยมือสั่น ๆ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะหนีไปกับชายอื่น ขณะนั้นเอง เสียงอีกคนดังขึ้นจากลานบ้าน หลิวเสียนหาว อาของเขาเดินเข้ามา สีหน้าสงบนิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย "เวินเซียน เจ้าเพิ่งกลับมา อย่าให้เรื่องสตรีต่ำช้านั่นทำให้เจ้าหลงทางอีก" เขากล่าวพลางยกมือแตะบ่าหลานชาย "ตอนนี้เจ้ามีชื่อเสียงจากการออกรบ กลับมาควรตั้งใจสอบเข้ารับราชการ อย่าได้มัวแต่คิดถึงคนที่ไม่คู่ควร" หลิวเวินเซียนเงยหน้าขึ้น "แต่ข้า..." "ไม่มีแต่" อาของเขาตัดบททันที "คนเช่นนาง เจ้าอย่าเสียใจเลยที่หลุดพ้นจากพันธนาการนั้นเสียที ข้าจะให้ท่านแม่เจ้าหาภรรยาที่สมฐานะมาให้เจ้าใหม่" มารดาพยักหน้าเห็นด้วยทันที "เจ้าควรได้สตรีดี ๆ ที่คู่ควร ไม่ใช่คนที่ทำให้เจ้าต้องอับอาย" หลิวเวินเซียนนิ่งเงียบอยู่นาน สายตาเขาเหม่อมองออกไปด้านนอกไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบแน่น ความรู้สึกระหว่างศรัทธาและสงสัยต่อสู้กันอย่างดุเดือดในใจ สุดท้ายเขาได้แต่พึมพำออกมา "หากเจ้าทรยศข้าจริง ข้าจะลืมเจ้าเสีย แต่หากไม่ ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม" สองเดือนต่อมา หลิวเวินเซียนเดินเข้าสู่ประตูสำนักศึกษา ด้วยใบหน้าสงบนิ่งในชุดนักเรียนใหม่ กลิ่นหมึกจากตำราที่เพิ่งเปิดอบอวลอยู่รอบตัว เขามุ่งมั่นตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมอดีตอันขมขื่นให้หมดสิ้น แต่โลกกลับไม่เคยปล่อยให้เขาอยู่สงบได้นานนัก เช้าวันนั้น ขณะที่เขานั่งจดตำราพร้อมเพื่อนนักเรียนอีกสองสามคน เสียงพูดคุยจากมุมหนึ่งของห้องเรียนดังแว่วเข้ามา "เฮ้อ น่าสงสารหญิงผู้นั้นจริง ๆ เจ้าว่าหรือไม่" "หญิงผู้ไหนหรือ" "ก็เมียของบัณฑิตหลิวผู้นั้นน่ะสิ จำได้ไหม คนที่เคยอยู่ในตระกูลหลิวเมื่อหกปีก่อน ตอนนี้ได้ข่าวว่าถูกขับออกจากบ้านพร้อมลูกชายตัวน้อย เคยไปอาศัยอยู่ศาลเจ้าร้าง แถมยังเห็นออกมาทำงานรับจ้างในตลาด" หลิวเวินเซียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลชะงักมือทันที ปลายพู่กันในมือแทบหยุดนิ่ง เขาเหลือบสายตาไปทางคนพวกนั้น แต่ไม่หันหน้าออกอาการ "ว่าอย่างไรนะ นางมีลูกชาย" "ก็ว่ากันว่าตั้งท้องหลังเขาออกรบ แต่พอคลอดได้ไม่กี่ปีก็ถูกแม่สามีขับไล่ ไม่รู้ว่าบัดนี้พักอยู่ที่ไหน บางคนเห็นนางกับเด็กชายไปทำงานที่โรงน้ำชาในเมืองฝั่งใต้ ข้าเองยังไม่แน่ใจนัก" หัวใจของหลิวเวินเซียนเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม คำพูดเหล่านั้นแทรกซึมเข้าไปในหูทุกคำ ลูกชายตัวน้อย ศาลเจ้าร้าง โรงน้ำชา เขาพยายามสงบสีหน้า แต่ความคิดในใจกลับสั่นคลอนจนแทบระเบิดออกมา "ลูก...ข้ามีลูกหรือ แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงไม่พูดอะไรเลย" เสียงหัวเราะเบา ๆ ของนักเรียนกลุ่มนั้นยังคงดังต่อ "ข้าคิดว่าเมียเขาหนีตามชายอื่นไปเสียอีก" "คนในตลาดเล่าว่านางขยันขันแข็ง ทำงานแลกเงินเลี้ยงลูกเอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะหนีไปกับชายอื่น หากเป็นเรื่องจริงเหตุใดไม่เคยมีใครพบเห็นชายคนนั้นเล่า หากเป็นข้าคงไม่ปล่อยให้นางไปนอนหนาวตามศาลเจ้าร้างหรอก แถมนางกับลูกยังผอมโซเหมืนคนอดอาหารมานาน" หลิวเวินเซียนสะดุดกับคำสุดท้ายนั้น ที่มันกระทบลึกในใจ "นางและลูกผอมโซ" เขาวางพู่กันลงบนโต๊ะช้า ๆ มือเริ่มสั่น ภาพในอดีตแวบเข้ามา หญิงสาวที่เคยยื่นข้าวต้มให้ยามเช้า ยิ้มอ่อนแม้ถูกตำหนิจากผู้ใหญ่ทุกวัน นางที่เงียบปากแต่ยังคงดูแลเขาแม้ไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว "อันหนิง" เขาพึมพำในลำคอ เสียงเบาแทบไม่ออกจากริมฝีปาก เขาพยายามจะกลับไปอักษรเขียนต่อแต่ไม่อาจมีสมาธิอีกต่อไป ในที่สุดเขาก็ลุกจากที่นั่ง เดินออกจากสำนักศึกษาโดยไม่รอฟังคำเรียกของอาจารย์ ค่ำวันนั้น หลิวเวินเซียนยืนอยู่หน้าต่างห้องพักของตนเอง มองแสงตะเกียงที่ไหวระริกตามแรงลม ในใจเขาปั่นป่วนราวพายุ "นางอยู่ที่ไหน นางมีลูกจริงหรือ หากลูกคนนั้นเป็นของข้า นางต้องลำบากเพียงใดในหกปีที่ผ่านมา" เขากำหมัดแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เคยพยายามกดทับไว้เริ่มเอ่อล้น ความรู้สึกที่เขาเคยคิดว่าลืมไปแล้ว กลับค่อย ๆ ฟื้นคืนมา "ข้าจะหาคำตอบด้วยตัวข้าเอง ไม่ว่าท่านแม่จะพูดว่าอย่างไร หากนางยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไปตามนางกลับมาให้ได้"เมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







