LOGINหลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก
รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยามเย็น เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า นางก็กลับบ้านเช่ากับเสี่ยวหลาน เด็กน้อยช่วยก่อไฟ จุดตะเกียง หลี่อันหนิงนั่งลงที่โต๊ะเตี้ย ๆ หยิบผ้าขาดที่รับมาจากบรรดาแม่บ้านที่ไม่ค่อยมีเวลาจึงจ้างนางเย็บให้ แสงไฟสีส้มส่องใบหน้าที่มีเหงื่อชื้น ๆ แต่รอยยิ้มกลับอบอุ่น เสี่ยวหลานที่คอยนั่งเป็นเพื่อนใกล้ ๆเอียงคอถามเบา ๆ "ท่านแม่ เมื่อเรามีเงินมากพอ เราจะซื้อบ้านหลังใหญ่ใช่หรือไม่ขอรับ" หลี่อันหนิงหัวเราะเบา ๆ เอ่ยขึ้นเสียงไพเราะ "บ้านไม่ต้องใหญ่หรอกลูก ขอแค่ไม่รั่ว ฝนตกแล้วไม่เปียก เห็นเจ้าหัวเราะได้ แม่ก็มีความสุขแล้ว" เด็กน้อยพยักหน้า ยิ้มกว้าง ในดวงตาของนางมีแสงแห่งความมุ่งมั่นส่อประกาย นางสัญญากับตนเองในใจ 'ข้าจะไม่ยอมให้ลูกต้องอดอีกต่อไปไม่ว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใดก็ตาม' เช้านี้ก็เหมือนทุกวัน เสียงจอแจในตลาดยามสายดังคลอเคล้ากับกลิ่นขนมอบร้อนและน้ำชาหอมกรุ่น หลี่อันหนิงนำผ้าไปส่งให้ลูกค้าหลังจากรับจ้างทำความสะอาดเสร็จ จากนั้นจูงมือลูกน้อยไปทำงานต่อที่ร้านน้ำชาเช่นเคย เมื่อช่วยป้าซ่งจัดโต๊ะน้ำชาเสร็จ ที่ร้านยังไม่มีลูกค้านางจึงขอออกไปตลาดใกล้ ๆ เพื่อซื้อผักกับเนื้อหมูแห้งสำหรับมื้อเย็นให้เสี่ยวหลาน เดินไปได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงหญิงแม่ค้ากลุ่มหนึ่งคุยกันอยู่ "ได้ยินว่า ทหารที่ทางการเกณฑ์ไปออกรบกลับมากันแล้ว รบชนะเสียด้วย ทางการตบรางวัลอย่างงามเชียวล่ะ" "จริงรึ ข้าก็นึกว่าจะไม่มีคนได้กลับมาเสียอีก ข่าวแว่วว่าบัณฑิตหลิวก็กลับมาแล้ว หญิงสาวในหมู่บ้านตกตะลึงยกใหญ่ ผ่านไปหกปีหล่อเข้มยิ่งกว่าเดิม ยังสง่างามขึ้นอีกด้วย" "กลับมาคราวนี้เขาคงไปสอบขุนนางตำแหน่งใหญ่แน่นอน" "ช่างสมเป็นบุตรชายของตระกูลหลิวจริง ๆ เฮ้อ น่าเสียดายนัก ภรรยาที่แต่งด้วยเหมือนจะหนีตามชายอื่นไปแล้ว" มือของหลี่อันหนิงที่กำลังเลือกผักหยุดชะงักไปในทันที หัวใจของนางเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนเสียงนั้นสะท้อนอยู่ตลอดเวลา "หลิว...เวินเซียน" ชื่อที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นในใจ พร้อมภาพความทรงจำเก่าไหลกลับมา ใบหน้าเย็นชา ดวงตาลุ่มลึก และเสียงเรียกของเขาในคืนที่นางเคยทำอาหารส่งให้เขาก่อนไปสำนักศึกษาในครั้งหนึ่งและเขาก็พูดกับนางนับครั้งได้ตั้งแต่อยู่กินกันมา "อันหนิง เจ้าทำเองหรือ ขอบใจนะ" แค่เพียงภาพสั้น ๆ เหล่านั้น ก็ทำให้ดวงตานางร้อนผ่าว แต่เมื่อเสียงหัวเราะของแม่ค้าดังขึ้นอีกครั้ง "นางนั่นก็สมควรแล้วล่ะที่ถูกไล่ออก จากบ้าน คนเล่าลือกันว่านางมีลูกกับชายอื่นด้วย" ถ้อยคำเหล่านั้นเหมือนมีดแหลมที่กรีดเข้ากลางใจ หลี่อันหนิงหลุบตาลง ซ่อนความสั่นไหวไว้ใต้แววตาสงบนิ่ง "ท่านแม่" เสียงเล็กของเสี่ยวหลานที่ยืนข้าง ๆ ดึงนางกลับมาสู่ความจริง เด็กน้อยเงยหน้ามองด้วยแววตาใสซื่อ "เป็นอะไรหรือขอรับ ท่านแม่หน้าแดง ๆ" หลี่อันหนิงฝืนยิ้ม ลูบหัวลูกชายเบา ๆ "ไม่มีอะไรหรอกลูก แค่ลมพัดฝุ่นเข้าตาเท่านั้น" นางหันไปจ่ายเงินค่าเนื้อหมูด้วยเสียงที่นิ่งแต่หนักแน่น "แม่ค้าจ๊ะ เอาอีกครึ่งชั่งจ้ะ" ขณะเดินกลับโรงน้ำชา นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆบางลอยผ่าน ในใจของนางเหตุใดถึงสั่นไหวง่ายดายนัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังไปตามทางเดินในตระกูลหลิว หลิวเวินเซียนในชุดนักศึกษาสำนักศึกษาหลวงเพิ่งกลับมาถึงบ้านในคืนวันสุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน หลังจากหมกตัวอยู่ในสำนักศึกษาหลายเดือนเพื่อเตรียมสอบขุนนางขั้นสำคัญ "ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น เขาเดินเข้าไปในเรือนหลัก เห็นมารดานั่งจิบชาอยู่ตรงโถงหน้าเตาไฟ ท่าทางนิ่งสงบ แต่แววตาเย็นเฉียบ "อ้าว เซียนเอ๋อร์ กลับมาเสียที" นางวางถ้วยชา เผยรอยยิ้มจาง "เจ้าคงเหนื่อยสินะ ที่สำนักศึกษาเข้มงวดนัก" "เหนื่อยบ้างขอรับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากถามให้แน่ชัด" เขาเงยหน้าขึ้น จ้องสบดวงตาของมารดาอย่างตรงไปตรงมา "เรื่องหลี่อันหนิง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่" บรรยากาศในเรือนเงียบลงทันที มารดาของเขาขยับริมฝีปากยิ้มบาง ๆ "เรื่องนั้นอีกแล้วหรือ นางน่ะหนีตามชายอื่นไปแล้ว จะถามให้เปลืองน้ำลายทำไมอีก" "ข้าไม่เชื่อ" หลิวเวินเซียนเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย "นางอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ข้าอยู่กับนางมานาน ข้ารู้ว่านางไม่มีวันทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น" มารดาวางถ้วยชาเสียงดัง ท่าทางไม่พอใจเมื่อเอ่ยถึงหลี่อันหนิง "เจ้ายังจะเข้าข้างนางอีกหรือ หญิงเช่นนั้นไม่คู่ควรกับตระกูลเราแต่แรกแล้ว" นางลุกขึ้นยืน สีหน้าเริ่มไม่พอใจมากขึ้น "นางตั้งใจจับเจ้าจนได้แต่งงาน แล้วเจ้าไม่อายหรือ ตอนนี้ข้าหาภรรยาใหม่ไว้ให้แล้ว เป็นบุตรสาวขุนนางที่กำลังก้าวหน้า มีชาติตระกูลสมเกียรติ เจ้าควรขอบคุณข้าเสียด้วยซ้ำ" "ข้าไม่ต้องการ!" เสียงของหลิวเวินเซียนดังขึ้นก้องทั่วห้อง ร่างสูงยืดตรง ดวงตาคมเปล่งประกายแรงกล้า "ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านทำทุกอย่างเพื่อข้า แต่ข้าไม่อาจทอดทิ้งสตรีคนหนึ่งโดยไม่รู้ความจริงได้ นางคือภรรยาของข้า และข้าต้องรับผิดชอบนาง" มารดาหน้าเคร่งทันที "หลิวเวินเซียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าการดื้อแพ่งครั้งนี้จะทำให้ข้าผิดหวังเพียงใด" เขาหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงแผ่วแต่เด็ดเดี่ยว "ถ้าท่านผิดหวัง ก็ขอให้ผิดหวังในตัวลูกชายคนนี้เถิด" หลิวเวินเซียนค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวออกจากเรือนทันทีโดยไม่หันกลับไปมองมารดาที่ร้องเรียกเสียงดังตามหลังอีก "เวินเซียน เจ้าอย่าออกไปนะ นางผู้นั้นมันไม่คู่ควรกับเจ้า" แต่เขาไม่หยุดเดิน เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังไล่ตามความรู้สึกที่คุกรุ่นอยู่ในอก ยามนี้ เขาไม่รู้จะเริ่มออกตามหาที่ไหน ไม่รู้แม้แต่ว่านางอยู่หรือไม่ แต่สิ่งเดียวที่แน่ชัดในใจคือต้องหานางให้พบไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าใดก็ตาม ลมค่ำพัดแรงจนชายเสื้อสะบัด ร่างของหลิวเวินเซียนหายลับไปในเงาความมืดของถนนสายยาว เหลือเพียงแสงตะเกียงที่สั่นไหวราวกับหัวใจที่เพิ่งลุกไหม้ด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้เนิ่นนานเมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







