FAZER LOGIN“เคไนน์...เคไนน์!”
เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องรีบคุกเข่าลงและก้มกรานกับพื้น
“ฮองเฮา...พระองค์...ทรงเป็นอย่างไรบ้าง...พะย่ะค่ะ”
ถามทั้งที่ยังก้มหน้าเกือบติดพื้นและเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมาก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแต่เกือบผงะหงายหลังเมื่อฮองเฮามายืนตรงหน้าโดยเขาไม่ทันรู้ตัว นางก้มลงมองดูตัวเอง หงายฝ่ามือ พลิกไปมาหลายรอบและจ้องมองคนที่นั่งคุกเข่าตรงหน้าด้วยประกายพระเนตรตกตื่น
“ฮองเฮาเหรอ...ฉันเป็นฮองเฮาอย่างนั้นเหรอ...อะไรกันเนี่ย...แล้วนี่น่ะ นายเป็นใคร”
“ตงเปียนอย่างไรพะย่ะค่ะ...ตงเปียน ขันทีผู้อยู่ใกล้ชิดและรู้พระทัยพระองค์ที่สุดอย่างไรเล่า”
“เอากระจกมาที...เอากระจกมาให้ฉันที”
นางร้องขอและตงเปียนต้องกระวีกระวาดรีบลุกขึ้นเพื่อหากระจกมาถวาย
“นะ...นี่คือ...พระฉาย...พะย่ะค่ะ”
ขันทีหนุ่มยกขึ้นถวาย ฮองเฮาคว้ามันไปและส่องพระพักตร์ก่อนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกพระทัย หากแต่ต้องเก็บเสียงร้องเอาไว้เพราะพระนางส่งเสียงมามากพอแล้ว ในบานกระจกนั้นสะท้อนภาพใบหน้ารูปไข่ ล้อมกรอบด้วยผมยาวดำขลับและไรผมบนหน้าผากรูปหัวใจ คิ้วโก่งจากรอยวาด นัยน์ตายาวรีเป็นประกายสีน้ำตาลเข้มจมูกโด่ง และริมฝีปากบางเป็นกระจับแต่ซีดขาว คางเรียวและผิวขาวเนียนลื่นราวกับไข่ปอก เจ้าของใบหน้ากุมกระจกด้วยมือสั่นเทา นี่ใครกัน?...ลิลลี่ ชุง ถามตัวเอง หรือเธออยู่ในความฝัน
“ฮองเฮา...ทรงบิดพระพาหาทำไมกัน พระองค์อย่าทรงทำร้ายพระองค์เองเช่นนั้นเลย”
ตงเปียนคอยเฝ้าบอกด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นนางหยิกแขนและตบพระพักตร์ตัวเองหลายครั้ง นางถอยหลังกลับไปและค่อย ๆ ประทับลงบนแท่นบรรจถรณ์เหมือนหมดแรง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เธอ ช่างแตกต่างจากเธอเหลือเกิน...ลิลลี่ ชุง บอกตัวเอง หรือนี่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป เธอรู้สึกได้ เจ็บปวดและอึดอัดแทบระเบิด เธอส่องกระจกและเห็นความแตกต่างอย่างร้ายกาจ ใบหน้าของเธอมีโหนกแก้มสูงกว่านี้ เธอไม่ได้คิดว่านี่มันหน้าแป้นแล้น แต่มันสวยงามมากจนน่าตกใจ คิ้วของเธอไม่โก่งขนาดนี้ จมูกก็รั้นหน่อยๆ ผิวเธอตกกระ ปากได้รูปไม่บางอย่างนางอัปสรเสียเมื่อไหร่ และผมของเธอเป็นคลื่นอ่อนสีน้ำตาลเข้มแถมซอยจนสั้น ก็เธอเป็นลูกครึ่งจีนฝรั่งเศส แต่ได้รับเชื้อพ่อซึ่งเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่มากไปหน่อย เธอจึงมีใบหน้าอย่างชาวเอเชียแปดสิบเปอร์เซ็นต์แต่รูปร่างของเธอสูงระหงเหมือนแม่ ซึ่งนี่ไม่ใช่เธอ ลิลลี่ก้มลงมองตัวเองและเห็นความบอบบาง แขนขาเธอเรียวและเล็กกว่าความเป็นจริง
“ฉันจะบ้า!” เธอร้องลั่นออกมาและทำให้ตงเปียนสะดุ้งแต่เขาก็ตั้งสติได้ ค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปและนั่งอยู่แทบพระบาท
“ฮองเฮา...พระองค์ทรงเจ็บที่ตรงไหนบ้างพะย่ะค่ะ”
ลิลลี่ได้ยินคำถามนั้นก็รีบก้มลงมองตัวเอง “เจ็บเหรอ...ใช่สิ...ฉันต้องเจ็บอยู่แล้ว ก็ในเมื่อฉันถูกยิง”
“ถูกยิง?...ด้วยธนู...เกาทัณฑ์ หรือสิ่งใดกัน?”
“ปืน...เคไนน์มันยิงฉันด้วยปืน...นี่ไง...มันยิงฉันที่หน้าอก...โอว...ไม่สิ...มันไม่ตั้งใจยิงหรอก ฉันรู้ว่าปืนลั่น ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นไม่กล้ายิงใครหรอก มันทำปืนลั่นใส่ฉัน”
ตงเปียนย่นคิ้ว “ปืน...มันคือสิ่งใดกันพะย่ะค่ะ มันเหมือนธนูหรือไม่”
“มันเหมือน...โอย...ฉันจะอธิบายยังไงดีล่ะ...พระเจ้า! นี่ฉันหลงมาอยู่ในยุคไหนกัน ตัวฉันก็ไม่ใช่ แล้วแถมมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ ฉันอยากกลับบ้าน”
“ที่นี่คือตำหนักของพระองค์ ฮองเฮาทรงประทับอยู่ที่นี่มานานและมีหม่อมฉันคอยถวายการรับใช้ดูแลพระองค์ในฐานะของอัครมเหสีเอกของฮ่องเต้เฉียนหลง”
“ฮ่องเต้เฉียนหลง...นี่มันราชวงศ์ชิงนี่นา ฉันย้อนเวลามาไกลถึงขนาดนี้เลยเหรอ รู้ไหมว่าฉันน่ะเป็นคนศตวรรษที่ 21 นะ”
“ศตวรรษคืออะไรหรือพะย่ะค่ะ นี่คือรัชศกสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง”
ยิ่งพูดคนฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ และยิ่งพูดออกไป คนพูดเองก็ยิ่งเข้าใจแล้วว่าเธอมาไกลเกินกว่าจะกลับไปที่เดิมได้แล้ว ที่เดิมที่เธอเคยอยู่ เคยเป็น ลิลลี่ ชุง สถาปนิกสาวที่กำลังเริ่มผลงานอันรุ่งโรจน์ในวัยเพียงยี่สิบห้า หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศ และกำลังจะเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยมือขวาของสถาปนิกฝีมือขั้นเซียนผลงานติดอันดับประเทศ เก่ง กล้า ฉลาดแต่พลาดท่ามีแฟนเป็นหนุ่มเจ้าชู้อย่าง เคไนน์ ลูกชายมหาเศรษฐี หล่อลากแต่ฟาดผู้หญิงไม่เลือก เมื่อคืนนี้เธอทะเลาะกับเขา มีปากเสียงกันรุนแรงก่อนเธอเดินทางไปอิตาลี แค่เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่อง ถึงไม่หลับตาภาพการโต้เถียงระหว่างเธอกับเขาก็ยังชัดเจนเหลือเกิน
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จินเชียง!" เสียงตวาดกร้าวของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ดังขึ้น ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง "เจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่ายาพิษ 'โอสถลืมเลือน' ของเจ้าจะทำให้นางกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนหรือไม่ก็หลับเป็นผักปลาไปตลอดกาลไม่ใช่รึ! แล้วที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้คืออะไร? นางไม่ได้แค่ฟื้น แต่นางกลับมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิมร้อยเท่า!"ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นพยายามเค้นเสียงตอบ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมั่นใจในสูตรยาเพคะพี่หญิง ยานั่นมีฤทธิ์ทำลายประสาทส่วนกลาง หม่อมฉันทดสอบกับนักโทษในคุกหลวงมานักต่อนัก ทุกคนล้วนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนภายในสามวัน แต่ฮองเฮา... นางกลับดูฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น ราวกับเป็นคนละคน""ฉลาดขึ้นรึ? หึ!" เข่อชิงแค่นยิ้มหยัน นางลุกขึ้นเดินวนรอบยู่จินเชียงด้วยท่าทางคุกคาม "หรือจริงๆ แล้วเจ้ามันไร้ความสามารถ?
จากนั้นลิลลี่หันไปมอง เซียวจื่อเฟย สนมสายมูที่มักจะพกยันต์และน้ำมันพราย "เซียวจื่อเฟย เจ้าไม่ต้องแอบบีบลูกประคำในแขนเสื้อหรอก มนต์ดำของเจ้ามันสู้ 'กฎฟิสิกส์' ไม่ได้หรอกนะ วันก่อนที่เจ้าบอกว่าเห็นเงาผีในตำหนักข้า... จริงๆ มันก็แค่การสะท้อนแสงของกระจกที่ข้าตั้งใจวางไว้เพื่อดักจับ 'หนอน' ที่ชอบแอบเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้นเอง"ลิลลี่วางกระดาษแผนผังลงบนโต๊ะกลาง "พวกเจ้าทุกคนรู้ไหมว่าสถาปนิกคืออะไร? มันคือคนที่มองเห็น จุดอ่อนของทุกอาคาร วังหลังแห่งนี้เปรียบเหมือนกล่องไม้ขนาดใหญ่ พวกเจ้าคือมดที่พยายามจะกัดกินเนื้อไม้จากข้างใน"นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินวนรอบโต๊ะน้ำชา "เข่อชิง เจ้ากุมอำนาจบริหาร... แต่เจ้าลืมไปว่าข้าคือกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูห้องลับของฮ่องเต้ได้ ยู่จินเชียง เจ้ามีพิษแต่ข้ามีโครงสร้างทางเคมีที่สลายพิษเจ้าได้ จินเช่อเฟย เจ้ามีกำลัง แต่ข้ามีกลไกกับดักที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง"ลิลลี่หยุดเดินตรงหน้า โถวฝ่าเฟย สนมที่ชอบส่งเสื้อผ้าปักมาให้ "และเจ้า... โถวฝ่าเฟย เสื้อคลุมดอกเหมยที่เจ้ากำลังจะปักเสร็จ ข้าแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนด้ายสีทองเป็นด้ายไหมธรรมดานะ เพราะทองมันนำไฟฟ้าได้ดี และข้าเพิ่งสั่
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้าทาย ถ้าข้าทำตัวเป็นของตายเหมือนเดิม เขาก็จะทิ้งฉันไว้ในซอกตึกเหมือนเดิม แต่ถ้าข้าทำให้พระองค์เห็นว่าข้าคือ มันสมอง ที่พระองค์ขาดไม่ได้ และจะเดินเข้ามาหาข้าเองโดยที่ข้าไม่ต้องร้องขอ"นางมองไปยังแผนผังที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาคมกริบ "วันนี้แค่ซ่อมห้อง... พรุ่งนี้เราจะเริ่มซ่อม 'คน' เตรียมตัวไว้เถอะตงเปียน เพราะงานรื้อถอนของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮันเริ่มสัมผัสได้ว่าอำนาจในมือของเธอกำลังก่อตัวขึ้น และเธอก็พร้อมที่จะใช้ พิมพ์เขียว ใบนี้ เพื่อสยบทุกคนที่เคยดูถูกเธอไว้แทบเท้าแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นเบ่งบาน แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด เมื่อ ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮัน สั่งให้จัดโต๊ะเสวยน้ำชาที่กลางสวน และเรียกสนมเอกทั้งเจ็ดมาเข้าเ
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้เพคะ แต่มันคือศาสตร์แห่ง 'Space Management' หรือการจัดการพื้นที่" ลิลลี่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจรอบห้อง "ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ ห้องนี้เดิมทีเพดานสูงแต่กลับวางตู้ไม้แกะสลักทึบตันไว้ที่มุมอับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายถูกบังหมด ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อโรค มิน่าล่ะ ซีฮันคนก่อนถึงได้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา"นางชี้ไปยังหน้าต่างทิศตะวันออก "หม่อมฉันสั่งให้ตงเปียนย้ายชั้นวางแจกันออก และเปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าไหมเนื้อบางเพื่อให้แสงส่องสว่างได้ทั่วถึง ห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดีและแสงพอเหมาะ ย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน... อ้อ...ในที่นี้คือการปกครองวังหลังเพคะ"เฉียนหลงอึ้งไปครู่ใหญ่ คำศัพท์ประหลาดและท่าทางฉะฉานของนางทำให้พระองค์ลืมคำพูดที่จะมาตำหนิไปเสียสิ้น "เจ้า... เจ้าไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบแต่อ่านตำราสอนหญิง"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ดูมั่นใจจนเฉียนหลงรู้สึกแปลกประหลาด "ตำราพวกนั้นสอนให้หม่อมฉันอ่อนน้อมจนถูกเหยียบย่ำเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหลับไป หม่อมฉันได้เดินทางไปยังดินแดนที่สตรีต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ดินแดนที่อา
เหล่าสนมมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย แสร้งทำเป็นเป็นห่วง "ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องใดเพคะ? หรือว่าพิษที่... เอ้อ อาการประชวรครั้งก่อนจะกระทบกระเทือนถึงพระเศียร?"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กระทบกระเทือนน่ะใช่ แต่มันทำให้ข้าเห็น พิมพ์เขียว ของวังนี้ชัดขึ้นเยอะเลยล่ะ ยู่จินเชียง... ยาที่เจ้าส่งมาให้ข้าวันก่อน ข้ายังเก็บ 'ตัวอย่าง' ไว้อยู่นะ ว่างๆ เรามาคุยเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของมันหน่อยดีไหม?"เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยู่จินเชียงหน้าซีดเผือดลงทันทีตลอดการสนทนา ลิลลี่ไม่ได้พูดเรื่องความรักหรือการแย่งชิงฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับวิพากษ์วิจารณ์การจัดวางผังที่นั่งและฮวงจุ้ยของแต่ละตำหนักด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ"จินเช่อเฟย ตำหนักของเจ้าทิศทางลมไม่ดีนะ มันระบายความโกรธไม่ออก มิน่าเจ้าถึงดูหน้าบึ้งตลอดเวลา" "โถวฝ่าเฟย ผ้าปักของเจ้าน่ะ ลายเส้นมันเบี้ยวไป 0.5 มิลลิเมตร ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ"ตงเปียนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นฮองเฮา "รุก" หนักขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาดที่เห็นสนมจอมแสบพวกนั้นนั่งเงียบเป็นเป่าสากหลังจากเหล่าสนมทูลลากลับไปด้วยความมึนงงแ
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ""ข้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นซีฮันในมาดใหม่" ลิลลี่กล่าว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น "การใส่รองเท้าเองไม่ได้อาจจะทำให้น่ารำคาญ แต่มันคือชุดเกราะที่ข้าต้องสวมเพื่อไปรบกับพวกสนมทั้งหกคนนั่น ในเมื่อพวกนางอยากให้ข้าเป็นฮองเฮาผู้งามสง่าตามแบบแผน ข้าก็จะจัดให้... แต่เป็นเวอร์ชันที่คมกริบกว่าที่พวกนางเคยเจอ"ลิลลี่บอกตัวเองว่านี่คือบทเรียนใหม่ที่เธอต้องเรียนรู้อย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากการสอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก เธอเริ่มจดจำลำดับชั้นของข้ารับใช้ กฎมณเฑียรบาลที่หยุมหยิม และมารยาทที่ดูไร้สาระแต่ทรงพลัง เพราะเธอรู้ดีว่า "รายละเอียดที่เล็กที่สุด มักจะเป็นจุดที่ทำให้ตึกทั้งหลังถล่มลงมาได้" และเธอจะไม่ยอมให้ใครหาช่องโหว่ในตัวเธอได้อีกต่อไป สถาปนิกวิพากษ์วังหลังวันต่อมา...ความโกลาหลในพิธีการ"ฮองเฮาเพคะ







