INICIAR SESIÓNซีฮันหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นหมุนช้า ๆ
“เพียงแต่ของบำรุงบางอย่าง...กลับทำให้ข้าเกือบไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีก”
ทั่วห้องตกอยู่ในความเงียบ ตงเปียนก้มหน้าปิดรอยยิ้มของตน เข่อชิงยังยิ้มอยู่ แต่ปลายนิ้วกำชายแขนเสื้อแน่น
“ฮองเฮาตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันฟังไม่เข้าใจ”
ซีฮันวางถ้วยชาลงเบา ๆ “ไม่เข้าใจก็ดี” นางยิ้มอ่อน “บางครั้ง คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยย่อมปลอดภัยกว่าคนที่รู้ทุกอย่าง”
เข่อชิงจ้องหน้าซีฮัน ทั้งสองต่างยิ้มให้กันแต่ไม่มีแม้แต่น้อยของความจริงใจเหมือนคนสองคนกำลังใช้รอยยิ้มแทนดาบ เข่อชิงหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนหลังจากประชวรครั้งนี้ ฮองเฮาจะมีพระอารมณ์ขันมากขึ้น”
“คนที่เฉียดความตายมาย่อมเปลี่ยนไป”
ซีฮันตอบเรียบ ๆ “เมื่อก่อนข้าเชื่อคนง่าย” นางหยุดครู่หนึ่ง “แต่ตอนนี้ ข้าคิดว่าการเชื่อคนมากเกินไปอาจเป็นโรคอย่างหนึ่ง”
เซียนรื่อหงที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมโถวฝ่าเฟยและซินจางเฟยได้ยินประโยคนั้นพอดี นางหัวเราะกลบเกลื่อน
“ฮองเฮาตรัสได้คมคายยิ่งนักเพคะ”
ซีฮันหันไปมอง “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“เพคะ”
“เช่นนั้นต่อไปเจ้าก็อย่าเชื่อใจผู้ใดง่ายนัก”
เซียนรื่อหงยิ้มค้าง ไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายถึงอะไรแต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกเตือนโดยตรง จินเช่อเฟยที่เดินเข้ามาทีหลังหัวเราะในลำคอ
“วันนี้ฮองเฮาดูไม่เหมือนเดิมจริง ๆ”
ซีฮันหันไปมอง “เจ้าชอบแบบเดิมมากกว่าหรือ”
จินเช่อเฟยยักไหล่ “แบบเดิมอ่อนโยนดี”
“อ่อนโยนจนเกือบตาย”
ซีฮันตอบทันที เสียงหัวเราะของจินเช่อเฟยหยุดลง ทุกคนเงียบ ไม่มีใครคิดว่าฮองเฮาจะพูดตรงถึงเพียงนี้ ซีฮันมองเหล่าสนมทีละคน
“ข้าประชวรเพียงครั้งเดียว แต่กลับได้เรียนรู้หลายอย่าง”
ไม่มีใครกล้าตอบ ซีฮันกล่าวต่อ “คนที่ยิ้มให้เรา ไม่ได้หวังดีกับเราเสมอไป”
เซียนรื่อหงรีบฝืนยิ้ม “เหนียงเหนียงกำลังสงสัยผู้ใดหรือเพคะ”
ซีฮันส่ายหน้า “ข้าไม่ได้สงสัย” นางยกมุมปาก “ข้าเพียงระวัง”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด แม้แต่เข่อชิงก็เริ่มแน่ใจว่าฮองเฮาไม่ได้เป็นเพียงคนละคน แต่นางกำลังรู้ทันอะไรบางอย่าง เข่อชิงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงชมดอกเหมย พระองค์จะเสด็จหรือไม่เพคะ”
ซีฮันยิ้ม “หากข้ายังไม่ตาย ก็คงไป”
ประโยคนี้ทำให้เซียนรื่อหงสำลักน้ำชา จินเช่อเฟยหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะไม่เคยเห็นฮองเฮาพูดเช่นนี้มาก่อน เข่อชิงเองยังนิ่งไปชั่วขณะจากนั้นนางจึงหัวเราะตาม
“ฮองเฮาทรงล้อเล่นได้เก่งขึ้นจริง ๆ”
ซีฮันเพียงยิ้ม “คนที่ผ่านความตายมาแล้ว มักไม่กลัวคำพูดของคนอื่นอีก”
บรรยากาศในตำหนักเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าสนมต่างหาเหตุผลขอตัวกลับ เข่อชิงเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้น
“เช่นนั้นหม่อมฉันไม่รบกวนพระองค์พักผ่อนแล้วเพคะ”
ซีฮันพยักหน้า “เดินทางกลับดี ๆ”
เข่อชิงก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวจากไป ในจังหวะที่นางยกมือจัดชายแขนเสื้อ แสงแดดยามสายส่องกระทบแหวนหยกวงหนึ่งที่สวมนิ้วนาง ซีฮันเหลือบตามองเพียงผ่าน ๆ แต่แล้วสายตาของนางก็หยุดนิ่งเพราะบนหน้าหยกสีเขียวอ่อนนั้น มีตราสลักขนาดเล็ก
คนอื่นอาจเห็นเป็นเพียงลวดลายเมฆ แต่ลิลลี่ ชุง ในอดีตเคยเรียนการออกแบบสัญลักษณ์และตราประจำตระกูลมาอย่างละเอียด นางมองออกทันที มันไม่ใช่ลายเมฆแต่เป็นอักษรโบราณที่ออกแบบให้ซ่อนอยู่ในลวดลาย อักษรนั้นคือ..."เข่อ" ตราประจำตระกูลของเสนาบดีใหญ่
ซีฮันหรี่ตาลง ฮองเฮาคนเดิมอาจไม่เคยสังเกตแต่สำหรับคนที่เคยทำงานออกแบบ รายละเอียดเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีทางหลุดสายตา แหวนวงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับแต่มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจ คนในวังไม่ควรสวมตราตระกูลของขุนนางใหญ่ติดตัวตลอดเวลา เว้นเสียแต่ว่า...
นางยังคงรับคำสั่งจากตระกูลเดิม หรือใช้แหวนวงนี้เป็นเครื่องหมายติดต่อกับคนของเสนาบดีใหญ่ เข่อชิงเดินออกจากตำหนักไปโดยไม่รู้เลยว่า ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของตน ได้ถูกอีกฝ่ายมองเห็นแล้ว ตงเปียนสังเกตเห็นสายตาของซีฮันจึงถามเบา ๆ
“เหนียงเหนียง ทรงมองสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ได้ละสายตาจากประตูตำหนักก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เมื่อครู่...ข้าเห็นแหวนของเข่อชิง”
นางยิ้มบาง ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง
“บนแหวนนั้นมีตราของตระกูลเสนาบดีใหญ่”
คำพูดสั้น ๆ ทำให้ตงเปียนเบิกตากว้างทันที เพราะเขารู้ดีว่าหากสิ่งที่ฮองเฮาเห็นเป็นความจริง มันอาจเป็นกุญแจดอกแรกที่จะสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเกมล้มฮองเฮาทั้งหมด
ถ้วยยาที่มีรอยร้าว
ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังต้องห้ามอีกครั้ง แสงจากโคมแดงที่แขวนเรียงรายตามระเบียงทอดเงายาวลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ลมหนาวพัดยอดสนไหวเป็นระยะ เสียงกระดิ่งทองบนชายคาดังแผ่วเบาราวกับกำลังเตือนว่าภายใต้ความสงบงามของพระราชวังแห่งนี้ ซ่อนคมดาบและพิษร้ายเอาไว้ทุกหนแห่ง
ภายในตำหนักฮองเฮา ซีฮันนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้หวงฮวาหลี บนโต๊ะมีถ้วยยากระเบื้องสีขาวที่ห่อด้วยผ้าไหมสะอาดวางอยู่ตรงหน้า นางจ้องมันนิ่งราวกับกำลังมองศัตรูคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงภาชนะใส่ยา
ตงเปียนยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ซีฮันค่อย ๆ คลี่ผ้าออก ปลายนิ้วเรียวแตะขอบถ้วยเบา ๆ แสงจากโคมไฟสะท้อนให้เห็นรอยแตกร้าวเส้นเล็ก ๆ ตรงด้านในของถ้วย หากไม่เพ่งมองอย่างละเอียดแทบไม่มีทางสังเกตเห็น
“ตงเปียน”
“พ่ะย่ะค่ะ เหนียงเหนียง”
“เจ้าสังเกตรอยนี้หรือไม่”
ขันทีหนุ่มรีบก้มลงมอง ก่อนส่ายหน้า
“กระหม่อมไม่ทันเห็นพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันใช้นิ้วลูบไปตามรอยแตกนั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “รอยแตกนี้ไม่ได้เกิดจากการตกกระแทก แต่เกิดจากความร้อนจัดแล้วถูกทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว”
ตงเปียนมองอย่างสงสัย
“เกี่ยวกับพิษหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อาจเกี่ยว”
นางวางถ้วยลงอย่างระมัดระวัง
“บางครั้งภาชนะที่ใช้ใส่ยาก็เป็นหลักฐานได้ หากคนวางยาต้องผสมสิ่งใดบางอย่างในนาทีสุดท้าย”
ซีฮันย้อนนึกถึงชีวิตเดิม ลิลลี่ ชุง เคยทำงานออกแบบอาคารและวัสดุ เธอรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของพื้นผิวสามารถบอกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับถ้วยใบนี้ นางเงยหน้ามองตงเปียน
“คืนนี้เจ้าต้องออกจากตำหนัก”
ขันทีหนุ่มตกใจ “เหนียงเหนียงจะให้กระหม่อมไปที่ใด”
“ไปหาคนผู้หนึ่ง”
“ผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “หมอหลวงที่ยังเหลือจิตสำนึก”
ตงเปียนรีบขยับเข้าใกล้ “แต่หมอหลวงส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลเข่อ”
“ข้ารู้”
ซีฮันยิ้มบาง “แต่ไม่มีอาคารใดสร้างจากเสาเพียงต้นเดียว”
หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย“อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าและตกใจอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ยังจำเสียงแผ่วเบาที่หลุดจากริมฝีปากของนางได้ชัดเจน แจ๊คกี้ชื่อประหลาดซึ่งไม่คล้ายชื่อของชาวต้าชิง ไม่มีเสียงใดใกล้เคียงกับชื่อบุรุษในราชสำนัก และไม่น่าจะเป็นชื่อจากแคว้นรอบด้าน ที่สำคัญคือซีฮันเรียกชื่อนั้นในยามหมดสติ ด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดราวกับกำลังเรียกคนซึ่งฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ฮ่องเต้พยายามบอกพระองค์เองว่ามันอาจเป็นเพียงเสียงละเมอไร้ความหมาย แต่ยิ่งคิด ภาพความเปลี่ยนแปลงของซีฮันก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาลายมือที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้ทางการแพทย์ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยสอน วิธีวิเคราะห์บัญชีและโครงสร้างอาคารที่เกินกว่าสตรีในวังหลังจะรู้ ความกล้าที่เกิดขึ้นหลังรอดชีวิตจากความตาย รวมถึงคำพูดหลายครั้งซึ่งราวกับนางเคยใช้ชีวิตอยู่อีกสถานที่หนึ่งมาก่อน พระองค์เคยตัดสินใจว่าจะไม่บีบบังคับให้นางเปิดเผยความลับ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำของนางในปัจจุบัน แต่เมื่อได้ยินชื่อชายอื่นจากริมฝีปากของนาง ความสงสัยกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เจ็บปวดเก
พระองค์ทรงรีบวิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไป หลังคาที่พังลงมาปิดกั้นพื้นที่ครึ่งห้องไว้ ใต้คานไม้ขนาดใหญ่ หญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กับพื้น แขนทั้งสองยังกอดม้วนเอกสารเอาไว้แน่น ซีฮันยังมีสติเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ฮ่องเต้ทรุดพระองค์ลงทันที“ซีฮัน”นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์ นางตกใจจนพยายามดันตัวลุก“ฝ่าบาท...เหตุใด...”“เรามารับเจ้า”ซีฮันส่ายหน้า“ไม่ได้...รีบออกไป...อาคารจะถล่ม”“เราจะออกไปพร้อมกัน”พระองค์พยายามยกคานไม้ แต่เศษหลังคาที่ตกลงมาทับอยู่ด้านบนทำให้น้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะขยับด้วยพระองค์เดียว องครักษ์สองนายรีบเข้ามาช่วย ทั้งสามออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดคานก็ขยับพอให้ดึงขาของซีฮันออกมาได้ นางร้องเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด ข้อเท้าขวาบวมแดงทันที“เดินไหวหรือไม่”ซีฮันส่ายหน้า ฮ่องเต้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงอุ้มนางขึ้นในอ้อมพระกร ซีฮันตกใจ“ฝ่าบาท วางหม่อมฉันลง...&
ซีฮันโยนสมุดสองเล่มข้ามกองไฟ ตงเปียนรับไว้ได้ แต่เมื่อจะโยนม้วนสุดท้าย เพดานด้านข้างก็พังลงมาอีกส่วน นางต้องกระโดดหลบ เศษไม้ร่วงขวางทางจนมองไม่เห็นคนฝั่งตรงข้าม ควันดำหนาทึบทำให้หายใจลำบาก ซีฮันก้มต่ำ คลานไปยังผนังด้านเหนือ หวังหาช่องระบายอากาศตามที่ผู้ดูแลบอก แต่ไฟได้ลามถึงโครงไม้รอบห้องแล้ว เสียงตะโกนจากภายนอกดังขึ้นไกล ๆ นางจำพระสุรเสียงนั้นได้ทันที“ซีฮัน!”ฮ่องเต้มาถึงแล้ว นางพยายามตอบ แต่ควันทำให้ไอจนไม่มีเสียง ด้านนอก ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จมาถึงพร้อมทหารรักษาพระองค์ เมื่อเห็นหอเอกสารถูกไฟกลืน พระพักตร์ก็เปลี่ยนทันที“ฮองเฮาอยู่ที่ใด”หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง “ยังอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ ทางขึ้นถูกไฟตัดขาด”พระองค์คว้าผ้าชุบน้ำจากทหาร “เปิดทาง”หัวหน้าองครักษ์รีบขวาง “ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปมิได้ อาคารกำลังจะถล่มพ่ะย่ะค่ะ”“นางยังอยู่ข้างใน!”ฮ่องเต้ผลักเขาออกและก้าวไปทางประตู แต่เสียงแตกสนั่นดังขึ้นจากชั้นบนเสียก่อน หลังคาด้านหนึ่งทรุดตัว ทหารทั้งหมดร้องเตือนและ
นางหันไปยังเจ้าหน้าที่ “มีบัญชีสำเนาหรือไม่”“น่าจะอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกลางของเอกสารลับทั้งหมด”ซีฮันตัดสินใจขึ้นไปทันที ตงเปียนตามหลังอย่างกังวล“เหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากพบสิ่งผิดปกติให้เสด็จออกทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”“เราพบเอกสารหาย ไม่ใช่คนร้าย”“แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้พระองค์พบ”ซีฮันหยุดชั่วครู่ คำเตือนนั้นมีเหตุผล ทว่าในเวลาเดียวกัน เสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงคนตะโกน“จับเขาไว้!”เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายขึ้นทันที หัวหน้าองครักษ์หันไปสั่ง“คุ้มครองฮองเฮา!”องครักษ์สองนายยืนปิดทางบันได ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งลงไปด้านล่าง ซีฮันก้าวไปชะโงกมองผ่านราวไม้ เห็นชายในชุดคนส่งน้ำผลักทหารออกแล้ววิ่งไปทางประตูหลัง เขาถือไหดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือก่อนจะถูกจับ ชายผู้นั้นขว้างไหเข้าใส่กองเอกสารข้างผนัง ไหแตกกระจาย ของเหลวที่มีกลิ่นฉุนไหลกระจายไปทั่วพื้น ตงเปียนร้องขึ้น“น้ำมัน!”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร
เสียงนั้นลั่นเสียดทะลุเข้าไปในโสตประสาทของเฉียนหลงขณะหมอหลวงรีบเข้าไปนั่งคุกเข่าแทบพระบาท ฮ่องเต้ทรงถามขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันมองหน้าเพราะมัวแต่จ้องภาพเบื้องหลังฮองเฮาที่กรีดร้องลั่นอยู่กับสระน้ำไม่ต่างอะไรจากคราแรกก่อนนางสิ้นชีพจร“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...นางเป็นอะไร...ข้าถามว่าฮองเฮาเป็นอะไร!”“หม่อมฉัน
ว่าแล้วก็ผละเดินไปอีกทาง ขณะนั้นเซียวจื่อเฟยเข้ามายืนข้างยู่จินเซียงกุ้ยเฟยและถามว่า“ท่านพี่เข่อชิงว่าเช่นไรบ้างคะ”ยู่จินเซียงเหยียดปากออกก่อนตอบ “จะว่าเช่นไร นางก็คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมที่สุดนั่นอย่างไร...หึ! ถือว่าตัวเองเป็นอัครมเหสีรองทีมีเพียงตำแหน่งเดียว แต่คงลืมไปแล้วว่าฮ่องเต้ยังมีมเหสีรอ







