Masuk“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”
“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”
“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”
“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”
“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“ผมรับปากและทำอย่างที่พูดนะ ให้โอกาสผมได้อธิบายอะไรบ้างเถอะลิลลี่ เอาแต่พูดข้างเดียวมันไม่แฟร์นะรู้ไหม”
“คุณมันเฮงซวย!”
“ว่าไงนะ...นี่คุณชักจะมากไปแล้ว ไม่เคยมีใครพูดกับผมแบบนี้มาก่อนเลยนะ”
“ฉันนี่แหละคนแรกที่จะพูดแบบนี้ คุณมันมักมาก รับปากแต่ไม่เคยทำได้สักที ฉันเกลียดที่สุดก็ไอ้ผู้ชายที่เที่ยวรับปากแฟนตัวเองแล้วทำอย่างที่พูดไม่ได้ เที่ยวกินเล็กกินน้อยข้างทาง คุณเห็นฉันเป็นอะไร ไม่เคยรักษาสัญญา ไม่เคยซื่อสัตย์ ฟังนะ...ฉันขอเลิกกับคุณ!”
“ให้ตายเถอะ...แค่นี้ถึงกับต้องเลิกกันเลยเหรอ ไม่คิดจะฟังอะไรบ้างรึไง...โว๊ว...ลิลลี่...นี่จะทำอะไร...ไม่เอาน่า...ถึงขนาดเล่นปืนกันเลยเหรอ”
“ใช่! ผู้ชายอย่างคุณมันต้องเจอแบบนี้บ้าง อย่าเข้ามานะ บอกไว้ซะก่อน”
“คุณไม่กล้าหรอก ขืนทำอะไรบ้าๆ ข้างนอกน่ะคนของผมทั้งนั้น”
“คุณขู่ฉันเหรอ”
“ไม่ได้ขู่ แต่ไม่เคยมีผู้หญิงใช้ปืนขู่ผมต่างหาก แบบนี้มันมากไปละ ถ้าคุณอยากจะเล่นรุนแรงกับผมก็ลองดู แต่ผมแน่ใจว่าคุณไม่กล้าแน่”
“เคไนน์...บอกแล้วว่าอย่าเข้ามา”
ปัง!!! สิ้นเสียงนั้นเธอก็กระตุกแรง และเมื่อก้มลงดูที่หน้าอกก็เห็นเลือดทะลักออกมาอาบร่าง มันกระฉูดเลอะบนมือและหน้าของเคไนน์ เปล่าเลย...ไม่ใช่เขาเจ็บ เพราะปากกระบอกปืนมันหันเข้าหาอกเธอ และสำนึกสุดท้ายก่อนทุกอย่างวูบดับไปคือเสียงตะโกนลั่น
“ลิลลี่!...พระเจ้า!...ผมไม่ตั้งใจ....ไม่ๆๆๆ....ลิลลี่!”
“ฮองเฮา...ใยจึงทรงกรรแสง หรือยังทรงเจ็บพระวรกายตรงไหน?”
ตงเปียนตั้งคำถามหากแต่นางส่ายหน้า ลิลลี่ในร่างของอัครมเหสีลุกขึ้นยืนและพยายามดึงทึ้งชุดยาวจนขันทีหนุ่มต้องเข้าไปห้ามปราม
“ฮองเฮา...ทรงพระทัยเย็นก่อน...ฮองเฮา”
“นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ!” ลิลลี่ตะโกนลั่น “ฉันเป็นอะไร...ทำไมฉันต้องมาอยู่ที่นี่ ทำไมพระเจ้าไม่ให้ฉันตายไปเสียล่ะ ฉันอยากกลับบ้าน...พระเจ้าให้ฉันกลับบ้านที!”
“ทรงพระทัยเย็นก่อน...ฮองเฮาของตงเปียน...พระองค์คือฮองเฮาซีฮัน เป็นสตรีผู้มีพระยศและพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดินเหนือสตรีทั้งปวงนะพะย่ะค่ะ”
“แต่ฉันอยากกลับบ้านนี่นา...โฮๆๆๆ....ฮือๆๆๆๆ...พระเจ้าแกล้งฉัน...ฉันไม่อยากได้แบบนี้ ไม่อยากได้เลย”
เสียงร้องไห้ดังอยู่นานและตงเปียนก็คอยเฝ้าดูฮองเฮาเกลือกกลิ้งตัวเองไปมาบนแท่นบรรทมกระทั่งนางเริ่มเหนื่อยและเสียงร่ำไห้นั้นค่อย ๆ เบาลง แต่แล้วนางก็ผุดลุกขึ้นนั่งและลุกขึ้นไปคว้ามีดบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง ตงเปียนเห็นก็รีบเข้าไปห้าม
“ฮองเฮา...จะทรงทำอะไร”
“ฉันจะตายอีกครั้ง ตายไปซะ คราวนี้จะได้ไปเกิดใหม่ เกิดเป็นคนศตวรรษที่ 30 ซะเลย”
“ได้โปรดเถิดพระองค์ทรงฟังหม่อมฉันก่อนเถิด...โอย...เหนื่อยเหลือเกิน...อย่าทรงทำเช่นนี้เลย สงสารหม่อมฉันด้วยเถิด”
“ฉันสงสารตัวเองต่างหาก เวรกรรมอะไรแบบนี้ ตายไปแล้วยังต้องหมุนเวียนกลับมาอยู่ในยุคโบราณ ถ้าตายไปอีกครั้ง...”
“พระองค์ก็จะมิทรงได้แก้แค้น”
“ว่าไงนะ” ลิลลี่ถึงกับชะงักเมือ่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของตงเปียนก่อนขันทีหนุ่มจะผละห่างและนั่งลงด้วยความเหนื่อยอ่อน เธอลดมือข้างที่กุมมีดลงและคุกเข่าลงตรงหน้าตงเปียนที่ตกใจจนต้องลนลานคลานไปข้างหลัง
“ฮองเฮา...อย่าทรงประทับในระดับเดียวกับหม่อมฉัน หากมีผู้ใดมาเห็นหม่อมฉันจะมีความผิด”
“ตงเปียน...ไหนพูดอย่างที่พูดเมื่อกี๊อีกซิ นายพูดว่ายังไง”
“หากพระองค์ตายไปเสียตอนนี้ก็จะมิได้แก้แค้น...พะย่ะค่ะ”
“แก้แค้นเหรอ...เออ...ใช่สินะ...ฉันยังไม่ได้แก้แค้นไอ้ผู้ชายคนนั้นเลย ตะ...แต่ว่า...เคไนน์มันไม่ได้อยู่ที่นี่นี่นา”
“หม่อมฉันหมายถึงพระองค์จะมิทรงได้แก้แค้นคนที่เคยปองร้ายพระองค์”
ตงเปียนพูดทั้งที่ยังก้มหน้า เขาเงยหน้าขึ้นได้ก็เมื่อฮองเฮาลุกขึ้นยืนและทิ้งมีดลงบนพื้นก่อนกลับไปประทับบนแท่นบรรทมอีกครั้ง
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จินเชียง!" เสียงตวาดกร้าวของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ดังขึ้น ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง "เจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่ายาพิษ 'โอสถลืมเลือน' ของเจ้าจะทำให้นางกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนหรือไม่ก็หลับเป็นผักปลาไปตลอดกาลไม่ใช่รึ! แล้วที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้คืออะไร? นางไม่ได้แค่ฟื้น แต่นางกลับมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิมร้อยเท่า!"ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นพยายามเค้นเสียงตอบ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมั่นใจในสูตรยาเพคะพี่หญิง ยานั่นมีฤทธิ์ทำลายประสาทส่วนกลาง หม่อมฉันทดสอบกับนักโทษในคุกหลวงมานักต่อนัก ทุกคนล้วนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนภายในสามวัน แต่ฮองเฮา... นางกลับดูฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น ราวกับเป็นคนละคน""ฉลาดขึ้นรึ? หึ!" เข่อชิงแค่นยิ้มหยัน นางลุกขึ้นเดินวนรอบยู่จินเชียงด้วยท่าทางคุกคาม "หรือจริงๆ แล้วเจ้ามันไร้ความสามารถ?
จากนั้นลิลลี่หันไปมอง เซียวจื่อเฟย สนมสายมูที่มักจะพกยันต์และน้ำมันพราย "เซียวจื่อเฟย เจ้าไม่ต้องแอบบีบลูกประคำในแขนเสื้อหรอก มนต์ดำของเจ้ามันสู้ 'กฎฟิสิกส์' ไม่ได้หรอกนะ วันก่อนที่เจ้าบอกว่าเห็นเงาผีในตำหนักข้า... จริงๆ มันก็แค่การสะท้อนแสงของกระจกที่ข้าตั้งใจวางไว้เพื่อดักจับ 'หนอน' ที่ชอบแอบเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้นเอง"ลิลลี่วางกระดาษแผนผังลงบนโต๊ะกลาง "พวกเจ้าทุกคนรู้ไหมว่าสถาปนิกคืออะไร? มันคือคนที่มองเห็น จุดอ่อนของทุกอาคาร วังหลังแห่งนี้เปรียบเหมือนกล่องไม้ขนาดใหญ่ พวกเจ้าคือมดที่พยายามจะกัดกินเนื้อไม้จากข้างใน"นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินวนรอบโต๊ะน้ำชา "เข่อชิง เจ้ากุมอำนาจบริหาร... แต่เจ้าลืมไปว่าข้าคือกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูห้องลับของฮ่องเต้ได้ ยู่จินเชียง เจ้ามีพิษแต่ข้ามีโครงสร้างทางเคมีที่สลายพิษเจ้าได้ จินเช่อเฟย เจ้ามีกำลัง แต่ข้ามีกลไกกับดักที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง"ลิลลี่หยุดเดินตรงหน้า โถวฝ่าเฟย สนมที่ชอบส่งเสื้อผ้าปักมาให้ "และเจ้า... โถวฝ่าเฟย เสื้อคลุมดอกเหมยที่เจ้ากำลังจะปักเสร็จ ข้าแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนด้ายสีทองเป็นด้ายไหมธรรมดานะ เพราะทองมันนำไฟฟ้าได้ดี และข้าเพิ่งสั่
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้าทาย ถ้าข้าทำตัวเป็นของตายเหมือนเดิม เขาก็จะทิ้งฉันไว้ในซอกตึกเหมือนเดิม แต่ถ้าข้าทำให้พระองค์เห็นว่าข้าคือ มันสมอง ที่พระองค์ขาดไม่ได้ และจะเดินเข้ามาหาข้าเองโดยที่ข้าไม่ต้องร้องขอ"นางมองไปยังแผนผังที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาคมกริบ "วันนี้แค่ซ่อมห้อง... พรุ่งนี้เราจะเริ่มซ่อม 'คน' เตรียมตัวไว้เถอะตงเปียน เพราะงานรื้อถอนของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮันเริ่มสัมผัสได้ว่าอำนาจในมือของเธอกำลังก่อตัวขึ้น และเธอก็พร้อมที่จะใช้ พิมพ์เขียว ใบนี้ เพื่อสยบทุกคนที่เคยดูถูกเธอไว้แทบเท้าแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นเบ่งบาน แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด เมื่อ ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮัน สั่งให้จัดโต๊ะเสวยน้ำชาที่กลางสวน และเรียกสนมเอกทั้งเจ็ดมาเข้าเ
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้เพคะ แต่มันคือศาสตร์แห่ง 'Space Management' หรือการจัดการพื้นที่" ลิลลี่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจรอบห้อง "ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ ห้องนี้เดิมทีเพดานสูงแต่กลับวางตู้ไม้แกะสลักทึบตันไว้ที่มุมอับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายถูกบังหมด ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อโรค มิน่าล่ะ ซีฮันคนก่อนถึงได้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา"นางชี้ไปยังหน้าต่างทิศตะวันออก "หม่อมฉันสั่งให้ตงเปียนย้ายชั้นวางแจกันออก และเปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าไหมเนื้อบางเพื่อให้แสงส่องสว่างได้ทั่วถึง ห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดีและแสงพอเหมาะ ย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน... อ้อ...ในที่นี้คือการปกครองวังหลังเพคะ"เฉียนหลงอึ้งไปครู่ใหญ่ คำศัพท์ประหลาดและท่าทางฉะฉานของนางทำให้พระองค์ลืมคำพูดที่จะมาตำหนิไปเสียสิ้น "เจ้า... เจ้าไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบแต่อ่านตำราสอนหญิง"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ดูมั่นใจจนเฉียนหลงรู้สึกแปลกประหลาด "ตำราพวกนั้นสอนให้หม่อมฉันอ่อนน้อมจนถูกเหยียบย่ำเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหลับไป หม่อมฉันได้เดินทางไปยังดินแดนที่สตรีต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ดินแดนที่อา
เหล่าสนมมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย แสร้งทำเป็นเป็นห่วง "ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องใดเพคะ? หรือว่าพิษที่... เอ้อ อาการประชวรครั้งก่อนจะกระทบกระเทือนถึงพระเศียร?"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กระทบกระเทือนน่ะใช่ แต่มันทำให้ข้าเห็น พิมพ์เขียว ของวังนี้ชัดขึ้นเยอะเลยล่ะ ยู่จินเชียง... ยาที่เจ้าส่งมาให้ข้าวันก่อน ข้ายังเก็บ 'ตัวอย่าง' ไว้อยู่นะ ว่างๆ เรามาคุยเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของมันหน่อยดีไหม?"เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยู่จินเชียงหน้าซีดเผือดลงทันทีตลอดการสนทนา ลิลลี่ไม่ได้พูดเรื่องความรักหรือการแย่งชิงฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับวิพากษ์วิจารณ์การจัดวางผังที่นั่งและฮวงจุ้ยของแต่ละตำหนักด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ"จินเช่อเฟย ตำหนักของเจ้าทิศทางลมไม่ดีนะ มันระบายความโกรธไม่ออก มิน่าเจ้าถึงดูหน้าบึ้งตลอดเวลา" "โถวฝ่าเฟย ผ้าปักของเจ้าน่ะ ลายเส้นมันเบี้ยวไป 0.5 มิลลิเมตร ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ"ตงเปียนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นฮองเฮา "รุก" หนักขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาดที่เห็นสนมจอมแสบพวกนั้นนั่งเงียบเป็นเป่าสากหลังจากเหล่าสนมทูลลากลับไปด้วยความมึนงงแ
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ""ข้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นซีฮันในมาดใหม่" ลิลลี่กล่าว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น "การใส่รองเท้าเองไม่ได้อาจจะทำให้น่ารำคาญ แต่มันคือชุดเกราะที่ข้าต้องสวมเพื่อไปรบกับพวกสนมทั้งหกคนนั่น ในเมื่อพวกนางอยากให้ข้าเป็นฮองเฮาผู้งามสง่าตามแบบแผน ข้าก็จะจัดให้... แต่เป็นเวอร์ชันที่คมกริบกว่าที่พวกนางเคยเจอ"ลิลลี่บอกตัวเองว่านี่คือบทเรียนใหม่ที่เธอต้องเรียนรู้อย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากการสอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก เธอเริ่มจดจำลำดับชั้นของข้ารับใช้ กฎมณเฑียรบาลที่หยุมหยิม และมารยาทที่ดูไร้สาระแต่ทรงพลัง เพราะเธอรู้ดีว่า "รายละเอียดที่เล็กที่สุด มักจะเป็นจุดที่ทำให้ตึกทั้งหลังถล่มลงมาได้" และเธอจะไม่ยอมให้ใครหาช่องโหว่ในตัวเธอได้อีกต่อไป สถาปนิกวิพากษ์วังหลังวันต่อมา...ความโกลาหลในพิธีการ"ฮองเฮาเพคะ







