LOGINซีฮันหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นหมุนช้า ๆ
“เพียงแต่ของบำรุงบางอย่าง...กลับทำให้ข้าเกือบไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีก”
ทั่วห้องตกอยู่ในความเงียบ ตงเปียนก้มหน้าปิดรอยยิ้มของตน เข่อชิงยังยิ้มอยู่ แต่ปลายนิ้วกำชายแขนเสื้อแน่น
“ฮองเฮาตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันฟังไม่เข้าใจ”
ซีฮันวางถ้วยชาลงเบา ๆ “ไม่เข้าใจก็ดี” นางยิ้มอ่อน “บางครั้ง คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยย่อมปลอดภัยกว่าคนที่รู้ทุกอย่าง”
เข่อชิงจ้องหน้าซีฮัน ทั้งสองต่างยิ้มให้กันแต่ไม่มีแม้แต่น้อยของความจริงใจเหมือนคนสองคนกำลังใช้รอยยิ้มแทนดาบ เข่อชิงหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนหลังจากประชวรครั้งนี้ ฮองเฮาจะมีพระอารมณ์ขันมากขึ้น”
“คนที่เฉียดความตายมาย่อมเปลี่ยนไป”
ซีฮันตอบเรียบ ๆ “เมื่อก่อนข้าเชื่อคนง่าย” นางหยุดครู่หนึ่ง “แต่ตอนนี้ ข้าคิดว่าการเชื่อคนมากเกินไปอาจเป็นโรคอย่างหนึ่ง”
เซียนรื่อหงที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมโถวฝ่าเฟยและซินจางเฟยได้ยินประโยคนั้นพอดี นางหัวเราะกลบเกลื่อน
“ฮองเฮาตรัสได้คมคายยิ่งนักเพคะ”
ซีฮันหันไปมอง “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“เพคะ”
“เช่นนั้นต่อไปเจ้าก็อย่าเชื่อใจผู้ใดง่ายนัก”
เซียนรื่อหงยิ้มค้าง ไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายถึงอะไรแต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกเตือนโดยตรง จินเช่อเฟยที่เดินเข้ามาทีหลังหัวเราะในลำคอ
“วันนี้ฮองเฮาดูไม่เหมือนเดิมจริง ๆ”
ซีฮันหันไปมอง “เจ้าชอบแบบเดิมมากกว่าหรือ”
จินเช่อเฟยยักไหล่ “แบบเดิมอ่อนโยนดี”
“อ่อนโยนจนเกือบตาย”
ซีฮันตอบทันที เสียงหัวเราะของจินเช่อเฟยหยุดลง ทุกคนเงียบ ไม่มีใครคิดว่าฮองเฮาจะพูดตรงถึงเพียงนี้ ซีฮันมองเหล่าสนมทีละคน
“ข้าประชวรเพียงครั้งเดียว แต่กลับได้เรียนรู้หลายอย่าง”
ไม่มีใครกล้าตอบ ซีฮันกล่าวต่อ “คนที่ยิ้มให้เรา ไม่ได้หวังดีกับเราเสมอไป”
เซียนรื่อหงรีบฝืนยิ้ม “เหนียงเหนียงกำลังสงสัยผู้ใดหรือเพคะ”
ซีฮันส่ายหน้า “ข้าไม่ได้สงสัย” นางยกมุมปาก “ข้าเพียงระวัง”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด แม้แต่เข่อชิงก็เริ่มแน่ใจว่าฮองเฮาไม่ได้เป็นเพียงคนละคน แต่นางกำลังรู้ทันอะไรบางอย่าง เข่อชิงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงชมดอกเหมย พระองค์จะเสด็จหรือไม่เพคะ”
ซีฮันยิ้ม “หากข้ายังไม่ตาย ก็คงไป”
ประโยคนี้ทำให้เซียนรื่อหงสำลักน้ำชา จินเช่อเฟยหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะไม่เคยเห็นฮองเฮาพูดเช่นนี้มาก่อน เข่อชิงเองยังนิ่งไปชั่วขณะจากนั้นนางจึงหัวเราะตาม
“ฮองเฮาทรงล้อเล่นได้เก่งขึ้นจริง ๆ”
ซีฮันเพียงยิ้ม “คนที่ผ่านความตายมาแล้ว มักไม่กลัวคำพูดของคนอื่นอีก”
บรรยากาศในตำหนักเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าสนมต่างหาเหตุผลขอตัวกลับ เข่อชิงเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้น
“เช่นนั้นหม่อมฉันไม่รบกวนพระองค์พักผ่อนแล้วเพคะ”
ซีฮันพยักหน้า “เดินทางกลับดี ๆ”
เข่อชิงก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวจากไป ในจังหวะที่นางยกมือจัดชายแขนเสื้อ แสงแดดยามสายส่องกระทบแหวนหยกวงหนึ่งที่สวมนิ้วนาง ซีฮันเหลือบตามองเพียงผ่าน ๆ แต่แล้วสายตาของนางก็หยุดนิ่งเพราะบนหน้าหยกสีเขียวอ่อนนั้น มีตราสลักขนาดเล็ก
คนอื่นอาจเห็นเป็นเพียงลวดลายเมฆ แต่ลิลลี่ ชุง ในอดีตเคยเรียนการออกแบบสัญลักษณ์และตราประจำตระกูลมาอย่างละเอียด นางมองออกทันที มันไม่ใช่ลายเมฆแต่เป็นอักษรโบราณที่ออกแบบให้ซ่อนอยู่ในลวดลาย อักษรนั้นคือ..."เข่อ" ตราประจำตระกูลของเสนาบดีใหญ่
ซีฮันหรี่ตาลง ฮองเฮาคนเดิมอาจไม่เคยสังเกตแต่สำหรับคนที่เคยทำงานออกแบบ รายละเอียดเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีทางหลุดสายตา แหวนวงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับแต่มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจ คนในวังไม่ควรสวมตราตระกูลของขุนนางใหญ่ติดตัวตลอดเวลา เว้นเสียแต่ว่า...
นางยังคงรับคำสั่งจากตระกูลเดิม หรือใช้แหวนวงนี้เป็นเครื่องหมายติดต่อกับคนของเสนาบดีใหญ่ เข่อชิงเดินออกจากตำหนักไปโดยไม่รู้เลยว่า ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของตน ได้ถูกอีกฝ่ายมองเห็นแล้ว ตงเปียนสังเกตเห็นสายตาของซีฮันจึงถามเบา ๆ
“เหนียงเหนียง ทรงมองสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ได้ละสายตาจากประตูตำหนักก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เมื่อครู่...ข้าเห็นแหวนของเข่อชิง”
นางยิ้มบาง ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง
“บนแหวนนั้นมีตราของตระกูลเสนาบดีใหญ่”
คำพูดสั้น ๆ ทำให้ตงเปียนเบิกตากว้างทันที เพราะเขารู้ดีว่าหากสิ่งที่ฮองเฮาเห็นเป็นความจริง มันอาจเป็นกุญแจดอกแรกที่จะสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเกมล้มฮองเฮาทั้งหมด
ถ้วยยาที่มีรอยร้าว
ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังต้องห้ามอีกครั้ง แสงจากโคมแดงที่แขวนเรียงรายตามระเบียงทอดเงายาวลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ลมหนาวพัดยอดสนไหวเป็นระยะ เสียงกระดิ่งทองบนชายคาดังแผ่วเบาราวกับกำลังเตือนว่าภายใต้ความสงบงามของพระราชวังแห่งนี้ ซ่อนคมดาบและพิษร้ายเอาไว้ทุกหนแห่ง
ภายในตำหนักฮองเฮา ซีฮันนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้หวงฮวาหลี บนโต๊ะมีถ้วยยากระเบื้องสีขาวที่ห่อด้วยผ้าไหมสะอาดวางอยู่ตรงหน้า นางจ้องมันนิ่งราวกับกำลังมองศัตรูคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงภาชนะใส่ยา
ตงเปียนยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ซีฮันค่อย ๆ คลี่ผ้าออก ปลายนิ้วเรียวแตะขอบถ้วยเบา ๆ แสงจากโคมไฟสะท้อนให้เห็นรอยแตกร้าวเส้นเล็ก ๆ ตรงด้านในของถ้วย หากไม่เพ่งมองอย่างละเอียดแทบไม่มีทางสังเกตเห็น
“ตงเปียน”
“พ่ะย่ะค่ะ เหนียงเหนียง”
“เจ้าสังเกตรอยนี้หรือไม่”
ขันทีหนุ่มรีบก้มลงมอง ก่อนส่ายหน้า
“กระหม่อมไม่ทันเห็นพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันใช้นิ้วลูบไปตามรอยแตกนั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “รอยแตกนี้ไม่ได้เกิดจากการตกกระแทก แต่เกิดจากความร้อนจัดแล้วถูกทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว”
ตงเปียนมองอย่างสงสัย
“เกี่ยวกับพิษหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อาจเกี่ยว”
นางวางถ้วยลงอย่างระมัดระวัง
“บางครั้งภาชนะที่ใช้ใส่ยาก็เป็นหลักฐานได้ หากคนวางยาต้องผสมสิ่งใดบางอย่างในนาทีสุดท้าย”
ซีฮันย้อนนึกถึงชีวิตเดิม ลิลลี่ ชุง เคยทำงานออกแบบอาคารและวัสดุ เธอรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของพื้นผิวสามารถบอกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับถ้วยใบนี้ นางเงยหน้ามองตงเปียน
“คืนนี้เจ้าต้องออกจากตำหนัก”
ขันทีหนุ่มตกใจ “เหนียงเหนียงจะให้กระหม่อมไปที่ใด”
“ไปหาคนผู้หนึ่ง”
“ผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “หมอหลวงที่ยังเหลือจิตสำนึก”
ตงเปียนรีบขยับเข้าใกล้ “แต่หมอหลวงส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลเข่อ”
“ข้ารู้”
ซีฮันยิ้มบาง “แต่ไม่มีอาคารใดสร้างจากเสาเพียงต้นเดียว”
นางหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเงยหน้ามองกิ่งก้านซึ่งแตกยอดใหม่ ลมเย็นพัดผ่าน กลีบดอกท้อจากที่ไกลปลิวมาตกบนไหล่ ซีฮันยกมือหยิบมันออกอย่างแผ่วเบา ภาพอดีตย้อนกลับมาในความคิด คืนที่นางฟื้นในตำหนักเย็น ถ้วยยาพิษ การถูกดูหมิ่น ศัตรูเจ็ดคนที่รอเหยียบย่ำ ความสงสัยของฮ่องเต้ การใส่ร้าย ห้องลับ ไฟไหม้ การก่อกบฏ ลูกธนูอาบพิษ การพิจารณาคดี และคำถามของเข่อชิงว่า นางร้ายถึงเพียงนี้แล้วมีความสุขหรือไม่วันนั้นซีฮันตอบว่า นางไม่ได้ร้ายเพื่อความสุข แต่ร้ายเพื่อไม่ให้ใครฆ่านางได้อีก วันนี้นางยังคงเชื่อ เช่นเดิม ความร้ายของนางไม่เคยเกิดจากความกระหายเลือด มันคือเกราะ คือคมดาบ คือสติที่ทำให้นางไม่ยอมปล่อยให้ความเมตตาถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายตนเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ซีฮันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใดฮ่องเต้เสด็จเข้ามาหยุดข้างนางโดยไม่มีขบวนติดตาม พระองค์สวมฉลองพระองค์เรียบง่าย หลังเสร็จราชกิจตลอดทั้งวัน สีพระพักตร์มีความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่สายพระเนตรที่มองนางยังคงอบอุ่นเช่นเดิม“เราตามหาเจ้าอยู่ตั้งนาน”ซีฮันเลิกคิ้ว “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าหม่อมฉันมาที่นี่บ่อย”“เราจึงหาเจอ”พระองค์ยืนเคียงข้างนาง แล
ชิงหลานก้มศีรษะ“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”ซีฮันมองนาง แล้วกล่าวเบาลง“แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกตนเองว่าหม่อมฉันทุกครั้งเวลามีเพียงพวกเรา”ชิงหลานส่ายหน้า“ไม่ได้เพคะ เหนียงเหนียงทรงเป็นฮองเฮา”“เจ้าก็เป็นขุนนางหญิงใหญ่แล้ว”“ต่อให้หม่อมฉันมีตำแหน่งสูงเพียงใด ก็ยังเป็นชิงหลานคนเดิมที่เคยได้รับพระเมตตา”ซีฮันยิ้มบางครั้งหนึ่ง ชิงหลานเคยทรยศเพราะครอบครัวถูกจับเป็นตัวประกัน และยอมสารภาพทุกอย่างต่อหน้านาง วันนั้นซีฮันไม่ได้ลงโทษ แต่เลือกใช้ความผิดของอีกฝ่ายเป็นกับดักล่อศัตรูออกมาหากเป็นซีฮันคนเดิม นางอาจไม่กล้าตัดสินใจเช่นนั้น หากเป็นลิลลี่ในอดีต นางอาจไม่เชื่อใจคนที่เคยทรยศอีกเลย แต่นางในวันนี้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งไม่ใช่การปฏิเสธทุกคน และความเมตตาก็ไม่ใช่การปล่อยให้คนผิดหลบหนีการรู้ว่าเมื่อใดควรลงโทษ และเมื่อใดควรให้โอกาส คืออำนาจที่ยากกว่าการออกคำสั่งประหารเสียอีก เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นจากลานด้านล่าง ซีฮันก้มมอง เห็นเด็กหญิงสองคนกำลังวิ่งตามกันอยู่ใต้ต้นท้อ โดยมีนางกำนัลคอยดูแลอยู่ไม่ไกลพวกนางเป็นบุตรสาวของขุนนางหญิงรุ่นใหม่ซึ่งได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในเขตเรือนพักครอบครัวต
พระสนมคนอื่น ๆ ค่อย ๆ คุกเข่าลงทีละคน สนมชั้นสูง สนมชั้นล่าง นางกำนัล ขุนนางหญิง ทุกคนต่างก้มศีรษะลงต่อหน้าซีฮัน เสียงของสตรีทั้งวังดังขึ้นพร้อมกัน“ขอฮองเฮาเหนียงเหนียงทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี”ซีฮันยืนนิ่งอยู่บนแท่นสูง ภาพตรงหน้าควรทำให้นางรู้สึกถึงอำนาจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจกลับเป็นความหนักแน่นและสงบ นางจำวันแรกที่ลืมตาขึ้นในตำหนักเย็นได้ ตอนนั้น ไม่มีผู้ใดเคารพนาง ข้ารับใช้ยังกล้าดูหมิ่น สนมฝ่ายตรงข้ามกล้าส่งยาพิษ ฮ่องเต้เองก็มองนางด้วยความเย็นชาและระแวงจากหญิงผู้ถูกเหยียบย่ำจนไม่มีแม้แต่สิทธิรักษาชีวิตตนเอง วันนี้นางกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่คนทั้งราชสำนักยอมก้มศีรษะให้ ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด ไม่ใช่เพราะได้เป็นที่โปรดปรานแต่เพราะนางต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความกล้า และความยุติธรรมฮ่องเต้หันมามองนาง พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เพียงลำพังอีกต่อไป กลับก้าวลงมาหนึ่งขั้น แล้วหยุดยืนตรงหน้านาง ท่ามกลางสายตาของคนทั้งราชสำนัก พระองค์ทรงยกมือของซีฮันขึ้นช้า ๆ จากนั้นก้มพระพักตร์ลงแตะหลังมือนางอย่างแผ่วเบา เสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วลานพิธี ซีฮันเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท”พระองค์เงยหน้าขึ้
ซีฮันไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เมื่อเห็นสายตาหนักแน่นของพระองค์ นางจึงค่อย ๆ ยื่นมือออกไป ฮ่องเต้จับมือนาง แล้วพาขึ้นไปนั่งข้างกันต่อหน้าสายตาทุกคน ความเงียบปกคลุมทั่วลานพิธี ไม่มีผู้ใดกล้าพูด แม้แต่เสียงหายใจก็ดูแผ่วเบาลง ฮ่องเต้ไม่ได้ปล่อยมือของซีฮันทันที พระองค์ทอดพระเนตรผู้คนเบื้องล่าง ก่อนตรัสขึ้น“วันนี้เราเรียกทุกคนมาที่นี่ เพื่อประกาศเรื่องหนึ่ง”ขันทีใหญ่รับสัญญาณและก้าวออกมาด้านหน้า แต่ฮ่องเต้กลับยกพระหัตถ์ห้าม“เรื่องนี้ เราจะกล่าวด้วยตนเอง”ซีฮันหันไปมองพระองค์ นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพระองค์จึงเขียนพระราชดำรัสเอง และเหตุใดทุกคนรอบตัวจึงมีท่าทีปิดบัง ฮ่องเต้ลุกขึ้นช้า ๆ“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราชสำนักของเราผ่านเหตุการณ์มากมาย เกิดการทุจริตในวังหลัง เกิดการสมคบคิดของตระกูลขุนนาง เกิดกบฏกลางพระราชวัง และเกิดการลอบสังหารซึ่งเกือบทำให้บัลลังก์มังกรต้องเปลี่ยนมือ”พระสุรเสียงดังก้องไปทั่วลานพิธี“ในทุกเหตุการณ์ มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเรา”ซีฮันมองแผ่นหลังของพระองค์นิ่ง “เมื่อนางถูกวางยา นางไม่ร้องขอความสงสาร เมื่อนางถูกใส่ร้าย นางไม่ได้ใช้ยศลงโทษศัตรูตามอำเภอใจ นางรวบรวมหลัก
อีกไม่นาน เอกสารชุดใหม่จะถูกส่งมา ขุนนางฝ่ายตรงข้ามอาจยังไม่ยอมแพ้ และราชสำนักยังมีปัญหาอีกมากมายรอให้นางแก้ไข แต่ซีฮันไม่รู้สึกหนักอึ้งเหมือนที่ผ่านมา ชีวิตนี้เป็นของนางแล้วอย่างแท้จริงไม่ใช่ชีวิตที่ยืมมาเพื่อแก้แค้น ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องชดใช้แทนซีฮันคนเดิม และไม่ใช่ชีวิตที่ถูกความตายของลิลลี่ควบคุม นางจะใช้มันในฐานะผู้หญิงที่รวมความเข้มแข็งของทั้งสองชีวิตไว้ด้วยกัน ชิงหลานเข้ามาช่วยจัดฉลองพระองค์ ก่อนถามเบา ๆ“วันนี้เหนียงเหนียงดูต่างจากเมื่อวานเพคะ”ซีฮันมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง ใบหน้าที่สะท้อนกลับมายังเป็นใบหน้าของฮองเฮาซีฮัน แต่ในดวงตาคู่นั้น ไม่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าอีกแล้วนางยิ้ม “อาจเพราะข้านอนหลับเต็มที่”ชิงหลานหัวเราะ“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องบังคับให้ทรงพักทุกคืนแล้วเพคะ”ซีฮันไม่ได้โต้แย้ง นางยกมือแตะกระจกเบา ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง เหมือนเห็นเงาของลิลลี่ยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้เศร้า ไม่ได้หวาดกลัว เพียงยิ้มให้ก่อนจะเลือนหายไปกับแสงอาทิตย์ ซีฮันหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง น้ำตาหยดสุดท้ายไหลผ่านแก้ม แต่นางไม่ได้รีบเช็ด เพราะรู้ว่าน้ำตาครั้งนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดมั
ประโยคนั้นกระแทกหัวใจอย่างรุนแรง ซีฮันถอยหลังไปหนึ่งก้าว“ข้าไม่เข้าใจ”“แจ๊คกี้ทำร้ายเรา แต่คนที่ยังคงใช้ความผิดของเขาทำร้ายเจ้าทุกวันคือเจ้าเอง”ลิลลี่ยกมือแตะหน้าอกของซีฮัน “เขาฆ่าชีวิตเดิมของเราเพียงครั้งเดียว แต่เจ้าปล่อยให้ความกลัวฆ่าหัวใจของตนเองมานานเกินไป”ซีฮันเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาค่อย ๆ คลอขึ้นในดวงตา“แล้วข้าต้องทำอย่างไร ลืมเขาหรือ ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือ”ลิลลี่ส่ายหน้า “การปล่อยวางไม่ใช่การลืม และไม่ใช่การให้อภัยคนที่ไม่สมควรได้รับ เจ้ามีสิทธิจำว่าเขาทำอะไร มีสิทธิเกลียด มีสิทธิเสียใจ แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกเขาไว้ในทุกก้าวของชีวิตใหม่”ซีฮันหันไปมองเมืองนอกกระจก แสงไฟนับพันดวงส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง โลกนี้เคยเป็นทุกสิ่งของนาง งาน ความฝัน ความสำเร็จ ความรัก และความตาย นางเคยคิดว่าหากกลับมาได้ จะต้องตามหาความจริงและทวงความยุติธรรมจากแจ๊คกี้ แต่ในโลกใหม่ นางไม่มีทางกลับมา ไม่มีทางเผชิญหน้า ไม่มีทางถามว่าทำไม คำถามทั้งหมดจึงค้างอยู่ในใจเหมือนประตูที่ปิดไม่สนิท“ข้าไม่เคยได้รับคำตอบ” ซีฮันกล่าวเสียงเบา“เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น”ลิลลี่ยืนข้างนาง “บางคำถามไม่มีคำตอบที่ทำให้
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร
เสียงนั้นลั่นเสียดทะลุเข้าไปในโสตประสาทของเฉียนหลงขณะหมอหลวงรีบเข้าไปนั่งคุกเข่าแทบพระบาท ฮ่องเต้ทรงถามขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันมองหน้าเพราะมัวแต่จ้องภาพเบื้องหลังฮองเฮาที่กรีดร้องลั่นอยู่กับสระน้ำไม่ต่างอะไรจากคราแรกก่อนนางสิ้นชีพจร“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...นางเป็นอะไร...ข้าถามว่าฮองเฮาเป็นอะไร!”“หม่อมฉัน
ว่าแล้วก็ผละเดินไปอีกทาง ขณะนั้นเซียวจื่อเฟยเข้ามายืนข้างยู่จินเซียงกุ้ยเฟยและถามว่า“ท่านพี่เข่อชิงว่าเช่นไรบ้างคะ”ยู่จินเซียงเหยียดปากออกก่อนตอบ “จะว่าเช่นไร นางก็คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมที่สุดนั่นอย่างไร...หึ! ถือว่าตัวเองเป็นอัครมเหสีรองทีมีเพียงตำแหน่งเดียว แต่คงลืมไปแล้วว่าฮ่องเต้ยังมีมเหสีรอ
“ว่ายังไงนะท่านองครักษ์ ฟ้าผ่าที่ตำหนักของฮองเฮาเช่นนั้นรึ”“ใช่...ข้าให้ทหารตามไปดูแล้ว ข้าเห็นกับตา เมื่อครู่นี้สายฟ้าฟาดลงมาที่ตำหนักของฮองเฮาน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”“นี่มันเกิดอาเภทอะไรกัน ฮองเฮาทรงประชวรหนักแล้วยังจะมีเรื่องร้าย ๆ เช่นนี้อีกรึ”“ข้าว่าเรารีบไปที่ตำหนักของฮองเฮากันเถิด”“เดี๋ยวท่า







