Mag-log inแผนล้างบางเจ็ดสนมเอก ของสถาปนิกสาวจอมวางแผนในร่างฮองเฮาผู้เคยอ่อนแอ ...ร้ายมาร้ายกลับ ดีมาข้าก็ร้ายกลับ “พวกนางเคยรุมกันกลั่นแกล้งข้าเช่นนั้นรึ...ข้าจะฝังนางทีละคน!”
view moreฟื้นในร่างฮองเฮา
ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ากระดูกจนคล้ายมีเข็มนับพันเล่มค่อย ๆ ทิ่มแทงอยู่ใต้ผิวหนัง กลิ่นธูปเก่า กลิ่นยาเหม็นขม และกลิ่นอับชื้นของผ้าม่านหนาหนักลอยวนอยู่ในอากาศราวกับม่านหมอกที่กดทับลมหายใจ ลิลลี่ ชุง ได้ยินเสียงบางอย่างดังอยู่ไกล ๆ เป็นเสียงสะอื้นเบา ๆ สลับกับเสียงลมพัดลอดช่องหน้าต่างไม้เก่า ครู่หนึ่งนางคิดว่าตนคงยังนอนอยู่บนพื้นห้องทำงานหลังจากเสียงปืนนัดนั้นดังขึ้น ภาพสุดท้ายก่อนทุกอย่างมืดดับยังชัดเจนจนเจ็บปวด แจ๊คกี้ เฉิน ยืนหน้าซีดอยู่ตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ มือของเขายังถือปืนกระบอกนั้นไว้ ขณะที่เลือดอุ่น ๆ ไหลซึมจากอกของเธอ เขาพูดบางอย่าง แต่เสียงของเขาแตกพร่าและห่างไกลเกินกว่าจะฟังออก จากนั้นโลกทั้งใบก็กลายเป็นสีดำ
แต่ความตายไม่ควรหนาวเช่นนี้ ไม่ควรมีความเจ็บปวด ไม่ควรมีกลิ่นยาขมติดปลายลิ้นเช่นนี้ ลิลลี่พยายามขยับนิ้ว ทว่าร่างกายหนักอึ้งเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทับไว้ เปลือกตาของเธอสั่นไหวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสลัวจากโคมไฟน้ำมันทำให้เพดานเหนือศีรษะปรากฏขึ้นในสายตา เพดานนั้นไม่ใช่เพดานห้องพักสมัยใหม่ ไม่ใช่ฝ้าขาวเรียบที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นคานไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคลเก่าแก่ มีผ้าม่านสีหม่นห้อยลงมารอบเตียง กลิ่นอายโบราณชัดเจนเสียจนหัวใจของเธอกระตุกวูบ
“นี่ที่ไหน...” เสียงที่หลุดออกจากลำคอแหบแห้งเบาจนแทบไม่ใช่เสียงของเธอเอง
ทันใดนั้นเสียงสะอื้นก็หยุดลง ชายผู้หนึ่งในชุดขันทีสีเทาหม่นถลาเข้ามาข้างเตียง ใบหน้าซูบซีดเปื้อนคราบน้ำตา ดวงตาแดงก่ำราวกับร้องไห้มานานหลายชั่วยาม เขาคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฮองเฮาเหนียงเหนียง! สวรรค์เมตตาแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ฟื้นแล้ว พระองค์ฟื้นจริง ๆ!”
ลิลลี่นิ่งงัน คำว่าฮองเฮากระแทกเข้าหัวเหมือนเสียงระฆัง นางพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายเจ็บร้าวทุกส่วนจนต้องนิ่วหน้า ขันทีผู้นั้นรีบเข้ามาประคองอย่างระมัดระวัง ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดีและหวาดกลัวปะปนกัน “เหนียงเหนียงอย่าเพิ่งขยับแรงพ่ะย่ะค่ะ ร่างกายของพระองค์ยังอ่อนแอมาก หมอหลวงบอกว่าชีพจรของพระองค์แทบไม่เหลือแล้ว กระหม่อมคิดว่า...คิดว่า...” เขาพูดต่อไม่ออก น้ำตาหยดลงบนหลังมือ
ลิลลี่ก้มมองมือตนเอง มือคู่นั้นเรียวยาว ขาวซีด และอ่อนแรง แต่ไม่ใช่มือของเธอ มือของลิลลี่มีรอยปากกาจากการร่างแบบ มีรอยกดจากเครื่องมือ มีเล็บสั้นสะอาดแบบคนทำงานตลอดเวลา แต่มือคู่นี้บอบบางเกินไป เล็บยาวแต่งทรงอย่างประณีต แม้ซีดไร้เลือดฝาดก็ยังงดงามเหมือนมือของสตรีสูงศักดิ์ นางยกมือขึ้นแตะใบหน้าตนเองอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วสัมผัสผิวเย็นจัด แก้มตอบเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งผาก เส้นผมยาวสลวยแผ่เต็มหมอน ไม่ใช่ผมสั้นประบ่าของเธอ
ความทรงจำแปลกประหลาดพลันทะลักเข้ามาเหมือนน้ำหลาก ภาพตำหนักสูงใหญ่ ภาพสตรีเจ็ดนางในอาภรณ์งดงาม ภาพเสียงหัวเราะเยาะ ภาพถ้วยยาที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ภาพฮ่องเต้ผู้มีสายตาเย็นชา ภาพหญิงคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหิมะพร้อมความเจ็บปวดที่ฝังแน่นในหัวใจ ชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน ซีฮัน ฮองเฮาแห่งราชสำนักเฉียนหลง ธิดาจากตระกูลนักรบผู้ถูกส่งเข้าวังเพราะการเมือง เป็นสตรีที่มีตำแหน่งสูงสุดในวังหลัง แต่กลับอ่อนแอและโดดเดี่ยวเสียยิ่งกว่านางกำนัลต่ำต้อย
ลิลลี่หลับตาแน่น หายใจหอบอย่างเจ็บปวด ความทรงจำของร่างเดิมบีบรัดหัวใจราวกับไม่ใช่ภาพของคนอื่น แต่เป็นบาดแผลที่เคยเกิดกับตัวนางจริง ๆ ฮองเฮาซีฮันถูกนางสนมเอกทั้งเจ็ดกดดัน บ้างเยาะเย้ย บ้างแสร้งภักดี บ้างถวายยา บ้างส่งข่าวลือ บ้างวางแผนให้ฮ่องเต้รังเกียจ จนร่างกายและจิตใจทรุดโทรมลงทุกวัน ไม่มีใครเชื่อว่านางถูกทำร้าย ทุกคนเห็นเพียงฮองเฮาผู้อ่อนแอ อ่อนไหว และไร้ความสามารถ
“ข้าตายแล้วใช่หรือไม่” นางถามเสียงเบา
ขันทีตรงหน้าสะดุ้ง รีบก้มศีรษะจนหน้าผากแทบแตะพื้น “เหนียงเหนียงอย่าตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เพียงหมดสติไปนาน ชีพจรขาดหายจนหมอหลวงตกใจ แต่พระองค์ยังมีบุญบารมี สวรรค์จึงส่งพระองค์กลับมา”
ลิลลี่มองเขาอย่างพิจารณา ความทรงจำบอกนางว่าขันทีผู้นี้ชื่อ ตงเปียน เป็นคนรับใช้เก่าแก่ที่ติดตามซีฮันตั้งแต่ยังอยู่จวนตระกูลซี เขาซื่อสัตย์ โง่เขลาในบางครั้ง แต่ภักดีชนิดยอมตายแทนนางได้ ในวังหลังที่เต็มไปด้วยคนสวมหน้ากาก ตงเปียนเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เคยคิดทรยศร่างเดิม
“ตงเปียน” นางเอ่ยชื่อเขาอย่างช้า ๆ
ขันทีเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเปล่งประกายด้วยความดีใจ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยู่ตรงนี้ เหนียงเหนียงยังจำกระหม่อมได้ กระหม่อมดีใจเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันในร่างใหม่สูดลมหายใจลึก นางยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่สัญชาตญาณบอกชัดว่าสถานการณ์นี้อันตรายกว่าความตายเสียอีก เธอเคยเป็นสถาปนิก เคยวางแผนโครงสร้างอาคารสูง เคยอ่านแบบซับซ้อน เคยคำนวณน้ำหนักและช่องโหว่ในระบบใหญ่ ๆ โลกธุรกิจสอนให้เธอรู้ว่าความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจทำให้อาคารทั้งหลังถล่ม วังหลังแห่งนี้ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เสาค้ำยันที่นี่ไม่ใช่เหล็กหรือปูน แต่เป็นอำนาจ ความโปรดปราน ความริษยา และชีวิตคน
“เกิดอะไรขึ้นก่อนข้าหมดสติ” นางถาม
ตงเปียนเม้มปากคล้ายไม่กล้าพูด แต่เมื่อเห็นสายตาของนาง เขาก็รีบตอบ
“หลายวันก่อนเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยพาสนมเอกทั้งหลายมาเยี่ยมพระองค์พ่ะย่ะค่ะ พวกนางกล่าวว่าห่วงใยสุขภาพของพระองค์ ยู่จินเชียงกุ้ยเฟยถวายโอสถทิพย์ บอกว่าเป็นยาบำรุงหายากจากหมอยาพเนจร เซียนรื่อหงกุ้ยเฟยก็ช่วยพูดสนับสนุน บอกว่าหากพระองค์ไม่รับไว้คงเป็นการไม่ไว้หน้าไมตรีของเหล่าสนม พระองค์ในตอนนั้น...พระองค์ทรงอ่อนแรงและไม่อยากมีเรื่อง จึงรับสั่งให้ต้มยา”
ตงเปียนพูดถึงตรงนี้แล้วน้ำเสียงสั่นด้วยความโกรธ
“หลังดื่มได้ไม่นาน พระองค์ก็ทรงเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก หมอหลวงกลับบอกว่าเป็นโรคเก่ากำเริบ พวกนางสนมต่างทำทีร้องไห้ แต่กระหม่อมเห็นกับตาว่าบางคนแอบยิ้มพ่ะย่ะค่ะ!”
ซีฮันเงียบไป ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย หมอยาผู้ชอบสะสมพิษจากสัตว์ร้าย นางจำชื่อนี้ได้จากความทรงจำที่กระจัดกระจาย สนมผู้นั้นงดงาม สุภาพ และมักพูดเรื่องยาอย่างถ่อมตัว แต่เบื้องหลังกลับเก็บพิษงู พิษแมงป่อง และพิษคางคกไว้ในตำหนักอย่างลับ ๆ หากโอสถทิพย์มาจากนาง ย่อมไม่มีทางเป็นเพียงยาบำรุงธรรมดา
ยิ่งเป็นเช่นนั้น นางยิ่งไม่อาจเอ่ยความจริงได้ หากนางบอกว่าตนเป็นวิญญาณของหญิงสาวจากโลกอีกใบหนึ่ง ผู้ใดจะเชื่อ ต่อให้ฮ่องเต้เชื่อ นั่นอาจนำไปสู่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง หรือแม้แต่การถูกมองว่าเป็นปีศาจสิงร่าง ความจริงนั้นจะไม่ช่วยชีวิตใคร มีแต่จะทำลายทุกสิ่งที่นางสร้างขึ้นมา ซีฮันจึงสูดลมหายใจลึก“เพคะ” นางตอบช้า ๆ “หม่อมฉันมีเรื่องที่ปิดบังพระองค์”ฮ่องเต้ทรงนิ่ง “พูดมา”ซีฮันก้มหน้าลงเล็กน้อย “หม่อมฉันปิดบังความรู้สึกของตนเอง”พระขนงของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากัน นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ“วันที่หม่อมฉันถูกวางยาจนเกือบสิ้นพระชนม์ วันที่หม่อมฉันนอนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย หม่อมฉันคิดว่าชีวิตคงจบลงแล้ว”นางหลับตาลงชั่วครู่ ภาพในวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้ร่างเดิมจะตายไปแล้ว แต่ความทรงจำของซีฮันยังคงอยู่ครบถ้วน“ในช่วงเวลานั้น หม่อมฉันคิดหลายเรื่อง คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา คิดถึงความโง่เขลาของตน คิดถึงการยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ และคิดว่าหากยังมีโอกาสลืมตาขึ้นอีกครั้ง”
จากสตรีผู้หวาดกลัวและอ่อนแอ กลายเป็นผู้หญิงที่เฉียบคม เด็ดขาด และสามารถคลี่คลายคดีซับซ้อนทีละเรื่อง ฮ่องเต้เฉียนหลงทอดพระเนตรซีฮันโดยไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์เองก็เคยตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเอ่ยมันออกมาต่อหน้าคนทั้งราชสำนัก ซีฮันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหากเรื่องที่นางเป็นวิญญาณจากอีกโลกหนึ่งถูกเปิดเผย นางไม่มีทางอธิบายให้ผู้ใดเข้าใจได้ แต่ความหวาดหวั่นนั้นเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ประสบการณ์ในฐานะสถาปนิกและผู้บริหารในชีวิตก่อนสอนให้นางรู้ว่า ยิ่งสถานการณ์วิกฤต ยิ่งต้องสงบนิ่ง ซีฮันยกสายตาขึ้นสบตาเข่อชิง สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“พระอัครเทวี” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเจ้ากล่าวหาข้า เช่นนั้นก็จงแสดงหลักฐาน”เข่อชิงหัวเราะเบา ๆ “บางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน”“จริงหรือ”“ทุกคนในวังเห็นเหมือนกันว่าเจ้ากลายเป็นคนละคน”ขุนนางบางคนเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง ซีฮันก้าวออกมาหนึ่งก้าว“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามเจ้า” นางเว้นจังหวะเพียง
นางมิได้รีบร้อนกล่าวหาใคร แต่กลับโค้งคำนับฮ่องเต้ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“หม่อมฉันขอขอบพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเปิดศาลหลวงครั้งนี้ หม่อมฉันไม่ต้องการชัยชนะเหนือผู้ใด สิ่งเดียวที่หม่อมฉันต้องการคือความจริง”ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “เริ่มได้”ซีฮันเดินไปยังโต๊ะตัวแรก แทนที่จะหยิบหลักฐานแบบสุ่ม นางกลับนำแผ่นผ้าไหมผืนใหญ่ซึ่งเขียนลำดับเวลาออกมาคลี่บนโต๊ะ ทันทีที่คลี่ออก ทุกคนก็เห็นแผนผังขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นห้าปี เรียงเหตุการณ์ทุกคดีของฮองเฮาตามวัน เดือน และปีอย่างละเอียด ตงเปียนช่วยปักหมุดไม้เล็ก ๆ ลงบนแผนผังทีละจุด“ปีแรกหลังเข้าวัง ปีที่สอง ปีที่สาม ปีที่สี่ ปีที่ห้า”ทุกคดีถูกจัดวางเหมือนแบบแปลนการก่อสร้างที่ซีฮันเคยทำในโลกเดิม ไม่มีเส้นใดไขว้กันอย่างไร้เหตุผล ทุกหลักฐานเชื่อมโยงเป็นระบบจนแม้แต่เสนาบดีกรมอาญายังมองด้วยความชื่นชม ขุนนางผู้หนึ่งกระซิบกับเพื่อนเบา“นี่ไม่ใช่การนำหลักฐาน แต่เป็นการสร้างภาพของคดีทั้งหมด”อีกคนพยักหน้า “มองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกเหตุการณ์&rdqu
คำว่า "นักโทษที่ถูกเนรเทศ" ทำให้ขุนนางหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยเซียนรื่อหงเคยเป็นสนมต้องโทษ หลิวซ่งเองก็เพิ่งรับสารภาพหลังถูกสอบสวน น้ำหนักของพยานทั้งสองจึงถูกลดทอนลงทันที เข่อหยวนฉิงกล่าวเสียงหนักแน่น“หากราชสำนักยอมเชื่อคำพูดของคนเช่นนี้ แล้วจะมีผู้ใดกล้ารับราชการอีก”ทันทีที่เขาพูดจบ ขุนนางฝ่ายเดียวกับตระกูลเข่อก็ก้าวออกมาพร้อมกันหลายคน“กระหม่อมเห็นด้วย เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดพระอัครเทวีโดยตรง ไม่ควรให้ข่าวลือทำลายพระเกียรติ หากสอบสวนต่อไปโดยไม่มีเหตุผล บ้านเมืองจะไร้เสถียรภาพ”เสียงสนับสนุนดังต่อเนื่องทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายที่เป็นกลางต่างนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้า เพราะต่างรู้ดีว่าเข่อหยวนฉิงมิใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาด้านหลังฉากกั้นในตำหนักด้านข้าง ซีฮันนั่งฟังทุกถ้อยคำผ่านม่านไหมตามธรรมเนียมของฮองเฮา ตงเปียนยืนอยู่ข้างกาย“เหนียงเหนียง” เขากระซิบ “เสนาบดีใหญ่เริ่มลงมือแล้ว”ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “ข้ารอวันนี้มานาน เข่อชิงเป็นเพียงหมาก แต่คนที่ควบคุมกระดานมาตลอด...ค
ตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หาก
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”


















Rebyu