LOGINแผนล้างบางเจ็ดสนมเอก ของสถาปนิกสาวจอมวางแผนในร่างฮองเฮาผู้เคยอ่อนแอ ...ร้ายมาร้ายกลับ ดีมาข้าก็ร้ายกลับ “พวกนางเคยรุมกันกลั่นแกล้งข้าเช่นนั้นรึ...ข้าจะฝังนางทีละคน!”
View Moreราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง
เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของมเหสีรอง แต่ตำหนักที่อยู่ใกล้ที่สุดคือตำหนักของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย พระอัครเทวีผู้เป็นมเหสีรอง นางนั่งสงบนิ่งอยู่บนตั่งลายหงส์ภายในห้องทว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่เพียงลำพัง รอบกายนั้นรายล้อมด้วยหญิงในอาภรณ์ของนางผู้สูงศักดิ์ภายในมหาราชวังหลวงของเฉียนหลงฮ่องเต้
ลำดับยศของนางเหล่านั้นล้วนเป็นมเหสีลำดับรองลดหลั่นตามระดับชั้นของวังหลัง นับจากฮองเฮาซีฮัน อัครมเหสีเอกก็เป็น เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย มเหสีรองผู้มีอำนาจเกือบจะเทียบเท่าฮองเฮาหากไม่นับทรัพย์สมบัติที่มีน้อยกว่า ลำดับถัดจากนั้นคือเซียนรื่อหงกุ้ยเฟย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย จินเช่อเฟย เซียวจื่อเฟย โถวฝ่าเฟย และนางสุดท้ายคือซินจางเฟย เหล่านางนั้นยืนคอยฟังเสียงร่ำร้องที่ดังมาจากตำหนักใหญ่ สักครู่หนึ่งในนั้นเดินเข้าไปหาเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยและเอ่ยขึ้น
“ท่านพี่...ท่านคิดว่าฮองเฮาจะมีพระชนมายุรอดพ้นผ่านราตรีนี้หรือไม่”
“ข้าก็กำลังรอฟังข่าวอยู่นี่อย่างไร ซินจาง”
“แต่ฟังพระสุรเสียงของพระนางช่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก”
“เจ้าสงสารนางรึ...ซินจาง”
จินเช่อเฟยเอ่ยถามและบิดปากเชิงเยาะหยัน นางรู้ดีว่าอุปนิสัยของมเหสีรองในชั้นเฟยอย่างซินจางนั้นเป็นเช่นไร ดูเหมือนว่าในบรรดาเมียรองทั้งเจ็ดของฮ่องเต้ซินจางเฟยคือหญิงงามรวยน้ำใจ สงสารคนและสัตว์ซึ่งแตกต่างไปจากจินเช่อเฟยที่เป็นหญิงห้าวหาญ ชอบสะสมอาวุธและแอบฝึกวิทยายุทธราวกับชายอกสามศอก แต่ในบรรดามเหสีรองจากฮองเฮาซีฮัน ผู้มีอำนาจและบทบาทเหนือใครคือเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ตำแหน่งพระอัครเทวีผู้มีอำนาจล้นจนจะเทียบเท่าฮองเฮาได้อยู่แล้ว เมื่อได้ฟังทั้งสองคุยกันเข่อชิงก็เหยียดปากออก
“หึ!...เสียงกรีดร้องของเสด็จพี่ซีฮันราวกับคนวิปลาศ หรือว่านางจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ”
“ก็โดนโอสถทิพย์ที่ข้าปรุงจากรากไม้พิษและพิษจากตะขาบและงูสามชนิด วันละนิดวันละหน่อย เมื่อสะสมในกายถึงจุดที่ไม่สามารถต้านไหวมันก็จะสำแดงฤทธิ์เดชเช่นนี้”
ยู่จินเซียงกุ้ยเฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้มซ่อนเล่ห์ นางเป็นมเหสีรองที่ชอบลองยาพิษจนนางสนมซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ต้องจบชีวิตอย่างลึกลับและหาสาเหตุไม่ได้ไปนักต่อนัก ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวกับนางเพราะ ยู่จินเซียงคอยตามติดหวงกุ้ยเฟย นางฉลาดหลักแหลมในเรื่องการวางยาอย่างหาตัวจับยาก เพราะแม้แต่หมอหลวงก็ยังไม่สามารถล่วงรู้ได้ ขณะนั้นทุกคนนิ่งฟังเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากตำหนักใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างออกไป เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยลุกจากตั่งและยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางมเหสีรองอีกหกคนที่รายล้อม
“ข้าแน่ใจว่าก่อนรุ่งอรุณของวันพรุ่งพวกเจ้าต้องได้รับข่าวดีถึงการจากไปของฮองเฮาที่เจ็บป่วยร่ำร้องอย่างคนวิปลาศตลอดทั้งคืนจนร่างกายแทบแหลกสลาย เสร็จสิ้นงานนี้แล้วพวกเราจะได้ฉลองกัน เพราะเมื่อไม่มีนาง ข้าก็จะได้ครองตำแหน่งฮองเฮา ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดในแผ่นดินรองจากฮ่องเต้”
“ท่านอย่าลืมพวกเราเสียเล่า ท่านพี่เข่อชิง”
นางทั้งหกกล่าวขึ้นพร้อมกัน และในเวลานั้นที่ตำหนักใหญ่ ฮองเฮาซีฮันร่ำร้องเหมือนจะขาดใจ นางดิ้นไปมาอย่างทุรนทุรายบนบรรจถรณ์ขณะหมอหลวงคอยจะถวายนโอสถเพื่อคลายพิษความเจ็บปวด หากแต่ก็ต้องล่าถอยออกมาอยู่นอกห้องกับตงเปียน ขันทีคนสนิทของพระนาง
“หมอหลวง...นี่เราจะทำเช่นไรดี ฮองเฮากรีดร้องราวกับถูกพิษร้ายแรงและเป็นเช่นนี้มาถึงราตรีนี้เป็นราตรีที่เจ็ดแล้ว ข้าจนใจเหลือเกิน”
“ข้าก็พยายามเสาะหาโอสถชั้นเลิศเพื่อนำมาถวายการรักษาพระองค์ แต่ไม่มีโอสถขนานใดเลยที่จะสามารถช่วยทุเลาเบาบางพระอาการของพระนางได้”
“หรือว่าพระนางจะทรงต้องพิษ หรือมีผู้ใดวางยาฮองเฮา”
“ใครจะกล้าทำเรื่องร้ายกาจเช่นนั้นกันเล่าขันทีตงเปียน ข้านี้เป็นหมอหลวงมานานหลายสิบปี รู้ดีว่าอาการผู้ต้องพิษนั้นเป็นเช่นไร แต่นี่เจ้าก็รู้ว่าฮองเฮาซีฮันนั้นทรงอ่อนแอมาเนิ่นนาน พระองค์ยังพระชนม์ชีพอยู่ได้ด้วยโอสถและยาบำรุงที่ข้าล้วนต้องจัดสรรให้ทุกทิวาราตรี แต่ข้าก็มีข้อสงสัยอย่างหนึ่ง”
“ท่านสงสัยอะไรรึ”
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จินเชียง!" เสียงตวาดกร้าวของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ดังขึ้น ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง "เจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่ายาพิษ 'โอสถลืมเลือน' ของเจ้าจะทำให้นางกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนหรือไม่ก็หลับเป็นผักปลาไปตลอดกาลไม่ใช่รึ! แล้วที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้คืออะไร? นางไม่ได้แค่ฟื้น แต่นางกลับมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิมร้อยเท่า!"ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นพยายามเค้นเสียงตอบ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมั่นใจในสูตรยาเพคะพี่หญิง ยานั่นมีฤทธิ์ทำลายประสาทส่วนกลาง หม่อมฉันทดสอบกับนักโทษในคุกหลวงมานักต่อนัก ทุกคนล้วนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนภายในสามวัน แต่ฮองเฮา... นางกลับดูฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น ราวกับเป็นคนละคน""ฉลาดขึ้นรึ? หึ!" เข่อชิงแค่นยิ้มหยัน นางลุกขึ้นเดินวนรอบยู่จินเชียงด้วยท่าทางคุกคาม "หรือจริงๆ แล้วเจ้ามันไร้ความสามารถ?
จากนั้นลิลลี่หันไปมอง เซียวจื่อเฟย สนมสายมูที่มักจะพกยันต์และน้ำมันพราย "เซียวจื่อเฟย เจ้าไม่ต้องแอบบีบลูกประคำในแขนเสื้อหรอก มนต์ดำของเจ้ามันสู้ 'กฎฟิสิกส์' ไม่ได้หรอกนะ วันก่อนที่เจ้าบอกว่าเห็นเงาผีในตำหนักข้า... จริงๆ มันก็แค่การสะท้อนแสงของกระจกที่ข้าตั้งใจวางไว้เพื่อดักจับ 'หนอน' ที่ชอบแอบเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้นเอง"ลิลลี่วางกระดาษแผนผังลงบนโต๊ะกลาง "พวกเจ้าทุกคนรู้ไหมว่าสถาปนิกคืออะไร? มันคือคนที่มองเห็น จุดอ่อนของทุกอาคาร วังหลังแห่งนี้เปรียบเหมือนกล่องไม้ขนาดใหญ่ พวกเจ้าคือมดที่พยายามจะกัดกินเนื้อไม้จากข้างใน"นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินวนรอบโต๊ะน้ำชา "เข่อชิง เจ้ากุมอำนาจบริหาร... แต่เจ้าลืมไปว่าข้าคือกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูห้องลับของฮ่องเต้ได้ ยู่จินเชียง เจ้ามีพิษแต่ข้ามีโครงสร้างทางเคมีที่สลายพิษเจ้าได้ จินเช่อเฟย เจ้ามีกำลัง แต่ข้ามีกลไกกับดักที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง"ลิลลี่หยุดเดินตรงหน้า โถวฝ่าเฟย สนมที่ชอบส่งเสื้อผ้าปักมาให้ "และเจ้า... โถวฝ่าเฟย เสื้อคลุมดอกเหมยที่เจ้ากำลังจะปักเสร็จ ข้าแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนด้ายสีทองเป็นด้ายไหมธรรมดานะ เพราะทองมันนำไฟฟ้าได้ดี และข้าเพิ่งสั่
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้าทาย ถ้าข้าทำตัวเป็นของตายเหมือนเดิม เขาก็จะทิ้งฉันไว้ในซอกตึกเหมือนเดิม แต่ถ้าข้าทำให้พระองค์เห็นว่าข้าคือ มันสมอง ที่พระองค์ขาดไม่ได้ และจะเดินเข้ามาหาข้าเองโดยที่ข้าไม่ต้องร้องขอ"นางมองไปยังแผนผังที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาคมกริบ "วันนี้แค่ซ่อมห้อง... พรุ่งนี้เราจะเริ่มซ่อม 'คน' เตรียมตัวไว้เถอะตงเปียน เพราะงานรื้อถอนของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮันเริ่มสัมผัสได้ว่าอำนาจในมือของเธอกำลังก่อตัวขึ้น และเธอก็พร้อมที่จะใช้ พิมพ์เขียว ใบนี้ เพื่อสยบทุกคนที่เคยดูถูกเธอไว้แทบเท้าแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นเบ่งบาน แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด เมื่อ ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮัน สั่งให้จัดโต๊ะเสวยน้ำชาที่กลางสวน และเรียกสนมเอกทั้งเจ็ดมาเข้าเ
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้เพคะ แต่มันคือศาสตร์แห่ง 'Space Management' หรือการจัดการพื้นที่" ลิลลี่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจรอบห้อง "ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ ห้องนี้เดิมทีเพดานสูงแต่กลับวางตู้ไม้แกะสลักทึบตันไว้ที่มุมอับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายถูกบังหมด ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อโรค มิน่าล่ะ ซีฮันคนก่อนถึงได้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา"นางชี้ไปยังหน้าต่างทิศตะวันออก "หม่อมฉันสั่งให้ตงเปียนย้ายชั้นวางแจกันออก และเปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าไหมเนื้อบางเพื่อให้แสงส่องสว่างได้ทั่วถึง ห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดีและแสงพอเหมาะ ย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน... อ้อ...ในที่นี้คือการปกครองวังหลังเพคะ"เฉียนหลงอึ้งไปครู่ใหญ่ คำศัพท์ประหลาดและท่าทางฉะฉานของนางทำให้พระองค์ลืมคำพูดที่จะมาตำหนิไปเสียสิ้น "เจ้า... เจ้าไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบแต่อ่านตำราสอนหญิง"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ดูมั่นใจจนเฉียนหลงรู้สึกแปลกประหลาด "ตำราพวกนั้นสอนให้หม่อมฉันอ่อนน้อมจนถูกเหยียบย่ำเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหลับไป หม่อมฉันได้เดินทางไปยังดินแดนที่สตรีต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ดินแดนที่อา











