Masuk“ตายยังไม่พอ..ฉันต้องแต่งกับผู้ชายตั้ง 7 คนในนิยายที่ฉันเพิ่งสาปแช่งด้วยเรอะ!” ลี่เหยา นักอ่านสาวสมัยใหม่ตื่นขึ้นมาในร่างของไป๋หลิน นางเอกในนิยายย้อนยุคดราม่าเรตเจ็บหัวใจ ที่เธอเพิ่งสาปส่งไปเมื่อคืน!
Lihat lebih banyakเมื่อชีวิตจริงเริ่มต้น… และหัวใจยังคงจำเขาได้แม้ไม่มีเวทมนตร์หรือคำสาปใดหลงเหลืออยู่เสียงเครื่องวัดชีพจรดังติ๊ก… ติ๊ก… สม่ำเสมอ กลิ่นยาแผ่วจางในอากาศม่านสีฟ้าอ่อนข้างเตียงไหวเบาสายลมจากหน้าต่างบานเล็กพัดเข้ามา พร้อมเสียงใบไม้ไหวไกลๆหลี่เหยาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เปลือกตาหนักอึ้ง แขนเธอ มีสายน้ำเกลือ ข้างเตียงวางมือถือของเธอที่ยังเปิดหน้าจอนิยายที่ขึ้นว่า THE ENDเธอกะพริบตาหลายครั้ง หอบลมหายใจ เหมือนตื่นจากฝันที่ยาวนานจนนับเวลาไม่ได้“เธอน็อคเพราะทำงานหนักเกินไปค่ะ หมอวินิจฉัยว่าอ่อนเพลียขั้นรุนแรง และร่างกายพักผ่อนผิดสมดุล” โชคดีที่เพื่อนของเธอส่งเธอมาโรงพยาบาลทันเสียงพยาบาลพูดกับใครบางคนหน้าห้อง เธอฟังอย่างเลื่อนลอยก่อนจะมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา และทันทีที่เขาเปิดม่านเตียงออก… เธอก็แทบลืมหายใจชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์สีขา
ดวงตาเธอกระตุก มือที่เคยแน่น กำแน่นขึ้นอีกครั้ง เสียงพิณหยุด กลีบโบตั๋นที่ปลิวในฝันค้างกลางอากาศ และเสียงสุดท้าย แผ่วลงเหนือข้างหูเธอ ราวกับกล่าวจากใจถึงใจ“เจ้าชนะคำสาปแล้ว ลี่เหยา ได้เวลาตื่นจากนิยายเสียที”เปลือกตาเธอเปิดช้าช้า หินใต้แผ่นหลังเย็นเยียบ อากาศรอบตัวหนักแน่นจนเหมือนจะร้องไห้ออกมาได้เองเบื้องหน้าคือชายชุดนักพรต ผ้าคลุมสีหมอก เปื้อนโลหิตจาง มือเขายื่นมารองท้ายทอยเธอเบา ๆ“…โม่อวี้…” เสียงเธอแผ่ว “เจ้าจำชื่อลี่เหยาได้อย่างไร…”เขามองเธอ นิ่ง และตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความจริง“ข้าจำเจ้า… ไม่ใช่เพราะเจ้าชื่ออะไร แต่เพราะ… ไม่ว่าเจ้าจะใช้ชื่อไหนเจ้าคือ ‘หญิงเดียว’ ที่ข้าเฝ้ามองจากโลกทุกใบ”แสงแห่งคำสาปจางลงเหมือนม่านหมอกเช้าตรู่ กลิ่นเลือด กลิ่นกลีบบุปผา และเสียงสายพิณที่เงียบลงไปแล้ว คงอยู่เพียงในห้วงใจไป๋หลินทรุดลงบนเข่าข้างหนึ่ง
ทุกอย่างคือความเงียบขาว ขาวจนเจ็บตาขาวจนเหมือนกลืนเธอเข้าไปทั้งร่าง ขาวจนไม่มีแม้คำว่า “ฉัน” หรือ “เธอ” หลงเหลือไป๋หลิน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไม่รู้ว่าตัวเองหลับหรือตื่นร่างเธอล่องลอยอยู่กลางความนิ่ง เหมือนถูกปลดปล่อย…แต่หัวใจกลับยังแน่น แน่นจนเจ็บเธอพยายามขยับ แต่แขนไม่มี ขาไม่มีมีเพียง “ความรู้สึก” ว่าเธอขาดบางสิ่งที่สำคัญมากและในความว่างนั้น เธอเริ่มร้องไห้ ไม่มีเสียง ไม่มีน้ำตา แค่ความเจ็บที่ปริแตกจากกลางอกกระจายช้า ๆ เหมือนลมหนาว“ข้า… อยู่คนเดียวหรือ?”เสียงเธอไม่ดังแม้ในใจตนเอง และเมื่อคำถามนั้นดังขึ้น ลมหายใจรอบกายเปลี่ยนไปเหมือนอากาศสูดกลับเหมือนโลกจำเธอได้อีกครั้งแสงแดดยามบ่ายส่องลอดม่านไม้ไผ่ในเรือนชา กลิ่นขนมงาปิ้งอุ่นลอยมาจากเตา ต้นโบตั๋นริมหน้าต่างเพิ่งผลิบาน...แต่เสียงพิณที่ดังอยู่ใต้ต้นไม้นั้น กลับขับกล่อมอะไรบางอย่าง ที่บาดลึกกว่ากลีบดอกไม้ เสียงสายดีดช้า เนิบนุ่ม แล้วจบลงอย่างเงียบงันหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใต้ศาลาริมน้ำ ยกชาขึ้นจิบช้า
เขาถอนกายออกอย่างรวดเร็ว ปลายลำยังแข็งโด่ เต้นตุบ ๆ เหมือนปีศาจที่หิวไม่หยุด เขารวบสะโพกเธอไว้ กระชากร่างเธอขึ้นจากพื้นแล้วพลิกให้นอนคว่ำ หน้ากดลงกับพรมเธอครางแผ่ว “มะ…ไม่ไหวแล้ว…ได้โปรด…ข้า…”“ไม่ต้องขอ ข้าจะ เอาเจ้าให้ขาด” เสียงเขาแหบพร่าเต็มไปด้วยปราณแตกซ่าน มือเขาจับสะโพกกลมกลึงไว้แน่น แล้ว อัดแก่นกายเข้าด้านหลัง อย่างแรงไม่มีหยั่ง!ตั่กกก!!“อ๊าาาาาาาาาาาาา!!”ร่างเธอกระตุกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต หัวจิกพื้น ผ้าห่มขาดติดเล็บ แขนสั่นเทา น้ำตาไหลพราก แต่ปากยังครางซ้ำไม่หยุดปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!เสียงเอวเขากระแทกกับสะโพกเธอดังจนเทียนล้มไปอีกเล่ม เนื้อในเธอ ตอดรัดหนักจนแก่นเขาสั่น ฮั่นซูกัดฟันกรอด ปลายมือสั่นแทบหลุดสติ เขาตบก้นเธอเต็มแรงซ้ายขวา“ข้า…จะ…แตกแล้ว…”เขาโน้มตัวลง คร่อมบนแผ่นหลังเธอ ลมหายใจร้อนกรุ่นบนต้นคอ มือข้างหนึ่งยกขาเธอขึ้นสูงกว่าเดิมจนเปิดทางให้เขาเสียบลึกขึ้
ค่ำคืนหลังการเฉลิมฉลอง ทั่วทั้งวังหลวงถูกห่มด้วยแสงตะเกียงและเสียงหัวเราะเหล่าขุนนางชูจอกสุรา เสียงดนตรีดังก้อง แคว้นเว้ยเพิ่งเปลี่ยนบัลลังก์ แต่ผู้คนเชื่อว่าชัยชนะนั้นมั่นคงไม่มีใครรู้เลยว่า เธอ หญิงที่เปลี่ยนชะตานิยายทั้งเรื่องกำลังจะตายกลางสวนหลังตำหนัก ใต้เงาจันทร์จาง ร่
เขาอุ้มนางขึ้นแนบอก ก้าวออกจากเรือไม้ไปสู่ท่าน้ำที่อยู่ไม่ไกล ลำเรือไม้ลายพยัคเทียบท่าอย่างเงียบงัน คบเพลิงสว่างเพียงพอให้มองเห็น…โม่อวี้ ผู้ได้รู้..นางถูกลักพาตัวออกจากจวน มาด้วยความรีบร้อน แต่เมื่อเขามองเห็นอวี้เหวินเจี๋ยก้าวลงมาจากรถม้าพร้อมหญิงสาวในอ้อมแขน สิ่งหนึ่งบีบรัด
เสียงใบไผ่เสียดสีกันในสายลมเย็นยาวราวเสียงกระซิบจากอดีต... หยาดน้ำค้างเกาะบนผิวโลกเหมือนน้ำตาที่ไม่มีใครยอมปล่อยให้ไหลอวี้หลัน หรือ ไป๋หลิน นางเหม่อมองแสงจันทร์ที่สาดผ่านช่องไม้ผุพาดลงมาบนฝ่ามือตนเอง สีผิวซีดขาวเหมือนไข่มุกเย็น แขนเรียวไร้แรงเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ถูกพรากเลือดมาครึ่งร่างแล้ว
เสียงแหวกอากาศดังมาจากเงามืด ลูกศรสีเงินเจิดจ้า พุ่งทะลุคอหอยของชายผู้หนึ่งอย่างแม่นยำ!ทหารคนแรกทรุดลงกับพื้นโดยไร้แม้แต่เสียง ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะกระหน่ำจากอีกทิศ ดังกึกก้องราวกับพายุกรรโชก!กลางความเงียบงัน ร่างในชุดเกราะสีดำเข้มก้าวออกจากม่านควัน โลหะบนตัวสะท้อนแสงเพลิงวาววับ เสื้อนอกสี





