تسجيل الدخولฮองเฮาที่เปลี่ยนไป
เช้าวันถวายพระพรประจำเดือนของวังหลังมาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้ ตำหนักกลางซึ่งใช้รับการเข้าเฝ้าของเหล่าสนมถูกตกแต่งด้วยม่านไหมสีทองอ่อน กระถางธูปสำริดตั้งอยู่สองข้างทางเดิน กลิ่นไม้หอมลอยจางอยู่ในอากาศ
นางกำนัลและขันทีต่างเดินก้มหน้าอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าวันนี้ไม่ใช่เพียงพิธีตามธรรมเนียม แต่เป็นวันที่วังหลังทั้งวังจับตาว่าฮองเฮาซีฮันจะยังมีแรงลุกขึ้นมารับการถวายพระพรหรือไม่ หลายวันก่อนข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าองค์ฮองเฮาประชวรหนักจนชีพจรแทบขาด บางคนกระซิบว่านางอาจไม่พ้นคืนนี้ บางคนถึงขั้นคาดเดาว่าตำแหน่งมารดาแห่งแผ่นดินคงว่างลงในไม่ช้า และผู้ที่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นแทนมากที่สุดย่อมเป็นเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย
เหล่าสนมมาถึงตำหนักกลางก่อนเวลา ทุกนางแต่งกายงดงามราวกับตั้งใจให้ความงามของตนกลบเงาฮองเฮาที่กำลังโรยรา เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยนั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดรองจากบัลลังก์ฮองเฮา อาภรณ์สีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋นทองทำให้นางดูสง่าและทรงอำนาจ
ยามยกถ้วยชาขึ้นจิบ ท่วงท่าทุกอย่างล้วนเหมือนเจ้าของวังหลังตัวจริง เซียนรื่อหงกุ้ยเฟยนั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้ายิ้มอ่อนหวานเหมือนดอกสาลี่ต้องฝน ส่วนยู่จินเชียงกุ้ยเฟยยังคงนิ่งสงบ ดวงตาเรียวยาวหลุบต่ำราวกับไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตน จินเช่อเฟยกวาดสายตามองรอบตำหนักด้วยความเบื่อหน่าย เซียวจื่อเฟยลูบลูกประคำสีดำในมือเบา ๆ โถวฝ่าเฟยนั่งก้มหน้าเหมือนกลัวสายตาผู้อื่น และซินจางเฟยมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ได้ยินว่าพระอาการของฮองเฮาหนักมาก” เซียนรื่อหงเอ่ยเสียงนุ่ม เสียงของนางไม่ดัง แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “หม่อมฉันกังวลทั้งคืน นอนไม่หลับเลยเพคะ”
จินเช่อเฟยหัวเราะในลำคอ “กังวลหรือรอข่าวดีกันแน่”
เซียนรื่อหงหันไปมองนาง สีหน้าตกใจอย่างพอดี “น้องจินกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าย่อมห่วงใยฮองเฮาจากใจจริง”
เข่อชิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ ริมฝีปากยกยิ้มอ่อนโยน “พอเถิด อย่าพูดจาให้เสียบรรยากาศ วันนี้เป็นวันถวายพระพร หากฮองเฮาไม่สามารถเสด็จออกมา พวกเราก็ควรแสดงความเข้าใจ พระวรกายของพระองค์อ่อนแอมานานแล้ว ฝืนมากไปจะยิ่งไม่เป็นผลดี”
คำพูดนั้นฟังดูห่วงใย แต่ทุกคนเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ หากฮองเฮาอ่อนแอจนรับถวายพระพรไม่ได้ อำนาจดูแลวังหลังก็ย่อมต้องตกไปอยู่ในมือของหวงกุ้ยเฟยชั่วคราว และเมื่อชั่วคราวนานพอ มันก็อาจกลายเป็นถาวรได้ เซียนรื่อหงรีบพยักหน้า “หวงกุ้ยเฟยกล่าวถูกแล้วเพคะ พวกเราทุกคนเพียงหวังให้ฮองเฮาได้พักผ่อน”
ยู่จินเชียงยกมุมปากเพียงเล็กน้อย นางไม่ได้พูดอะไร แต่สายตากลับเหลือบไปยังม่านด้านหลังบัลลังก์ฮองเฮา คำนวณในใจอย่างเงียบงัน ยาที่ถวายครั้งนั้นควรทำให้ชีพจรของซีฮันอ่อนลงเรื่อย ๆ ต่อให้ไม่ตายทันที ก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาเดินได้ในเวลาอันสั้น หากวันนี้ฮองเฮาไม่ปรากฏตัว แปลว่าแผนเดินไปตามทางที่ควรเป็น
ทว่าในขณะที่เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นจากมุมต่าง ๆ ของตำหนัก เสียงขันทีหน้าประตูก็ดังขึ้นอย่างก้องกังวาน “ฮองเฮาเหนียงเหนียงเสด็จ!”
ทั้งตำหนักเงียบกริบทันที ถ้วยชาในมือของเซียนรื่อหงสั่นเล็กน้อยจนเกิดเสียงกระทบฝา จินเช่อเฟยเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่เคยนิ่งสงบมีประกายไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ส่วนเข่อชิงยังคงยิ้มอยู่ แต่ปลายนิ้วที่แตะถ้วยชากลับแข็งค้าง
ม่านไหมสีทองถูกแหวกออกช้า ๆ ฮองเฮาซีฮันก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยท่วงท่าเยือกเย็น นางสวมอาภรณ์ฮองเฮาสีขาวปักลายหงส์ทอง ไม่ใช่สีฉูดฉาดเพื่อข่มใคร แต่ความเรียบสง่านั้นกลับทำให้ทั้งตำหนักหม่นลงทันที เครื่องประดับบนศีรษะไม่มากเกินควร แต่ทุกชิ้นวางอย่างเหมาะสม ใบหน้ายังซีดจากอาการประชวร ทว่าแววตาคมชัดและนิ่งลึกผิดจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตงเปียนเดินตามหลังนางด้วยสีหน้าระมัดระวัง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เหล่าสนมมองนางราวกับเห็นคนตายเดินกลับมา เซียนรื่อหงเป็นคนแรกที่ได้สติ นางรีบลุกขึ้นพร้อมยิ้มหวาน
“ถวายพระพรฮองเฮาเหนียงเหนียง เพคะ หม่อมฉันดีใจเหลือเกินที่พระองค์เสด็จออกมาได้ หม่อมฉันกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ”
ซีฮันไม่ได้ตอบทันที นางเดินผ่านเซียนรื่อหงไปยังบัลลังก์ของตนอย่างช้า ๆ แล้วนั่งลงด้วยท่าทีสง่างาม หลังตรง คางเชิดเล็กน้อย สายตากวาดมองทุกคนทีละนางอย่างเงียบเชียบ เพียงสายตานั้นก็ทำให้บรรยากาศทั้งตำหนักคล้ายถูกกดต่ำลง เซียนรื่อหงที่ยังยืนยิ้มอยู่เริ่มรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าตนแข็งค้าง
“กังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือ” ซีฮันเอ่ยในที่สุด น้ำเสียงนุ่มแต่เย็น “เช่นนั้นร่างกายเจ้าคงอ่อนเพลียมาก กลับตำหนักแล้วให้หมอหลวงตรวจด้วย อย่าให้เป็นเหมือนข้า”
เซียนรื่อหงชะงัก คำพูดนี้ฟังดูห่วงใย แต่กลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบา ๆ ต่อหน้าทุกคน นางรีบย่อตัว “ขอบพระทัยเหนียงเหนียงที่ทรงเมตตาเพคะ”
เข่อชิงลุกขึ้นอย่างอ่อนช้อย “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ เห็นพระองค์เสด็จออกมาได้ หม่อมฉันก็วางใจแล้ว หลายวันมานี้วังหลังวุ่นวายไม่น้อย หม่อมฉันเพียงช่วยดูแลแทนชั่วคราว หวังว่าฮองเฮาจะไม่ถือสา”
ซีฮันหันไปมองนาง รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “ถือสาหรือ เหตุใดข้าต้องถือสาคนที่ทำงานแทนข้าด้วยความภักดีเล่า”
เข่อชิงยิ้มตอบ “หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมเพคะ”
“ไม่กล้าก็ดี” ซีฮันกล่าวเรียบ ๆ “เพราะงานของฮองเฮาไม่ใช่สิ่งที่ใครคิดจะแตะก็แตะได้ ต่อไปหากข้าไม่ได้รับสั่งเอง เรื่องในตำหนักกลางให้รายงานต่อข้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้อื่นอีก”
ความเงียบกดทับลงทันที ขันทีและนางกำนัลรอบตำหนักก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เข่อชิงยังคงยิ้ม แต่แววตาลึกลงเล็กน้อย
“ฮองเฮาตรัสถูกต้องเพคะ หม่อมฉันเพียงเกรงว่าพระวรกายของพระองค์ยังไม่แข็งแรง”
“ข้าอ่อนแอเพียงร่างกาย ไม่ได้อ่อนแอถึงสมอง” ซีฮันตอบทันที
สีหน้าของสนมหลายคนเปลี่ยนไป เซียนรื่อหงก้มหน้าซ่อนความตกใจ จินเช่อเฟยถึงกับยิ้มอย่างสนใจ โถวฝ่าเฟยแอบเงยหน้ามองฮองเฮา ก่อนรีบหลุบตาลงอีกครั้ง ซินจางเฟยมีประกายโล่งใจวาบผ่านดวงตา ราวกับได้เห็นสิ่งที่รอคอยมานาน
หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย“อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าและตกใจอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ยังจำเสียงแผ่วเบาที่หลุดจากริมฝีปากของนางได้ชัดเจน แจ๊คกี้ชื่อประหลาดซึ่งไม่คล้ายชื่อของชาวต้าชิง ไม่มีเสียงใดใกล้เคียงกับชื่อบุรุษในราชสำนัก และไม่น่าจะเป็นชื่อจากแคว้นรอบด้าน ที่สำคัญคือซีฮันเรียกชื่อนั้นในยามหมดสติ ด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดราวกับกำลังเรียกคนซึ่งฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ฮ่องเต้พยายามบอกพระองค์เองว่ามันอาจเป็นเพียงเสียงละเมอไร้ความหมาย แต่ยิ่งคิด ภาพความเปลี่ยนแปลงของซีฮันก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาลายมือที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้ทางการแพทย์ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยสอน วิธีวิเคราะห์บัญชีและโครงสร้างอาคารที่เกินกว่าสตรีในวังหลังจะรู้ ความกล้าที่เกิดขึ้นหลังรอดชีวิตจากความตาย รวมถึงคำพูดหลายครั้งซึ่งราวกับนางเคยใช้ชีวิตอยู่อีกสถานที่หนึ่งมาก่อน พระองค์เคยตัดสินใจว่าจะไม่บีบบังคับให้นางเปิดเผยความลับ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำของนางในปัจจุบัน แต่เมื่อได้ยินชื่อชายอื่นจากริมฝีปากของนาง ความสงสัยกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เจ็บปวดเก
พระองค์ทรงรีบวิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไป หลังคาที่พังลงมาปิดกั้นพื้นที่ครึ่งห้องไว้ ใต้คานไม้ขนาดใหญ่ หญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กับพื้น แขนทั้งสองยังกอดม้วนเอกสารเอาไว้แน่น ซีฮันยังมีสติเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ฮ่องเต้ทรุดพระองค์ลงทันที“ซีฮัน”นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์ นางตกใจจนพยายามดันตัวลุก“ฝ่าบาท...เหตุใด...”“เรามารับเจ้า”ซีฮันส่ายหน้า“ไม่ได้...รีบออกไป...อาคารจะถล่ม”“เราจะออกไปพร้อมกัน”พระองค์พยายามยกคานไม้ แต่เศษหลังคาที่ตกลงมาทับอยู่ด้านบนทำให้น้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะขยับด้วยพระองค์เดียว องครักษ์สองนายรีบเข้ามาช่วย ทั้งสามออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดคานก็ขยับพอให้ดึงขาของซีฮันออกมาได้ นางร้องเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด ข้อเท้าขวาบวมแดงทันที“เดินไหวหรือไม่”ซีฮันส่ายหน้า ฮ่องเต้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงอุ้มนางขึ้นในอ้อมพระกร ซีฮันตกใจ“ฝ่าบาท วางหม่อมฉันลง...&
ซีฮันโยนสมุดสองเล่มข้ามกองไฟ ตงเปียนรับไว้ได้ แต่เมื่อจะโยนม้วนสุดท้าย เพดานด้านข้างก็พังลงมาอีกส่วน นางต้องกระโดดหลบ เศษไม้ร่วงขวางทางจนมองไม่เห็นคนฝั่งตรงข้าม ควันดำหนาทึบทำให้หายใจลำบาก ซีฮันก้มต่ำ คลานไปยังผนังด้านเหนือ หวังหาช่องระบายอากาศตามที่ผู้ดูแลบอก แต่ไฟได้ลามถึงโครงไม้รอบห้องแล้ว เสียงตะโกนจากภายนอกดังขึ้นไกล ๆ นางจำพระสุรเสียงนั้นได้ทันที“ซีฮัน!”ฮ่องเต้มาถึงแล้ว นางพยายามตอบ แต่ควันทำให้ไอจนไม่มีเสียง ด้านนอก ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จมาถึงพร้อมทหารรักษาพระองค์ เมื่อเห็นหอเอกสารถูกไฟกลืน พระพักตร์ก็เปลี่ยนทันที“ฮองเฮาอยู่ที่ใด”หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง “ยังอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ ทางขึ้นถูกไฟตัดขาด”พระองค์คว้าผ้าชุบน้ำจากทหาร “เปิดทาง”หัวหน้าองครักษ์รีบขวาง “ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปมิได้ อาคารกำลังจะถล่มพ่ะย่ะค่ะ”“นางยังอยู่ข้างใน!”ฮ่องเต้ผลักเขาออกและก้าวไปทางประตู แต่เสียงแตกสนั่นดังขึ้นจากชั้นบนเสียก่อน หลังคาด้านหนึ่งทรุดตัว ทหารทั้งหมดร้องเตือนและ
นางหันไปยังเจ้าหน้าที่ “มีบัญชีสำเนาหรือไม่”“น่าจะอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกลางของเอกสารลับทั้งหมด”ซีฮันตัดสินใจขึ้นไปทันที ตงเปียนตามหลังอย่างกังวล“เหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากพบสิ่งผิดปกติให้เสด็จออกทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”“เราพบเอกสารหาย ไม่ใช่คนร้าย”“แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้พระองค์พบ”ซีฮันหยุดชั่วครู่ คำเตือนนั้นมีเหตุผล ทว่าในเวลาเดียวกัน เสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงคนตะโกน“จับเขาไว้!”เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายขึ้นทันที หัวหน้าองครักษ์หันไปสั่ง“คุ้มครองฮองเฮา!”องครักษ์สองนายยืนปิดทางบันได ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งลงไปด้านล่าง ซีฮันก้าวไปชะโงกมองผ่านราวไม้ เห็นชายในชุดคนส่งน้ำผลักทหารออกแล้ววิ่งไปทางประตูหลัง เขาถือไหดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือก่อนจะถูกจับ ชายผู้นั้นขว้างไหเข้าใส่กองเอกสารข้างผนัง ไหแตกกระจาย ของเหลวที่มีกลิ่นฉุนไหลกระจายไปทั่วพื้น ตงเปียนร้องขึ้น“น้ำมัน!”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
ราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของม
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห







