Masuk
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและวิงเวียนไปพร้อมกัน แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิหคถลาลม ทอทาบลงบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงที่ปูลาดไปทั่วห้องนอนกว้าง
บนเตียงไม้แกะสลักสี่เสา มุ้งไหมสีกลีบบัวถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยตะขอทองคำรูปผีเสื้อ ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังเข้ากับหัวเตียงที่บุด้วยผ้าไหมเนื้อดี นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนยกขึ้นนวดคลึงขมับตนเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความมึนงงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ดวงตาคู่สวยดุจเมล็ดซิ่งกวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ผิดวิสัยสตรีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ภาพสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เผยให้เห็นดรุณีวัยแรกแย้มผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถา แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามที่ฟ้าประทานมาให้ได้ นางคือเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและทรัพย์สมบัติ ทว่า... ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกลับหาใช่คุณหนูเฉินผู้เย่อหยิ่งจองหองคนเดิมไม่ หากแต่เป็นดวงวิญญาณจากยุคปัจจุบันที่ตระหนักรู้ชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างดี “เฉินหลันซิน...” น้ำเสียงหวานใสพึมพำกับตนเอง นางจำได้แม่นยำว่าโลกใบนี้คือเนื้อหาในนิยายเล่มหนาที่นางเคยอ่านผ่านตา และบทบาทของเฉินหลันซินผู้นี้ ก็เป็นเพียงหินรองฝ่าเท้าให้แก่นางเอกอย่างหลินซูอี่ ได้ก้าวข้ามไปครองคู่กับพระเอกผู้ทรงอำนาจ จุดจบของเฉินหลันซินในนิยายนั้นช่างน่าสังเวช ถูกเนรเทศไปชายแดน ตระกูลล่มสลาย และจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ เพียงเพราะนางริษยาและคอยขัดขวางวาสนาของพระเอกและนางเอก “เรื่องอันใดข้าต้องเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนั้นเล่า” นางแค่นหัวเราะในลำคอ “วาสนาของพวกท่าน ข้าจะใส่พานประเคนให้ถึงที่เลยเชียว ขอเพียงพวกท่านรักกันให้ไว ข้าจะได้รีบหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขกับกองเงินกองทองเสียที” เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเข้ามาอย่างระมัดระวัง สาวใช้สองนางเดินเข้ามาในห้องด้วยกิริยานอบน้อม คนแรกสวมชุดสีเขียวอ่อน หน้าตาท่าทางเฉลียวฉลาด นามว่าอินฉือ ในมือประคองถาดใส่อ่างล้างหน้าทองเหลืองที่มีไออุ่นลอยกรุ่นอยู่ ส่วนอีกคนสวมชุดสีชมพูจาง ท่าทางกระฉับกระเฉง นามว่าฉิงเหอ ถือถาดใส่ถ้วยยาและผลไม้เชื่อม “คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ” ฉิงเหอรีบวางถาดลงบนโต๊ะแล้วรีบเดินเข้ามาข้างเตียง สีหน้าฉายแววดีใจจนปิดไม่มิด “บ่าวตกใจแทบแย่ ท่านหลับไปตั้งสามวันสามคืน ท่านหมอบอกว่าท่านตกใจจนจับไข้ แต่บ่าวว่าต้องเป็นเพราะอาถรรพ์สระบัวท้ายจวนแน่ๆ” “ฉิงเหอ อย่าเอะอะไป รบกวนคุณหนูเปล่าๆ” อินฉือเอ่ยปรามเสียงเรียบ ก่อนจะนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดใบหน้าให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ “คุณหนู ท่านรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่” เฉินหลันซินมองสาวใช้คนสนิททั้งสองด้วยความเอ็นดู ในนิยายสองคนนี้จงรักภักดีต่อนางจนวาระสุดท้าย ยอมลำบากติดตามไปชายแดนและตายตกไปพร้อมกัน “ข้าดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่มึนงงเล็กน้อย” เฉินหลันซินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางใสกังวาน “ช่วงที่ข้าหลับไป มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นในเมืองหลวงบ้างหรือไม่” ฉิงเหอทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ รีบรายงานทันที “มีเจ้าค่ะ! เรื่องใหญ่มากด้วยเจ้าค่ะคุณหนู ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันกันให้แซ่ด ว่ากองทัพฉางเยี่ยนของติ้งกั๋วกงฮั่วจื่อเซียน กำลังจะเคลื่อนทัพถึงประตูเมืองในยามเว่ยของวันนี้แล้วเจ้าค่ะ!” ชื่อของบุรุษผู้นั้นทำให้เฉินหลันซินชะงักไปครู่หนึ่ง ฮั่วจื่อเซียน... ติ้งกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่ แม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้น ผู้บัญชาการกองทัพฉางเยี่ยนที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต เล่าลือกันว่าเขาสามารถบั่นคอข้าศึกนับร้อยได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขาคือพระเอกที่เย็นชากับคนทั้งโลก แต่จะอ่อนโยนกับนางเอกเพียงผู้เดียว และแน่นอน เขาคือเพชฌฆาตที่จะสั่งประหารตระกูลเฉินในอนาคต หากนางยังทำตัวงี่เง่าเหมือนเดิม “ยามเว่ยวันนี้หรือ...” เฉินหลันซินพึมพำ คำนวณเวลาในใจ ตอนนี้เพิ่งจะยามซื่อ ยังพอมีเวลา ตามบทเดิม วันนี้เฉินหลันซินคนเก่าจะต้องแต่งตัวงดงามไปดักรอขบวนทัพที่โรงน้ำชาเพื่อยลโฉมติ้งกั๋วกง และจะเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับหลินซูอี่นางเอกของเรื่อง จนทำให้ฮั่วจื่อเซียนเกิดความรังเกียจเฉินหลันซินตั้งแต่แรกพบ ไม่ได้การแล้ว ข้าจะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนั้นไม่ได้ นางคิดในใจ “คุณหนูจะไปชมขบวนทัพหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอถามด้วยความตื่นเต้น “บ่าวได้ยินมาว่า ท่านกั๋วกงรูปงามดั่งเทพเซียนจำแลง สตรีทั่วเมืองหลวงต่างจับจองที่นั่งในโรงน้ำชาจนเต็มหมดแล้ว หากคุณหนูอยากไป บ่าวจะรีบไปแจ้งพ่อบ้านให้เตรียมรถม้า” เฉินหลันซินยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง “ไปสิ เรื่องสนุกเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร แต่อินฉือ เจ้าไปเตรียมชุดที่ดูเรียบง่ายที่สุดให้ข้าที เอาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆมงคลก็พอ ไม่ต้องประโคมเครื่องประดับมากมาย”รุ่งอรุณแห่งวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะมาถึงเร็วกว่าที่ใจปรารถนา แสงสีทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดให้จางหาย ทว่าในใจของเฉินหลันซินกลับมืดมนยิ่งกว่าค่ำคืนคืนเดือนดับภายในห้องนอนอันโอ่อ่าของจวนตระกูลเฉิน ความวุ่นวายขนาดย่อมกำลังเกิดขึ้นหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมอินฉือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ในมือของนางถืออาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวหม่นราวกับใบไผ่แห้งเหี่ยว ไร้ซึ่งลวดลายปักดิ้นเงินดิ้นทองอันวิจิตรใด ๆ“คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าจะสวมชุดนี้จริงๆ”เฉินหลันซินตอบอย่างหนักแน่น ขณะส่องคันฉ่องสำรวจใบหน้าตนเอง “แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ วันนี้ข้าต้องเป็นเพียงเงาที่จืดจางที่สุดในงานเลี้ยง ข้าต้องการให้สายตาของทุกคน โดยเฉพาะติ้งกั๋วกง มองข้ามข้าไปราวกับข้าเป็นเพียงเสาต้นหนึ่งในวังหลวง”ฉิงเหอแย้งขึ้นบ้าง นางมองดูปิ่นปักผมไม้เรียบง่ายในมือด้วยความขัดใจ “แต่ว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับมาว่าให้ท่านแต่งกายให้สมเกียรติบุตรีภรรยาเอกนะเจ้าคะ อย่างน้อยปักปิ่นระย้าทองคำสักชิ้นเถิด”“ไม่” เฉินหลันซินปฏิเสธเสียงแข็ง นางหยิบแป้งขึ้นมาทาหน้าบางเบา เพียงเพื่อให้ดูนวลเนียน แต่จงใจไม่เขียนคิ้วให้โก่งดั่งคันศร และไม่แต้มช
เฉินหลันซินหน้าแดงระเรื่อ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความอับอายขายขี้หน้า นางอยากจะขุดดินหนีไปให้พ้นๆฮั่วจื่อเซียนกระตุกบังเหียนม้าเล็กน้อย สั่งให้ม้าก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจากหลังม้า ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนามรบทำให้นางแทบหยุดหายใจ“ข้างในนี้มีจดหมาย...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ ‘ภูเขาไม่อาจไร้ไม้พรรณ พฤกษาไม่อาจไร้กิ่งก้าน ใจข้ามีเพียงท่าน ไยท่านไม่รับรู้’ บทกวีนี้ เจ้าก็ตั้งใจส่งให้คุณหนูหลินผู้นั้นด้วยหรือ?”เฉินหลันซินเบิกตากว้าง... ซวยแล้ว! นางลืมไปสนิทว่านางยัดบทกวีสารภาพรักใส่ไว้ข้างใน “เอ่อ คือ...” นางอึกอัก สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางออก “บทกวีนี้ ข้าเพียงแค่คัดลอกเล่นๆ เพื่อฝึกลายมือเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาลึกซึ้งอันใด!”“หึ...” ฮั่วจื่อเซียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกแต่แฝงความพึงพอใจเขาค่อยๆ เก็บถุงหอมนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเอง อย่างทะนุถนอมและเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล“ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจฝึกลายมือ หรือฝึกฝีมือการขว้างปาอาวุธลับ” ฮั่วจื่อเซียนยืดตัวขึ้นนั่งหล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดโรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋นนั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของเฉินหลันซิน นางนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเย็นและชื้นไปด้วยเหงื่ออินฉือและฉิงเหอ สองสาวใช้คนสนิทต่างพากันหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบอยู่มุมห้องราวกับลูกนกที่หวาดกลัวพายุฝน“คุณหนู เราจะหนีทางหน้าต่างดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอกระซิบเสียงสั่น เสนอความคิดที่ดูสิ้นคิดที่สุดออกมา“ชั้นสองสูงเพียงนี้ หากกระโดดลงไป แข้งขาหักขึ้นมา ข้าคงได้ตายก่อนจะได้แก้ตัวเป็นแน่” เฉินหลันซินกัดฟันตอบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา “จำไว้ ไม่ว่าใครจะเข้ามา ให้สงบปากสงบคำ ข้าจะเจรจาเอง”ทันใดนั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามากลับหนักอึ้งผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มร่างโปร่งสวมชุดองครักษ์สีเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูสุภาพทว่าแววตากลับคมประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก โจวจื่อ องครักษ์ซ้ายคนสนิทของติ้งกั๋วกงนั่นเอง“คารวะคุณหนู” โจวจื่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็
อินฉือเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติคุณหนูของนางโปรดปรานเสื้อผ้าสีสดและเครื่องประดับหรูหรา ยิ่งโดดเด่นยิ่งชอบใจ เหตุใดวันนี้จึงเลือกแต่งกายสมถะผิดวิสัย แต่ด้วยความเป็นบ่าวที่ดี นางจึงรับคำโดยไม่โต้แย้ง “เจ้าค่ะคุณหนู”“ส่วนเจ้า ฉิงเหอ” เฉินหลันซินหันไปหาสาวใช้จอมแก่น “เจ้าจงไปสืบดูว่า วันนี้คุณหนูรองตระกูลหลิน หลินซูอี่ นางจองที่นั่งไว้ที่โรงน้ำชาใด”“คุณหนูหลินหรือเจ้าคะ?” ฉิงเหอทำหน้าฉงน “คุณหนูจะไปหาเรื่องนางหรือเจ้าคะ คุณหนูหลินผู้นั้นเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ รังแกไปก็ไม่สนุกหรอกเจ้าค่ะ”“ใครว่าข้าจะไปรังแก” เฉินหลันซินหัวเราะเสียงใส “ข้าจะไปส่งเสริมวาสนาให้นางต่างหากเล่า รีบไปจัดการเสีย อย่าให้ข้าต้องรอนาน”หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ โรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋น ซึ่งเป็นโรงน้ำชาที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวง ตั้งอยู่บนทำเลทองที่สามารถมองเห็นถนนสายหลักที่กองทัพจะเคลื่อนผ่านได้อย่างชัดเจนเฉินหลันซินในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ขับเน้นใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น นางนั่งอยู่ริมระเบียงชั้นสอง จิบชาหลงจิ่งชั้นดีพลางทอดสายตามองลงไปยังถนนเบื้องล่างที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน“คุณหนูเจ้าคะ สืบม
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและวิงเวียนไปพร้อมกัน แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิหคถลาลม ทอทาบลงบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงที่ปูลาดไปทั่วห้องนอนกว้างบนเตียงไม้แกะสลักสี่เสา มุ้งไหมสีกลีบบัวถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยตะขอทองคำรูปผีเสื้อ ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังเข้ากับหัวเตียงที่บุด้วยผ้าไหมเนื้อดี นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนยกขึ้นนวดคลึงขมับตนเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความมึนงงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ดวงตาคู่สวยดุจเมล็ดซิ่งกวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ผิดวิสัยสตรีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ภาพสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เผยให้เห็นดรุณีวัยแรกแย้มผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถา แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามที่ฟ้าประทานมาให้ได้นางคือเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและทรัพย์สมบัติทว่า... ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกลับหาใช่คุณหนูเฉินผู้เย่อหยิ่งจอง







