Masukเมื่อสวรรค์เล่นตลก ส่งดวงวิญญาณสาวจากโลกยุคปัจจุบันให้ย้อนเวลามาสวมร่างเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้มีชะตาอาภัพเป็นเพียงหินรองฝ่าเท้าให้หลินซูอี่ก้าวข้ามไปครองคู่กับพระเอก และต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถในท้ายเรื่อง นางหรือจะยอมตายไร้ชื่อในหลุมศพเย็น ในเมื่อล่วงรู้บทสรุป ลู่ทางรอดเดียวคือต้องรีบผูกด้ายแดงให้พระเอกนางเอกได้ครองคู่กันเร็วที่สุด ยิ่งจบไว ชีวิตนางยิ่งปลอดภัย! ทว่า... เป้าหมายอย่าง ฮั่วจื่อเซียน หรือก็คือติ้งกั๋วกง ผู้บัญชาการกองทัพฉางเยี่ยนอันเกรียงไกร กลับมิใช่ตะเกียงขาดน้ำมันให้ผู้ใดมาชักจูงได้ง่ายดาย ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง นัยน์ตาสีนิลกลับมองทะลุแผนการตื้นเขินเหล่านั้นจนหมดสิ้น ริมฝีปากหยักได้รูปกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้คนฟังถึงกับเข่าอ่อน “ในเมื่อเจ้าขยันปูทางให้ข้านัก เช่นนั้นก็จงมาร่วมเดินบนเส้นทางสายนี้กับข้าจนแก่เฒ่าเถิด ฮูหยินของข้า...”
Lihat lebih banyakกลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและวิงเวียนไปพร้อมกัน แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิหคถลาลม ทอทาบลงบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงที่ปูลาดไปทั่วห้องนอนกว้าง
บนเตียงไม้แกะสลักสี่เสา มุ้งไหมสีกลีบบัวถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยตะขอทองคำรูปผีเสื้อ ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังเข้ากับหัวเตียงที่บุด้วยผ้าไหมเนื้อดี นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนยกขึ้นนวดคลึงขมับตนเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความมึนงงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ดวงตาคู่สวยดุจเมล็ดซิ่งกวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ผิดวิสัยสตรีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ภาพสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เผยให้เห็นดรุณีวัยแรกแย้มผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถา แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามที่ฟ้าประทานมาให้ได้ นางคือเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและทรัพย์สมบัติ ทว่า... ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกลับหาใช่คุณหนูเฉินผู้เย่อหยิ่งจองหองคนเดิมไม่ หากแต่เป็นดวงวิญญาณจากยุคปัจจุบันที่ตระหนักรู้ชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างดี “เฉินหลันซิน...” น้ำเสียงหวานใสพึมพำกับตนเอง นางจำได้แม่นยำว่าโลกใบนี้คือเนื้อหาในนิยายเล่มหนาที่นางเคยอ่านผ่านตา และบทบาทของเฉินหลันซินผู้นี้ ก็เป็นเพียงหินรองฝ่าเท้าให้แก่นางเอกอย่างหลินซูอี่ ได้ก้าวข้ามไปครองคู่กับพระเอกผู้ทรงอำนาจ จุดจบของเฉินหลันซินในนิยายนั้นช่างน่าสังเวช ถูกเนรเทศไปชายแดน ตระกูลล่มสลาย และจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ เพียงเพราะนางริษยาและคอยขัดขวางวาสนาของพระเอกและนางเอก “เรื่องอันใดข้าต้องเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนั้นเล่า” นางแค่นหัวเราะในลำคอ “วาสนาของพวกท่าน ข้าจะใส่พานประเคนให้ถึงที่เลยเชียว ขอเพียงพวกท่านรักกันให้ไว ข้าจะได้รีบหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขกับกองเงินกองทองเสียที” เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเข้ามาอย่างระมัดระวัง สาวใช้สองนางเดินเข้ามาในห้องด้วยกิริยานอบน้อม คนแรกสวมชุดสีเขียวอ่อน หน้าตาท่าทางเฉลียวฉลาด นามว่าอินฉือ ในมือประคองถาดใส่อ่างล้างหน้าทองเหลืองที่มีไออุ่นลอยกรุ่นอยู่ ส่วนอีกคนสวมชุดสีชมพูจาง ท่าทางกระฉับกระเฉง นามว่าฉิงเหอ ถือถาดใส่ถ้วยยาและผลไม้เชื่อม “คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ” ฉิงเหอรีบวางถาดลงบนโต๊ะแล้วรีบเดินเข้ามาข้างเตียง สีหน้าฉายแววดีใจจนปิดไม่มิด “บ่าวตกใจแทบแย่ ท่านหลับไปตั้งสามวันสามคืน ท่านหมอบอกว่าท่านตกใจจนจับไข้ แต่บ่าวว่าต้องเป็นเพราะอาถรรพ์สระบัวท้ายจวนแน่ๆ” “ฉิงเหอ อย่าเอะอะไป รบกวนคุณหนูเปล่าๆ” อินฉือเอ่ยปรามเสียงเรียบ ก่อนจะนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดใบหน้าให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ “คุณหนู ท่านรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่” เฉินหลันซินมองสาวใช้คนสนิททั้งสองด้วยความเอ็นดู ในนิยายสองคนนี้จงรักภักดีต่อนางจนวาระสุดท้าย ยอมลำบากติดตามไปชายแดนและตายตกไปพร้อมกัน “ข้าดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่มึนงงเล็กน้อย” เฉินหลันซินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางใสกังวาน “ช่วงที่ข้าหลับไป มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นในเมืองหลวงบ้างหรือไม่” ฉิงเหอทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ รีบรายงานทันที “มีเจ้าค่ะ! เรื่องใหญ่มากด้วยเจ้าค่ะคุณหนู ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันกันให้แซ่ด ว่ากองทัพฉางเยี่ยนของติ้งกั๋วกงฮั่วจื่อเซียน กำลังจะเคลื่อนทัพถึงประตูเมืองในยามเว่ยของวันนี้แล้วเจ้าค่ะ!” ชื่อของบุรุษผู้นั้นทำให้เฉินหลันซินชะงักไปครู่หนึ่ง ฮั่วจื่อเซียน... ติ้งกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่ แม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้น ผู้บัญชาการกองทัพฉางเยี่ยนที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต เล่าลือกันว่าเขาสามารถบั่นคอข้าศึกนับร้อยได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขาคือพระเอกที่เย็นชากับคนทั้งโลก แต่จะอ่อนโยนกับนางเอกเพียงผู้เดียว และแน่นอน เขาคือเพชฌฆาตที่จะสั่งประหารตระกูลเฉินในอนาคต หากนางยังทำตัวงี่เง่าเหมือนเดิม “ยามเว่ยวันนี้หรือ...” เฉินหลันซินพึมพำ คำนวณเวลาในใจ ตอนนี้เพิ่งจะยามซื่อ ยังพอมีเวลา ตามบทเดิม วันนี้เฉินหลันซินคนเก่าจะต้องแต่งตัวงดงามไปดักรอขบวนทัพที่โรงน้ำชาเพื่อยลโฉมติ้งกั๋วกง และจะเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับหลินซูอี่นางเอกของเรื่อง จนทำให้ฮั่วจื่อเซียนเกิดความรังเกียจเฉินหลันซินตั้งแต่แรกพบ ไม่ได้การแล้ว ข้าจะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนั้นไม่ได้ นางคิดในใจ “คุณหนูจะไปชมขบวนทัพหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอถามด้วยความตื่นเต้น “บ่าวได้ยินมาว่า ท่านกั๋วกงรูปงามดั่งเทพเซียนจำแลง สตรีทั่วเมืองหลวงต่างจับจองที่นั่งในโรงน้ำชาจนเต็มหมดแล้ว หากคุณหนูอยากไป บ่าวจะรีบไปแจ้งพ่อบ้านให้เตรียมรถม้า” เฉินหลันซินยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง “ไปสิ เรื่องสนุกเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร แต่อินฉือ เจ้าไปเตรียมชุดที่ดูเรียบง่ายที่สุดให้ข้าที เอาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆมงคลก็พอ ไม่ต้องประโคมเครื่องประดับมากมาย”สายฝนในวสันตฤดูของเมืองซูโจว มักโปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวล ทว่าในปีนี้ พายุฝนกลับโหมกระหน่ำรุนแรงติดต่อกันหลายวันหลายคืน ท้องฟ้ามืดครึ้มประดุจถูกฉาบทาด้วยน้ำหมึก บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองภายในเรือนพักของจวนสกุลฮั่ว กลิ่นสมุนไพรต้มลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ เหมือนเช่นทุกวันบนเตียงไม้จันทน์แกะสลัก ร่างสูงใหญ่ของอดีตแม่ทัพฮั่วจื่อเซียนนอนสงบนิ่งอยู่ ใบหน้าที่เคยคมเข้มดุดันบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก ลมหายใจแผ่วเบาและขาดห้วง“ท่านหมอ อาการของเขาเป็นเช่นไรบ้าง” เฉินหลันซินเอ่ยถาม พยายามบังคับให้น้ำเสียงราบเรียบที่สุด แต่มือที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนข้อขาวกลับทรยศความรู้สึกภายในใจหมอชราผู้มีชื่อเสียงที่สุดในซูโจวถอนหายใจยาว วางมือจากชีพจรของคนไข้“เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพกรำศึกมานานหลายปี บาดแผลเก่าสะสม ภายในบอบช้ำ อีกทั้งเมื่อครั้งทำศึกที่ชายแดน เคยถูกพิษเย็นของซยงหนู แม้จะรักษาหายแล้วแต่พิษยังตกค้าง ยามนี้อากาศวิปริต ความชื้นแทรกซึม ทำให้พิษกำเริบเข้าสู่หัวใจ”“รักษาได้หรือไม่” นางถามสั้น ๆ“รัก
ณ เมืองซูโจว ยามวสันตฤดู สายลมพัดเอื่อยนำพากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาให้ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ผิวน้ำในทะเลสาบไท่หูสะท้อนแสงแดดระยิบระยับดุจเกล็ดมังกรทอง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกเฉกเช่นความสงบสุขของแผ่นดินในยามนี้ภายในจวนสกุลฮั่ว เสียงตวาดก้องกังวานด้วยความเด็ดขาดดังขึ้นที่ลานฝึกยุทธ์“ตั้งท่าให้มั่น ขาอย่าสั่น สายตาจับจ้องไปที่เป้าหมาย”ฮั่วจื่อเซียน อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ซึ่งบัดนี้สวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย กำลังยืนกอดอกมองบุตรชายวัยห้าขวบ ฮั่วอัน ที่กำลังฝึกฝนอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามไรผมของเด็กชาย แต่แววตานั้นมุ่งมั่นดุจพยัคฆ์น้อย“ท่านพ่อ ข้าเมื่อยขาแล้วขอรับ” ฮั่วอันบ่นอุบอิบ ขาป้อม ๆ เริ่มสั่นระริก“เมื่อยก็ต้องทน” ฮั่วจื่อเซียนกล่าวเสียงเข้ม “บุรุษต้องมีความอดทนเป็นเลิศ หากแค่ยืนม้ายังทำไม่ได้ เจ้าจะไปปกป้องมารดาและน้องสาวเจ้าได้อย่างไร”คำว่า ปกป้องน้องสาว ดูเหมือนจะเป็นยาวิเศษ ฮั่วอันกัดฟัน ยืดตัวตรงขึ้นทันที“ข้าทนได้ขอรับ ข้าจะปกป้องน้องหญิง”เฉินหลันซินที่นั่งจิบชาชมการฝึกอยู่ใต้ศาลา ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ นางวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ อย่าเข้มงวด
ข่าวดีเรื่องการให้กำเนิดบุตรชายคนแรกของติ้งกั๋วกงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในรุ่งเช้า ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก พระราชทานของขวัญล้ำค่ามากมาย ทั้งทองคำ ผ้าไหม และป้ายชื่อทองคำฮั่วจื่อเซียนอุ้มลูกน้อยออกมาที่ห้องโถงใหญ่ เพื่อทำพิธีรับขวัญและตั้งชื่อเสนาบดีเฉิน ผู้มีศักดิ์เป็นท่านตา เดินยิ้มแก้มปริเข้ามาดูหน้าหลาน “เจ้าดูสิ คิ้วเข้มดั่งกระบี่ องอาจผึ่งผายสมกับเป็นทายาทตระกูลฮั่ว”“ท่านพ่อตา ท่านช่วยตั้งชื่อให้หลานหน่อยได้หรือไม่” ฮั่วจื่อเซียนเอ่ยขอเสนาบดีเฉินลูบเครา ใช้ความคิดครู่หนึ่ง “เด็กคนนี้เกิดในคืนพายุฝน แต่เมื่อเขาเกิดมา ท้องฟ้าก็แจ่มใส อีกทั้งบิดาของเขาคือแม่ทัพผู้กอบกู้แผ่นดิน... ให้ชื่อว่า ฮั่วอัน ดีหรือไม่”“อัน ที่แปลว่า ความสงบสุข” ฮั่วจื่อเซียนทวนคำ“ใช่แล้ว” เสนาบดีเฉินกล่าว “เพราะบิดาของเขาทำศึกมามากพอแล้ว หวังเพียงให้เขาเติบโตมาในบ้านเมืองที่สงบสุข และเป็นผู้รักษาความสงบนั้นไว้”“ฮั่วอัน... ชื่อที่ดี” ฮั่วจื่อเซียนพยักหน้า “ชื่อรอง ฉางฉี ก็แล้วกัน”เฉินหลันซินที่นั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ ยิ้มรับ “อาอัน ฉางฉี... แม่ชอบชื่อนี้นะลูก”ทารกน้อยในอ้อมแขนบิดาขยับตัวเล็กน้
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหลริน จากคิมหันต์ฤดูที่ร้อนระอุเข้าสู่สารทฤดูที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี สายลมเย็นยะเยือกพัดพาเอาความแห้งแล้งมาเยือน ทว่าภายในกำแพงสูงตระหง่านของจวนกั๋วกงกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความปิติระคนตื่นเต้นเฉินหลันซินในยามนี้ครรภ์แก่ใกล้คลอดเต็มที หน้าท้องที่เคยแบนราบกลับนูนเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนไหวของนางเริ่มอุ้ยอ้ายเชื่องช้า แต่นั่นกลับทำให้ฮั่วจื่อเซียนมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและหวงแหนยิ่งกว่าเดิมท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร บัดนี้ได้วางทวนวางดาบ หันมาปรนนิบัติพัดวีภรรยาอย่างใกล้ชิด เขาปฏิเสธงานราชการที่ไม่จำเป็นทั้งหมด มอบหมายหน้าที่ในกองทัพให้รองแม่ทัพดูแล ส่วนตนเองขลุกอยู่แต่ในเรือน คอยประคองภรรยาเดินเล่น อ่านตำรากวีให้ฟัง หรือแม้แต่คัดสรรโอสถบำรุงด้วยตนเอง“ท่านพี่ ท่านไม่ต้องประคองข้าตลอดเวลาก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ท้องแก่ มิได้พิการเสียหน่อย” เฉินหลันซินเอ่ยเย้า ขณะที่สามีพยายามประคองนางลงนั่งบนตั่งนุ่มราวกับนางเป็นแก้วที่เปราะบาง“มิได้หรอก” ฮั่วจื่อเซียนตอบเสียงขรึม “พื้นเรือนลื่นนัก หากเจ้าสะดุดล้มไป ข้าคงมิอาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิต”












Ulasan-ulasan