LOGINเมื่อสวรรค์เล่นตลก ส่งดวงวิญญาณสาวจากโลกยุคปัจจุบันให้ย้อนเวลามาสวมร่างเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้มีชะตาอาภัพเป็นเพียงหินรองฝ่าเท้าให้หลินซูอี่ก้าวข้ามไปครองคู่กับพระเอก และต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถในท้ายเรื่อง นางหรือจะยอมตายไร้ชื่อในหลุมศพเย็น ในเมื่อล่วงรู้บทสรุป ลู่ทางรอดเดียวคือต้องรีบผูกด้ายแดงให้พระเอกนางเอกได้ครองคู่กันเร็วที่สุด ยิ่งจบไว ชีวิตนางยิ่งปลอดภัย! ทว่า... เป้าหมายอย่าง ฮั่วจื่อเซียน หรือก็คือติ้งกั๋วกง ผู้บัญชาการกองทัพฉางเยี่ยนอันเกรียงไกร กลับมิใช่ตะเกียงขาดน้ำมันให้ผู้ใดมาชักจูงได้ง่ายดาย ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง นัยน์ตาสีนิลกลับมองทะลุแผนการตื้นเขินเหล่านั้นจนหมดสิ้น ริมฝีปากหยักได้รูปกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้คนฟังถึงกับเข่าอ่อน “ในเมื่อเจ้าขยันปูทางให้ข้านัก เช่นนั้นก็จงมาร่วมเดินบนเส้นทางสายนี้กับข้าจนแก่เฒ่าเถิด ฮูหยินของข้า...”
View Moreสายฝนในวสันตฤดูของเมืองซูโจว มักโปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวล ทว่าในปีนี้ พายุฝนกลับโหมกระหน่ำรุนแรงติดต่อกันหลายวันหลายคืน ท้องฟ้ามืดครึ้มประดุจถูกฉาบทาด้วยน้ำหมึก บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองภายในเรือนพักของจวนสกุลฮั่ว กลิ่นสมุนไพรต้มลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ เหมือนเช่นทุกวันบนเตียงไม้จันทน์แกะสลัก ร่างสูงใหญ่ของอดีตแม่ทัพฮั่วจื่อเซียนนอนสงบนิ่งอยู่ ใบหน้าที่เคยคมเข้มดุดันบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก ลมหายใจแผ่วเบาและขาดห้วง“ท่านหมอ อาการของเขาเป็นเช่นไรบ้าง” เฉินหลันซินเอ่ยถาม พยายามบังคับให้น้ำเสียงราบเรียบที่สุด แต่มือที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนข้อขาวกลับทรยศความรู้สึกภายในใจหมอชราผู้มีชื่อเสียงที่สุดในซูโจวถอนหายใจยาว วางมือจากชีพจรของคนไข้“เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพกรำศึกมานานหลายปี บาดแผลเก่าสะสม ภายในบอบช้ำ อีกทั้งเมื่อครั้งทำศึกที่ชายแดน เคยถูกพิษเย็นของซยงหนู แม้จะรักษาหายแล้วแต่พิษยังตกค้าง ยามนี้อากาศวิปริต ความชื้นแทรกซึม ทำให้พิษกำเริบเข้าสู่หัวใจ”“รักษาได้หรือไม่” นางถามสั้น ๆ“รัก
ณ เมืองซูโจว ยามวสันตฤดู สายลมพัดเอื่อยนำพากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาให้ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ผิวน้ำในทะเลสาบไท่หูสะท้อนแสงแดดระยิบระยับดุจเกล็ดมังกรทอง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกเฉกเช่นความสงบสุขของแผ่นดินในยามนี้ภายในจวนสกุลฮั่ว เสียงตวาดก้องกังวานด้วยความเด็ดขาดดังขึ้นที่ลานฝึกยุทธ์“ตั้งท่าให้มั่น ขาอย่าสั่น สายตาจับจ้องไปที่เป้าหมาย”ฮั่วจื่อเซียน อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ซึ่งบัดนี้สวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย กำลังยืนกอดอกมองบุตรชายวัยห้าขวบ ฮั่วอัน ที่กำลังฝึกฝนอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามไรผมของเด็กชาย แต่แววตานั้นมุ่งมั่นดุจพยัคฆ์น้อย“ท่านพ่อ ข้าเมื่อยขาแล้วขอรับ” ฮั่วอันบ่นอุบอิบ ขาป้อม ๆ เริ่มสั่นระริก“เมื่อยก็ต้องทน” ฮั่วจื่อเซียนกล่าวเสียงเข้ม “บุรุษต้องมีความอดทนเป็นเลิศ หากแค่ยืนม้ายังทำไม่ได้ เจ้าจะไปปกป้องมารดาและน้องสาวเจ้าได้อย่างไร”คำว่า ปกป้องน้องสาว ดูเหมือนจะเป็นยาวิเศษ ฮั่วอันกัดฟัน ยืดตัวตรงขึ้นทันที“ข้าทนได้ขอรับ ข้าจะปกป้องน้องหญิง”เฉินหลันซินที่นั่งจิบชาชมการฝึกอยู่ใต้ศาลา ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ นางวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ อย่าเข้มงวด
ข่าวดีเรื่องการให้กำเนิดบุตรชายคนแรกของติ้งกั๋วกงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในรุ่งเช้า ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก พระราชทานของขวัญล้ำค่ามากมาย ทั้งทองคำ ผ้าไหม และป้ายชื่อทองคำฮั่วจื่อเซียนอุ้มลูกน้อยออกมาที่ห้องโถงใหญ่ เพื่อทำพิธีรับขวัญและตั้งชื่อเสนาบดีเฉิน ผู้มีศักดิ์เป็นท่านตา เดินยิ้มแก้มปริเข้ามาดูหน้าหลาน “เจ้าดูสิ คิ้วเข้มดั่งกระบี่ องอาจผึ่งผายสมกับเป็นทายาทตระกูลฮั่ว”“ท่านพ่อตา ท่านช่วยตั้งชื่อให้หลานหน่อยได้หรือไม่” ฮั่วจื่อเซียนเอ่ยขอเสนาบดีเฉินลูบเครา ใช้ความคิดครู่หนึ่ง “เด็กคนนี้เกิดในคืนพายุฝน แต่เมื่อเขาเกิดมา ท้องฟ้าก็แจ่มใส อีกทั้งบิดาของเขาคือแม่ทัพผู้กอบกู้แผ่นดิน... ให้ชื่อว่า ฮั่วอัน ดีหรือไม่”“อัน ที่แปลว่า ความสงบสุข” ฮั่วจื่อเซียนทวนคำ“ใช่แล้ว” เสนาบดีเฉินกล่าว “เพราะบิดาของเขาทำศึกมามากพอแล้ว หวังเพียงให้เขาเติบโตมาในบ้านเมืองที่สงบสุข และเป็นผู้รักษาความสงบนั้นไว้”“ฮั่วอัน... ชื่อที่ดี” ฮั่วจื่อเซียนพยักหน้า “ชื่อรอง ฉางฉี ก็แล้วกัน”เฉินหลันซินที่นั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ ยิ้มรับ “อาอัน ฉางฉี... แม่ชอบชื่อนี้นะลูก”ทารกน้อยในอ้อมแขนบิดาขยับตัวเล็กน้
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหลริน จากคิมหันต์ฤดูที่ร้อนระอุเข้าสู่สารทฤดูที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี สายลมเย็นยะเยือกพัดพาเอาความแห้งแล้งมาเยือน ทว่าภายในกำแพงสูงตระหง่านของจวนกั๋วกงกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความปิติระคนตื่นเต้นเฉินหลันซินในยามนี้ครรภ์แก่ใกล้คลอดเต็มที หน้าท้องที่เคยแบนราบกลับนูนเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนไหวของนางเริ่มอุ้ยอ้ายเชื่องช้า แต่นั่นกลับทำให้ฮั่วจื่อเซียนมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและหวงแหนยิ่งกว่าเดิมท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร บัดนี้ได้วางทวนวางดาบ หันมาปรนนิบัติพัดวีภรรยาอย่างใกล้ชิด เขาปฏิเสธงานราชการที่ไม่จำเป็นทั้งหมด มอบหมายหน้าที่ในกองทัพให้รองแม่ทัพดูแล ส่วนตนเองขลุกอยู่แต่ในเรือน คอยประคองภรรยาเดินเล่น อ่านตำรากวีให้ฟัง หรือแม้แต่คัดสรรโอสถบำรุงด้วยตนเอง“ท่านพี่ ท่านไม่ต้องประคองข้าตลอดเวลาก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ท้องแก่ มิได้พิการเสียหน่อย” เฉินหลันซินเอ่ยเย้า ขณะที่สามีพยายามประคองนางลงนั่งบนตั่งนุ่มราวกับนางเป็นแก้วที่เปราะบาง“มิได้หรอก” ฮั่วจื่อเซียนตอบเสียงขรึม “พื้นเรือนลื่นนัก หากเจ้าสะดุดล้มไป ข้าคงมิอาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิต”


















reviews