Masukเฉินหลันซินหน้าแดงระเรื่อ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความอับอายขายขี้หน้า นางอยากจะขุดดินหนีไปให้พ้นๆ
ฮั่วจื่อเซียนกระตุกบังเหียนม้าเล็กน้อย สั่งให้ม้าก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจากหลังม้า ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนามรบทำให้นางแทบหยุดหายใจ “ข้างในนี้มีจดหมาย...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ ‘ภูเขาไม่อาจไร้ไม้พรรณ พฤกษาไม่อาจไร้กิ่งก้าน ใจข้ามีเพียงท่าน ไยท่านไม่รับรู้’ บทกวีนี้ เจ้าก็ตั้งใจส่งให้คุณหนูหลินผู้นั้นด้วยหรือ?” เฉินหลันซินเบิกตากว้าง... ซวยแล้ว! นางลืมไปสนิทว่านางยัดบทกวีสารภาพรักใส่ไว้ข้างใน “เอ่อ คือ...” นางอึกอัก สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางออก “บทกวีนี้ ข้าเพียงแค่คัดลอกเล่นๆ เพื่อฝึกลายมือเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาลึกซึ้งอันใด!” “หึ...” ฮั่วจื่อเซียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกแต่แฝงความพึงพอใจ เขาค่อยๆ เก็บถุงหอมนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเอง อย่างทะนุถนอมและเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล “ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจฝึกลายมือ หรือฝึกฝีมือการขว้างปาอาวุธลับ” ฮั่วจื่อเซียนยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงดังเดิม ประกาศก้องด้วยเสียงอันดัง “ถุงหอมนี้ตกถึงมือข้าแล้ว ย่อมถือเป็นของบรรณาการแก่แม่ทัพ ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า กลับมาถึงเมืองหลวงครานี้ มีสตรีใจกล้าผู้หนึ่งให้การต้อนรับข้าอย่างอบอุ่นยิ่งนัก” พูดจบ เขาก็สะบัดผ้าคลุมไหล่ สั่งเคลื่อนทัพต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เฉินหลันซินได้ทวงคืนหรือแก้ตัวใดๆ อีก “ไปได้!” ขบวนทัพฉางเยี่ยนเคลื่อนตัวผ่านหน้านางไป ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย ทิ้งให้เฉินหลันซินยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่กลางถนน โดยมีสายตาขององครักษ์จงอี้ที่มองนางด้วยความสงสารระคนขบขัน และโจวจื่อที่ส่งสายตาล้อเลียนมาให้ก่อนจะควบม้าตามนายไป “คุณหนู...” อินฉือรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างที่โอนเอนของเจ้านาย “ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เฉินหลันซินมองตามแผ่นหลังกว้างของฮั่วจื่อเซียนที่ห่างออกไป “อินฉือ ข้าพันธนาการตัวเองเข้าเสียแล้ว” นางพูดเสียงอ่อนแรง “แทนที่จะผูกด้ายแดงให้เขา ข้าดันเอาเชือกแขวนคอไปยัดใส่มือเขาเสียอย่างนั้น” แผนการแรก... ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ณ จวนเสนาบดีกรมพิธีการ แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เฉินหลันซินนั่งเหม่อลอยอยู่ในศาลาริมน้ำ ภายในหัวยังคงคิดวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ความอับอายขายขี้หน้านั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่นางกังวลที่สุดคือสายตาของฮั่วจื่อเซียน สายตานั้นไม่ใช่สายตาที่มองเพียงผ่าน ๆ แต่เป็นสายตาที่มองเหยื่อที่น่าสนใจ ในนิยาย ฮั่วจื่อเซียนจะเกลียดเฉินหลันซินเพราะนางทำตัวร้ายกาจใส่หลินซูอี่ แต่ตอนนี้ นางยังไม่ได้แตะต้องแม้แต่ปลายเล็บของนางเอกเลยสักนิด กลับไปกระตุกหนวดเสือเข้าเต็มๆ “คุณหนูเจ้าคะ น้ำแกงรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดเจ้าค่ะ” อินฉือยกถ้วยกระเบื้องเคลือบเข้ามาวาง “นายท่านให้บ่าวมาแจ้งว่า พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองชัยชนะของกองทัพฉางเยี่ยนในวังหลวง ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางระดับสูงพาบุตรหลานไปร่วมงานด้วยเจ้าค่ะ” เฉินหลันซินสะดุ้งสุดตัว “งานเลี้ยงในวัง พรุ่งนี้หรือ?” “เจ้าค่ะ” อินฉือพยักหน้า “นายท่านกำชับว่า ให้คุณหนูเตรียมการแสดงถวายหน้าพระพักตร์ด้วย เพื่อกู้หน้าตระกูลเฉินและสานสัมพันธ์อันดีกับเหล่าแม่ทัพนายกอง” เฉินหลันซินยกมือกุมขมับ งานเลี้ยงนี้แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ! ตามบทดั้งเดิม เฉินหลันซินจะแย่งซีนหลินซูอี่ด้วยการเล่นพิณ แต่เล่นได้จืดชืดไร้อารมณ์ ในขณะที่หลินซูอี่จะถูกกลั่นแกล้งให้ต้องแสดงโดยไม่ได้เตรียมตัว แต่นางกลับร่ายรำดาบได้งดงามจนฮั่วจื่อเซียนตกหลุมรัก “นี่คือโอกาสแก้ตัว!” เฉินหลันซินตบโต๊ะดังปัง แววตาที่ห่อเหี่ยวกลับมาลุกโชนอีกครั้ง ถ้านางสามารถทำให้ฉากร่ายรำดาบของหลินซูอี่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตัวนางเองทำตัวให้จืดจางที่สุด ฮั่วจื่อเซียนจะต้องหันกลับไปสนใจนางเอกตามบทแน่นอน “ฉิงเหอ!” นางตะโกนเรียกสาวใช้ “เจ้าค่ะคุณหนู!” ฉิงเหอโผล่หน้ามาจากพุ่มไม้ “ไปเตรียมชุดที่เรียบที่สุด... ไม่สิ เอาชุดที่ดูจืดชืดที่สุด สีทึบๆ เหมือนแม่ชีจำศีลมาให้ข้า” เฉินหลันซินสั่งการอย่างรวดเร็ว “และเจ้าจงหาทางส่งจดหมายลับไปให้สาวใช้ของคุณหนูหลิน บอกใบ้ให้นางเตรียมชุดสีแดงสำหรับงานวันพรุ่งนี้ บอกไปว่าเป็นสีมงคลจะช่วยเสริมดวงชะตา” “คุณหนูจะทำอะไรหรือเจ้าคะ?” อินฉือถามด้วยความกังวล “ข้าจะเป็นผู้กำกับเวที” เฉินหลันซินยิ้มเจ้าเล่ห์ “พรุ่งนี้ ข้าจะหลีกทางให้คุณหนูหลินเจิดจรัสที่สุดในงาน ส่วนข้าจะเป็นเพียงก้อนหินริมทางที่ท่านแม่ทัพจะมองผ่านไปอย่างไม่แยแส” นางหมายมั่นปั้นมืออย่างดิบดี โดยหารู้ไม่ว่า... ในจวนแม่ทัพอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง บุรุษผู้เป็นเจ้าของถุงหอมลายเป็ดยวนยางกำลังนั่งลูบไล้ถุงหอมใบนั้น พลางอ่านประวัติของเฉินหลันซินที่สายสืบเพิ่งนำมาวางบนโต๊ะ “ชอบทำตัวเสเพล เอาแต่ใจ ไร้สมอง?” ฮั่วจื่อเซียนอ่านรายงานแล้วเลิกคิ้ว “ข่าวลือช่างเชื่อถือไม่ได้เสียจริง สตรีที่กล้าสบตาข้าและแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ได้อย่างลื่นไหลเช่นนั้น จะเรียกว่าไร้สมองได้อย่างไร” เขาจดจำแววตาตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนเร้นความฉลาดของนางได้ดี มันกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในกายเขาอย่างประหลาด “หึ! พรุ่งนี้เจอกันในวังหลวง... แม่สื่อตัวน้อย” เขายิ้มมุมปาก พลางโยนรายงานทิ้งลงในเตาไฟรุ่งอรุณแห่งวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะมาถึงเร็วกว่าที่ใจปรารถนา แสงสีทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดให้จางหาย ทว่าในใจของเฉินหลันซินกลับมืดมนยิ่งกว่าค่ำคืนคืนเดือนดับภายในห้องนอนอันโอ่อ่าของจวนตระกูลเฉิน ความวุ่นวายขนาดย่อมกำลังเกิดขึ้นหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมอินฉือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ในมือของนางถืออาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวหม่นราวกับใบไผ่แห้งเหี่ยว ไร้ซึ่งลวดลายปักดิ้นเงินดิ้นทองอันวิจิตรใด ๆ“คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าจะสวมชุดนี้จริงๆ”เฉินหลันซินตอบอย่างหนักแน่น ขณะส่องคันฉ่องสำรวจใบหน้าตนเอง “แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ วันนี้ข้าต้องเป็นเพียงเงาที่จืดจางที่สุดในงานเลี้ยง ข้าต้องการให้สายตาของทุกคน โดยเฉพาะติ้งกั๋วกง มองข้ามข้าไปราวกับข้าเป็นเพียงเสาต้นหนึ่งในวังหลวง”ฉิงเหอแย้งขึ้นบ้าง นางมองดูปิ่นปักผมไม้เรียบง่ายในมือด้วยความขัดใจ “แต่ว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับมาว่าให้ท่านแต่งกายให้สมเกียรติบุตรีภรรยาเอกนะเจ้าคะ อย่างน้อยปักปิ่นระย้าทองคำสักชิ้นเถิด”“ไม่” เฉินหลันซินปฏิเสธเสียงแข็ง นางหยิบแป้งขึ้นมาทาหน้าบางเบา เพียงเพื่อให้ดูนวลเนียน แต่จงใจไม่เขียนคิ้วให้โก่งดั่งคันศร และไม่แต้มช
เฉินหลันซินหน้าแดงระเรื่อ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความอับอายขายขี้หน้า นางอยากจะขุดดินหนีไปให้พ้นๆฮั่วจื่อเซียนกระตุกบังเหียนม้าเล็กน้อย สั่งให้ม้าก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจากหลังม้า ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนามรบทำให้นางแทบหยุดหายใจ“ข้างในนี้มีจดหมาย...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ ‘ภูเขาไม่อาจไร้ไม้พรรณ พฤกษาไม่อาจไร้กิ่งก้าน ใจข้ามีเพียงท่าน ไยท่านไม่รับรู้’ บทกวีนี้ เจ้าก็ตั้งใจส่งให้คุณหนูหลินผู้นั้นด้วยหรือ?”เฉินหลันซินเบิกตากว้าง... ซวยแล้ว! นางลืมไปสนิทว่านางยัดบทกวีสารภาพรักใส่ไว้ข้างใน “เอ่อ คือ...” นางอึกอัก สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางออก “บทกวีนี้ ข้าเพียงแค่คัดลอกเล่นๆ เพื่อฝึกลายมือเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาลึกซึ้งอันใด!”“หึ...” ฮั่วจื่อเซียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกแต่แฝงความพึงพอใจเขาค่อยๆ เก็บถุงหอมนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเอง อย่างทะนุถนอมและเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล“ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจฝึกลายมือ หรือฝึกฝีมือการขว้างปาอาวุธลับ” ฮั่วจื่อเซียนยืดตัวขึ้นนั่งหล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดโรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋นนั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของเฉินหลันซิน นางนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเย็นและชื้นไปด้วยเหงื่ออินฉือและฉิงเหอ สองสาวใช้คนสนิทต่างพากันหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบอยู่มุมห้องราวกับลูกนกที่หวาดกลัวพายุฝน“คุณหนู เราจะหนีทางหน้าต่างดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอกระซิบเสียงสั่น เสนอความคิดที่ดูสิ้นคิดที่สุดออกมา“ชั้นสองสูงเพียงนี้ หากกระโดดลงไป แข้งขาหักขึ้นมา ข้าคงได้ตายก่อนจะได้แก้ตัวเป็นแน่” เฉินหลันซินกัดฟันตอบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา “จำไว้ ไม่ว่าใครจะเข้ามา ให้สงบปากสงบคำ ข้าจะเจรจาเอง”ทันใดนั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามากลับหนักอึ้งผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มร่างโปร่งสวมชุดองครักษ์สีเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูสุภาพทว่าแววตากลับคมประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก โจวจื่อ องครักษ์ซ้ายคนสนิทของติ้งกั๋วกงนั่นเอง“คารวะคุณหนู” โจวจื่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็
อินฉือเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติคุณหนูของนางโปรดปรานเสื้อผ้าสีสดและเครื่องประดับหรูหรา ยิ่งโดดเด่นยิ่งชอบใจ เหตุใดวันนี้จึงเลือกแต่งกายสมถะผิดวิสัย แต่ด้วยความเป็นบ่าวที่ดี นางจึงรับคำโดยไม่โต้แย้ง “เจ้าค่ะคุณหนู”“ส่วนเจ้า ฉิงเหอ” เฉินหลันซินหันไปหาสาวใช้จอมแก่น “เจ้าจงไปสืบดูว่า วันนี้คุณหนูรองตระกูลหลิน หลินซูอี่ นางจองที่นั่งไว้ที่โรงน้ำชาใด”“คุณหนูหลินหรือเจ้าคะ?” ฉิงเหอทำหน้าฉงน “คุณหนูจะไปหาเรื่องนางหรือเจ้าคะ คุณหนูหลินผู้นั้นเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ รังแกไปก็ไม่สนุกหรอกเจ้าค่ะ”“ใครว่าข้าจะไปรังแก” เฉินหลันซินหัวเราะเสียงใส “ข้าจะไปส่งเสริมวาสนาให้นางต่างหากเล่า รีบไปจัดการเสีย อย่าให้ข้าต้องรอนาน”หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ โรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋น ซึ่งเป็นโรงน้ำชาที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวง ตั้งอยู่บนทำเลทองที่สามารถมองเห็นถนนสายหลักที่กองทัพจะเคลื่อนผ่านได้อย่างชัดเจนเฉินหลันซินในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ขับเน้นใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น นางนั่งอยู่ริมระเบียงชั้นสอง จิบชาหลงจิ่งชั้นดีพลางทอดสายตามองลงไปยังถนนเบื้องล่างที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน“คุณหนูเจ้าคะ สืบม
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและวิงเวียนไปพร้อมกัน แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิหคถลาลม ทอทาบลงบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงที่ปูลาดไปทั่วห้องนอนกว้างบนเตียงไม้แกะสลักสี่เสา มุ้งไหมสีกลีบบัวถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยตะขอทองคำรูปผีเสื้อ ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังเข้ากับหัวเตียงที่บุด้วยผ้าไหมเนื้อดี นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนยกขึ้นนวดคลึงขมับตนเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความมึนงงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ดวงตาคู่สวยดุจเมล็ดซิ่งกวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ผิดวิสัยสตรีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ภาพสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เผยให้เห็นดรุณีวัยแรกแย้มผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถา แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามที่ฟ้าประทานมาให้ได้นางคือเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและทรัพย์สมบัติทว่า... ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกลับหาใช่คุณหนูเฉินผู้เย่อหยิ่งจอง







