LOGINเสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดโรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋นนั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของเฉินหลันซิน นางนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเย็นและชื้นไปด้วยเหงื่อ
อินฉือและฉิงเหอ สองสาวใช้คนสนิทต่างพากันหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบอยู่มุมห้องราวกับลูกนกที่หวาดกลัวพายุฝน “คุณหนู เราจะหนีทางหน้าต่างดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอกระซิบเสียงสั่น เสนอความคิดที่ดูสิ้นคิดที่สุดออกมา “ชั้นสองสูงเพียงนี้ หากกระโดดลงไป แข้งขาหักขึ้นมา ข้าคงได้ตายก่อนจะได้แก้ตัวเป็นแน่” เฉินหลันซินกัดฟันตอบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา “จำไว้ ไม่ว่าใครจะเข้ามา ให้สงบปากสงบคำ ข้าจะเจรจาเอง” ทันใดนั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามากลับหนักอึ้ง ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มร่างโปร่งสวมชุดองครักษ์สีเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูสุภาพทว่าแววตากลับคมประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก โจวจื่อ องครักษ์ซ้ายคนสนิทของติ้งกั๋วกงนั่นเอง “คารวะคุณหนู” โจวจื่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นคนของจวนกั๋วกง “ท่านแม่ทัพมีความประสงค์อยากเชิญเจ้าของถุงหอมใบนี้ลงไปสนทนาสักเล็กน้อย ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะให้เกียรติลงไปกับข้าได้หรือไม่” เฉินหลันซินฝืนยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่นางมั่นใจว่าดูเป็นธรรมชาติที่สุด แม้ภายในใจจะก่นด่าสวรรค์ไปแล้วร้อยรอบ “พี่ชายท่านนี้คงเข้าใจผิดแล้ว” นางแสร้งทำเสียงที่ดูตื่นตระหนกเล็กน้อย “ข้าเพียงมานั่งจิบชาชมทิวทัศน์ หาได้มีสิ่งของใดตกหล่นลงไปไม่ ถุงหอมอันใดกัน ข้าไม่เห็นจะคุ้นตา” โจวจื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นคล้ายกำลังดูงิ้วโรงเล็กที่น่าขบขัน “อ้อ... เช่นนั้นหรือขอรับ แต่ท่านแม่ทัพของข้าสายตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยว ท่านเห็นชัดเจนว่าวัตถุชิ้นนั้นร่วงหล่นจากระเบียงทิศนี้ และกลิ่นกำยานกล้วยไม้หิมะที่ติดอยู่บนถุงหอม ก็ช่างบังเอิญเหมือนกับกลิ่นกายของคุณหนูในยามนี้ไม่มีผิดเพี้ยน” เฉินหลันซินสะอึก คำแก้ตัวจุกอยู่ที่คอ นางลืมไปได้อย่างไรว่าฮั่วจื่อเซียนในนิยายเป็นพวกจมูกไวและมีสายตาที่เฉียบคม การจะโกหกต่อหน้าคนของเขา ย่อมไม่ต่างจากการเอามือปิดแผ่นฟ้า “หากคุณหนูไม่สะดวกเดินลงไป เกรงว่าท่านแม่ทัพอาจจะเป็นฝ่ายขึ้นมาเชิญด้วยตนเอง ถึงเวลานั้น เกรงว่าจะเป็นที่ครหาแก่ผู้คนทั้งโรงน้ำชาได้นะขอรับ” โจวจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายแฝงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำขู่ เฉินหลันซินหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องเผชิญหน้าให้รู้แล้วรู้รอด “มิต้องลำบากท่านแม่ทัพหรอก” นางลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษามาดคุณหนูใหญ่ตระกูลเสนาบดี “ข้าจะลงไปเอง อินฉือ ฉิงเหอ ตามข้ามา” บรรยากาศเบื้องล่างโรงน้ำชาเงียบสงัดดั่งป่าช้า ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่ต่างพากันกลั้นหายใจ สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังจุดเดียวกัน กลางถนนสายหลัก อาชาสีหมอกตัวมหึมายืนสงบนิ่ง บนหลังม้าคือบุรุษผู้เปรียบดั่งเทพเจ้าสงคราม ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้หมวกเกราะนั้นเรียบเฉย ทว่าดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยกลับฉายแววคุกคามที่ทำให้ผู้ถูกจ้องรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก ในมือสวมถุงมือหนังสีดำของเขา ถือถุงหอมไหมปักลายเป็ดยวนยางคู่สีชมพู ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เฉินหลันซินก้าวลงมาจากบันไดโรงน้ำชา ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่าน ฝูงชนต่างแหวกทางให้ราวกับนางเป็นตัวประหลาด นางพยายามควบคุมจังหวะการเดินให้ดูสง่างามดุจหงส์เหิน ทั้งที่ขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เมื่อนางมายืนอยู่เบื้องหน้าอาชาศึก นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียมทุกระเบียดนิ้ว “คารวะท่านกั๋วกง เฉินหลันซิน บุตรีเสนาบดีเฉิน ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพได้รับชัยชนะ นำทัพกลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ” เสียงหวานใสของนางดังกังวาน ท่าทีนอบน้อมทว่าไม่ตื่นกลัวจนเกินงาม ทำให้ฮั่วจื่อเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ สตรีผู้นี้คือ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินที่มีข่าวลือว่าเป็นคนเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ วันนี้กลับดูสงบเสงี่ยมผิดปกติ “เฉินหลันซิน” ฮั่วจื่อเซียนทวนชื่อนางเสียงต่ำ ก่อนจะชูถุงหอมในมือขึ้น “นี่คือของเจ้า?” เฉินหลันซินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายแววลังเลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เจ้าค่ะ เป็นของข้าเอง” “เจ้ารู้ความหมายของลายปักเป็ดยวนยางคู่หรือไม่?” เขาถามต่อ นัยน์ตาเริ่มฉายแววขบขันที่ยากจะสังเกต “ย่อมทราบเจ้าค่ะ หมายถึงคู่รักที่ครองคู่กันชั่วนิรันดร์” นางตอบ พลางลอบปาดเหงื่อในใจ “เช่นนั้น การที่เจ้าโยนมันลงมาใส่ข้า ย่อมมีความหมายแอบแฝงกระมัง” “หามิได้เจ้าค่ะ!” เฉินหลันซินรีบปฏิเสธทันควัน นางต้องรีบแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ก่อนที่ธงตายจะปักลงกลางหัว “เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุ ลมพัดกรรโชกแรง ทำให้ถุงหอมหลุดมือ... อันที่จริง ข้าตั้งใจจะโยนให้ เอ่อ โยนให้...” นางกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาแพะรับบาป สายตาเหลือบไปเห็นหน้าต่างฝั่งตรงข้ามที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ซึ่งนางรู้ดีว่าเป็นห้องของหลินซูอี่นางเอกของเรื่อง “ข้าตั้งใจจะโยนให้สหายของข้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเจ้าค่ะ!” นางโพล่งออกไป “คุณหนูหลินซูอี่ทำผ้าเช็ดหน้าตก ข้าจึงหวังดีจะโยนถุงหอมไปให้ เอ่อ... ให้กำลังใจนาง” คำแก้ตัวที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลที่สุดใต้หล้าหลุดออกมาจากปากนาง ฮั่วจื่อเซียนหรี่ตามองนางราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่โกหกเรื่องขโมยขนมกิน “โยนให้สหาย? ข้ามถนนกว้างสามวา?” ฮั่วจื่อเซียนแค่นเสียงในลำคอ “คุณหนูเฉินคงมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ กำลังแขนแข็งแกร่งดุจคันศร ถึงได้มั่นใจว่าจะโยนข้ามหัวขบวนทัพของข้าไปได้”รุ่งอรุณแห่งวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะมาถึงเร็วกว่าที่ใจปรารถนา แสงสีทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดให้จางหาย ทว่าในใจของเฉินหลันซินกลับมืดมนยิ่งกว่าค่ำคืนคืนเดือนดับภายในห้องนอนอันโอ่อ่าของจวนตระกูลเฉิน ความวุ่นวายขนาดย่อมกำลังเกิดขึ้นหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมอินฉือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ในมือของนางถืออาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวหม่นราวกับใบไผ่แห้งเหี่ยว ไร้ซึ่งลวดลายปักดิ้นเงินดิ้นทองอันวิจิตรใด ๆ“คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าจะสวมชุดนี้จริงๆ”เฉินหลันซินตอบอย่างหนักแน่น ขณะส่องคันฉ่องสำรวจใบหน้าตนเอง “แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ วันนี้ข้าต้องเป็นเพียงเงาที่จืดจางที่สุดในงานเลี้ยง ข้าต้องการให้สายตาของทุกคน โดยเฉพาะติ้งกั๋วกง มองข้ามข้าไปราวกับข้าเป็นเพียงเสาต้นหนึ่งในวังหลวง”ฉิงเหอแย้งขึ้นบ้าง นางมองดูปิ่นปักผมไม้เรียบง่ายในมือด้วยความขัดใจ “แต่ว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับมาว่าให้ท่านแต่งกายให้สมเกียรติบุตรีภรรยาเอกนะเจ้าคะ อย่างน้อยปักปิ่นระย้าทองคำสักชิ้นเถิด”“ไม่” เฉินหลันซินปฏิเสธเสียงแข็ง นางหยิบแป้งขึ้นมาทาหน้าบางเบา เพียงเพื่อให้ดูนวลเนียน แต่จงใจไม่เขียนคิ้วให้โก่งดั่งคันศร และไม่แต้มช
เฉินหลันซินหน้าแดงระเรื่อ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความอับอายขายขี้หน้า นางอยากจะขุดดินหนีไปให้พ้นๆฮั่วจื่อเซียนกระตุกบังเหียนม้าเล็กน้อย สั่งให้ม้าก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจากหลังม้า ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนามรบทำให้นางแทบหยุดหายใจ“ข้างในนี้มีจดหมาย...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ ‘ภูเขาไม่อาจไร้ไม้พรรณ พฤกษาไม่อาจไร้กิ่งก้าน ใจข้ามีเพียงท่าน ไยท่านไม่รับรู้’ บทกวีนี้ เจ้าก็ตั้งใจส่งให้คุณหนูหลินผู้นั้นด้วยหรือ?”เฉินหลันซินเบิกตากว้าง... ซวยแล้ว! นางลืมไปสนิทว่านางยัดบทกวีสารภาพรักใส่ไว้ข้างใน “เอ่อ คือ...” นางอึกอัก สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางออก “บทกวีนี้ ข้าเพียงแค่คัดลอกเล่นๆ เพื่อฝึกลายมือเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาลึกซึ้งอันใด!”“หึ...” ฮั่วจื่อเซียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกแต่แฝงความพึงพอใจเขาค่อยๆ เก็บถุงหอมนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเอง อย่างทะนุถนอมและเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล“ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจฝึกลายมือ หรือฝึกฝีมือการขว้างปาอาวุธลับ” ฮั่วจื่อเซียนยืดตัวขึ้นนั่งหล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดโรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋นนั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของเฉินหลันซิน นางนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเย็นและชื้นไปด้วยเหงื่ออินฉือและฉิงเหอ สองสาวใช้คนสนิทต่างพากันหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบอยู่มุมห้องราวกับลูกนกที่หวาดกลัวพายุฝน“คุณหนู เราจะหนีทางหน้าต่างดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอกระซิบเสียงสั่น เสนอความคิดที่ดูสิ้นคิดที่สุดออกมา“ชั้นสองสูงเพียงนี้ หากกระโดดลงไป แข้งขาหักขึ้นมา ข้าคงได้ตายก่อนจะได้แก้ตัวเป็นแน่” เฉินหลันซินกัดฟันตอบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา “จำไว้ ไม่ว่าใครจะเข้ามา ให้สงบปากสงบคำ ข้าจะเจรจาเอง”ทันใดนั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามากลับหนักอึ้งผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มร่างโปร่งสวมชุดองครักษ์สีเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูสุภาพทว่าแววตากลับคมประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก โจวจื่อ องครักษ์ซ้ายคนสนิทของติ้งกั๋วกงนั่นเอง“คารวะคุณหนู” โจวจื่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็
อินฉือเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติคุณหนูของนางโปรดปรานเสื้อผ้าสีสดและเครื่องประดับหรูหรา ยิ่งโดดเด่นยิ่งชอบใจ เหตุใดวันนี้จึงเลือกแต่งกายสมถะผิดวิสัย แต่ด้วยความเป็นบ่าวที่ดี นางจึงรับคำโดยไม่โต้แย้ง “เจ้าค่ะคุณหนู”“ส่วนเจ้า ฉิงเหอ” เฉินหลันซินหันไปหาสาวใช้จอมแก่น “เจ้าจงไปสืบดูว่า วันนี้คุณหนูรองตระกูลหลิน หลินซูอี่ นางจองที่นั่งไว้ที่โรงน้ำชาใด”“คุณหนูหลินหรือเจ้าคะ?” ฉิงเหอทำหน้าฉงน “คุณหนูจะไปหาเรื่องนางหรือเจ้าคะ คุณหนูหลินผู้นั้นเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ รังแกไปก็ไม่สนุกหรอกเจ้าค่ะ”“ใครว่าข้าจะไปรังแก” เฉินหลันซินหัวเราะเสียงใส “ข้าจะไปส่งเสริมวาสนาให้นางต่างหากเล่า รีบไปจัดการเสีย อย่าให้ข้าต้องรอนาน”หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ โรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋น ซึ่งเป็นโรงน้ำชาที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวง ตั้งอยู่บนทำเลทองที่สามารถมองเห็นถนนสายหลักที่กองทัพจะเคลื่อนผ่านได้อย่างชัดเจนเฉินหลันซินในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ขับเน้นใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น นางนั่งอยู่ริมระเบียงชั้นสอง จิบชาหลงจิ่งชั้นดีพลางทอดสายตามองลงไปยังถนนเบื้องล่างที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน“คุณหนูเจ้าคะ สืบม
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและวิงเวียนไปพร้อมกัน แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิหคถลาลม ทอทาบลงบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงที่ปูลาดไปทั่วห้องนอนกว้างบนเตียงไม้แกะสลักสี่เสา มุ้งไหมสีกลีบบัวถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยตะขอทองคำรูปผีเสื้อ ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังเข้ากับหัวเตียงที่บุด้วยผ้าไหมเนื้อดี นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนยกขึ้นนวดคลึงขมับตนเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความมึนงงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ดวงตาคู่สวยดุจเมล็ดซิ่งกวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ผิดวิสัยสตรีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ภาพสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เผยให้เห็นดรุณีวัยแรกแย้มผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถา แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามที่ฟ้าประทานมาให้ได้นางคือเฉินหลันซิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและทรัพย์สมบัติทว่า... ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกลับหาใช่คุณหนูเฉินผู้เย่อหยิ่งจอง







