Partager

บทที่ 6

เสียงฝีเท้าม้าผสานกับเสียงล้อเกวียนของตัวรถบด ถนนดินลูกรังเดินเข้ามาในหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า หนิงอันจึงเปิดหน้าต่างออกดูแต่แล้ว

“แค่ก ๆ” เสียงไอยามฝุ่นฟุ้งเข้าปากและจมูกทำให้เด็กหญิงผู้มีวิญญาณมาจากอนาคตจำต้องปิดหน้าต่างทันที

“เจ้าช่างซนเสียจริง” ผู้เป็นย่าเอ่ยติงแกมสงสารยามเห็นท่าทางของหลานสาวผู้กำลังไอหน้าดำหน้าแดง

ผู้เป็นมารดาจึงได้นำผ้าเช็ดหน้าของตนมาเช็ดใบหน้าอันเลอะฝุ่นสีแดงให้ลูกน้อยอย่างเบามือ

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เจ้าตัวเล็กกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้างทำให้หญิงต่างวัยทั้งสองอดรู้สึกเอ็นดูในความน่ารักนี้ไม่ได้จึงทำให้พวกนางยิ้มออกมา

ยงเผยบังคับรถม้าจนกระทั่งมองเห็นชาวบ้านชายหนุ่มจึงได้หยุดรถม้าลง ชาวบ้านวัยกลางคนสามสี่คนต่างมองมาทางพวกเขาอย่างสงสัย

“คารวะท่านอาทั้งหลาย ข้าน้อยมีนามว่ายงเผยข้าขอรบกวนพวกท่านสักครู่เถิด คือครอบครัวของนายท่านอยากทราบว่าหากต้องการมาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องทำอย่างไรขอรับ” ยงเผยพูดจาสุภาพไม่ถือว่านอบน้อมจนเกินควร

ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย ด้วยความกลัวว่าคนพวกนี้จะนำความเดือดร้อนมาให้ตนซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา

แม้กระนั้นหนึ่งในกลุ่มของพวกเขาก็ยังแนะนำออกไปด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ “ท่านอาอย่าได้หวาดกลัวต่อข้าและครอบครัวเลยขอรับ พวกข้าก็เป็นเพียงคนเร่ร่อนธรรมดาเพียงเท่านั้น” น้ำเสียงเรียบเรื่อยประดุจน้ำไหลเอื่อยพูดขึ้นอย่างสุภาพ

ทำให้ชาวบ้านทั้งสี่ต่างรู้สึกดีขึ้น “หากว่าพวกเจ้าอยากมาอยู่ในหมู่บ้านของเรานั้น จำต้องไปติดต่อยังหัวหน้าหมู่บ้าน

เอาเป็นว่าพวกเราจะพาไปก็แล้วกัน แต่หมู่บ้านของเรานั้นจัดว่าเป็นหมู่บ้านแห้งแล้งมากกว่าที่อื่น

ไม่ทราบว่าท่านคิดดีแล้วอย่างนั้นหรือที่จะพาครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่” เมื่อความหวาดกลัวเริ่มบรรเทาชาวบ้านคนนี้ก็ชวนชายหนุ่มผู้ยอมเดินจูงม้ามากับพวกตนตามตรง

“เรื่องนี้ข้าคงต้องลองขอสนทนากับหัวหน้าหมู่บ้านของพวกท่านก่อนขอรับ ขอบคุณท่านอาสำหรับความห่วงใยนี้” หยูเจียงยกยิ้มพูดกับเขาจากใจ

หนิงอันเมื่อได้ยินบทสนทนาทำให้นางคิดว่าเหตุใดถึงเป็นดั่งเช่นชาวบ้านคนนั้นกล่าว เนื่องจากกำแพงเมืองที่นางเห็นก่อนเข้ามานั้นช่างใหญ่โตแข็งแรงแล้วเหตุใดหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากเมืองไม่มากถึงได้ประสบปัญหาเช่นนี้กัน

ในขณะที่นางกำลังคิดสงสัยอยู่นั้นเสียงของชายคนเดิมก็ดังขัดขึ้นอีกครั้ง “เรือนด้านหน้านี่แหละเป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน อีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว ข้ามีนามว่าชงแซ่โป ไม่ทราบว่าเจ้ามีนามว่าอะไรอย่างนั้นเหรอ” ชายวัยกลางคนกล่าวแนะนำตัวในขณะเดินไปด้านหน้าเคียงข้างหยูเจียง

“ข้าน้อยมีนามว่าเจียง แซ่หยูขอรับ ท่านอาข้าขอถามท่านเพื่อเป็นความรู้สักหน่อยเถอะ ไม่ทราบว่าหมู่บ้านของท่านชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอันใดกันหรือขอรับ” หยูเจียงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเพราะตั้งแต่ที่เขาเดินมากับคนกลุ่มนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความแห้งแล้งทุกหย่อมหญ้า

“ในเมื่อเจ้าจะมาอยู่ที่นี่แล้วข้าจะบอกตามตรงก็แล้วกัน เผื่อว่าเจ้าคิดจะเปลี่ยนใจย้ายไปอยู่ที่อื่นที่เจริญมากกว่านี้” คำพูดของโปชงได้ทำให้ผู้ที่เดินมาด้วยกันอีกสามสี่คนต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง

“หมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่าไหลชุน แม้ว่าจะใกล้เมืองกว่าหมู่บ้านอื่น แต่ทว่าพื้นดินกลับแตกระแหงอย่างที่เจ้าเห็น น้ำในแม่น้ำก็มีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก

ซึ่งเรื่องนี้พวกข้ากับหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ดังนั้นในตอนนี้หมู่บ้านแห่งนี้จึงเกือบจะกลายเป็นหมู่บ้านร้างเลยก็ว่าได้ เพราะเหลือผู้คนอาศัยอยู่เพียงสามสิบกว่าครัวเรือนเท่านั้น

อาชีพส่วนใหญ่ก็ขึ้นเขา ล่าสัตว์ เก็บผักป่า ขุดหาสมุนไพรไปขาย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ายังเป็นโชคดีของคนในหมู่บ้านอยู่บ้าง หากไม่มีป่าอันอุดมสมบูรณ์แล้วละก็พวกเราคงได้อดตายไปนานแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยความเศร้า

เด็กหนุ่มวัยสิบหกอดที่จะเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้จึงได้โพล่งออกมา “แล้วเหตุใดพวกท่านถึงยังอยู่ที่นี่กันล่ะขอรับ”

“จือฉี!” ยงเผยตวาดเขาเสียงดุทำให้เด็กหนุ่มหน้าจ๋อยคอหดลงถนัดตา ทำให้สหายอีกคนยิ้มขำให้กับท่าทางของเขา

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากย้าย แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไม่น้อย อีกอย่างหากย้ายไปพวกข้าก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน

จำต้องอยู่ที่นี่กันตามประสา แม้ว่าที่นี่จะยากจนทว่าน้ำมิตรนั้นพวกข้ามีให้เต็มเปี่ยม หากว่าพวกเจ้าได้อยู่ที่นี่จริง ๆ ก็จะได้รู้เอง” ชายวัยเดียวกับโปชงเป็นคนตอบ

ในระหว่างการเดินมายังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านนั้น ตลอดทางหากเจอชาวบ้าน ทุกคนต่างก็ทักทายปราศรัยกันเป็นอย่างดีตามที่ท่านอาคนนี้กล่าวไม่มีผิด แม้ว่าสายตาของคนเหล่านั้นจะแฝงไว้ด้วยความสงสัยระคนอยากรู้ก็ตาม

“ถึงแล้ว ข้าจะเรียกเขาให้ หัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าไท่ แซ่อาน อายุอานามก็วัยเดียวกับข้านี่แหละ เจ้าเรียกเขาท่านอาเหมือนข้าก็ได้” โปชงกล่าวแนะ

จากนั้นเขาก็ตะโกนเรียกผู้อยู่ด้านในเสียงดังพร้อมกับยกมือตบบานประตูไม้ที่ใกล้จะชำรุดจนคนในครอบครัวหยูกลัวว่ามันจะหลุดติดมือหรือไม่ก็พังลงตรงหน้า

“มาแล้ว” เสียงทุ้มใหญ่ดังมาจากด้านในก่อนที่บานประตูไม้จะเปิดออก

หยูเจียงมองสำรวจตัวบ้านที่สร้างมาจากดินอย่าง หยาบ ๆ หลังคาทำเพียงมุงหญ้าแห้ง

รอบด้านไม่มีรั้วเช่นเดียวกับเรือนอีกหลายหลังที่พวกเขาเดินผ่านมา ‘นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้ต่างอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน’ หัวหน้าครอบครัวหยูคิด

เมื่อเปิดประตูบ้านของตนออกชายวัยกลางคนก็ผงะอย่างตกใจ พลางมองหน้าลูกบ้านที่เป็นสหายด้วยสีหน้ามึนงง

หยูเจียงไม่ต้องรอให้ใครแนะนำ ชายหนุ่มจึงได้ประสานมือคารวะชายวัยกลางคนขึ้นก่อนโดยที่คนของตนต่างก็ทำตาม

“ข้าน้อยมีนามว่าเจียงแซ่หยู ขอคารวะท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านขอรับ” ชายหนุ่มประสานมือกล่าวอย่างสุภาพไม่ได้ดู ต่ำต้อยจนเกินไป

“ไม่กล้า ๆ อย่าได้เกรงใจเลย ไม่ทราบว่านายท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ” อานไท่รีบกล่าวอย่างเกรงใจเนื่องจากเขาคิดว่าคนกลุ่มนี้จะต้องเป็นผู้ร่ำรวยมาจากไหนอย่างแน่นอน ดังนั้นอย่าได้ทำให้ขุ่นเคืองจะดีกว่า

“ท่านอาเรียกข้าว่าเสี่ยวหยูหรือเสี่ยวเจียงเถอะ ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่ออยากจะสอบถามหากว่าข้าต้องการจะซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัยว่าควรทำอย่างไร” ชายหนุ่มกล่าวตรงไปตรงมาสีหน้าไร้แววล้อเล่น

“ยะ..อยู่ที่นี่อย่างนั้นเหรอ” อานไท่ย้อนถามสีหน้าตื่นตะลึงคล้ายไม่อยากเชื่อ ในใจนั้นก็คิดว่า ‘เจ้าไม่เห็นสภาพหมู่บ้านของข้าหรือถึงได้พูดเช่นนี้’

“ขอรับ” หยูเจียงพยักหน้าอีกครั้ง

ในขณะที่พวกเขากำลังยืนสนทนากันอยู่ น้ำเสียงเล็กเสียงหนึ่งก็เอ่ยทักชายวัยกลางคนทั้งหลายที่ยืนอยู่อย่างน่ารัก น่าชัง

“คารวะท่านลุงทุกท่านเจ้าค่ะ ข้าน้อยเป็นบุตรของท่านพ่อหยูเจียงมีนามว่าหนิงอัน ท่านลุงจะเรียกข้าว่าอันอันหรือเสี่ยวอันก็ได้” เด็กหญิงค้อมตัวคารวะคนรอบทิศด้วยใบหน้ายิ้มกว้าง

การปรากฏตัวของเด็กหญิงตัวเล็กได้นำพาให้ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนรวมถึงชายอีกสี่คนรู้สึกตื่นตะลึงเนื่องจากพวกเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมีลูกน้อยติดตามมาด้วย

“ข้าเสียมารยาทแล้ว เจ้ามีครอบครัวมาด้วยก็ไม่บอก แม่หนูตัวเล็กคงจะหนาวแย่ดูหน้าน้อย ๆ นั่นสิแดงก่ำไปหมดแล้ว มาขอเชิญเข้าบ้านก่อน เสี่ยวหม่านเจ้าอยู่ไหนรีบต้มน้ำนำมาให้แขกกินเร็วเข้า” หัวหน้าหมู่บ้านรีบเชื้อเชิญคนกลุ่มนี้อย่างกระตือรือร้น

ความคลางแคลงใจที่มีอยู่แต่เดิมหายไปสิ้น “นายท่านพวกข้าจะรออยู่ที่รถม้าขอรับ” พ่อบ้านรุ่ยกระซิบบอกผู้เป็นนายเนื่องจากบ้านดินด้านหน้านั้นค่อนข้างหลังเล็กคะเนจากสายตาน่าจะมีเพียงสามห้องนอนหนึ่งห้องโถง ไม่น่าจะรับคนของตนได้หมด

“อืม” หยูเจียงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนที่เขาจะเดินไปด้านข้างตัวรถม้าเพื่อรับมารดาและภรรยาสาว

หลังส่งมารดาให้กวนมามาแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปพยุงร่างของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยความเป็นห่วง

เนื่องจากใบหน้าของนางค่อนข้างซีด “พ่อหนุ่มภรรยาของเจ้าป่วยอย่างนั้นเหรอ” เสียงอันเป็นกังวลดังมาจากหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง

“คารวะท่านอา ภรรยาของข้านางเพิ่งตั้งครรภ์ได้สองเดือนขอรับ อีกทั้งยังต้องเดินทางไกลจึงทำให้นางค่อนข้างอ่อนเพลีย” หยูเจียงหาได้ปิดบังในเรื่องนี้

“โอ้! ตายแล้วถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบพานางมานั่งเถอะ ว่าแต่มียาบำรุงครรภ์มาด้วยหรือไม่ ข้าจะให้สะใภ้ใหญ่ไปต้มนำมาให้นางดื่ม คนกำลังท้องกำลังไส้เดินทางไกลยิ่งต้องบำรุงดูแลให้ดี” ลี่หม่านรีบเข้าไปช่วยพยุงนางหยวนอีกแรง

ครอบครัวหยูทั้งสี่ต่างมองหน้ากันก็มีความยินดีในแววตา อีกทั้งยังคิดเหมือนกัน ‘แม้ว่าหมู่บ้านจะยากจนแล้วอย่างไร ขอแค่ผู้คนเป็นมิตรนี่สิที่สำคัญ แต่เรื่องนี้ก็คงต้องรอดูกันไปอีกสักพัก’

หญิงต่างวัยทั้งสามของครอบครัวหยูรวมถึงกวนมามาผู้ที่จัดว่าอาวุโสต่างได้รับการดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีจากหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้

“พ่อหนุ่มข้าไม่ขัดเจ้าหรอกนะ หากอยากจะตั้งรกรากที่นี่ ทว่าเจ้าก็เห็นสภาพความเป็นอยู่และรู้เรื่องราวของคนในหมู่บ้านแล้วเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรล่ะ” อานไท่อดถามออกมาไม่ได้อีกครั้ง

“ข้าตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านอาพอจะมีที่ดินตรงไหนขายให้ข้าได้รวมถึงที่นาด้วย” หยูเจียงตัดสินใจแล้วจึงได้ตอบอย่างหนักแน่น

“ที่ดินสร้างเรือนนั้นมีหลายแปลงทีเดียว ทั้งที่อยู่ใกล้พวกข้าและห่างออกไปใกล้ชายป่าเจ้าอยากจะไปดูก่อนหรือไม่ ส่วนที่ดินเพาะปลูกนั้นอยู่ใกล้แม่น้ำห่างออกมาครึ่งลี้มีอยู่สองร้อยหมู่ราคาที่ดินตกหมู่ละหนึ่งร้อยอีแปะรวมค่าดำเนินการของทางการนะ ส่วนที่ดินสร้างบ้านนั้นข้าจะพาเจ้าไปดูก่อน

หากถูกใจตรงไหนเราก็ค่อยมาเจรจากัน รับรองว่าขายให้เจ้าตามราคาที่ทางการกำหนดไม่มีการเอาเปรียบอย่างแน่นอน” อานไท่บอกชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมาด้วยท่าทางสีหน้าแสดงความจริงใจ

“ท่านอาไม่ต้องจริงจังถึงเพียงนั้นก็ได้ขอรับ” หยูเจียงกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ

ทำให้บรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลายเพราะสำหรับชาวบ้านธรรมดานั้นราคาที่ดินเพาะปลูกค่อนข้างสูงทีเดียว หากเทียบกับค่าแรงที่ได้รับเพียงห้าสิบอีแปะต่อเดือนอีกทั้งยังไม่ค่อยมีใครว่าจ้างอีกต่างหาก

ในขณะที่หยูเจียงขยับตัวลุกขึ้น หนิงอันก็เอ่ยเรียกพ่อเสียงใสแววตาเว้าวอน “ข้าขอไปด้วยนะเจ้าคะ” เด็กหญิงสบสายตากับบิดากะพริบตาปริบ ๆ

“ตามใจเจ้า” หยูเจียงยากจะหักใจปฏิเสธบุตรตัวน้อยทำให้เจ้าตัวเล็กพุ่งตัวดุจลูกธนูเข้าสู่อ้อมกอดของบิดาทันที

“การมีบุตรสาวก็ดีนะเจ้าคะ ข้าอยากมีสักคนจัง” หญิงสาวผู้หนึ่งดูจากอายุน่าจะน้อยกว่าหยวนฟานกล่าวเสียงหม่น

“เจ้าอย่าได้คิดมากข้าว่าอีกไม่นานเจ้าก็มี เพราะใน ตอนนี้หมู่บ้านเรามีหยวนซื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว อีกทั้งนางยังตั้งครรภ์อีกด้วยแสดงว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ว่าหมู่บ้านของเรานั้นจะต้องมีคนให้กำเนิดบุตรตามมาอีกเป็นแน่” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่สามีเอ่ยปลอบลูกสะใภ้คนที่สองอย่างใจดี

“น้องสาว ไม่ทราบว่าที่เจ้ากล่าวออกมานั้นหมายความว่าอย่างไรกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยูเอ่ยถามหญิงวัยกลางคนผู้อายุน้อยกว่าด้วยความใคร่รู้

“เรื่องมันเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าหมู่บ้านของเราเมื่อห้าปีก่อนเกิดอาเพศใดขึ้นก็ไม่ทราบ

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหญิงสาวที่แต่งเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็ ไร้บุตร ทำให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็เป็นทุกข์เพราะกลัวจะไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล

ทางครอบครัวของข้าเองถือว่ายังโชคดีที่อย่างน้อยก็มีหลานชายคนโตมาหนึ่งคน เอาไว้เมื่อเขากลับมากับบุตรชายข้าจะแนะนำให้พี่สาวได้รู้จัก” หญิงวัยกลางพูดพร้อมกับถอนใจ

หญิงชราบ้านหยูกับลูกสะใภ้ได้แต่รู้สึกเห็นใจชาวบ้านที่นี่ไม่น้อย ทว่าพวกนางก็ไม่รู้ว่าจะหาวิธีไหนช่วย เนื่องจากเรื่องของบุตรนั้นเป็นเรื่องของโชคชะตาทั้งสิ้น

ทางด้านหนิงอันผู้กำลังนั่งอยู่ด้านหน้าของบิดาบนม้าตัวใหญ่รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเนื่องจากชาติก่อนนางไม่เคยขี่ม้ามาก่อน

“ดูท่าทางบุตรของเจ้าจะชอบการขี่ม้านะ” อานไท่ผู้อยู่บนหลังม้าเช่นเดียวกันเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอย่างเอ็นดู

หมู่บ้านแห่งนี้มีเขาบ้านเดียวที่มีม้า แต่กว่าจะได้ม้าตัวนี้มาก็ใช้เงินไปไม่น้อยทีเดียวแต่เพื่อความสะดวกในการเข้าเมืองทำให้ต้องตัดใจซื้อ

อานไท่พาคนครอบครัวหยูที่ตามมาด้วยอีกสองคนคือพ่อบ้านรุ่ยกับยงเผยขี่ม้าช้า ๆ มายังที่ดินแปลงแรกซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน

ที่ดินแปลงนี้มีเรือนร้างในสภาพไม้ผุพังอยู่หนึ่งหลังด้านข้างทั้งสองด้านขนาบด้วยบ้านไม้ในสภาพดีกว่าเพียงเล็กน้อย

“เสี่ยวไท่ เจ้าพาใครมาอย่างนั้นเหรอ” เสียงแหบของชายชราผู้กำลังนั่งสูบยาอยู่หน้าบ้านถามหัวหน้าหมู่บ้านเสียงดัง

อานไท่ทำเพียงยิ้มตอบให้เขาก่อนตอบไปตามความจริง “พานายท่านผู้นี้มาดูที่ดิน ว่าแต่วันนี้ผู้เฒ่าไม่เข้าป่าหรือขอรับ” พร้อมกับย้อนถามชายชราออกมาอย่างสงสัย

ชายชราหลังได้ยินคำตอบของหัวหน้าหมู่บ้านเขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปจากยิ้มแย้มกลายเป็นบึ้งตึง และหาได้ตอบคำถามของอานไท่ไม่ทว่าเขากลับพูดอีกเรื่องออกมาแทน

“อานไท่! นี่เจ้ากล้าหลอกให้คนมาซื้อที่ดินอย่างนั้นเหรอ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนพ่อผู้จากไปเร็ว ไม่อย่างนั้นหมู่บ้าน ไหลชุนของเราจะเอาหน้าไปไว้ไหน” ชายชราคนนั้นพูดขึ้นเสียงดัง พร้อมกับลุกเดินเข้ามาหาหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเอาเรื่อง

“ผู้เฒ่าใจเย็น ๆ ขอรับ ข้าไม่ได้หลอกใครนะ ไม่เชื่อลองถามพวกเขาได้เลย” ชายวัยกลางคนรีบปฏิเสธจนลิ้นพันกัน

เสียงเอะอะได้ทำให้คนในบ้านทั้งสองฝั่งวิ่งออกจากบ้านของตนมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ชายชราผู้ยังมีไม้อยู่ในมือหลังได้ยินคำตอบของลูกอดีตสหายจึงได้หันไปถามหยูเจียงที่ตอนนี้ได้ลงมาจากหลังม้าพร้อมกับบุตรสาวตัวน้อย หนิงอันได้แจกยิ้มอันไร้เดียงสาของตนออกไปจนทั่ว

ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของเด็กหญิงต่างพากันยิ้มตามด้วยความเอ็นดู “ท่านลุงฟังก่อนนะขอรับ ท่านอาไท่ไม่ได้หลอกข้า เนื่องจากข้ากับครอบครัวต้องการอยู่ที่นี่จึงได้มาดูที่ทางเพื่อจะสร้างบ้าน” หยูเจียงอธิบายเสียงเรียบเรื่อยอย่างใจเย็น

“พ่อหนุ่มอย่าหาว่าข้ายุ่งเรื่องของเจ้าเลยนะ เนื่องจากหมู่บ้านนี่นะ....” ชายชราทิ้งไม้ในมือกล่าวเรื่องของในหมู่บ้านออกมาด้วยความหวังดี การที่เขาพูดแสดงความจริงใจออกมาแบบนี้ยิ่งทำให้การตัดสินใจของหยูเจียงแน่วแน่มากขึ้น

ส่วนหนิงอันตอนนี้ได้กลายเป็นหลานรักของคนรอบข้างไปแล้ว “เสี่ยวอันเจ้าหนาวหรือไม่ หิวไหมยายมีมันเทศเผา” หญิงชราคนหนึ่งผู้ซึ่งรับรู้เรื่องราวของครอบครัวนี้เรียกเด็กน้อยพร้อมยื่นมันเผาให้อย่างใจดี

“อันอันตัวน้อยเจ้าช่างน่ารักเสียจริง ข้ามีถุงมือเล็กขนาดเจ้าอยู่พอดีข้าจะไปหยิบมาให้นะ” หญิงสาวผู้ซึ่งแต่งงานมานานสะใภ้ของแม่เฒ่าพูดขึ้นก่อนที่นางจะหายลับเข้าไปในบ้าน

หนิงอันรับรู้ได้ถึงความจริงใจอันแสนบริสุทธิ์ของคนเหล่านี้เป็นอย่างมากทำให้นางอดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้ ‘ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาช่างลำบากแต่ก็ไม่ขาดซึ่งน้ำใจ’

เด็กหญิงแม้อยากจะปฏิเสธความมีน้ำใจของพวกเขา ทว่าเมื่อมองสบตาแห่งความจริงใจแล้วทำให้นางไม่กล้าปริปากจึงได้แต่ย่อตัวขอบคุณพวกเขาอย่างน่ารัก

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 373

    ส่วนเด็กหญิงผู้ปลอมตัวเป็นเด็กชายก็ได้อาศัยจังหวะนี้ หนีออกไปจากกลุ่มของผู้คนอย่างว่องไว กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดุจเหยี่ยวของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยสิบห้าปี กงล้อแห่งโชคชะตาของนาง ผู้ที่เคยลิขิตให้ผู้อื่นได้เริ่มต้นขึ้นกับตนบ้างแล้ว สองเท้าของคนตัวเล็กวิ่งไปทางซ้าย ทะลุซ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 372

    เมื่อชายชราเห็นศิษย์คนโปรดถูกพี่ชายต่อว่าอย่างเย็นชา เขาจึงได้เอ่ยปากแทน เพื่ออธิบายให้คนผู้นี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังในโทษของเด็กหญิง “นางได้รับโทษแล้ว จากการฝ่าฝืนกฎของสวรรค์ นางจึงได้รับโทษลงทัณฑ์ด้วยการรับสายฟ้าเป็นจำนวนสามครั้ง ตอนนี้ร่างกายของนางกำลังจะสลาย อีกไม่นานดวงจิตขอ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 371

    หลายปีผ่านไปหมิงหมิงผู้อยู่ในวัยชรา กำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีลูกหลานรายล้อม เสียงร้องไห้ของคนเหล่านั้นทำให้เจ้าตัวอดที่จะเอ่ยปากตำหนิออกมาไม่ได้ “ร้องทำไม ทุกชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ เรื่องนี้ไม่มีใครหลีกหนีข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับตัวข้านั้นดีใจมากกว่าที่จะได้เดินทางไปพบกับพี่สาว” น้ำเ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 370

    มู่เทาจึงได้นำเงินที่ตัวเองมีพาบุคคลที่ตนช่วยเอาไว้ไปรักษา จือฉีนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอถึงสามวันเต็มอาการของเขาจึงได้ทุเลา และเมื่อรู้ว่าใครได้ช่วยเหลือตนเองเอาไว้ คนทั้งคู่ก็ทำความรู้จักและหลังจากทราบเรื่องราวของกันและกันต่างคนก็เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขานั้นช่างอาภัพเหมือนกันไม่มีผิด

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 369

    ย้อนกลับไปยังครั้งอดีต ได้มีเด็กชายตัวน้อยในห่อผ้าเก่าสีซีดที่ไม่อาจทราบสีเดิมของมันได้ว่าเป็นสีอะไร ใบหน้าซีดเหลืองของเด็กคนนั้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มบริเวณหางตา ทำให้ชายวัยกลางคนผู้มีสติไม่ค่อยสมประดีได้เกิดความรู้สึกสงสารหรืออาจจะสมเพชก็สุดจะทราบได้ เจ้าตัวจึงได้อุ้มเด็กน้อยขึ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 368

    “เรียนนายท่านผู้สูงส่ง เผื่อท่านลืมข้ามีหนังสือตัดขาดออกจากตระกูลอยู่ในมือ อีกทั้งข้าได้ละทิ้งแซ่ของท่านไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่ข้าออกจากจวนหลังนั้นชีวิตข้าก็ถือว่าได้ตายตกลงไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้หาได้มีแซ่ใด ๆ และมีความเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ข้าคงมีเพียงชื่อที่มารดาตั้งให้เพียงเท่านั้นลาก่อน” คำ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 153

    ส่วนที่เหลือก็หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” จบคำของหนิงอันได้ทำให้ผู้ที่กำลังต้องการให้เด็กหญิงตั้งชื่อให้บุตรหลานของตนมาได้ยินเข้าพอดีถึงกับหัวแทบคะมำ“ท่านพ่อจะให้หลานสาวตั้งชื่ออยู่หรือไม่” หรานต้า กระซิบกับบิดาเสียงเบา“ให้ นางเป็นคนช่วยทำคลอดหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร” อานไท่พูดขึ้นอย่างมั่นใจแม้ว่านางจ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-24
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 41

    ช่วงสายของวัน หลังจากหยูเจียงจัดการนำอาหารไปให้คนงานเรียบร้อยเขาก็มานั่งเรียบเรียงเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำตามที่ตนนึกออก ในจังหวะเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบก็ได้ยินเสียงของคนมาเรียก“น้องเจียงมีคนมาหา” หรานต้าเป็นผู้เดินมาตาม เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่ได้บอกตัวตนของเขาทำให้ชายหนุ่มคนนี้ ไม่มั่นใจว่าผู้ม

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-18
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 166

    เมื่อหลินเซียวมู่ตงเป่านกหวีดก็มีองครักษ์เงาสี่นายปรากฏตัวออกมาซึ่งคนพวกนี้หากไม่ถึงคราวคับขัน พวกเขาจะไม่แสดงตัว หนิงอันมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ‘เฮยเฮยนี่คือองครักษ์เงาละ ข้าอยากมีบ้างเจ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาสิช่างรวดเร็วยิ่ง’ “อันอันเจ้ามองอ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-25
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 359

    และหลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าสู่ประตูด้านใน ชีวิตของแต่ละคนนับจากนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คืนแรกพวกเขาต่างกินอิ่มนอนหลับ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เช้าวันใหม่และยังไม่ทันที่แสงแรกจะโผล่ขึ้นจับขอบฟ้า เสียงแตรก็ดังขึ้น อานเจิงกับยงฮ่าวผู้เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วรีบออกมาด้านนอกก

    last updateDernière mise à jour : 2026-04-05
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status