مشاركة

บทที่ 5

เช้าวันรุ่งขึ้นคณะการเดินทางของครอบครัวหยูก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงศาลาเอ้อเทียน ยงเผยกับศิษย์เอกทั้งสองรวมถึงหยูเจียงก็มองเห็นเพียงความรกร้างว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเกิดเรื่องร้ายใดขึ้น

ย้อนกลับไปกลางดึกของเมื่อคืน หลังจากพระอาทิตย์ลาลับแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาแทนที่ คนของทางการร่วมกับคนคุ้มกันของคนสกุลติงกลุ่มหนึ่งต่างโอบล้อมจัดการกลุ่มโจรร่วมร้อย

โดยที่ไม่ให้พวกมันทันได้รู้ตัว เสียงฟาดฟันประหัต ประหารกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรีกาล ครั้นแล้วโจรกลุ่มใหญ่ก็ตกเป็นผู้แพ้ให้กับคนของทางการและกลุ่มคนคุ้มกัน

แม้ทางฝ่ายผู้บุกรุกจะมีบาดเจ็บบ้าง แต่ไม่เหมือนกับเหล่าโจรโฉดที่เหล่าพี่น้องของมันตกตายกันหลายคน หลังจากจัดการกับกลุ่มคนชั่วเรียบร้อยหัวหน้าคนของทางการก็จัดการเก็บกวาดจนไม่มีผู้ใดคิดว่าสถานที่แห่งนี้เคยเกิดเรื่องร้ายขึ้น

กลับมายังปัจจุบัน หลังครอบครัวหยูเดินทางผ่านศาลาเอ้อเทียนจุดนี้มาแล้ว พวกเขากำลังจอดรถม้าตรงบริเวณหน้าทางแยกแห่งหนึ่ง

“ท่านแม่ บ้านเดิมของท่านพ่อไปทางไหนล่ะขอรับ” หยูเจียงเอ่ยถามมารดาออกมาอย่างจนใจ เนื่องจากแม้พวกเขาจะรู้ว่าไปเมืองอะไรแต่เหตุใดจู่ ๆ ทำไมถึงมีทางแยกโผล่มาจากไหนอีกหนึ่งทาง

หนิงอันผู้ไม่รู้ว่าจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้นางก็ถึงกับเอามือกุมขมับ ‘เวรแล้วยัยอันอัน ซวยของแท้ในนิยายของฉันไม่มีเรื่องแบบนี้ซะด้วย ทำยังไงดี’ เด็กหญิงคิดอย่างว้าวุ่นใจ

“แม่ก็จำไม่ได้เสียด้วยสิ ว่าแต่ท่านยงรู้หรือไม่ว่าเมืองซานไห่ไปทางไหน” หญิงชรากล่าวเสียงเนิบน้ำเสียงแสดงความวิตก ดังนั้นนางจึงได้ตัดสินใจหันมาถามชายหนุ่มผู้บังคับรถม้า

“ข้าจำได้ว่าเป็นทางซ้าย แต่ที่ไม่รู้ก็คือจะเป็นทางไปหมู่บ้านเดิมของพวกท่านหรือไม่” ยงเผยตอบตามจริงเพราะหมู่บ้านของครอบครัวหยูเขาเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เมื่อสองผู้นำของครอบครัวหยูได้ยินคำตอบเช่นนี้ต่างก็พากันหันไปมองบุตร/หลานสาวตัวน้อยที่กำลังนั่งก้มหัวคอตก อันอันผู้ตกอยู่ในสภาวะสติแตกกำลังคิดรวบรวมสมาธิของตนเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เช่นกัน

“ท่านยงพวกเราขอปรึกษากันสักครู่ได้หรือไม่ว่าควรจะไปทางไหน” หยูเจียงคิดว่าจะลองถามบุตรีจึงได้กล่าวออกมาเช่นนี้กับคนนอก

ยงเผยทำเพียงพยักหน้า จากนั้นเขาก็เดินนำศิษย์ทั้งสองของตนเข้าป่าเพื่อหวังจะล่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยติดมือกลับมาทำเป็นมื้อเย็น

“ลูกรัก ท่านปู่ได้บอกเส้นทางแก่เจ้าหรือไม่” หยูเจียงเอ่ยถามบุตรสาวเข้าประเด็น

หนิงอันผู้กำลังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าได้แต่ก้มหน้าใช้ความคิดอย่างหนัก ‘นี่แหละตรงตามคำกล่าวที่ว่าการโกหกหนึ่งครั้งจำต้องโกหกตลอดไป ท่านปู่ที่ว่ามีจริงซะที่ไหนกัน เฮ้อ!’ อันอันได้แต่ถอนใจคิดอย่างกลัดกลุ้ม

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเอาแบบนี้แหละ “นึกออกแล้ว!” เด็กหญิงโพล่งออกมาเสียงดัง

“นึกอะไรออกหรือเจ้า” หยวนฟานเอ่ยถามบุตรสาวพลางเอามือลูบอกของตนป้อย ๆ

เด็กหญิงตัวน้อยส่งสายตาลุแก่โทษไปยังมารดาที่ตัวเองเผลอส่งเสียงดังจนทำให้นางตกใจ

“แม่ไม่เป็นอันใดหรอกเจ้ารีบพูดออกมาเถอะ” มารดาของเจ้าตัวน้อยยกมือลูบหัวเล็กของบุตรสาวเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“ข้าขอถามได้หรือไม่พวกเราไม่ได้กลับมายังบ้านเดิมของท่านปู่นานเท่าไหร่แล้วเจ้าคะ” เจ้าตัวน้อยพูดขึ้นทั้งน้ำเสียงและสีหน้าแสดงความจริงจังเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้

“นับตั้งแต่วันที่ข้าถูกขับไล่ออกมาจากบ้านหลังนั้น ตั้งแต่ปู่ของเจ้าเสียไปก็น่าจะยี่สิบกว่าปีได้แล้วมั้ง ข้าจำได้ว่าในตอนนั้นพาพ่อของเจ้าเร่ร่อนไปทั่ว รับจ้างทำงานสารพัดโชคดีที่เขาได้อาจารย์ดีช่วยสั่งสอนวิชาให้ แต่ว่าท่านผู้นั้นก็เดินทางหายตัวไปอย่างลึกลับ

หลังจากที่พ่อของเจ้าได้เข้าสำนักศึกษา นานป่านนี้ไม่รู้ว่าท่านจะเป็นหรือตาย” หญิงชราเล่าความหลังออกมาด้วยดวงตาเปียกชื้น

“ทะ...ท่านย่าว่าอะไรนะเจ้าคะ ถูกไล่ออกมาอย่างนั้นเหรอ” หนิงอันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจในขณะที่ย่าของตนกำลังยกชายเสื้อซับน้ำตา

หญิงชราพยักหน้ารับสีหน้าหม่นเศร้า หนิงอันมองไปยังใบหน้าของบิดาก็เห็นว่าดวงตาของเขาก็แดงเรื่อเช่นเดียวกัน จากนั้นเธอก็มีสีหน้าราวไก่ต้มสุก

“หากเป็นอย่างที่ท่านว่า ข้าคิดว่าที่ท่านปู่ให้เรากลับมายังชนบทอาจจะไม่ได้ต้องการให้เรากลับไปอยู่ร่วมกับคนพวกนั้น ดังนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปอยู่บ้านเดิมของท่านก็ได้ถูกไหมเจ้าคะ” หนิงอันแสดงความคิดเห็นหลังจากไตร่ตรองดีแล้ว

“หลานรักเจ้าหมายความว่ายังไงกันแน่ เดี๋ยวบอกว่าปู่ของเจ้าให้กลับไปบ้านเดิม สรุปปู่เจ้าเลอะเลือนอย่างนั้นเหรอ” หญิงชราเอ่ยถามหลานสาวสีหน้าไม่เข้าใจ

“ข้าคิดว่าบางทีท่านปู่อาจจะไม่รู้เรื่องว่าท่านย่ากับท่านพ่อโดนไล่ออกมาจึงได้บอกเช่นนั้น แต่ในตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วเราก็มาเลือกทางเดินกันเองเถอะเจ้าค่ะ” หนิงอันแอบยกมือปาดเหงื่อ (แถค่ะงานนี้ต้องแถอย่างเดียวได้โปรดเชื่อข้าเถอะ)

แม่ชรากับลูกชายมองหน้ากันอยู่สักพักทั้งสองจึงได้พยักหน้า “พ่อกับย่าเห็นด้วยกับความคิดของเจ้า” หยูเจียงพยักหน้ากล่าวตอบ

อันอันลอบถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อปัญหาคลี่คลายคนในครอบครัวต่างก็พากันหุงหาอาหาร ในขณะที่กลิ่นของข้าวลอยหอมอยู่ในอากาศกลุ่มของยงเผยก็กลับมา

“โอ้ ท่านอาได้กระต่ายกลับมาด้วยมีไก่ป่าอีก ฝีมือของท่านช่างเยี่ยมยอดยิ่ง” หยูอันมองสัตว์ที่ไร้ลมหายใจในมือของชายหนุ่มหนวดรกยกนิ้วกล่าวประจบ

“เจ้าไม่กลัว” ยงเผยย้อนถามเด็กหญิงสีหน้าแสดงความแปลกใจ

“เหตุใดข้าต้องกลัวล่ะเจ้าคะ” หนิงอันย้อนสีหน้าฉงนมองกระต่ายที่เลือดสีแดงฉานสลับกับใบหน้าของคนถามไปมา

จู่ ๆ ชายหนุ่มเจ้าของกระต่ายก็เปลี่ยนเรื่องทำให้หนิงอันเบิกตากว้างมองเขาคล้ายเห็นผี “เจ้าตัวเล็กอยากฝึกวรยุทธไหม”

ยงเผยมองใบหน้าเล็กของเด็กน้อยคนนี้แล้วนึกอยากจะเขกหัวนางเสียจริง “ว่ายังไง เหตุใดเจ้าถึงตกใจเช่นนี้” เขาข่มกลั้นอารมณ์ถามเสียงห้วน

“ท่านอา ท่านคงไม่ได้ล้อข้าเล่นหรอกใช่ไหม” หนิงอันถามชายหนุ่มพลางกลืนน้ำลายลงคอไปด้วย

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในนิยายต้นฉบับของตนนั้นยงเผยผู้นี้เป็นเพียงคนต่อรถม้าธรรมดาแล้วทำไมตอนนี้ถึงได้

“เด็กน้อยเจ้าช่างไม่รู้อะไรเสียแล้ว อาจารย์ของพวกเราเป็นผู้เยี่ยมยุทธคนหนึ่งในยุทธภพเชียวนะ วิชาของข้าเป็นเขาสอนให้ แม้จะยังไม่เก่งกาจก็เถอะ” จือฉีได้ทีคุยโว

‘เรื่องนี้ข้าก็รู้อยู่หรอกแต่ไม่ใช่ว่าอาจารย์ของท่านเป็นจอมยุทธเดียวดายหรอกหรือ แต่เอ๊ะ...เหตุใดท่านก็ไม่เหมือนที่ข้าบรรยายไว้ด้วยล่ะ หมดกันจอมยุทธสุดคูลมาดนิ่ง’ หนิงอันโอดครวญแต่ไร้ซึ่งน้ำตา

“เจ้าเก็บไปคิดก่อนก็ได้ เพราะข้าเห็นว่าเจ้ามีความกล้า ฉลาดเฉลียวผิดกับเด็กทั่วไปก็เลยกล่าวชวน อีกอย่างตอนนี้เจ้าก็ไม่ได้เป็นลูกของขุนนางแล้วอย่างน้อยการมีวรยุทธติดตัวหากถึงเวลาคับขันเจ้าก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้” ยงเผยกล่าวแสดงความจริงใจออกมายืดยาว

หนิงอันคิดตามคำพูดของเขานางก็เริ่มไขว้เขวมาบ้างแล้วเหมือนกัน ‘จะฝึกหรือไม่ฝึกดีนะ’ นางถามตัวเองในใจ

ดังนั้นหลังจากมื้อเย็นจบลงเจ้าตัวเล็กก็มีสีหน้าครุ่นคิดจนกระทั่งเข้านอน ภายในฝันของเจ้าตัว หนิงอันตัวน้อยกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนซึ่งนางไม่รู้ว่าคือที่ไหน

เสียงข่มขู่ของสัตว์ชนิดหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เด็กหญิงหันกลับไปมองก็เห็นหมาป่าตัวเขื่องสีดำดวงตาแดงก่ำ มันกำลังแยกเขี้ยวขาววาววับน้ำลายไหลราวกับทำนบแตก

“เจ้าหมาบ้าไปนะข้าไม่ใช่อาหารของเจ้าสักหน่อย อย่านะ! อย่ามากินข้า มะ....ไม่” ในฝันนั้นหนิงอันตะโกนพร้อมกับวิ่งหนี แต่แล้วนางก็หกล้มทำให้หมาป่าตัวร้ายกระโจนเข้ามาหาตน

เฮือก!! หนิงอันสะดุ้งตกใจตื่นก็พบว่าในตอนนี้มีนางอยู่คนเดียว ก่อนที่จะมีเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดดังอยู่นอกรถม้า

“ลูกรักหนีไป” เสียงของผู้เป็นแม่ตะโกนก้องพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดตามมาทำให้หนิงอันหวาดกลัวจนตัวสั่น

“ข้าบอกแล้วให้เจ้าฝึกวรยุทธก็ไม่เชื่อ หากเจ้ามีฝีมือคนในครอบครัวคงไม่ตกตายแบบนี้หรอก ฮ่า ๆ” เสียงนั้นเหมือนเสียงของปีศาจตามมาหลอกหลอนนาง

เด็กหญิงจึงได้แต่ยกมือปิดหูของตนแน่นกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง “ลูกรัก! ลืมตาสิเจ้าเป็นอะไร” หยวนฟานพยายามปลุกลูกน้อยให้ลืมตาตื่นด้วยใจอันร้อนรุ่ม

“หลานย่าตื่นเร็วเข้า พวกเราอยู่กับเจ้าที่นี่ย่อมไม่มีใครทำอันตรายเจ้าได้ลืมตาเถอะ” หญิงชรานำผ้าเช็ดหน้าเช็ดไปยังหน้าผากของหลานสาวกล่าวอย่างเป็นทุกข์

“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” หยูเจียงได้แต่ส่งเสียงกระวนกระวายใจอยู่ภายนอกตัวรถม้าถามไถ่ด้วยความกังวล

ในความฝันซ้อนฝันของเจ้าตัวเด็กหญิงได้ยินกระแสเสียงอันอบอุ่นความเป็นห่วงอันคุ้นเคย ในที่สุดคนตัวเล็กก็ลืมตา

“ท่านแม่ ท่านย่า” หนิงอันโอบกอดแม่ของตนแน่นร้องไห้โฮเสียงดัง “ลูกรักเจ้าเพียงฝันร้ายอย่าร้องเลย ใจแม่จะขาด” หยวนฟานกอดตอบลูกสาวในขณะเดียวกันก็กล่าวปลอบลูกน้อยไปด้วย เช่นเดียวกับผู้เป็นย่าที่ยกมือลูบหลังของหลานตัวเล็กอย่างเป็นห่วง

หยูเจียงผู้อยากจะขึ้นไปโอบกอดลูกสาวใจแทบขาดได้แต่ยืนรอด้วยความอดทน จนเมื่อเขาได้ยินเสียงของบุตรสาวอันเป็นที่รักชายหนุ่มจึงได้วางใจของตนลงในที่สุด

เช้าวันต่อมา หนิงอันผู้มีดวงตาคล้ายมีแพนด้าจึงได้เดินโงนเงนซ้ายขวามาหาผู้ที่ตนนึกชังที่เป็นต้นเหตุทำให้นางฝันร้าย

“ท่านอา ข้าตกลงจะฝึกวรยุทธ์กับท่าน แต่ท่านต้องรับปากข้าว่าข้าคนนี้จะต้องเก่งจนสามารถปกป้องคนในครอบครัวได้ ไม่เช่นนั้นท่านอย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบ” เด็กหญิงวัยสี่ขวบกล่าวอย่างโอหัง

“จะ....เจ้ากล้าสบประมาทข้าอย่างนั้นเหรอ ได้! ข้าคนนี้รับปากหากเจ้าไม่เก่งข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าเลย แต่เจ้าอย่ามาร้องขอความเมตตาทีหลังก็แล้วกันหึหึ” ยงเผยหัวเราะในลำคอ สีหน้าแฝงความเจ้าเล่ห์

หากหนิงอันรู้ว่าคำพูดของตนทำให้นางเข้าสู่ภาวะลำบากในภายหลังนางคงจะไม่กล่าววาจาเช่นนั้นออกไปอย่างแน่นอน

ท่าทางของชายหนุ่มหนวดรกได้ทำให้หนิงอันรวมถึงศิษย์ทั้งสองของเขามีสีหน้าหวาดหวั่นขนอ่อนตั้งชัน

หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อยการเดินทางของครอบครัวหยูกับการเริ่มชีวิตใหม่จึงได้เริ่มขึ้น ยงเผยพาพวกเขามายังเมืองซานไห่ แม้เมืองนี้จะไม่ใหญ่โตเหมือนเมืองหลวงแต่ก็ไม่เล็ก

“ท่านจะอยู่ในเมืองหรือจะไปอยู่นอกเมืองดี” ยงเผยเอ่ยถามหยูเจียงในระหว่างที่รอทหารตรวจคนเข้าเมือง

หยูเจียงรู้สึกลังเล แม้ในเมืองจะค่อนข้างสะดวกแต่สำหรับครอบครัวของตนที่ต้องเริ่มตั้งถิ่นฐานใหม่ อีกทั้งคนก็ยังเยอะไม่เหมาะที่จะอาศัยอยู่เนื่องจากค่าใช้จ่ายน่าจะสูง

“ท่านเผยทราบหรือไม่ว่าหมู่บ้านใดอยู่ใกล้เมืองมากที่สุดพวกเราก็ไปอยู่ที่นั่นกันเถอะ” หยูเจียงตัดสินใจซึ่งหนิงอันเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของบิดา

“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ทราบแต่ข้าคิดว่าทหารหรือชาวบ้านน่าจะทราบ ท่านลองไปถามเขาดูดีหรือไม่” ยงเผยกล่าวตรงไปตรงมา

“นายท่านเรื่องนี้ให้บ่าวจัดการเองขอรับ” พ่อบ้านรุ่ยเป็นผู้กล่าวอาสาหลังจากได้ยินบทสนทนานี้

ครั้นแล้วชายวัยกลางคนก็เดินกลับมาหลังจากเดินไปไม่นาน “หมู่บ้านไหลชุนขอรับอยู่ห่างจากตัวเมืองไปเพียงสิบห้าลี้”

“ท่านเผย ข้าคิดว่าพวกเราลองไปหมู่บ้านไหลชุนกันดูเถอะ” หยูเจียงตัดสินใจ

ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาทำการบันทึกชื่อแซ่ผ่านประตูเมืองแห่งนี้เรียบร้อย ยงเผยก็พาพวกเขาเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านไหลชุนตามคำบอกของชาวบ้านทันที

หนิงอันได้แต่ครุ่นคิดในระหว่างการเดินทางเพราะในบทของตัวประกอบที่ตนเขียนนั้นมีบรรยายถึงเมืองซานไห่เอาไว้แค่ไม่กี่หน้า เนื่องจากเธอได้ให้ยงเผยพาพระเอกมาที่เมืองแห่งนี้

และได้เขียนเอาไว้ว่าให้คนผู้นี้พบกับบุคคลสำคัญที่ตามหา ดังนั้นจึงทำให้พระเอกได้ช่วยเหลือเขาไว้อย่างไม่ตั้งใจ

มาบัดนี้เมืองซานไห่ได้อยู่ต่อหน้าของนางแล้ว ‘ไม่คิดว่าเมืองแห่งนี้จะดูยิ่งใหญ่และสวยงามมากขนาดนี้’ หนิงอันพึมพำเหตุที่ในตอนนั้นนางไม่ได้บอกเรื่องเมืองแห่งนี้ออกไปก็เพราะนางอยู่ในร่างเด็ก

อีกทั้งยังอยู่แต่ในจวน และนางไม่อยากจะแอบอ้างท่านปู่กำมะลออีกหากไม่จำเป็น ส่วนเรื่องของท่านย่านั้นเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะนางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

‘สรุปในตอนนี้ข้ายังอยู่ในนิยายของตนไหม หรือว่าไม่กัน’ หนิงอันคิดอย่างสับสน
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 373

    ส่วนเด็กหญิงผู้ปลอมตัวเป็นเด็กชายก็ได้อาศัยจังหวะนี้ หนีออกไปจากกลุ่มของผู้คนอย่างว่องไว กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดุจเหยี่ยวของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยสิบห้าปี กงล้อแห่งโชคชะตาของนาง ผู้ที่เคยลิขิตให้ผู้อื่นได้เริ่มต้นขึ้นกับตนบ้างแล้ว สองเท้าของคนตัวเล็กวิ่งไปทางซ้าย ทะลุซ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 372

    เมื่อชายชราเห็นศิษย์คนโปรดถูกพี่ชายต่อว่าอย่างเย็นชา เขาจึงได้เอ่ยปากแทน เพื่ออธิบายให้คนผู้นี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังในโทษของเด็กหญิง “นางได้รับโทษแล้ว จากการฝ่าฝืนกฎของสวรรค์ นางจึงได้รับโทษลงทัณฑ์ด้วยการรับสายฟ้าเป็นจำนวนสามครั้ง ตอนนี้ร่างกายของนางกำลังจะสลาย อีกไม่นานดวงจิตขอ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 371

    หลายปีผ่านไปหมิงหมิงผู้อยู่ในวัยชรา กำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีลูกหลานรายล้อม เสียงร้องไห้ของคนเหล่านั้นทำให้เจ้าตัวอดที่จะเอ่ยปากตำหนิออกมาไม่ได้ “ร้องทำไม ทุกชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ เรื่องนี้ไม่มีใครหลีกหนีข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับตัวข้านั้นดีใจมากกว่าที่จะได้เดินทางไปพบกับพี่สาว” น้ำเ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 370

    มู่เทาจึงได้นำเงินที่ตัวเองมีพาบุคคลที่ตนช่วยเอาไว้ไปรักษา จือฉีนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอถึงสามวันเต็มอาการของเขาจึงได้ทุเลา และเมื่อรู้ว่าใครได้ช่วยเหลือตนเองเอาไว้ คนทั้งคู่ก็ทำความรู้จักและหลังจากทราบเรื่องราวของกันและกันต่างคนก็เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขานั้นช่างอาภัพเหมือนกันไม่มีผิด

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 369

    ย้อนกลับไปยังครั้งอดีต ได้มีเด็กชายตัวน้อยในห่อผ้าเก่าสีซีดที่ไม่อาจทราบสีเดิมของมันได้ว่าเป็นสีอะไร ใบหน้าซีดเหลืองของเด็กคนนั้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มบริเวณหางตา ทำให้ชายวัยกลางคนผู้มีสติไม่ค่อยสมประดีได้เกิดความรู้สึกสงสารหรืออาจจะสมเพชก็สุดจะทราบได้ เจ้าตัวจึงได้อุ้มเด็กน้อยขึ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 368

    “เรียนนายท่านผู้สูงส่ง เผื่อท่านลืมข้ามีหนังสือตัดขาดออกจากตระกูลอยู่ในมือ อีกทั้งข้าได้ละทิ้งแซ่ของท่านไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่ข้าออกจากจวนหลังนั้นชีวิตข้าก็ถือว่าได้ตายตกลงไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้หาได้มีแซ่ใด ๆ และมีความเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ข้าคงมีเพียงชื่อที่มารดาตั้งให้เพียงเท่านั้นลาก่อน” คำ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 166

    เมื่อหลินเซียวมู่ตงเป่านกหวีดก็มีองครักษ์เงาสี่นายปรากฏตัวออกมาซึ่งคนพวกนี้หากไม่ถึงคราวคับขัน พวกเขาจะไม่แสดงตัว หนิงอันมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ‘เฮยเฮยนี่คือองครักษ์เงาละ ข้าอยากมีบ้างเจ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาสิช่างรวดเร็วยิ่ง’ “อันอันเจ้ามองอ

    last updateآخر تحديث : 2026-03-25
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 153

    ส่วนที่เหลือก็หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” จบคำของหนิงอันได้ทำให้ผู้ที่กำลังต้องการให้เด็กหญิงตั้งชื่อให้บุตรหลานของตนมาได้ยินเข้าพอดีถึงกับหัวแทบคะมำ“ท่านพ่อจะให้หลานสาวตั้งชื่ออยู่หรือไม่” หรานต้า กระซิบกับบิดาเสียงเบา“ให้ นางเป็นคนช่วยทำคลอดหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร” อานไท่พูดขึ้นอย่างมั่นใจแม้ว่านางจ

    last updateآخر تحديث : 2026-03-24
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 41

    ช่วงสายของวัน หลังจากหยูเจียงจัดการนำอาหารไปให้คนงานเรียบร้อยเขาก็มานั่งเรียบเรียงเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำตามที่ตนนึกออก ในจังหวะเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบก็ได้ยินเสียงของคนมาเรียก“น้องเจียงมีคนมาหา” หรานต้าเป็นผู้เดินมาตาม เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่ได้บอกตัวตนของเขาทำให้ชายหนุ่มคนนี้ ไม่มั่นใจว่าผู้ม

    last updateآخر تحديث : 2026-03-18
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 359

    และหลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าสู่ประตูด้านใน ชีวิตของแต่ละคนนับจากนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คืนแรกพวกเขาต่างกินอิ่มนอนหลับ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เช้าวันใหม่และยังไม่ทันที่แสงแรกจะโผล่ขึ้นจับขอบฟ้า เสียงแตรก็ดังขึ้น อานเจิงกับยงฮ่าวผู้เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วรีบออกมาด้านนอกก

    last updateآخر تحديث : 2026-04-05
فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status