Partager

บทที่ 7

หยูเจียงเมื่อรับรู้ได้ถึงความจริงใจของชาวบ้านเช่นนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำในการตัดสินใจให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ไม่คิดเปลี่ยนใจมากขึ้น

แต่ทว่าที่ดินผืนนี้เล็กเกินไปสำหรับการสร้างบ้านของครอบครัวตนที่มีกันอยู่หลายชีวิต

“ท่านเผย ท่านจะอยู่กับข้าหรือว่าจะจากไปอย่างนั้นเหรอ” หยูเจียงเอ่ยถามชายวัยเดียวกัน เนื่องจากเขายังไม่รู้แน่ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้คิดอย่างไรจึงได้ถามออกมา คำถามอันแสนตรงไปตรงมาของหยูเจียงทำให้ยงเผยมีสีหน้าครุ่นคิดไปชั่วครู่

ในขณะที่ยงเผยกำลังจะอ้าปากตอบคำถามของบัณฑิตหนุ่มดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเสียก่อน เมื่อมองเห็นร่างบางของหญิงสาวนางหนึ่งเดินจูงมือเด็กชายตัวน้อยมายังทิศทางที่ตนยืนอยู่

หญิงสาวคนนั้นเองก็มีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน นางรีบอุ้มบุตรชายของตนเหน็บเข้าที่เอวพร้อมกับหันหลังเพื่อเตรียมจะวิ่งหนี

ทว่ายงเผยจะปล่อยให้นางสมประสงค์ได้อย่างไร ชายหนุ่มจึงรีบใช้วิชาตัวเบากระโจนมาทางนางอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านหลายคนต่างตกตะลึงเช่นเดียวกับหนิงอัน ‘โอ้! เจอเร็วกว่าที่คิดแฮะ’ นางคิดพร้อมกับมองไปยังภาพตรงหน้า

ยงเผยไม่คิดเหลือศักดิ์ศรีของตนเขารีบคุกเข่าลงทันที หญิงคนนั้นทั้งตกใจและคาดไม่ถึงว่าชายผู้ที่เคยเย่อหยิ่งจองหองจะยอมทำเช่นนี้ต่อหน้าตนนางจึงรีบวางลูกชายลงยืนกับพื้น

“ท่านทำอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้อยากให้คนอื่นมองว่าข้าเป็นหญิงแพศยาหรือท่านถึงได้ทำเช่นนี้” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโกรธเช่นเดียวกับใบหน้า

“เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะจูเอ๋อร์ ข้าลุกแล้ว” ชายหนุ่มหมายจะจับมือเล็กของหญิงสาว ทว่านางรีบนำมือของตนซ่อนไปด้านหลังอย่างว่องไว

เด็กชายวัยหกขวบมองชายหนุ่มหน้าหนวดผู้ที่กล้าหาญมาเรียกชื่อมารดาอย่างสนิทสนม สีหน้าแสดงความไม่พอใจหัวคิ้วของเขาหมวดมุ่นเข้าหากันแน่น

“ท่านลุง ออกไปห่าง ๆ แม่ข้า” น้ำเสียงเล็ก ๆ นั้นพูดขึ้นอย่างไม่พอใจพร้อมกับเอามือเล็กผลักไปยังต้นขาของชายหนุ่ม

ยงเผยมองการกระทำของเด็กชายอย่างพึงใจ ก่อนถามหญิงสาวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “จูเอ๋อร์ เด็กคนนี้คือลูกของเราใช่หรือไม่”

เมื่อเด็กชายได้ยินคำว่าลูกออกมาจากปากของชายร่างใหญ่ใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเครา

เขาก็รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก ‘เนื่องจากมารดามักบอกว่าบิดาของเขานั้นรูปงาม รูปร่างองอาจสง่าผ่าเผยแต่ที่เห็นในตอนนี้มันช่างแตกต่างจากที่ตนจินตนาการไว้มากเหลือเกิน’ เขาคิดก่อนที่จะโพล่งสวนออกไป

“ท่านพูดอะไร ท่านแม่เคยบอกว่าบิดาของข้านั้นรูปงาม สง่าผ่าเผยแล้วดูตัวท่านสิ ท่านอย่ามาโป้ปด” เด็กชายตะเบ็งเสียงดังแย้งขึ้นทันที

ยงเผยคิ้วกระตุกกับถ้อยคำของบุตรตัวน้อย พลางคิดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า ‘เจ้าบุตรคนนี้มารดามันเถอะกล้ามาดูถูกคนอย่างข้า’

“เสี่ยวฮ่าว!” หมิงจูเรียกชื่อบุตรชายเสียงเย็นทำให้เด็กชายตัวเล็กยอมสงบปากของตนลง

ชาวบ้านกลุ่มใหญ่หลังจากได้ยินคำกล่าวของคนทั้งสามทำให้พวกเขาพากันสับสน

“หมิงซื่อ[1] สิ่งที่ชายคนนั้นพูดออกมานั้นเป็นจริงหรือไม่ หาไม่แล้วพวกเราจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าที่ถูกเขาสบประมาท” แม่เฒ่าชราชี้นิ้วไปทางยงเผยเอ่ยถามหญิงสาวผู้พลัดถิ่นอย่างอาทร

หญิงสาวนามหมิงจูแม้ใจไม่อยากจะยอมรับ แต่เมื่อคิดว่าหากปฏิเสธออกไปชาวบ้านผู้น่ารักและแสนใจดีเหล่านี้จะต้องช่วยเหลือตนตามที่พูดเป็นแน่ นางจึงได้แต่กัดปากของตนพยักหน้าอย่างจำใจ

“เขาเป็นสามีของข้า พ่อของฮ่าวเอ๋อร์[2] จริงเจ้าค่ะ” คำพูดของนางเสมือนสายฟ้าฟาดใส่เด็กชายแต่กลับนำพามาซึ่งความยินดีให้กับชายหน้าหนวดยังไม่ทันที่ชายคนนี้จะดีใจ

“ไม่!!..ต้องไม่ใช่ข้าไม่ยอมรับ” ยงฮ่าวน้ำตาไหลอาบแก้มตะโกนจนสุดเสียง

จากนั้นเขาก็วิ่งหนีเข้าป่าข้างทางไปอย่างรวดเร็วไม่ทันให้ใครได้ตั้งตัว การกระทำของเด็กน้อยนั้นนำพามาซึ่งความเจ็บปวดให้ผู้เป็นบิดาเป็นอย่างมาก

“ข้าจะไปตามเขาเอง เจ้าวางใจเถอะ” ยงเผยรีบวิ่งตามเด็กชายไปทันที หนิงอันรู้สึกว่าเหตุการณ์ช่างผิดแปลกไปอย่างสิ้นเชิง

‘แทนที่เด็กชายตัวน้อยจะดีใจเมื่อพบหน้าบิดาแล้วเป็นสะพานเชื่อมให้เขากับมารดาได้คืนดีกันตามเนื้อเรื่องเดิม แต่นี่ลืมไปเถอะสรุปได้ว่าข้าไม่ได้อยู่ในโลกแห่งนิยายของตนอีกต่อไปแล้ว’ หนิงอันแหงนหน้ามองฟ้ากล่าวในใจ

“อาไท่ เจ้าคิดว่าพวกเราควรจะช่วยกันออกตามหา ฮ่าวเอ๋อร์ดีหรือไม่ นี่ก็บ่ายคล้อยแล้วหากฟ้ามืดข้าเกรงจะเกิดอันตราย” เฒ่าชรากล่าวออกมาอย่างเป็นห่วงเด็กชายคนนั้น

“เรื่องนี้” ในขณะที่อานไท่กำลังลังเลอยู่นั้นเสียงของหยูเจียงก็เอ่ยขึ้นมา “ท่านอาพวกข้าก็จะไปช่วยขอรับ ท่านรีบไปตามคนอื่นเถอะ เด็กตัวแค่นั้นอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้”

ครั้นแล้วอาไท่จึงพยักหน้ารับพร้อมกับรีบขี่ม้าจากไป ทางด้านหยูเจียงจึงได้หันหน้าไปสั่งพ่อบ้านของตน

“เราทั้งสองคนก็ไปช่วยกันตามหาเด็กคนนั้นเถอะ ส่วนเจ้าพ่อจะไปส่งให้อยู่กับแม่ก่อนอย่าดื้อเข้าใจหรือไม่” หยูเจียงบ่ายหน้าไปทางบุตรสาวกล่าวย้ำ

“ท่านพ่อ ให้ข้าไปตามหาเขาด้วยเถอะเจ้าค่ะ อย่างน้อยหากเขายังดื้อดึงข้าเป็นเด็กเหมือนกันน่าจะคุยกับเขาได้ง่ายกว่า” หนิงอันกล่าวประโยคนี้ออกมาหลังจากคิดดีแล้ว

หยูเจียงแม้ไม่อยากจะทำตามคำขอข้อนี้ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมายทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวอย่างไม่มีข้อสงสัย “ก็ได้ แต่เจ้าจงจำไว้ว่าต้องเชื่อฟังพ่อ” หยูเจียงยังไม่วายกำชับ

หนิงอันพยักหน้าราวลูกเจี๊ยบจิกข้าวสารทำให้ชาวบ้านยิ่งรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้นไปอีก

เฒ่าชราแม้จะมีอาการเจ็บเอวอยู่แต่เรื่องของเด็กชายผู้ที่ตนเห็นมาตั้งแต่เล็กนั้นเขาจะทำเป็นนิ่งเฉยไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงอาสานำทางให้กับพวกหยูเจียงเองโดยไม่รออานไท่

สองป่าข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่กำลังยืนต้นเหี่ยวเฉาคล้ายรอวันแห้งตาย

เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูเหมันต์แม้อากาศจะยังไม่หนาวจัดแต่คงเย็นอยู่มาก อีกอย่างน้ำในลำธารใหญ่ก็เหือดแห้งจนหนิงอันที่กำลังเดินผ่านได้แต่งุนงง ‘เอาไว้ค่อยมาสำรวจภายหลัง’ นางคิดในขณะที่กำลังเดินตามผู้ใหญ่ทั้งสามคน

สองเท้าเล็กของเด็กหญิงเร่งเดินตามผู้ใหญ่จนเหนื่อยหอบ กระนั้นนางก็ไม่ปริปากบ่นออกมา

หยูเจียงรู้สึกสงสารบุตรสาวเป็นอย่างมากเขาจึงนั่งยองหันหลังให้บุตรสาว “อันอันมาขี่หลังพ่อเถิด ข้าจะแบกเจ้าเอง”

หนิงอันมองแผ่นหลังกว้างอย่างลังเล ในที่สุดนางจึงได้แนบลำตัวของตนติดแผ่นหลังกว้างของบิดาผู้มีรูปร่างบอบบางทว่าเขากลับดูแข็งแกร่งในความรู้สึกของนางเป็นอย่างมาก

หยูเจียงผู้มีบุตรสาวอยู่บนหลังหาได้ความเร็วลดลงไม่ แม้ว่าเขาจะเป็นบัณฑิตแต่เนื่องจากตอนยังเด็กทำงานหนักมาไม่น้อยดังนั้นการแบกเด็กตัวเล็กจึงไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก

คนทั้งสองของครอบครัวหยูต่างเดินตามผู้เฒ่าอย่างไม่ลดละ อย่าดูถูกชายชราอายุเจ็ดสิบกว่าคนนี้เด็ดขาดแม้จะอายุมากทว่าสองเท้าของเขากลับเดินได้อย่างคล่องแคล่ว

อีกทั้งการแกะรอยของเขานั้นก็แม่นยำ เพราะในตอนนี้พวกเขาทั้งสี่คนได้มาเจอยงเผยแล้วนั่นเอง

ชายหนุ่มได้แต่ยืนคอตกอยู่หน้าโพรงที่เล็กกว่าตัวของเขาแต่ใหญ่กว่าตัวของหนิงอันเล็กน้อยด้านหน้า

“เสี่ยวฮ่าวล่ะ” น้ำเสียงแหบแห้งของชายชราถามขึ้นทันทีเมื่อมองไม่เห็นเด็กชายตัวน้อย ยงเผยยกนิ้วชี้ข้างขวาไปทางโพรงแห่งนั้น

“เล็กขนาดนี้จะเข้าไปยังไง” พ่อบ้านรุ่ยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ดีนัก ในขณะเดียวกันก็กวาดสายตามองสำรวจด้านในไปด้วย

“ท่ายยงแน่ใจหรือว่าเด็กคนนั้นเข้าไปในนี้” หยูเจียงถามชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังมีใบหน้าหม่นอย่างที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน

ยงเผยทำเพียงพยักหน้ารับภายในใจรู้สึกหวาดกลัวเนื่องจากเขาไม่รู้ว่าด้านในนั้นจะมีสัตว์อันตรายอยู่หรือไม่

“ท่านพ่อให้ข้าเข้าไป” หนิงอันพูดขึ้น ครั้งนี้หยูเจียงไม่คิดทำตามคำขอของบุตรีด้วยกลัวจะเกิดอันตรายเขาจึงนิ่งเฉยให้กับคำขอของนาง

ยงเผยดวงตาสว่างวาบแต่แล้วก็อับแสงลงอีกครั้ง ‘ข้าจะให้ใครมาเสี่ยงเรื่องของตนไม่ได้อย่างเด็ดขาด’ เขาค้านในใจ

หนิงอันขยับตัวไปมาด้านหลังของบิดาทำให้หยูเจียงจำใจต้องให้นางยืนลงกับพื้นเพราะกลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะตกลงมา

“ท่านพ่อ ได้โปรดเชื่อใจข้า” เด็กหญิงนำมือเล็กของตนประคองไปที่หน้าของบิดาพูดอย่างแน่วแน่

“ตะ...” หยูเจียงกำลังจะเอ่ยค้านทว่าก็ไม่ทันความเร็วของบุตรสาวที่วิ่งลับหายเข้าไปในโพรงเสียแล้ว

โพรงแห่งนี้สำหรับเด็กตัวเล็กอย่างหนิงอันกับยงฮ่าวถือว่าไม่เล็กแต่ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ตัวโต สองเท้าของเด็กหญิงก้าวเดินอย่างระมัดระวังตามแสงสว่างที่ลอดผนังถ้ำลงมาจากด้านบน

“พี่ชายท่านอยู่ไหน ตอนนี้ข้ากลัวมากเลยออกมาช่วยข้าหน่อย” หนิงอันป้องปากตะโกนร้องเรียกหาเด็กชายผู้อายุมากกว่า ส่วนสองตาก็คอยสาดส่ายไปจนทั่ว

ยังไม่ทันที่นางจะพบเข้ากับเด็กชายตัวน้อยก็เห็นของดีเข้าเสียก่อน “จะใช่ไหมนะ” อันอันรีบสาวเท้าน้อย ๆ ของตนเดินไปยังจุดที่เห็นทันทีด้วยใจลุ้นระทึก

“โฮะ ๆ สวรรค์ก็ไม่ใจร้ายกับข้านัก” เสียงหัวเราะคล้ายกับตัวร้ายดังสะท้อนไปทั่วทั้งโถงถ้ำ

ทำให้ยงฮ่าวผู้กำลังนั่งก้มหน้ากอดเข่าตัวสั่นอย่างหวาดกลัว ‘ต้องเป็นปีศาจแน่ ๆ เสียงหัวเราะแหลมสูงขนาดนี้ ข้าจะทำยังไงดี ทำยังไง ท่านแม่ช่วยลูกด้วย’ เด็กชายยิ่งเอามือโอบกอดเข่าของตนแน่นคิดอย่างหวาดหวั่น

ส่วนหนิงอันตัวน้อยผู้ไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปก็กำลังคิดหาวิธีนำเทพเจ้าแห่งชีวิตออกไปด้านนอก

‘ข้าเจอของดีแต่จะเอาออกไปได้ยังไง ทำไมข้าไม่เขียนให้เด็กคนนี้มีมิติหรือตัวช่วยวิเศษนะ ยัยอันอันจอมบื้อ’

อันอันนั่งอยู่หน้าเห็ดหลินจือที่มีทั้งสีน้ำตาลแดง สีเหลือง สีขาวทั้งเล็กและใหญ่อย่างเจ็บใจน้ำตาจวนเจียนจะหยด

ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า “หนูน้อยเจ้ามาช่วยข้าสิ สิ่งที่เจ้าอยากได้ข้าจะทำให้เป็นจริง” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดหลอกล่อ

[1] ซื่อในที่นี้หมายถึงคำต่อท้ายเรียกหญิงที่แต่งงานแล้ว

[2] เอ๋อร์ในที่นี้หมายถึงใช้เรียกบุคคลที่อายุน้อยกว่าตน
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 373

    ส่วนเด็กหญิงผู้ปลอมตัวเป็นเด็กชายก็ได้อาศัยจังหวะนี้ หนีออกไปจากกลุ่มของผู้คนอย่างว่องไว กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดุจเหยี่ยวของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยสิบห้าปี กงล้อแห่งโชคชะตาของนาง ผู้ที่เคยลิขิตให้ผู้อื่นได้เริ่มต้นขึ้นกับตนบ้างแล้ว สองเท้าของคนตัวเล็กวิ่งไปทางซ้าย ทะลุซ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 372

    เมื่อชายชราเห็นศิษย์คนโปรดถูกพี่ชายต่อว่าอย่างเย็นชา เขาจึงได้เอ่ยปากแทน เพื่ออธิบายให้คนผู้นี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังในโทษของเด็กหญิง “นางได้รับโทษแล้ว จากการฝ่าฝืนกฎของสวรรค์ นางจึงได้รับโทษลงทัณฑ์ด้วยการรับสายฟ้าเป็นจำนวนสามครั้ง ตอนนี้ร่างกายของนางกำลังจะสลาย อีกไม่นานดวงจิตขอ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 371

    หลายปีผ่านไปหมิงหมิงผู้อยู่ในวัยชรา กำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีลูกหลานรายล้อม เสียงร้องไห้ของคนเหล่านั้นทำให้เจ้าตัวอดที่จะเอ่ยปากตำหนิออกมาไม่ได้ “ร้องทำไม ทุกชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ เรื่องนี้ไม่มีใครหลีกหนีข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับตัวข้านั้นดีใจมากกว่าที่จะได้เดินทางไปพบกับพี่สาว” น้ำเ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 370

    มู่เทาจึงได้นำเงินที่ตัวเองมีพาบุคคลที่ตนช่วยเอาไว้ไปรักษา จือฉีนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอถึงสามวันเต็มอาการของเขาจึงได้ทุเลา และเมื่อรู้ว่าใครได้ช่วยเหลือตนเองเอาไว้ คนทั้งคู่ก็ทำความรู้จักและหลังจากทราบเรื่องราวของกันและกันต่างคนก็เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขานั้นช่างอาภัพเหมือนกันไม่มีผิด

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 369

    ย้อนกลับไปยังครั้งอดีต ได้มีเด็กชายตัวน้อยในห่อผ้าเก่าสีซีดที่ไม่อาจทราบสีเดิมของมันได้ว่าเป็นสีอะไร ใบหน้าซีดเหลืองของเด็กคนนั้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มบริเวณหางตา ทำให้ชายวัยกลางคนผู้มีสติไม่ค่อยสมประดีได้เกิดความรู้สึกสงสารหรืออาจจะสมเพชก็สุดจะทราบได้ เจ้าตัวจึงได้อุ้มเด็กน้อยขึ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 368

    “เรียนนายท่านผู้สูงส่ง เผื่อท่านลืมข้ามีหนังสือตัดขาดออกจากตระกูลอยู่ในมือ อีกทั้งข้าได้ละทิ้งแซ่ของท่านไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่ข้าออกจากจวนหลังนั้นชีวิตข้าก็ถือว่าได้ตายตกลงไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้หาได้มีแซ่ใด ๆ และมีความเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ข้าคงมีเพียงชื่อที่มารดาตั้งให้เพียงเท่านั้นลาก่อน” คำ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 166

    เมื่อหลินเซียวมู่ตงเป่านกหวีดก็มีองครักษ์เงาสี่นายปรากฏตัวออกมาซึ่งคนพวกนี้หากไม่ถึงคราวคับขัน พวกเขาจะไม่แสดงตัว หนิงอันมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ‘เฮยเฮยนี่คือองครักษ์เงาละ ข้าอยากมีบ้างเจ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาสิช่างรวดเร็วยิ่ง’ “อันอันเจ้ามองอ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-25
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 153

    ส่วนที่เหลือก็หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” จบคำของหนิงอันได้ทำให้ผู้ที่กำลังต้องการให้เด็กหญิงตั้งชื่อให้บุตรหลานของตนมาได้ยินเข้าพอดีถึงกับหัวแทบคะมำ“ท่านพ่อจะให้หลานสาวตั้งชื่ออยู่หรือไม่” หรานต้า กระซิบกับบิดาเสียงเบา“ให้ นางเป็นคนช่วยทำคลอดหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร” อานไท่พูดขึ้นอย่างมั่นใจแม้ว่านางจ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-24
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 41

    ช่วงสายของวัน หลังจากหยูเจียงจัดการนำอาหารไปให้คนงานเรียบร้อยเขาก็มานั่งเรียบเรียงเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำตามที่ตนนึกออก ในจังหวะเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบก็ได้ยินเสียงของคนมาเรียก“น้องเจียงมีคนมาหา” หรานต้าเป็นผู้เดินมาตาม เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่ได้บอกตัวตนของเขาทำให้ชายหนุ่มคนนี้ ไม่มั่นใจว่าผู้ม

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-18
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 359

    และหลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าสู่ประตูด้านใน ชีวิตของแต่ละคนนับจากนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คืนแรกพวกเขาต่างกินอิ่มนอนหลับ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เช้าวันใหม่และยังไม่ทันที่แสงแรกจะโผล่ขึ้นจับขอบฟ้า เสียงแตรก็ดังขึ้น อานเจิงกับยงฮ่าวผู้เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วรีบออกมาด้านนอกก

    last updateDernière mise à jour : 2026-04-05
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status